บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!


โดย : ดอกแก้ว dokgaew@hotmail.com

พฤษภาคม 2549

คำถามเพื่อความสุข  

ความสุข คือ ความสบายกาย และความสบายใจที่สัมผัสได้จากอารมณ์ที่มากระทบกับทวารทั้ง ๖
             ความสุขพื้นฐานของมนุษย์ทั้งหลายก็คือ กามคุณ ๕ ที่ดีซึ่งเป็นความสุขทางกายที่ก่อให้เกิดความสุขทางใจในเวลาต่อมา เพราะรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสที่ดีย่อมยังพึงพอใจให้แก่จิตที่ได้รับรู้
              กามคุณ ๕ ที่ดีเหล่านี้เมื่อมองในภาพรวมที่เป็นข้าวของเครื่องใช้แล้ว ก็จะถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทั้งหลายจะลุ่มหลง ไขว่คว้า และสรรหากามคุณที่ดีมาสนองความสุขทางกาย
ตนตามความจำเป็นและเกินความจำเป็น   บางคนนั้นมีการพัฒนาความสามารถในการแสวงหาและครอบครองสิ่งบำเรอความสุขชนิดเยี่ยมๆไว้ได้มากมาย แต่บางคนก็ไม่มีความสามารถแม้แต่น้อยนิดที่จะพัฒนาใจให้มีความสุขได้มากๆกับสิ่งที่มี เมื่อมีข้าวของเครื่องใช้มากขึ้นแต่กลับมีความสุขได้ยากยิ่งขึ้น เพราะไร้ความสามารถในการเสพสุขและตกอยู่ในกับดักของความต้องการที่ไม่รู้จักพอ มีความมุ่งหวังที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดอันหมายถึงตัณหานั่นเอง
               และในที่สุดเมื่อเกิดความทุกข์ใจมากๆเข้า ก็หมดความสุขจากปัจจัยภายนอกที่อยู่แวดล้อมกายในขณะนั้น การไร้ความสามารถที่จะครองใจให้มีความสุขกับสิ่งที่ตนมี จึงเป็นสิ่งผลักดันให้มีการไขว่คว้าความสุขชนิดใหม่ในระดับที่สูงขึ้นหรือประณีตขึ้นเช่น ความสุขทางใจ  
               วงจรของความต้องการเหล่านี้คือ วงจรของสังสารวัฏที่ทุกคนต่างมีในแต่ละวินาทีที่ผ่านไป เป็นวงจรของผู้ที่ขาดดุลยภาพในการดำเนินชีวิต เพราะมีความพร่องไม่เคยพอดี  
               พระพุทธศาสนาสอนให้คนรู้จักสร้างอิสรภาพในความสุขจากปัจจัยภายนอก คือ ไม่ยึดติดกับวัตถุจนมากเกินไป ด้วยการให้มีเบญจศีลเพื่อความสุจริตไม่เบียดเบียนใครเพื่อสนองตอบความต้องการในกามคุณของตน และมีเบญจธรรมเพื่อป้องกันการล่วงศีลไว้อีกชั้นหนึ่งด้วยคุณธรรมที่มีความเมตาความปรารถนาดีต่อกันเป็นต้น และในระดับที่สูงขึ้นกว่านั้นก็คือการสอนให้รู้จักมีความสันโดษ คือ ความยินดี ความพอใจ ตามที่มีและตามที่ได้มาโดยสุจริต ไม่คิดยินดีหรือเปรียบเทียบกับทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ริษยาใคร ไม่คิดอยากได้ในทางที่ผิด  
              สันโดษ มากจากภาษาบาลีว่า สันโตสะ แปลโดยรวมว่า ยินดี ชอบใจ พอใจ อิ่ม ใจ สุขใจกับของของตน ให้รู้จักพอ รู้จักประมาณ ความสันโดษไม่ได้ทำให้เกียจคร้านเพราะความยินดี ความสุขใจ ความพอใจที่จัดว่าเป็นสันโดษ และต้องมีลักษณะ 3 อย่าง


              คือ ยินดีตามมี ยินดีตามได้ ยินดีตามควร ( ควรแก่ฐานะ ควรแก่สมรรถภาพ ควรแก่ศีลธรรม) นี่คือความสุขอีกระดับหนึ่งที่ถอยออกมาจากปัจจัยภายนอกที่เป็นวัตถุสิ่งของหรืออามิสต่างๆ อันจะเป็นบันไดนำสู่ความสุขในระดับสูงคือ นิรามิสสุข   นิรามิสสุขเป็นความสุขภายในที่แท้จริงที่เกิดจากการเจริญอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา ที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุภายนอกมาสนองความอยาก เป็นความสุขขณะที่ใจไม่มีกิเลสเจือปน มีความสงบไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย มีอิสรภาพ และประกอบด้วยปัญญาเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง นี่คือเส้นทางการสร้างความสุขในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีผู้เดินผ่านพ้นไปแล้วอย่างนับไม่ถ้วน   การเป็นพุทธศาสนิกชนจึงควรที่จะตั้งเป้าหมายให้สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา นั่นคือ เป้าหมายแห่งความสุขทั้งในระดับต้นและระดับสูง ดังที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาแก่พระนางปชาบดีโคตมีว่า ...  
               ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัดไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก เป็นไปเพื่อสันโดษไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ...
                จากพระธรรมเทศนาดังกล่าวย่อมชี้ชัดถึงวิธีการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชนที่ปรารถนาความสุขตามหลักการของพระบรมศาสดา และสำหรับเราผู้เป็นพุทธศาสนิกชนรุ่นหลัง จึงต้องมีความเพียรพยายามที่จะดำเนินตามทางแห่งความสุขเช่นนั้นให้ได้  
                ความรู้ที่เกิดจากการศึกษาพระธรรม ...ทำให้เรามีวิจารณญาณพอที่จะพิจารณาว่าสิ่งใดดีสิ่งใดชั่ว สิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ ความรู้ที่เกิดจากการฝึกหัดเจริญวิปัสสนากรรมฐาน...ทำให้เรามีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนกรรมให้กลายเป็นคุณมากกว่าโทษ ความรู้ทั้งสองประการนี้เป็นสิ่งที่เกื้อกูลและยังประโยชน์ให้แก่ชีวิตอย่างยิ่ง   เพราะทุกขณะของชีวิตย่อมจะต้องกระทบอารมณ์ทางทวารต่างๆ อยู่เสมอๆ ในยามที่สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการเจริญสติปัฏฐาน ..เราก็จะไม่มีปัญหากับการกำหนดรู้อารมณ์ที่มากระทบด้วยสติปัญญาเท่าที่พึงมี หากในยามที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมกับการเจริญสติปัญญาตามฐานต่างๆ ...เราก็จะต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีสะกัดกั้นกิเลสด้วยทำนบของบุญกิริยาวัตถุให้แคล่วคล่อง พยายามมองรอบตัวด้วยความสำรวม ไม่เปรียบเทียบวิบากคือความโชคดีโชคร้ายกับผู้ใด ไม่มองไกลออกไปนอกตนให้รับรู้ความเป็นตัวตนคนสัตว์มากขึ้น และเพียรติดเบรคให้ความคิดด้วยการถามตนเองเสมอว่า กำลังทำอะไรอยู่ ...เป็นกุศลหรืออกุศล และสิ่งที่จะโต้ตอบออกไปนั้น...เป็นกุศลหรืออกุศล เพียงคำถามไม่กี่คำนี้ ก็จะปรับเปลี่ยนชีวิตของแต่ละท่านให้มีความสุขเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในวันเวลาที่มี

ด้วยความปรารถนาดี
พี่ดอกแก้ว
พฤษภาคม 2549

          <<< อ่านย้อนหลัง<<<

เสียงกระซิบข้างหัวใจ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook