บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

รวมงานเขียนและแนวคิด
กระบี่ดาวแดง
leehonglong@hotmail.com

กระบวนทัศน์องค์รวมพหุภาพ (ต่อ)

มิติที่ 6 มิติแห่งวงแหวน
ดังได้กล่าวมาแล้ว...การอ้างอิงใดๆในปัจจุบัน..ล้วนเป็นการอ้างอิงในการตรวจวัดเป็นแบบอ้างอิงหรือแบบจำลองในกรอบ4มิติ...คือกว้าง..ยาว...ลึกหรือหนา...และเวลา...รวมเป็นกาลาวกาศ4มิติอันเป็นความต่อเนื่องของเหตุการณ์ในที่ว่าง...และบนพื้นฐานการวิเคราะห์แห่งความต่อเนื่องของการประจักษ์หรือการต่อเนื่องการปรากฎใดๆของวัตถุ....ด้วยเครื่องวัดที่อายตนะมนุษย์สามารถรับรู้ได้....
เรายังขาดการวิเคราะห์....ความต่อเนื่องแห่งการขาดหายไปของเหตุการณ์...ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่มีขอบเขตขนาดใหญ่....ตัวแปรที่เป็นอนันต์...อนัตตา..... จากมิติที่5อันเป็นมิติแห่งเงา....เราจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบทางวัตถุภายใต้อันตรกิริยากับภายนอก...ก่อให้เกิด...เงาแห่งอดีต....เงาแห่งปัจจุบัน....และเงาแห่งอนาคต..เมื่อมีการเปรียบเทียบภายใต้กรอบอ้างอิง.....ในความต่อเนื่องของเหตุการณ์และความต่อเนื่องในการขาดหายไปของเหตุการณ์....
มิติแห่งวงแหวน....หมายถึง...มิติหนึ่งที่ดำรงอยู่ของวัตถุ...หรือศักย์ที่ดำรงอยู่นั้นๆได้ส่งผ่านพลังงานออกมาภายนอก....
ตัวอย่างเช่น วัตถุทุกชนิด มีการแผ่รังสีออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน....คนก็เช่นกันที่มีการแผ่พลังงานเหล่านี้ออกมาที่ไม่เหมือนกัน...ทั้งในทางฟิสิกส์...ทางสังคม....ทางจิตวิญญาณ...ตามคุณภาพที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน...
ในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ในสาขาวิชา spectroscopy หรือการศึกษาคุณสมบัติของวัตถุที่มีการแผ่รังสีออกมาในรูปของคลื่นที่เป็นแถบสเปกตรัมที่แตกต่างกัน...
ในหน่วยองค์รวมทางชีวภาพ...เช่นมนุษย์...ก็มีการแผ่พลังงานออกมาภายนอก...ในทางฟิสิกส์เช่น..ออร่า...อันเกิดจากศักย์ที่ดำรงอยู่ทางกายภาพ....จากการถ่ายภาพด้วยเทคนิคพิเศษ..จะทำให้เห็นว่า...แต่ละคนมีรังสีที่แผ่ออกมาไม่เหมือนกัน......ในทางสังคม...ศักย์ที่ดำรงอยู่ภายใต้อันตรกิริยาในทางสังคมที่แต่ละคนมีที่แตกต่างกัน....ก็แสดงออกในรูป...บารมี...ความเชื่อถือ...ความรัก....ความศรัทธา..ฯลฯ....
พลังงานศักย์...ที่แผ่ออกมาภายนอก...ล้วนเพื่อเกิดการปรับดุลยภาพ...กล่าวคือเพื่อรักษาสมดุลกับแรงกระทำจากภายนอก...หรือสภาพแวดล้อม...
การหมุน การสั่นสะเทือน การสร้างตนเองขึ้นมาใหม่ การดูดกลืน การแผ่รังสี การสอดแทรก การหักล้าง การเสริม การแตกตัว การรวมตัว ฯลฯ ล้วนแล้วเป็นการปรับดุลยภาพ... สิ่งใดๆ....ที่มีการดำรงอยู่ในความต่อเนื่องของกาลาวกาศ...ย่อมมีการดำรงอยู่ของมิติแห่งวงแหวน...ที่มีปริมาณและคุณภาพที่แน่นอนอย่างสัมพัทธ์จำนวนหนึ่ง...อันส่งผ่านออกไปยังภายนอกที่มีอันตรกิริยาภายใต้สนามแรงนั้นๆ......
ขอบเขตการตรวจวัด...จึงไม่ควรจำกัดแค่ความกว้าง....ความยาว...ความหนา...และหน่วยเวลา.....หากยังมีขอบเขตของ...เงา...และ...ขอบเขตแห่งวงแหวน...ดำรงอยู่....

แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ปัจจุบัน...อันเป็นแบบจำลองกาลาวกาศ4มิติ...ได้อธิบายการดำรงอยู่ของสิ่งต่างๆ....ภายใต้ความเชื่อในการอ้างอิงในเชิงประจักษ์นิยมที่อายตนะสามารถรับรู้การตรวจวัดนั้นได้....และภายใต้การประมาณการจากเครื่องมือตรวจวัดที่อยู่บนพื้นฐานอายตนะมนุษย์รับรู้...
ข้อจำกัดของการหาข้อสรุปจากลักษณะทั่วไปสู่ลักษณะเฉพาะหรือวิธีการอุปนัย...และวิธีการค้นคว้าลักษณะเฉพาะไปสู่ข้อสรุปทั่วไป..หรือนิรนัย....นั้นล้วนมีข้อจำกัดในการอธิบายทั้งนี้เนื่องจาก...
การประกอบขึ้นของเหตุการณ์ใดๆล้วนมีขอบเขตในการดำรงอยู่ที่แตกต่างกัน...
ระบบการอ้างอิงปัจจุบันของเราอยู่ที่ความเร็วสุดที่ความเร็วแสง....และยืนยันในความคิดที่ว่า...ไม่มีสิ่งที่มีมวลวัตถุใดๆเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงกว่าความเร็วแสง... ในจักรวาล....ประกอบไปด้วยความเร็วสัมพัทธ์ของระบบที่มีการเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมออยู่หลายระบบความเร็ว...ความเร็วที่เหนือกว่า186,000ไมล์ต่อชั่วโมงของกาแลกซี่มากมาย....กลุ่มดาวจำนวนมาก...กลุ่มพลาสมา...ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงกว่าความเร็วแสง...
ระบบที่เรายึดถืออ้างอิงคือความเร็วแสง....หรือ C ยกกำลังสอง...ที่แสงเดินทางจากวัตถุมาสู่สายตาและเดินทางกลับ....

ถ้าเราเปรียบเทียบระบบความเร็วระบบสุริยะของเรา....สมมติว่าเหมือนรถยนตร์ที่วิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอ50ไมล์ต่อชั่วโมง....
อีกระบบหนึ่ง...วิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอ 200ไมล์ต่อชั่วโมง..หรือ4เท่าของระบบเรา...

สมมติว่า...รถทั้งสองคันออกมาจากจุดสตาร์ทเดียวกัน เช่นเดียวกันกับก่อนการระเบิดใหญ่..และวิ่งไปบนเส้นทางเดียวกัน....
เราซึ่งอยู่บนรถที่วิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอ 50ไมล์ต่อชั่วโมง...ก็ย่อมไม่สามารถที่จะตามไปให้ทันรถที่วิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอ200ไมล์ต่อชั่วโมงได้ทัน....
และถ้าหาก เปรียบเทียบว่า ความเร็ว50ไมล์ต่อชั่วโมงคือระบบความเร็วแสง....เราก็ไม่มีสิทธิ์มองเห็นหรือสัมผัสสิ่งนั้นได้เลย....เพราะแสงเดินทางตามก็ไม่ทัน....
แต่เราก็รู้ว่ามีสิ่งนั้นดำรงอยู่....

ในทำนองเดียวกัน....ระบบของสิ่งที่ช้า...ไม่มีความเร็วจนเหมือนกับหยุดนิ่งอย่างสัมพัทธ์เมื่อเทียบกับความเร็วของเรา...ระบบเหล่านี้ก็ยังมีอยู่...

ระบบพลังงานทางจิตของมนุษย์.....เช่นสุนทรียภาพต่างๆ....การตรวจวัดหาค่าประมาณการที่แน่นอนย่อมเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก....
ความรัก...ความงาม...ความโกรธ...ความเกลียด...หรืออารมณ์ต่างๆที่แสดงออกของคนเรา
มนุษย์เราสามรถรับรู้ได้และยอมรับว่ามีอยู่จริง....
เช่น ความรัก...ของหญิงชาย...ที่ต่างฝ่ายก็ไม่รู้ว่าตำแหน่งแห่งที่(space)มันดำรงอยู่ที่ไหน...แต่ก็สามารถ...รังสรรค์ขึ้นมาและรับรู้ร่วมกันได้....
ตำแหน่งแห่งที่ใดๆ....ล้วนสัมพันธ์กับความเร็วของระบบ....
การรับรู้ทางจิตใจ....เป็นการรับรู้ของระบบความเร็วสัมพัทธ์ที่สูงกว่า...อันไม่ถูกจำกัดจากตำแหน่งแห่งที่เหมือนเช่นมวลทางวัตถุ.... อวกาศ...หรือที่ว่าง...ย่อมไม่ใช่ที่ว่างโดยปราศจากการดำรงอยู่ของสิ่งใดๆ.....หากประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน...
สนามแรงที่ดำรงอยู่ในที่ว่างในจักรวาล...ประกอบไปด้วยเงื่อนไขอันก่อเกิดอันตรกิริยาของมวลพลังงานที่ต่างกัน....
ไม่ต่างจาก...ตะแกรง...ที่มีความถี่แตกต่างกัน....
ตะแกรงหยาบๆ...ย่อมสามารถกรองมวลวัตถุไว้ได้...
แต่สิ่งที่เล็กลงไปมากๆ....ก็ต้องอาศัยสนามแรงหรือตะแกรงที่มีขนาดความถี่ละเอียดยิบ...
และพลังงานที่สูง...

สนามแรงเหล่านี้....อีกมากมายบนจักรวาลนี้ที่เรายังไม่ค้นพบ....หากจะอาศัยเพียงแค่ประจักษ์นิยมบนพื้นฐานของตะแกรงที่หยาบ....
ในการอธิบายแบบประจักษ์นิยม ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในความต่อเนื่องของกาลาวกาศใน4มิติของวัตถุ...จะเห็นว่าจักรวาลมีขอบเขต...และอยู่ในระบบปิด...กล่าวคือ...
ขอบเขตที่อ้างอิงอันจำกัดในค่าตัวเลขที่แน่นอนทางคณิตศาสตร์...เช่นค่าอนันต์ที่ไม่อาจทราบค่าได้....และการอ้างอิงค่าคงที่ที่ค่าความเร็วสูงสุดเท่าแสง..... ถ้าหากว่า...จักรวาลการดำรงอยู่ของสนามแรงที่มีหลากหลายของสนามแรง....ที่แปรเปลี่ยนไปตามกระบวนแห่งอันตรกิริยาที่แตกต่างกัน....
ระบบจักรวาลบนแบบจำลองคณิตศาสตร์ของระบบความเร็วสูงสุดที่ความเร็วแสง....ก็ไม่ต่างจาก.......ผ้าผืนหนึ่งที่ขึงตึงทุกด้านโดยไร้แรงต้านทานใดๆเหมือนเช่นสนามแรงที่มีอันตรกิริยากับมวลพลังงานก่อรูปขึ้นภายใต้ระบบความเร็วสูงสุดเท่าความเร็วแสง.....โดยมีอาณาเขตุของสนามแรงอื่นๆล้อมรอบ....และผ่านทะลุเข้าออกบนผ้าผืนนั้นราวกลับไม่มีผ้าดำรงอยู่.....ในขณะที่ในระบบของผ้า....หยาบเกินไปจะแทรกเข้าไปในสนามแรงที่ละเอียดอื่นๆเหล่านั้นที่ดำรงอยู่.... มิติแห่งวงแหวน....เป็นเพียงการทำความเข้าใจในสถานะหนึ่งที่ดำรงอยู่ของวัตถุบนสนามแรง...
การม้วนตัว...เกาะเกี่ยวและก่อรูปใหม่ของสนามแรงต่างๆภายใต้อันตรกิริยากับกลุ่มพลังงานจำนวนหนึ่งก่อรูปการดำรงอยู่ของวัตถุในที่ว่างสมมตินั้นๆ.....
กลุ่มพลังงานเหล่านั้น...นอกเหนือจากการตรวจวัดขนาดความกว้าง...หนา...ลึก...เพื่อทำความเข้าใจขนาดปริมาณ....การดำรงอยู่ในที่ว่างแห่งเหตุการณ์นั้นๆของกลุ่มพลังงานหรือมวลพลังงานเหล่านี้ยังมีการดำรงอยู่ของ....ปริมาณแห่งอันตรกิริยาที่เกิดขึ้นกับสนามแรงทุกสนามแรง....
ภายใต้อันตรกิริยา...ของระบบที่มีความเร็วแตกต่างกันหลายระบบ....
ก่อเกิดองค์รวมใหม่ของมวลพลังงาน...ที่แตกต่างกันออกไป....เมื่อมีการจำแนกแจกแจงประเภท.....
การดำรงอยู่ในที่ว่างแห่งเหตุการณ์...ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค...
จาก giga ไปจนถึง exa และอนันต์....และจาก nano ไปจนถึง atto และอนันต์.....ในหน่วยวัดทางคณิตศาสตร์.....ทั้งการวัดขนาดปริมาณและการหาค่าเวลาเพื่อทำการจำแนกจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด....

กลุ่มพลังงานที่ก่อเกิดจากการรวมตัวขึ้น...ภายใต้อันตรกิริยากับสนามแรง....ยังมีการส่งพลังงานออกไปข้างนอก.....ในขณะที่มีการดูดกลืนพลังงานเข้ามา....
การส่งพลังงานและการดูดกลืนพลังงาน...จึงเป็นคุณสมบัติหนึ่งของมวลพลังงานใดๆที่ดำรงอยู่ในที่ว่างแห่งเหตุการณ์....
ขอบเขตุ...ของพลังงานที่ส่งออก...และดูดกลืนเข้ามา....ในปริมาณและคุณภาพจึงเป็นขอบเขตุของตำแหน่งแห่งที่(space)ที่ดำรงอยู่ในที่ว่างแห่งเหตุการณ์นั้นๆของวัตถุ....หรือเรียกว่า...
มิติแห่งวงแหวน....อันเป็นคุณสมบัติหนึ่งในการตรวจวัดปริมาณและคุณภาพของวัตถุ..หรือมวลพลังงานใดๆ.... การวิเคราะห์กระบวนแห่งการพัฒนาไป...ภายใต้กรอบเวลา...สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ...การหมุน...อันเป็นพื้นฐานจากอันตรกิริยากับสนามแรง.....และ...สนามแรงเสมือน....อันเป็นผลที่เกิดขึ้นในการก่อรูปการใหม่ของสนามแรงและมวลพลังงานนั้นๆภายใต้การเคลื่อนที่ไปในระบบ....
ที่มีความเร็วแตกต่างกัน.....
..................................
มิติทึ่7 มิติแห่งองค์รวมของการทับซ้อน(องค์รวมพหุภาพในทางกายภาพ) ความหมายของคำว่า...พหุภาพ...ในที่นี้หมายถึงการดำรงอยู่ขององค์รวมหลายๆองค์รวมย่อยที่ก่อรูปเป็นการดำรงอยู่ในที่ว่างแห่งเหตุการณ์ขององค์รวมใหญ่....และก่อเกิดคุณสมบัติใหม่ที่แตกต่างจากองค์รวมย่อยๆเหล่านั้น....
ตัวอย่างเช่น...เมื่อเรามองดูภาพพิมพ์ภาพหนึ่ง...หรือภาพถ่ายภาพหนึ่งซึ่งสะท้อนและบันทึกเหตุการณ์นั้นๆในลักษณะของความเสมือนจริงตามทางธรรมชาติที่อายตนะเรารับรู้....
แต่เมื่อเราแยกย่อยออกไปเป็นองค์รวมย่อยอย่างหยาบๆ....ในแม่สีต่างๆของการพิมพ์...ก็จะได้ภาพในองค์รวมสีแดง...องค์รวมสีเหลือง...องค์รวมสีน้ำเงิน....องค์รวมสีดำ....องค์รวมสีขาว....และองค์รวมสีทอง...เป็นต้น...
ภาพแต่ละภาพขององค์รวมย่อยๆนั้นล้วนแตกต่างกัน... นอกจากนั้นความเข้มข้นของเม็ดสกรีนก็ยังแตกต่างกัน.....
ในทางธรรมชาติ...เช่นองค์รวมแสงดวงอาทิตย์ที่เป็นสีขาว...เมื่อผ่านปริซึม...เราก็จะเห็นว่าประกอบไปด้วยแสงที่มีสีต่างๆ7สี....และแต่ละสีก็มีคลื่นความถี่ที่แตกต่างกัน....
ในฟิสิกส์อนุภาค...ในควอนตัมฟิสิกส์ก็จะมีการจำแนก..แบบชุดตัวเลขและค่าต่างๆอันประกอบเป็นองค์รวมของอนุภาคที่แตกต่างกัน....
ในทางชีววิทยา....องค์รวมทางสารโปรตีนที่ประกอบเป็น ดีเอ็นเอ...ต่างล้วนประกอบไปด้วยองค์รวมพหุภาพย่อยของสารโปรตีนแต่ละชนิด.....
ในทางสังคมก็เช่นกัน...เช่นระบอบประชาธิปไตย....ซึ่งก็คือระบอบองค์รวมพหุภาพในการใช้อำนาจรัฐ...ในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
จะเห็นได้ว่า องค์รวมระบอบประชาธิปไตยจะประกอบไปด้วย....องค์รวมย่อยๆของระบอบอำนาจต่างๆ....เช่นอำนาจเผด็จการ อำนาจประชาธิปไตย อำนาจธรรมาธิปไตย เป็นต้น... หรืออาจกล่าวได้ว่า....
ไม่มีสรรพสิ่งใดๆในจักรวาล....ที่ดำรงอยู่ในที่ว่างแห่งเหตุการณ์หรือ สเปก...จะก่อรูปตนเองขึ้นมาอย่างโดดๆโดยไม่ได้ประกอบไปด้วยองค์รวมย่อยๆอื่นๆ....ซึ่งก่อรูปขึ้นมาภายใต้อันตรกิริยากับภายนอก
และยังสัมพันธ์กับผู้สังเกตุนั้นๆด้วย..........................................
มิติที่8..มิติแห่งการทับซ้อนของเวลา(พหุภาพของเวลา)
จากที่กล่าวมาแล้วถึงมิติที่ 7 เป็นมิติแห่งการทับซ้อนในแง่ของพหุภาพที่ดำรงอยู่ในspace เดียวกัน...สำหรับมิติที่8 จะมองในแง่ของระบบเวลาที่มีการทับซ้อนกันหลายๆระบบในองค์รวมเดียวกัน... ก็คงได้กล่าวไปบ้างใน...หัวข้อฟิสิกส์ระบำปลายเท้า..
คงจะเป็นการกล่าวสรุปอย่างกว้างๆ....ตามข้อจำกัดของการบันทึกในบล็อก...และการอ่านที่ต้องใช้เวลาสั้นๆ...ระบบเวลาแห่งจักรวาล ทฤษฎีปัจจุบันที่ยึดถือทฤษฎีบิ๊กแบงก์ ของสตีเฟน ฮอว์กิน....อธิบายถึงการกำเนิดเวลานับตั้งแต่การระเบิดใหญ่....ภายใต้โครงสร้างแบบจำลองจักรวาลตามแบบจำลองที่สร้างขึ้นจากสมการทางคณิตศาสตร์...หรือแบบจำลองตามสมมติฐานและใช้การอ้างอิงจากค่าคงที่ทางคณิตศาสตร์.... ข้อจำกัดดังได้กล่าวมาแล้วบางประเด็นใน...หัวข้อ สุนทรียภาพความงามความรัก หรือฟิสิกส์ระบำปลายเท้า.. ข้อสังเกตุต่อสมมติฐานเรื่องการกำเนิดเวลาของบิ๊กแบงก์ : ภายใต้กรอบการวิเคราะห์ในเชิงประจักษ์นิยมตามแบบจำลองทางคณิตศาสตร์

-ประการแรก....การระเบิดใหญ่...เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่หรือไม่....และมีการลดลงหรือการเปลี่ยนแปลงมวลพลังงานในรูปเดิมหรือไม่.....เช่นปฏิกิริยาลูกโซ่ในการระเบิดของระบบสุริยะอันมีพลังงานในระบบความเร็วสูงสุดเท่าความเร็วแสง...หรือ186,000ไมล์ต่อวินาทีจากความเร็วต้นของแรงระเบิดที่มีความเร็วสูงกว่าความเร็วแสงหลายล้านเท่า....-ความเร็ว ที่สูงกว่าระบบความเร็วแสงใดๆ....ย่อมไม่สามารถตรวจวัดได้ในกรอบเฉื่อยที่มีความเร็วสูงสุดเท่าความเร็วแสง.....
และในทางตรงข้ามความเร็วที่ต่ำกว่าการก่อรูปการทางวัตถุของระบบความเร็วสูงสุดเท่าความเร็วแสง....ย่อมตรวจวัดรูปการทางวัตถุในระบบความเร็วแสงไม่ได้เช่นกัน... - ก่อนการระเบิดใหญ่.....เวลาของจักรวาลจะนับจากไหน.....ในเมื่อเราเริ่มต้นว่าเมื่อมีการระเบิดใหญ่....ซึ่งหากตามแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ก็จะต้องยอมรับว่ามีสิ่งที่ดำรงอยู่ก่อนค่าคงที่ที่อ้างอิง......-การก่อรูปการทางวัตถุใดๆของสรรพสิ่ง....ล้วนเป็นไปตามกรอบความเร็วแห่งระบบในการเคลื่อนที่ของมวลพลังงาน....ที่มีความหลากหลายในระบบของความเร็ว....-ข้อจำกัดของค่าคงที่ในทางคณิตศาสตร์.....ที่ปัจจุบันยอมรับแล้วว่าแบบจำลองหลุมดำ...ยังมีรูโหว่....ให้แสงเล็ดลอด....นั่นย่อมหมายความว่ามีความเร็วที่แตกต่างหลายระบบ... - การเกิดขึ้นของความต่อเนื่องของเหตุการณ์ใดๆ....ย่อมมีความต่อเนื่องแห่งการขาดหายไปเกิดขึ้นเช่นกัน.....และสิ่งที่ขาดหายไปนั้นเนื่องจากความแตกต่างแห่งระบบของการก่อรูปมวลพลังงาน...

..........ฯลฯ...........
เวลาและกรอบอ้างอิง การนับวินาทีแรกของชีวิตทางกายภาพของมนุษย์เผ่าพันธุ์ปัจจุบัน(Homo Sapiens)ที่มีกำเนิดไม่ต่างจากสัตว์อื่นๆจากเซลล์เดี่ยวของไข่หลังจากการผสมของสเปิร์มและมีการรวมตัวของนิวเคลียส....ก่อรูปการทางกายภาพแห่งสิ่งมีชีวิตชิ้นใหม่ขึ้น..... นับตั้งแต่เซลล์เดี่ยวของไข่ลอยอ้อยอิ่งมาตามท่อรังไข่....เซลล์กลมสุกใสยังกะเป็นคู่แฝดของดวงจันทร์...หลังรอคอยมาจนครบรอบดวงจันทร์โคจรรอบโลก 1รอบรอคอยวันแห่งการให้กำเนิดเดือนแล้วเดือนเล่ารอบแล้วรอบเล่าเมื่อผิดหวังก็ต้องหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือดทุกรอบที่พระจันทร์โคจรรอบโลกครบ1รอบให้กับความผิดหวัง.... จาก 250ล้านให้เลือกเป็นคู่ครอง...เหลือช่วงสุดท้ายไม่ถึง 100 รายแห่งผู้กล้าที่ยังมีชีวิตรอดที่จะต้องฝ่าด่านสุดท้าย...และในที่สุดก็เหลือเพียงฮีโร่เพียงหนึ่งเดียวที่พิชิตชัยชนะครองใจได้สำเร็จ.... นิวเคลียส...ทั้งสองเคลื่อนที่เข้าหาและรวมตัวกัน...เมื่อดาวพระเคราะห์สีฟ้าโลกหมุนรอบตัวเองได้ครึ่งรอบหรือ12ชั่วโมง กระบวนการแบ่งเซลล์ก็เริ่มขึ้น....จากร่องรอยทางพันธุกรรมของแต่ละฝ่าย...และเป็นการตกลงกันอย่างปรองดองของทั้งสองฝ่ายที่รวมเป็นหนึ่งเดียว....เธอเอาแขน..ฉันเอาขา...เธอเอาคิ้ว....ฉันเอาคาง...อะไรทำนองนี้.....เมื่อครบ 8 เซลล์ก็เริ่มออกเดินทางแสวงโชคเพื่อหาที่สร้างเรือนหอ...จากท่อรังไข่ใช้เวลาเท่ากับโลกหมุนรอบตัวเอง2รอบจึงจะหลุดพ้น...ก็ไปถึงทำเลสร้างเรือนหอบริเวณมดลูก เมื่อโลกหมุนรอบตัวเองอีก6รอบ...ระบบการกันกระแทกก็สร้างเรียบร้อยเป็นเยื่อใสหุ้มตัวอ่อนที่มีการขยายของเซลล์ไปได้หลายร้อยเซลล์แล้ว...หลังเกี่ยวก้อยอ้อยอิ่งเลือกฮวงจุ้ยและส่วนมากเลือกฮวงจุ้ยบริเวณส่วนยอดของมดลูก...และในที่สุดก็ตัดสินใจลดระดับลงฝังตัวสร้างเรือนหอ.... วินาทีแรก...ในระบบทางกายภาพของชีวิตมนุษย์...จึงน่าจะนับแต่นิวเคลียสทั้งสองได้รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวเป็น zygote...อันเป็นหน่วยแรกทางกายภาพหากจะเปรียบเทียบกับการนับเวลาแบบทฤษฎีบิ๊กแบงก์อันเปรียบเหมือนซิงกูลาริตี้แห่งเอกภพ...... แล้วหน่วยเวลาระบบด้านจิตใจจะนับอย่างไรเพราะในเมื่อมนุษย์ย่อมมีจิตวิญญาณและในร่างกายมนุษย์ต่างล้วนประกอบไปด้วยองค์รวมระบบย่อยๆหลายล้านระบบของหน่วยเซลล์.....แต่ละหน่วยเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต่างก็ล้วนมีองค์รวมที่เกิดขึ้นระหว่างกายภาพและจิตใจประกอบเป็นองค์รวมของหน่วยระบบนั้นๆ.....หมายความว่าระบบย่อยๆต่างล้วนมีระบบจิตใจอันเป็นเฉพาะของตนที่เราไม่อาจจะไปสั่งการได้....หากระบบเหล่านั้นขึ้นต่อเรา...เราเองก็ต้องสั่งให้เซลล์ต่างๆทำงานได้.... หากย้อนกลับไปนับแต่เกิดเซลล์ในแบบยูคาโยต(eukaryotes)ขึ้นมาบนโลกซึ่งเป็นหน่วยเซลล์ที่มีชีวิตที่ใช้ออกซิเจนอันมีนิวเคลียสบรรจุสารพันธุกรรม....เราก็จะต้องดูว่าหน่วยยูคาโยตนี้ก็ต้องมีระบบจิตใจ.....อันประกอบขึ้นเป็นองค์รวม.....ระบบจิตใจในเบื้องต้นก็ย่อมเป็นระบบกลไกการควบคุมการปรับดุลยภาพภายใต้การเคลื่อนที่.....อันเป็นสภาวะของสิ่งมีชีวิตใดๆดำรงอยู่2สถานะเมื่อเราวิเคราะห์แค่องค์รวมนั้นๆก็คือ...การรักษาตนเอง...และการไปพ้นจากตนเอง.....นอกจากนั้นเรายังจะต้องวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอกไปพร้อมๆกันกับการวิเคราะห์องค์รวมเซลล์ยูคาโยตนี้.... ข้อมูลทางพันธุกรรมที่อยู่ในนิวเคลียส....มีการสั่งสมพัฒนายกระดับขึ้นเรื่อยๆตามการเปลี่ยนแปลงไปในโครงสร้างสารอินทรีย์และอนินทรีย์อื่นๆจากภายนอก....โครงสร้างของรหัสในการสังเคราะห์สาร...โครงสร้างโมเลกุลสารอันรวมไปถึงพันธะต่างๆที่มีการเปลี่ยนไป....ล้วนมีการสั่งสมจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นต่อๆไป....
วินาทีแรกของเอกภพ...ตามทฤษฎีบิ๊กแบงก์...ที่อธิบายว่าเมื่อ 15,000ล้านปีมาแล้วเอกภพเกิดจากสภาวะที่เรียกว่า ซิงกูลาริตี้ (Singularity) ที่มีมวลสารรวมตัวกันหนาแน่นมีค่าเป็นอนันต์รวมตัวอัดแน่นจนเกิดการระเบิดขึ้น.... โรเจอร์ เพนโรส และสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง กับ จิม ฮาร์เติล ต่างเสนอสมการคณิตศาสตร์เพื่ออธิบายกระบวนการย้อนเวลากลับที่อธิบายถึงเหตุการณ์ก่อนการยุบตัวของหลุมดำ...และให้คำอธิบายว่าเอกภพเกิดสภาวะซิงกูลาริตี้ที่ทุกอย่างรวมเป็นหนึ่งเดียว... ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า...มวลสารในเอกภพประกอบด้วยสสารมืด(Dark matter )ถึง90เปอร์เซ็นต์.....และเชื่อว่าสสารมืดเป็นตัวที่ทำให้เกิดการคงรูปของกาแลกซี่....

แนวคิดปัจจุบัน ของนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่าโลกและจักรวาลเป็นสิ่งที่มีชีวิต...และมีระบบการปรับตัวเหมือนสิ่งมีชีวิต....เช่น...กลุ่มGaia hypothesis ...ได้แก่ เจมส์ เลิฟลอค (นักเคมี)...ลินน์ มาร์กูลิส (นักชีววิทยาสาวจากมหาวิทยาลัยชิคาโก อเมริกา ผู้ได้รับรางวัลจากผลงานด้านชีววิทยามากมาย)ผู้ตั้งทฤษฎีเกอา(Gaia)เซลล์ยูคาโยต อันเกิดจากความสัมพันธ์แบบซิมไบโอสิสที่พึ่งพาอาศัยกัน......( อ่านเพิ่มเติมใน...จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ เขียนโดย ฟริตจอฟ คราปรา) นอกจากนั้นยังมีนักวิทยาศาสตร์ด้านเคมี...และชีววิทยาอีกมากที่เสนอแนวคิดแบบนี้... สำหรับด้านฟิสิกส์....มีนักฟิสิกส์หลายคนที่เห็นว่าเอกภพมีชีวิตเช่น อัลเบิร์ด ไอน์สไตน์ และนาธาน โรเซน ที่เห็นว่าเอกภพมีการคลอดเหมือนเด็กทารกโดยมีทางเชื่อมต่อเหมือนกับสายรก...ที่เรียกว่า รูหนอน (wormhole) มาถึงยุคปัจจุบันเช่น อันเดร ลินส์ จากรัสเซีย สตีเฟ่น ฮอว์กิง จากอังกฤษ....และ ลี สโมลิน จากอเมริกาผู้ผลักดันแนวคิดนี้อย่างแข็งขัน...(จากนิตยสาร Update กรกฎาคม 2537 ) จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า...มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่มีความเชื่อและยอมรับว่า...กระบวนการต่างๆในจักรวาลดำเนินไปในแบบมีชีวิต... แต่ก็ยังไม่มีใครอธิบายว่า....เมื่อมันมีชีวิตแล้วระบบทางจิตวิญญาณมันเป็นเช่นไร....
จะอธิบายอย่างไร....
จะเชื่อมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทฤษฎีสัมพัทธภาพ ไอน์สไตน์ และทฤษฎีควอนตัม ได้อย่างไรในการหาค่าประมาณการณ์ของปรากฏการณ์ต่างๆ....ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้....
ดังได้กล่าวมาแล้วในความหมายของคำว่าสัมบูรณ์ และสัมพัทธ์...การทำความเข้าใจระบบเวลาใดๆล้วนสัมพันธ์กับกรอบแห่งการอ้างอิงที่จะต้องทำความเข้าใจในความหมายของคำว่าสัมบูรณ์และสัมพัทธ์.... กรอบอ้างอิงใดๆแห่งการวัดค่าประมาณการล้วนมีการกำหนดกรอบที่มีการเปรียบเทียบในขนาดมิติ(dimension)ที่ดำรงอยู่ในที่ว่างสมมติใดๆ...และการเริ่มต้นกระบวนการไปจนถึงการสิ้นสุดในกระบวนการนั้นๆภายใต้การเปรียบเทียบหรือกรอบของระบบเวลา.....อันรวมกันเป็นการตรวจวัดความต่อเนื่องของกาลาวกาศภายใต้ระบบเดียวกันแห่งการเคลื่อนที่....หรือการเปรียบเทียบกับค่าสัมบูรณ์ภายใต้ขอบเขตุหรือกรอบอ้างอิงใดๆ....เช่น ค่าคงที่ต่างๆ กรอบเฉื่อยที่เป็นกรอบเปรียบเทียบว่าไม่มีความเร่งใดๆทั้งนี้เพื่อที่จะตรวจวัดประมาณการตำแหน่งแห่งที่ที่เคลื่อนที่ไปอย่างสัมพัทธ์ของสิ่งใดๆ....ภายใต้กรอบใหญ่ที่ถือว่าสัมบูรณ์....เป็นต้น แต่เมื่อเราขยายกรอบอ้างอิงออกไป....สิ่งที่เรียกว่าสัมบูรณ์ก็จะกลายเป็นความสัมพัทธ์ของกรอบอ้างอิงในระบบที่แตกต่างนั้นๆของขอบเขตุกาลาวกาศ... องค์รวมทางกายภาพของมนุษย์มีการดำรงอยู่หลายระบบของกรอบเวลา....
นับตั้งแต่หน่วยย่อยของเซลล์....ที่มีการเริ่มต้นและสิ้นสุดกระบวนการแตกต่างกันหรือเวลา...แห่งการก่อรูปการและสิ้นสุด... เซลล์ในแต่ละส่วนของร่างกาย...ล้วนมีระบบแห่งอายุไม่เท่ากัน....
เมื่อมองในแง่องค์รวม...ก็จะเห็นว่านอกจากจะมีระบบองค์รวมทางกายภาพที่สัมพันธ์กับระบบภายนอกแล้ว....มนุษย์ยังมีระบบองค์รวมทางด้านจิตใจ....และองค์รวมทั้งสองประกอบเป็นองค์รวมทั้งหมดของมนุษย์.... การก่อรูปในความสัมพันธ์ทางวัตถุ...หรือสิ่งที่เราตรวจวัดขนาดปริมาณของการก่อรูปมวลพลังงานในทางวัตถุได้....ปัจจุบันเท่าที่เรารับรู้และใช้แบบวิธีการตรวจวัดในเชิงประจักษ์นิยมอยู่ภายใต้...4 สนามแรง...
แต่มนุษย์....ก็ยังมีการก่อรูปการในโลกของทางจิตใจ....อันไม่ขึ้นกับสนามแรงทั้ง4 ดังกล่าว......

หากเรากำหนดกรอบอ้างอิงแคบๆ...เช่นถ้าจะนับการกำเนิดของคนนับแต่การปฏิสนธิ.....หรือการกำหนดกรอบเวลาเริ่มต้นวินาทีแรกจากการที่ ไข่ที่ได้รับการผสมและเคลื่อนตัวไปฝังตัวที่มดลูก...เราก็คงได้คำตอบในการทำความเข้าใจแค่ระดับของความสัมพัทธ์ในกระบวนการหนึ่งๆเท่านั้นเอง....

วินาทีแรก...ของจักรวาล....ถ้าเรานับจากการระเบิดใหญ่ก็เช่นกัน.....
เราก็จะไม่สามารถทราบได้ว่า....ความสัมพันธ์แห่งกระบวนการก่อนเกิดการระเบิดใหญ่เป็นเช่นไร...หากเราถือว่า....นี่คือสัจจธรรมสัมบูรณ์ของจักรวาล....
วินาทีแรกของการก่อรูปการทางวัตถุ...แน่นอนที่สุดก็ย่อมไม่มีรูปการทางวัตถุแห่งระบบนั้นๆดำรงอยู่.......แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีพลังงานดำรงอยู่...
ไม่เช่นนั้นแล้วจะมีมวลพลังงานที่ไหน.....มาก่อรูปการทางวัตถุขึ้นมา....
คงไม่มีสิ่งใดในจักรวาลจะเกิดขึ้นมาลอยๆ...อย่างไม่มีคำอธิบายใดๆในอันตรกิริยาทางความคิดของมนุษย์... การก่อรูปการทางวัตถุ...ของมวลพลังงานใดๆล้วนประกอบไปด้วยอันตรกิริยาของสิ่งนั้นๆกับสนามแรงภายนอก....
เช่น...รูปการทางวัตถุของระบบที่เร็วกว่าแสงจากดวงอาทิตย์...ย่อมไม่สามารถรับรู้คลื่นอนุภาครังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ในทางวัตถุหรือมวลพลังงานที่ก่อรูปในระบบ....และเป็นเสมือนที่ว่างเท่านั้นเองเนื่องจากการก่อเกิดอันตรกิริยาในระบบของความเร็วที่แตกต่างและมีความเร็วสูงกว่าระบบความเร็วแสงดวงอาทิตย์......
จินตภาพแห่งหลุมดำ

ปัจจุบันเราเชื่อว่า....หลุมดำคือแหล่งที่มีพลังงานสูงมากดูดกลืนพลังงานทุกชนิดที่หลุดเข้าไปแม้แต่แสงยังเล็ดลอดออกมาไม่ได้.... ความเชื่อเช่นนี้...ก็คงพัฒนามาจากเรื่อง...วัตถุดำ...ที่ดูดกลืนรังสีได้สูง...ปัจจุบันนี้ สตีเฟ่น ฮอว์กิง...ได้ยอมรับแล้วว่ามีแสงเล็ดลอดออกได้... แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก....ประเด็นที่สำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจคือ... การยอมรับว่ามีหลุมดำ....ก็เท่ากับว่ายอมรับว่ามีแหล่งพลังงานที่เหนือกว่าพลังงานที่ใช้ไปในระบบสำหรับให้มวลอนุภาค...เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดที่ความเร็วแสง.....ถ้าพลังงานหลุมดำไม่มากกว่าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะดูดกลืนพลังงานในระบบความเร็วแสงได้.... การดูดกลืนเข้าไปทำให้ระบบความเร็วแสงกลายเป็นส่วนที่ทับซ้อนและขาดหายไปของเหตุการณ์ในระบบใหญ่...ซึ่งมีพลังงานสูงกว่า...ซึ่งก่อรูปการทางวัตถุของระบบความเร็วมากกว่าความเร็วแสง.... ไม่มีสรรพสิ่งใดๆที่ดำรงอยู่บนที่ว่างแห่งเหตุการณ์ในกาลาวกาศ....ก่อเกิดสภาวะเพียงอย่างเดียว...คือการดูดกลืน.... การดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง....ยังมีการส่งออกออกมาข้างนอกและก่อเกิดอันตรกิริยากับภายนอก...
เช่นกันกับหลุมดำ....จินตภาพแบบเดิมๆของหลุมดำที่มีการดูดกลืนอย่างเดียว...ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ของสรรพสิ่งที่จะดำรงตนอยู่อย่างโดดๆเช่นนั้น...ในจักรวาลนี้...

จินตภาพใหม่ในกระบวนทัศน์แบบองค์รวม.....เราจะเห็นว่า พลังงานขนาดมหึมาของระบบความเร็วที่สูงกว่าระบบความเร็วแสงของหลุมดำส่งผ่านออกมาข้างนอก...
ด้วยความเร็วที่สูงกว่าความเร็วแสง.....หลายเท่า... ด้วยรูปการทางวัตถุของความเร็วเช่นนี้....รูปการทางวัตถุในระบบความเร็วแสงจึงเป็นเหมือนที่ว่างของสเปก.....เหมือนที่ว่างเปล่าอันไร้แรงต้านทานใดๆต่อมวลอนุภาคในระบบความเร็วมากกว่าแสง... ไม่ว่าภูเขาทะเล...คน...และสรรพสิ่ง...กลายเป็นที่ว่างเปล่าสำหรับระบบความเร็วที่สูงกว่าอย่างยิ่งยวด... สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ในจักรวาล....และทับซ้อนทะลุผ่านตัวเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน....
เงื่อนไขแห่งการก่อรูปการทางวัตถุ ในการทำความเข้าใจกระบวนการทางความคิดของมนุษย์.....ถ้าเรากำหนดกรอบการวิเคราะห์ว่าเริ่มวินาทีแรกที่ไข่ได้รับการผสม...จากแชมเปี้ยนที่วิ่งแข่งขันในลู่วิ่งกว่า100ล้าน...ของหน่วยชีวิตที่จะพิชิตหัวใจสาวจากไข่เพียง1เดียว.....การฝ่าด่านค่ายกล...ฝนกรด..และเบสคร่าวิญญาณ...หรือด่านหลุมค่ายกลมรณะต่างๆนาๆของบรรดานักวิ่ง... แต่ละรายล้วนต้องใช้พลังงานอย่างสูงในการชิงแชมป์เพื่อพิชิตชัยหากพ่ายแพ้นั่นหมายถึงวาระสุดท้ายและเพื่อความอยู่รอด....ผู้ที่มีพลังงานสูงสุดในการแหวกว่ายและบุกเข้าไปในห้องหอเจ้าสาว....ในทันทีทันใดที่เข้าถึงเส้นชัยเพียงรายเดียว....ประตูค่ายกลก็ปิดพร้อมๆกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษให้กับเหล่าผู้กล้าอีก100ล้านต้องมอดม้วย....หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เกี่ยวก้อยกันอย่างอ้อยอิ่งล่องลอยไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์...และก่อร่างสร้างเรือนหอพักพิงที่...มดลูก...เพื่อร่วมกันสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่ซึ่งกินเวลาในการสร้างชิ้นส่วนและประกอบอีก9เดือน... กระบวนการดังกล่าว...ในวินาทีที่เข้าถึงเส้นชัย....การสั่งงานด้วยระบบไฟฟ้าไปยังสมอง...การกระตุ้นผลิตฮอร์โมนและการแลกเปลี่ยนสารต่างๆของเซลล์....ล้วนเป็นไปอย่างรวดเร็ว.. แล้ว...กระบวนการสร้างชิ้นส่วนต่างๆมันมีโปรแกรมหรือไม่......หรือมันเป็นไปอย่างอัตโนมัติ... ถ้าท่านอ่านใน ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า...ก็คงจะเข้าใจในกรอบแนวคิดกล่าวคือ
การก่อรูปการทางวัตถุใดๆล้วนแล้ว เกิดจากร่องรอยแห่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของรูปการทางวัตถุนั้นๆภายใต้กรอบแห่งระบบอ้างอิงใดๆ
ท่านที่ติดตามการเสนอกรอบแนวคิดที่ผมนำเสนอ...อาจจะสงสัยว่าในการเสนอความคิดแบบองค์รวม9มิติ...ทำไมจึงมาเน้นหนักกับการอธิบายในมิตินี้มากนัก....ถ้ารวมกับในบล็อก..สายน้ำแห่งความรักหรือฟิสิกส์ระบำปลายเท้าของLeehonglong....ไม่ต่ำกว่า40 ตอนที่ลงต่อเนื่องกันมา... เหตุผลก็คือ...มิติที่5 เงา...มิติ6วงแหวน...มิติ7การทับซ้อน(พหุภาพกายภาพ)...จะเป็นการวิเคราะห์ที่เน้นในลักษณะ space ที่ดำรงอยู่.... ส่วนมิติที่8 จะเพิ่มหน่วยของเวลา....และแสดงออกถึงการทับซ้อนหรือพหุภาพของเวลา...ที่ประกอบกันขึ้นเป็นความต่อเนื่องของกาลาวกาศ.....ซึ่งเราจะเห็นว่าเมื่อแสงเดินทางมาถึงเราซึ่งเป็นผู้สังเกตุด้วยเวลาเดียวกัน....ที่จริงแล้วเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์มีระยะทางที่แตกต่างกัน...และระยะทางที่แตกต่างเหล่านี้...ก่อเกิดอดีต ปัจจุบัน และอนาคต...เมื่อเทียบกับเวลาแห่งผู้สังเกตุปัจจุบัน... ปัจจุบันเราถือว่า...แสงไม่ว่าจะตรวจวัดที่ไหนบนโลก...ล้วนตรวจวัดความเร็วได้เท่ากัน...เหตุการณ์ที่เราเห็นเป็นความต่อเนื่อง...และการขาดหายไปของเหตุการณ์...อันประกอบกันขึ้นเป็นการรับรู้ของเรา ณ.เวลาปัจจุบันด้วยข้อมูลความเร็วพร้อมกัน...
เนื่องมาจาก...เป็นการก่อรูปการใหม่ขึ้นในทางวัตถุ....ในระบบทางความคิดของเราภายใต้การตรวจวัดด้วยเครื่องมือตรวจวัดและการสัมผัสด้วยอายตนะที่เรามี... ข้อมูล 100 ล้านปีแสง....1 ปี....และ 1 วินาที ก่อเกิดอันตรกิริยากับอายตนะของเราในเวลาพร้อมกัน.....
หากเรามองอย่างแยกส่วน....ก็จะเห็นว่าข้อมูลแต่ละข้อมูลของเหตุการณ์รวมไปถึงข้อมูลแห่งการขาดหายไปของเหตุการณ์.....มีการดำรงอยู่ในความต่อเนื่องของกาลาวกาศที่แตกต่างกัน....
การรับรู้ของเรา....หรือผู้สังเกตุใดๆ....จึงเป็นเพียงการรับรู้แห่งกระบวนการอันตรกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างสิ่งนั้นๆกับผู้สังเกตุนั้นๆ....โดยไม่อาจแยกออกจากกันได้ ถ้าเป็นความสมมูลกันในทางคณิตศาสตร์ในเชิงนามธรรมละก็ไม่มีปัญหาในการมองค่าตัวเลขเหล่านั้น
แต่....การจินตนาการจากความสมมูลทางคณิตศาสตร์เพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอันเป็นรูปธรรม....มันต้องใช้จินตนาการ...ความคิด...มองรูปธรรมในสิ่งที่มองไม่เห็น...มันเป็นเรื่องยากมาก..
เอาแค่เรื่อง...เวลา...ความเร็วของแสง...เราลองนึกภาพดูว่า เหตุการณ์ เมื่อ 100 ล้านปีแสงถ้าเรามองเห็น การเดินทางของแสง ก็จะเห็นว่าเหตุการณ์ที่เริ่มต้นเมื่อ 100ล้านปีแสง ณ.เวลาที่สังเกตุปัจจุบัน ต้องเดินทางล่วงหน้ามา บรรจบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของ 1 วินาทีปัจจุบันที่มาถึงสายตาเราและยังรวมกับเหตุการณ์อื่นๆที่เกิดขึ้นในหน่วยเวลาที่แตกต่างกันไปอีกมากมาย.... การที่ผมเน้นในการอธิบายในมิติที่8 นี้....เพราะเนื่องจากประเด็นต่างๆในปัญหาทางฟิสิกส์ที่ยังมีข้อที่ต้องทำความเข้าใจให้ละเอียด...เกี่ยวข้องกับมิตินี้...ยังมีความไม่กระจ่างในหลายประเด็นเช่น
-ลักษณะที่เป็นอนุภาคและลักษณะที่เป็นคลื่นของแสง...มีความเกี่ยวพันกันและสัมพันธ์ต่อเนื่องกันเช่นไร....เมื่อไรอนุภาคนั้นๆจะส่งพลังงานออกมาเป็นคลื่น...เมื่อไรจึงจะเป็นอนุภาค.....ปัจจุบันอธิบายในแง่การชนกันของอนุภาค...การดูดกลืน...การถ่ายทอดพลังงานออกมา...เป็นต้น..และสิ่งที่เราเข้าใจถูกต้องแล้วหรือ....-โครงสร้างอะตอม....ที่เราอธิบายความสัมพันธ์ต่างๆ....ถูกต้องแล้วหรือ...มีลักษณะความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นที่แตกต่างออกไปหรือไม่....และเนื่องจากประเด็นโครงสร้างนี้จะเป็นเรื่องหลักในการจินตภาพถึงการทำงานของอนุภาคต่างๆ....-ทำไมเราจึงถือว่า...ไม่สามารถหาประมาณการที่แน่นอนของอนุภาคได้....และสาเหตุที่ไม่สามารถหาได้เกิดจาก...ข้อจำกัดในทางทฤษฎี หรือมุมมองหรือไม่....ปัจจุบันที่เรายึดถือหลักแห่งความไม่แน่นอน...-ทำไมเราไม่ถือเอาการตรวจวัด เป็นการตรวจวัดค่าความแน่นอนของปรากฏการณ์ -แบบชุดตัวเลขควอนตัม...และคุณสมบัติ ควาร์ก ที่เราสมมติค่าต่างๆขึ้นเพื่อตรวจวัดหาอนุภาคมูลฐานนั้นที่จริงแล้วเราก็จะพบ ควาร์กใหม่ไปเรื่อยๆตามค่าอนันต์ในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ...และการก่อรูปการขึ้นของมวลพลังงานเหล่านั้น...อย่างไม่มีที่สิ้นสุดว่าอะไรคือหน่วยมูลฐานของอนุภาคหรือสิ่งที่มีมวล....-รอยต่อระหว่าง...สิ่งที่มีมวล...และสภาวะที่ไม่มีมวล...เป็นเช่นไร..-สิ่งที่เกิดขึ้นในการตรวจวัดใดๆล้วนเป็นอันตรกิริยาระหว่างภายนอกกับสิ่งตรวจวัด...และยังมีอีกมากมายในประเด็นต่างๆ....ที่เราต้องทำความเข้าใจ....ในหลักการโลกแห่งฟิสิกส์

ในการสร้างนวัตกรรม...การหาทางออกใหม่ๆใดๆ...สิ่งสำคัญที่สุดประการแรกคือ..การคิดใหม่ต่อเรื่องหลักการ.... ดังแนวคิดของ Alvin &Heldi Toffler ที่ กล่าวใน หนังสือ Rethinking the Future และเรื่องสำคัญประการแรกคือ....
การคิดใหม่ทำใหม่ต่อเรื่องหลักการ..... แน่นอนที่สุด...ไม่ได้หมายถึงการล้มล้างความเชื่อ...แต่หมายถึงการต่อยอด...การพัฒนา...การหามุมมองใหม่...การหาหลักการใหม่ในการอธิบายให้กว้างขวางและใกล้ความจริงยิ่งขึ้น... และต้องไม่ลืมว่า.....ความสำเร็จของวันวานคือสูตรแห่งความล้มเหลวของวันพรุ่งนี้...ดังที่ ไมเคิล แฮมเมอร์ ผู้จุดประกายแนวคิดreengineering เมื่อหลายสิบปี....กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้..
( ยังมีต่อ )

รวมงานเขียนและแนวคิดของ กระบี่ดาวแดง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook