บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

กระบี่มังกรดำ ดาบมังกรทอง
CK   W. : เขียน   gggggade@hotmail.com

หน้า1      หน้า2      หน้า3    หน้า4     หน้า5

(ตอน  วันแรกแห่งการเดินทาง)

ในสมัยหนึ่งของราชวงค์เจ็ง   สมัยที่มองโกลยังส่งทัพมารุกรานแผ่นดินตงง้วนมิได้ขาด ราษฎรตามแนวชายแดนพากันเดือดร้อนเพราะภัยสงครามไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แต่ผู้คนในเมืองหลวงกลับสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข   หาได้รู้สึกถึงภัยสงครามที่กำลังคุกคามชาวบ้านตามแนวชายแดนไม่ แม้ในราชสำนักก็ยังรู้สึกว่าการสู้รบตบมือกับมองโกลบ่อยๆเป็นเรื่องปกติ เมื่อมีข้าศึกศัตรูมา   พวกเขาก็แค่เกณฑ์ทหารออกไปรับมือที่ชายแดน ซึ่งอยู่ไกลจากเมืองหลวงเป็นระยะทางหลายร้อยลี้ ทั้งที่พวกเขายังนั่งทานข้าวที่ชาวนาผู้รับเคราะห์เพราะภัยสงครามเป็นคนปลูกอย่างสบายใจ
                            บนหลังคาของภัตตาคารชื่อดังแห่งหนึ่งในเมืองหลวงปรากฎ   ชายหนุ่ม  2 คน  อยู่บนนั้น คนหนึ่งนั่ง  คนหนึ่งยืน มองดูความวุ่นวายของผู้คนที่สัญจรไปมาเบื่องล่าง อิริยาบทต่างๆของผู้คนที่เดินเข้าเดินออกจากประตูบานต่างๆ   ทั้งเร่งรีบ  ทอดน่อง วิ่งหนี   และเดินอย่าเอื่อยเฉื่อย   สรรพเสียงมากมายปะปนกันยุ่งเหยิง ผู้คนตะโกนโหวกเหวก   พูดจาร่ำลา  ไก่ขัน  นกร้อง เสียงดนตรีที่เถ้าแก่สรรหามาบันเทิงลูกค้า   สุนักเห่าวิ่งไล่กัดใครบาง ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในสถานที่อันวุ่นวายแต่ปลอดภัยจากภัยสงครามแห่งนี้ จะมีก็แต่สงครามของการชิ่งดีชิงเด่นกันเท่านั้นที่ทำให้เมืองนี้เป็นสถานที่อันตราย เป็นจุดจบของผู้มีความสามารถหลายต่อหลายคน ชายหนุ่มบนหลังคาผู้ที่กำลังยืนอยู่นั้น หน้าตาคมคาย  คิ้วเข้ม ปากเม้มสนิท เขาทำหน้าเหมือนยิ้มไม่เป็น   ดูไร้ชีวิตชีวา   แต่แววตาของเขานั้นบ่งบอกถึงความซื่อสัตย์ ความเด็ดเดี่ยว   ความจริงจังต่อทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา มือขวาของเขามีกระบี่ที่ดูเก่าแก่โบราณเล่มหนึ่ง ซึ่งเข้ากับชุดสีเทาเข้มสุดซอมซ่อที่เขาสวมอยู่ได้พอดิบพอดี ต่างจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาสวมชุดที่บ่งบอกถึงความเป็นคุณชายจากตระกูลผู้ดีที่ไหนสักแห่ง แต่กลับถือกระบี่ไม้ที่พึ่งซื้อจากร้านของตาเฒ่าแก่ๆที่น่าสงสารผู้หนึ่งด้วยราคา 2 อีแปะ    รูปร่างหน้าตาของเขานั้น ถ้าเป็นผู้หญิงก็สามารถเทียบได้กับหญิงงามอันดับต้นๆของเมืองนี้ แต่น่าเสียดายที่เขาเกิดมาเป็นบุรุษหาใช่สตรีไม่   แม้เขาจะเป็นชายหนุ่มที่มีหน้าตาสะสวย มีทั้งสตรีและบุรุษมากมายมาหลงใหลใบหน้าของเขา   แต่เขากลับไม่ชอบหน้าตาของตนเอง ก็ในเมื่อเขาเป็นบุรุษผู้หนึ่งและคงไม่มีบุรุษคนใดชอบ  
                              ที่ผู้อื่นมักเข้าใจว่าตนเองนั้นเป็นหญิงงามที่ชื่นชอบการแต่งตัวแบบบุรุษหลอก   ชายหนุ่มหน้างามนั้นนั่งมองผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่เบื่องล่างอย่างสบายอารมณ์ ดวงตาที่เปล่งประกายเจ้าปัญญาของเขามองทุกผู้คนด้วยความรัก ต่างจากบุรุษข้างๆโดยสิ้นเชิง   ที่มองผู้คนอย่างไร้ชีวิตชีวา ทั้งที่หน้าตาออกจะหล่อเหล่าถ้ายิ้มสักนิด แม่ค้าที่ยืนด่าลูกค้าอยู่ตรงแผงขายเนื้อคงยกเนื้อทั้งแผงให้โดยไม่คิดตังสักอีแปะ ผู้ที่นั่งอยู่เหล่สายตาไปทางบุรุษที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ    พลางพูดขึ้นว่า 
“ฟ่งอี้ ถ้าเจ้าเอาแต่ทำหน้าไร้ชีวิตชีวาเช่นนี้ ระวังสาวๆที่มาหลงใหลใบหน้าอันคมคายของเจ้าจะหนีหายเสียหมดนะ”
ฟ่งอี่ที่กำลังยืนอยู่   เหลือบสายตามาทางผู้พูด แล้วก็พูดด้วยหน้าตาไร้ชีวิตชีวาเช่นเดิมว่า
“ใครจะเหมือนท่าน เจ็งจื่อโจ ที่อารมณ์ดียิ้มได้ทั้งวี่ทั้งวัน   ถึงแม้ฟ้าจะถล่ม  ดินจะทลาย   ข้าคิดว่า ท่านก็ยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดีได้อยู่กระมัง” ผู้ที่ถูกเรียกว่าเจ็งจื่อโจหันมายิ้มให้ผู้พูด   กล่าวว่า
“ข้าไม่ใช่อรหันต์นะที่ฟ้าถล่มดินทลายก็ยังยิ้มได้”
แล้วเขาก็มองเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินอยู่บนถนนทางด้านหลังของฟ่งอี้  


“นั่น น้องเซียวมาแล้ว   เราไปหาเขาเถอะ”
โดยไม่รีรอ เจ็งจื่อโจกระโดดลงจากหลังคาวิ่งไปทางหนุ่มน้อยผู้นั้น   ฟ่งอี้ได้แต่ตามไป ปากก็บ่นขมุบขมิบว่า
“แต่ข้าไม่เคยเห็นสถานการณ์ที่ทำให้ท่านยิ้มไม่ออกสักครั้ง”
หนุ่มน้อยที่พวกเขาไปหานั้นคือเจ็งเซียวเทียน    มีอายุราว 15-16 ปี   หน้าตาองอาจ ท่าเดินภูมิฐาน   สวมชุดทหารที่ดูมอซอ   ท่าทางเขาลุกลี้ลุกลน   หันลีหันขวางมองหาใครซักคน แล้วก็เห็นคนที่ตนต้องการกำลังเดินเข้ามาหา  
“ท่านพี่  ท่านไปอยู่ไหนมา”
เจ็งจื่อโจยิ้ม  
“พวกเราไปนั่งชมวิวบนหลังคามา เห็นเจ้าเดินคอหมุนเจ็ดทิศแปดทางมาตั้งแต่...”
จู่ๆเขาก็ดึงแขนเจ็งเซียวเทียนเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่งโดยมีฟ่งอี้ตามมาข้างหลัง
“เกิดอะไรขึ้นท่านพี่”
เจ็งจื่อโจตอบโดยหาได้ละสายตาไปจากแผ่นหลังของชายผู้หนึ่งที่เดินหายเข้าไปในฝูงชนไม่
“ต้าเจียว   รองหัวหน้าองค์รักษ์ไหมเงิน   ทำไม่เขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
ประโยคหลังเขาลำพึงกับตัวเองเบาๆ   ก่อนหันมาหาเจ็งเซียวเทียน  
“ว่าแต่เจ้าเถอะ ทำไมถึงมาช้านัก   นี่เลยเวลาที่เรานัดกันมาตั้ง   2 ชั่วยาม ข้ากับฟ่งอี้คิดว่าเจ้าถูกจับได้ซะอีก”
เจ็งเซียวเทียนทำหน้าเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ   อัดอยู่เต็มอก
“เรื่องมันยาว เอาไว้ข้าจะเล่าให้ฟังระหว่างทาง   พวกเรารีบไปหาชุดมาเปลี่ยน กับม้าสักสามตัวก่อนดีกว่า   จะได้รีบเดินทางมิเช่นนั้นจะมิทันการ”
                             เจ็งจื่อโจรู้ดีว่าสีหน้าของผู้เป็นน้องเกิดจากสาเหตุใด   เขามิพูดพร่ำทำเพลง รีบไปจูงม้าสามตัวที่ตนซ่อนไว้   และส่งห่อผ้าห่อหนึ่งให้เจ็งเซียวเทียนเปลี่ยน ทั้งสามเปลี่ยนชุดที่ดูเป็นชาวยุทธ์   ไม่เหลือคราบของคุณชาย   หรือทหารอีกเลย เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จ   สามคนสามม้ารีบเดินทางออกนอกเมืองหลวงมุ่งสู่ทิศเหนือทันที รีบร้อนควบม้าไปตามทางหลวงได้ครึ่งชั่วยาม ก็มาถึงทางแยกสายเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไม่พบเห็นล่องลอยของทางแยกใดๆเลย    เพราะมีพุ่มไม้บังอยู่ หลังพุ่มไม้เป็นโพรงไม้ยักษ์ที่สูงขนาดคนธรรมดาเดินผ่านได้ พวกเขาจึงต้องลงจากหลังม้าแล้วจูงม้าพวกนั้นเข้าไปในโพรงไม้ทีละคน เดินไปได้ประมาณสักสามสิบก้าว   ก็พบพุ่มไม้ขวางทางอีกชั้นหนึ่ง   เมื่อทะลุพุ่มไม้ออกมา เบื่องหน้าของพวกเขาปรากฎเป็นทางสายหนึ่งทอดยาวไปตามลำธารสายเล็กๆทางซ้ายมือ ทิวทัศทั้งสองข้างของลำธารเป็นป่าสนโปร่งที่กำลังผลัดใบ    ภาพเหล่านี้ช่างเหมือนอยู่ในโลกแห่งความฝันเสียจนทำให้ผู้ที่พบเห็นอยากเดินผ่านทางสายนี้ไปให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้
                          แต่กาลเวลากลับไม่เอื่ออำนายแก่พวกเขาเสียเลย ทั้งสามได้แต่กลับขึ้นม้าแล้วควบขับทยานออกไปอย่างรีบร้อน ไม่มีเวลามาสนใจทิวทัศอันงดงามสองข้างทาง   เพราะภารกิจที่พวกเขาตั้งใจจะไปทำให้สำเร็จ และผู้คนอีกเป็นโขยงที่พวกเขาคิดว่าคงจะตามหาพวกตนให้ควักในไม่ช้า ซึ่งทางสายนี้เป็นทางลัดที่ฟ่งอี้เจอเมื่อหลายปีก่อน   ตอนที่ตนยังล่อนเล่ไปทั่วยุทธจักร มันสามารถเดินทางได้เร็วกว่าวิ่งม้าไปตามทางหลวงถึงสองวันเต็มๆ และยังสามารถซ่อนพวกเขาจากทหารของเมืองหลวงได้เป็นอย่างดี พระอาทิตย์ทองแสงจ้าบอกเวลา   ว่าเลยเที่ยงวันมามากแล้ว และพวกเขาก็ห่อม้าตะบึงมาจากเมืองหลวงเป็นระยะทางไกลโข ทำให้ม้าทั้งสามตัวเหน็ดเหนื่อยไปตามๆกัน   พวกเขาจึงปล่อยให้มันเดินช้าๆเพื่อพักฝีเท้า ก่อนที่ต้องเผชิญศึกหนัก   ในการวิ่งครั้งต่อไป   ระหว่างนั้น เจ็งเซียวเทียนก็เล่าเรื่องที่ตน   ไปพบเห็นมาให้ทั้งสองฟัง   
“หลังจากข้าปลอมเป็นทหารของวังหลวงแล้ว   ก็คิดที่จะออกจากวังทางประตูตะวันออก เพราะถ้าออกทางอุโมงค์ที่ท่านพี่บอกข้าไว้อาจทำให้ท่านป้าเหลียงสงสัยได้ แต่ตอนที่ข้าไปถึงประตูวัง   กลับเห็นท่านแม่ทับจังรีบร้อนขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท ข้าสงสัยจึงย้อนกลับไปที่ตำหนักของฝ่าบาททั้งชุดทหารนั้นแหละ เพื่อแอบฟังว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ท่านแม่ทัพจังถึงได้รุกรี้รุกรนขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท ทั้งที่เขาพึ่งออกจากวังไปหลังจบการว่าราชการตอนเช้าได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม”
เจ็งจื่อโจ 
“จากที่เจ้าว่ามา   มันก็แปลกจริงๆ ข้าว่าสาเหตุที่ทำให้ท่านแม่ทัพรีบร้อนเข้าเฝ้าฝ่าบาทคงเป็นเรื่องชาวมองโกล ที่พวกเราปรึกษากันเมื่อหลายวันก่อน   แล้วได้สั่งให้ท่านไปสืบดูกระมัง เพราะดูจากเวลาแล้ว   ม้าเร็วจากชายแดนทางเหนือน่าจะพึงมาถึง”
  เจ็งเซียวเทียนยิ้ม
“ท่านพี่เดาไม่ผิดเลย ท่านแม่ทัพจังได้ข่าวจากม้าเร็วตอนที่กลับไปถึงที่พักพอดี แล้วท่านก็รีบนำความขึ้นทูลฝ่าบาท   ข้าซึ่งแอบฟังอยู่หลังม่าน ได้ยินท่านแม่ทัพจังทูลว่า   ครานี่พวกมองโกลยกทัพมามากมายโดยแบ่งกลุ่มกันเดินทาง ซึ่งจะไปรวมกันที่ชายแดนเมืองเซียงเอี๋ย ตามที่ท่านพี่เคยทูลเตือนฝ่าบาทเมื่อหลายวันก่อนแล้วสั่งให้ท่านแม่ทัพไปตรวจดูจริงๆนั่นแหละ   แต่นอกจากจะแบ่งกลุ่มแล้ว   บางคนยังปลอมตัวเป็นชาวฮั่นทำให้ยากต่อการตรวจตรา นอกจากนั้นในแต่ละกลุ่มยังมียอดฝีมือมาด้วย ท่านแม่ทัพมกซึ่งรักษาการอยู่ที่ชายแดนรายงานว่าเคยลองส่งคนไปจัดการบางกลุ่มแล้วแต่คนที่ส่งไปไม่เหลือรอดกลับมาซักคน ทำให้ไม่กล้าส่งคนไปอีก   พวกเขาปรึกษากันอยู่นานสองนาน   มิทราบจะแก้ไขอย่างไร ส่วนข้าซึ่งแต่งชุดทหารอยู่นั้นจะออกไปช่วยพวกเขาคิดวิธีรับมือชาวมองโกลก็ไม่สะดวก   จึงได้แต่เขียนวิธีรับมือชาวมองโกลวางไว้ที่โต๊ะทรงพระอักษร   แล้วจึงรีบออกมา”
เจ็งจื่อโจได้ฟังที่เจ็งเซียวเทียนเล่าก็ถามขึ้นว่า
“เจ้าเขียนว่าอย่างไร เพราะพี่ก็เขียนวิธีรับมือพวกมองโกลวางไว้ที่ห้องทรงพระอักษรของฝ่าบาทเหมือนกัน”
เจ็งเซียวเทียนนึกถึงกระดาษที่พบบนโต๊ะทรงพระอักษรอดหัวเราะไม่ได้
“ท่านพี่ไม่ต้องห่วง ไม่มีทางแย้งกันเด็ดขาดเพราะข้าเห็นสามคำที่ท่านพี่เขียนว่า   วางกับดัก  แล้ว ข้าจึงเขียนไว้ข้างหลังกระดาษแผ่นนั้นว่า   อย่าสู้ซึ่งหน้า”
เจ็งจื่อโจได้ฟังก็หัวเราะ “พี่ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเจ้าเป็นคนที่ตระหนี่ขนาดนี้ แม้กระดาษแผ่นเดียวก็ยังต้องใช้ทั้งสองด้าน”  
สองพี่น้องหัวเราะกันดังลั่น มีเพียงฟ่งอี้เท่านั้นที่ตั้งแต่ออกเดินทางมามิได้ปริปากพูดซักคำ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook