บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

กระบี่มังกรดำ ดาบมังกรทอง
CK   W. : เขียน   gggggade@hotmail.com

2

หน้า1      หน้า2      หน้า3    หน้า4     หน้า5

(ตอน  วันแรกแห่งการเดินทาง)

*ที่แท้เจ็งจื่อโจคือองค์ชายใหญ่แห่งฮ่องเต้เจ็งโจกับฮองเฮา ส่วนเจ็งเซียวเทียนคือองค์ชายรองซึ่งเป็นโอรสที่เกิดจากพระชายา   ทั้งสองสนิทกันมาก ที่ทั้งคู่แอบหนีออกจากวังก็เพราะว่าต้องการไปช่วยรบที่เมืองเซียงเอี๋ย ซึ่งเป็นเมืองชายแดนทางเหนือที่อยู่ติดกับมองโกลมากที่สุด แน่นอนว่าถ้าทูลขออนุญาตจากฮ่องเต้   พระองค์มิทรงยินยอมเป็นแน่แท้ ส่วนฟ่งอี้นั้นเป็นคนสนิทที่คอยติดตามเจ็งจื่อโจเป็นเวลานาน   พวกเขาจึงไปไหนด้วยกันตลอด ฮ่องเต้เจ็งโจ   มีพระโอรสและพระธิดามากมาย แต่ผู้ที่เป็นที่รักของพระองค์และข้าราชบริพารมีเพียงไม่กี่พระองค์ และองค์ชายทั้งสองก็เป็นหนึ่งในนั้น   องค์ชายใหญ่เจ็งจื่อโจเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด หนังสือแทบทุกเล่มในพระราชวังนั้นเขาเคยอ่านมาหมดแล้วแม้ตำราอาหารหรือตำรายาท่านก็จดจำได้จนขึ้นใจ ยามใดที่มีอาจารย์จากต่างแดนมาถึง   ท่านจะหัดพูดภาษานั้นได้เป็นคนแรก นั่งฟังเรื่องต่างๆที่อาจารย์นำมาเล่า   สนใจศึกษาวัฒนธรรมจากต่างแดน จนกลายเป็นผู้ที่มีความรู้กว้างขวางตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ แม้อาจารย์ในพระราชสำนักก็ถ่ายทอดความรู้ที่ตนมีให้จนหมดสิ้นตั้งแต่ท่านอายุเพียง 15 ชันษา   มีเพียงเรื่องเดียวที่เจ็งจื่อโจมิได้รับอนุญาตให้ศึกษานั้นคือ   วรยุทธ์ เนื่องจากฮองเฮาเป็นคนที่เจ้าระเบียบมาก เห็นว่าการฝึกวรยุทธ์อาจทำให้องค์รัชทายาทได้รับบาดเจ็บ และเป็นการไม่เหมาะสมที่ฮ่องเต้ในอนาคตจะมากระโดดโลดเต้น   รำมวยรำกระบี่เช่นนั้น ในสายตาของฮองเฮาเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าดู ซึ่งจะทำให้เสียภาพพจน์ขององค์รัชทายาทได้ แต่ในสายตาผู้อื่นเจ็งจื่อโจซึ่งถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมด้วยฝีมือและการดูแลที่ทั้! งเข้มงวดทั้งเจ้าระเบียบของฮองเฮา   เป็นเพียงองค์ชายหนอนหนังสือที่หน้าตาสวย อารมณ์ดีและฉลาดผู้หนึ่งเท่านั้นเอง แต่จะมีเด็กสักกี่คนกัน ที่สามารถทนอยู่ในกฎระเบียบอันเข้มงวดและการเลี้ยงดูราวกับไข่ในหินเช่นนั้นได้
                       บ่อยครั้งที่เจ็งจื่อโจแอบหนีไปเที่ยวเล่นอยู่ในห้องครัว เพราะเป็นสถานที่ที่เขาแน่ใจว่าเสด็จแม่จะมิย่างกรายเข้ามาในที่เช่นนี้อย่างเด็ดขาด และหากมีโอกาสเขาก็จะแอบไปเดินเล่นในเมืองหลวงบ้างเป็นครั้งคราว   ครั้งหนึ่ง  เมื่อ12 ปีก่อน นอกจากแอบหนีออกจากวังแล้วยังแอบออกนอกเมืองหลวงไปเดินเล่นอยู่บนภูเขาอย่างสบายอกสบายใจ ขณะนั้นเองเขาได้พบกับขอทานชราผู้หนึ่ง   ดูท่าทางขอทานชราจะหิวมาก เขาจึงนำขนมที่ติดตัวมาให้ขอทานผู้นั้นกินจนหมด   ทั้งสองคุยกันอย่างถูกคอ คุยเรื่องธรรมชาติบ้าง   เรื่องบ้านเมืองบ้าง เรื่องต่างๆทำให้ขอทานเฒ่าต้องตกตะลึงในความรอบรู้ของเจ็งจื่อโจ ทั้งที่เป็นเพียงเด็กอายุสิบขวบเท่านั้นเอง
“เจ้าหนูเจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร   เหตุไฉนจึงรู้เรื่องอะไรมากมายยิ่งกว่าข้าเสียอีก ชุดที่เจ้าใส่นั้นก็ไม่ธรรมดา   ขนมที่เจ้าให้ข้าก็อร่อยหาใครเทียบ ข้าว่าพ่อแม่เจ้าต้องเป็นคนใหญ่คนโตแน่”
เด็กน้อยดีใจจนลืมตัว   เขย่าแขนเสื้ออันสกปรกของขอทานเฒ่า   พลางพูดว่า
“จริงหรือท่านผู้เฒ่า   ท่านว่าขนมที่ท่านป้าเหลียงทำอร่อยใช่ไหม   ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ท่านแม่ไม่ชอบให้ข้าทานขนมของท่านป้าเหลียง   ท่านว่าขนมหวานไม่ดีต่อสุขภาพ ข้าเลยต้องแอบทานเป็นประจำ กลับไปคราวนี้ข้าจะไปบอกท่านป้าเหลียงว่ามีคนชมขนมที่ท่านทำด้วยท่านต้องดีใจแน่ๆ”  


ขอทานเฒ่า
“ฮะๆๆ.. ใช่...ขนมของท่านป้าเหลียงอร่อยที่สุด ข้าไม่เคยกินขนมที่ไหนอร่อยเช่นนี้มาก่อน   ฝากบอกท่านป้าเหลียงของเจ้าด้วยนะว่า ข้าชอบขนมของนางที่สุดเลย”
“ได้ขอรับข้าจะบอกท่านป้าเหลียงให้ ว่า ท่านผู้เฒ่าชอบขนมของท่านป้าเหลียงที่สุด   ไว้พรุ่งนี้ข้าจะแอบหยิบมาให้ท่านทานเยอะๆเลย”
ขอทานเฒ่าได้แต่หัวเราะในความไร้เดียงสาของเด็ก
“เจ้าชื่ออะไรและเป็นลูกเต้าเหล่าใคร? พอจะบอกข้าได้ใหม?”
เด็กน้อยมีท่าทีลำบากใจ   เงียบอยู่นานจึงตัดสินใจตอบคำถามขอทานเฒ่า
“ข้า..เออ..ข้าชื่อเจ็งจื่อโจขอรับ”
ขอทานเฒ่ายกมือขึ้นลูบคางไปคิดไป   พูดว่า
“อืม..เจ็งจื่อโจ...เจ็งจื่อโจ...ข้าเคยได้ยินชื่อนี้ที่ใดหนอ เหตุใดชื่อนี้จึงคุ้นหูข้ายิ่งนัก”  
                           แล้วอยู่ๆเขาก็อุทานเสียงดังลั่น จนเจ็งจื่อโจคิดว่าแก้วหูของเขาต้องแตกแล้วแน่ๆเลย   
“อา!...ข้ามิน่าลืมเลย เจ้าต้องเป็นลูกของเจ็งโจ   องค์ชายใหญ่เจ็งจื่อโจแน่ ก็น่าตาพวกเจ้าเหมือนกันยิ่งกว่าแกะเสียอีก   แต่ข้าว่าหน้าของเจ้าหวานกว่าเขาเยอะ ว่าแต่ว่าเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร   เจ้าน่าจะอยู่ในวังนี่หน่า”
เจ็งจื่อโจได้แต่อ้ำอึ้ง   ขอทานเฒ่าจึงยิ้มและพูดต่อไปว่า  
“โบราณว่าเชื้อไม่ไกลต้น ลูกไม้หล่นไม่ทิ้งแถว   ท่าจะเป็นความจริงเสียแล้ว”
เจ็งจื่อโจทำสีหน้าลำบากใจ   กล่าวว่า
“ท่านผู้เฒ่าท่านท่องผิดแล้ว ต้องเป็นเชื้อไม่ทิ้งแถว   ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น  ตางหาก แต่เหตุใดท่านถึงกล่าวคำเหล่านี้ออกมา”
“เอาน่าเจ้าอย่าเข้มงวดนักเลย   ข้าแค่แกล้งท่องผิดเท่านั้นเอง”
เจ้าตัวพูดไปก็หัวเราะไป
“ที่ข้ากล่าวเช่นนี้เพราะเมื่อก่อนพ่อเจ้าก็ชอบแอบหนีออกมาเที่ยวบ่อยๆ เจ้าคงแอบออกมาทาง   อุโมงค์ที่อยู่แถวห้องครัวใช่หรือไม่   เจ้ารู้ไหมว่าใครเป็นคนทำขึ้น นั้นนะข้ากับพ่อเจ้าช่วยกันทำเองแหละ เราใช้เวลาอยู่หลายเดือนเหมือนกันกว่าจะแอบสร้างจนเสร็จ   ตอนนั้นสนุกมาก พวกเราไปกินบะหมี่ข้างทางกัน แล้วก็ซื้อหน้ากากเอาไปหลอกพวกขันทีในวังด้วย ฮะๆๆ..นึกแล้วข้ายังขำไม่หาย”
เจ็งจื่อโจทำตาโตมิเชื่อหูตนเอง
  “จริงหรือขอรับท่านผู้เฒ่า ที่เสด็จพ่อชอบแอบออกมาเที่ยวข้างนอกบ่อยๆ?   และอุโมงค์นั่นท่านกับเสด็จพ่อช่วยกันทำ แถมยังซื้อหน้ากากผีไปหลอกพวกขันทีอีก   มิน่าล่ะ   เวลาพวกขันทีพูดเรื่องผีกันทีไร เสด็จพ่อเป็นต้องแอบหัวเราะทุกที”
ขอทานเฒ่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อคิดถึงวันเก่าๆ
“จริงซิ     ข้าจะหลอกเจ้าทำไม รู้ไหมพ่อเจ้าเป็นเด็กที่ซนมาก   นอกจากปลอมเป็นผีไปหลอกพวกขันทีในวังแล้ว พวกขุนนางกังฉินนอกวังก็ถูกผีปลอมหลอกซะไข้ขึ้นไปตามๆกัน มีบ่อยครั้งที่พ่อของเจ้าเดินไปตามบ้านเรือนไต่ถามสารทุกข์สุขดิบของชาวเมือง แอบสืบคดีต่างๆที่ทางการไม่สามารถคลี่คลายได้ แล้วก็นำหลักฐานต่างๆที่ตนพบไปวางไว้บนโต๊ะผู้ตัดสินในตอนกลางคืน บางทีก็แสดงละครเป็นเด็กน้อยผู้น่าสงสารไปขอทำงานกับชาวนาจนๆ เพียงเพื่อแลกข้าวมื้อหนึ่ง   ตอนแรกข้าก็คิดว่าเขาทำไปเพราะความสนุก แต่ที่ไหนได้ในหัวเขามีแต่เรื่องของประเทศอย่างเดียว ครั้งหนึ่งข้าเคยถามเขาว่าที่เขาทำไปทั้งหมดนั้นเพื่ออะไร   และข้าคิดว่าเขาต้องตอบว่า
“เพราะมันสนุกนะสิ”
แน่ๆ   แต่ที่ไหนได้ เขากลับตอบข้าด้วยแววตามุ่งมั่นที่ทำให้ข้าไม่มีวันลืมจนวันนี้ว่า
“ข้ามีเหตุผลอยู่สี่ข้อ หนึ่งเพื่อกำราบพวกขุนนางกังฉินที่ชอบฉ้อราชบังหลวงให้รู้ว่าบาปกรรมมีจริง ถึงจะเป็นแค่ตัวปลอมก็ยังดี   สอง  เข้าใจปัญหาของราษฎร เวลาแก้ไขปัญหาจะได้แก้ไขได้ตรงจุด   สาม  ข้าชอบความยุติธรรม   และสี่ซึ่งเป็นข้อที่สำ! คัญที่สุดในการเป็นฮ่องเต้   คือข้าต้องการเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จะได้รู้ว่าภาษีที่ชาวบ้านจ่ายเราไปนั้น   ต้องลำบากขนาดไหนกว่าจะได้มันมา และข้าก็จะทำงานตอบแทนให้สมกับหยาดเหงื่อที่พวกเขาจ่ายให้ข้า”
คำตอบของพ่อเจ้าทำเอาข้าที่ชอบเล่นสนุกไปวันๆต้องรู้สึกละอายแก่ใจ   ถึงขนาดตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสช่วยงานเขาได้ข้าก็จะช่วย   แล้วเจ้าดูพอพ่อของเจ้าขึ้นครอง ชาวนาชาวไร่ต่างมีชีวิตที่ดีขึ้น   การคดโกงของพวกขุนนางกังฉินก็น้อยลง ประชาราชต่างอยู่เย็นเป็นสุข   พ่อเจ้านะเก่งทุกอย่าง   เป็นนักปกครองที่ดีเยี่ยม “
แทนที่ขอทานเฒ่าจะดีใจที่สหายปกครองประเทศชาติด้วยความสงบร่มเย็น เขากลับถอนหายใจอย่างหนัก
“แต่น่าเสียดายที่พ่อของเจ้าไม่มีความสามารถในการสู้รบ ไม่ถนัดตำราพิชัยสงคราม ในขณะที่ข่านของมองโกลซึ่งอยู่ติดชายแดนทางเหนือของเรากลับเก่งกาจทั้งสองด้าน ถ้าเมื่อไหร่ที่มองโกลยกทัพลงมาทางใต้   เมื่อนั้นเจ็งโจก็ย่ำแย่แล้ว แต่พ่อของเจ้ารู้เรื่องนั้นดีเขาจึงเลี้ยงยอดฝีมือไว้มากมาย   ขยันฝึกซ้อมทหารอยู่ทุกวัน เฮ่อ...ถึงกระนั้นข้าก็ยังคิดว่ากองทัพของเรายังเทียบไม่ติดฝุ่นกองทัพขิงชาวมองโกลอยู่ดี ! เจ้ารู้ไหมกองทัพของพวกเขานะมีฝีมือมาก   เดินทัพถึงที่ไหน   ที่นั่นจะถูกทำลายย่อยยับ ทหารก็เป็นระเบียบ   ไม่มาเกะกะระรานประชาชนเหมืออย่างทหารของเรา ที่พอพ้นตาผู้บังคับบันชาเข้าหน่อย   ก็ไปกินเหล้า   เที่ยวหอนางโลม เล่นการพนันหรือขู่กรรโชคชาวบ้านต่างๆนาๆ   แล้วอย่างนี้ กองทัพของเราจะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้”
พูดจบ   เจ้าตัวก็ถอนหายใจหนักๆอีกทีหนึ่ง เจ็งจื่อโจได้ฟังดังนั้นก็พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า  
“เรื่องนี้ท่านผู้เฒ่าไม่ต้องห่วง ข้าจะพยายามศึกษาตำราพิชัยสงครามให้ชำนาญ   แล้วจะช่วยราชการทหารของเสด็จพ่อเอง ท่านเชื่อมือข้าเถอะ   ว่าข้าสามารถพาประเทศให้รอดพ้นจากการรุกรานของชาวตากมองโกลได้ แล้วประชาชนจะต้องอยู่เย็นเป็นสุข”  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook