บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ธรรมะของนักโทษประหาร
หลอขี้โม้ : เขียน  khun_heng@hotmail.com

นี่คือชีวิตและจิตวิญญาณของนักโทษกลุ่มหนึ่งที่กำลังรอคอยโทษประหารชีวิต   ณ  คุก
ประเทศมาเลเซีย   เขาทั้งหลายกำลังสำนึกถึงบาปบุญคุณโทษที่ได้ก่อกระทำมาแต่หนหลัง
แต่กำลังใจและจิตวิญญาณของเขาเหล่านั้นแข้มเข็ง   มั่นคง   ไม่หวั่นไหวแม้กระทั่งความตาย
เมื่อได้สดับฟังพระธรรมคำเทศนาจากนักบวชผู้ทรงศีลบริสุทธิ์

บทนำ

รุ่งเช้าของวันที่  5  กันยายน
เสียงโทรศัพท์ที่กุฏิของอาตมาดังขึ้นกระทบโสตทำลายความคลืยคลื้มของอาตมาจากการจำวัด
เมื่ออาตมารับสายจึงรู้ว่าเป็นน้ำเสียงของท่านพระภิษุก   ไคเจียวฮวบซือ
ท่านได้รับข่าวตั้งแต่เมื่อคืนนี้ว่า   จะมีการแขวนคอนักโทษประหาร  2   คนในวันพรุ่งนี้
ดังนั้น   ท่านได้รีบธุดงค์จากเกาะ   ปีนัง  มา
เพื่อดูใจนักโทษทั้งสองรายเป็นครั้งสุดท้าย
นักโทษประหารเด็ดขาด  2  คนนี้   คนหนึ่งอายุ  27  ปี   อีกคนหนึ่งอายุ  50  ปี
เขาทั้งสองได้ขอร้องบอกกล่าวแก่เจ้าหน้าที่เรือนจำว่า   ขอให้ประหารคนที่อาวุโสกว่าก่อน
ทั้งนี้ก็เพราะว่าทั้งสองนี้เป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายที่รักกันมาก
แต่ทว่าถูกแยกขังกันคนละห้อง
เมื่ออาตมาตอบรับทางโทรศัพท์เป็นที่เรียบร้อย   ภายหลังวางหูโทรศัพท์
อาตมารู้สึกมีใจหดหู่   ใจคอตีบตัน  และตื่นแต้น   เนื่องจากว่า
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่อาตมามีโอกาศเข้าเรือนจำเฝ้าดูการประหารนักโทษอย่างใกล้ชิด
วันพรุ่งนี้แล้วหนอ   อาตมาจักได้พบปะมิตรสหายครั้งแรก
และกำลังจะร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย
ครั้นแล้ว   อาตมาก็ได้พบกับนักโทษ   เจียงเชียง
เขาได้สำแลงตัวว่าเป็นผู้แทนของกลุ่มนักโทษประหารทั้งหลาย   เขาได้ขอร้องอาตมาว่า
ขออำนาจแห่งธรรมะวาสนา   ให้อาตมาเรียบเรียงและตีพิมพ์ความสำนึกต่อบาป
ความยึดมั่นในพระธรรม   อันเป็นดวงประทีปชักนำเขาทั้งหลาย
ตื่นตาตื่นใจละทิ้งจากกองกิเลส   ลงเผยแพร่ยังหนังสือนี้   อาตมารีบรับปากทันที
ขณะที่   สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ทรงสำเด็จพระอนุตระสัมมาสัมโพธิญาณ   พระองค์ทรงตรัสว่า
"อัศจรรย์ยิ่ง   สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างมีจิตพุทธะอยูในจิตวิญญาณ
แต่ด้วยอาสวะกิเลสตันหาที่ห่อหุ้มปิดบังจิตเดิมแท้นี้
สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงไม่สามารถใช้จิตเดิมแท้นี้มาส่องทางแทงทะลุแจ้งเป็นปัญญาบริสุทธิ์ดั่ง
ตถาคต"
จิตเดิมแท้หรือจิตพุทธภาวะล้วนมีติดอยู่กับจิตวิญญาณของสรรพสัตว์ทุกชาติภพ
คนเราทุกคนสามารถสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้   เพียงแต่คนเรากระทำกรรมดี
ตั้งใจปฏิบัติธรรม   จนกระทั่งสามารถหลุดพ้นจากการเกิดและดับ
ซึ่งหมุนเวียนในวัฏฏะสงสารไม่มีที่สิ้นสุด   ก็จักถึงประตูแห่งพระพุทธได้
แต่ละวัน   เราทั้งหลายมีญาณตนภายในทั้ง   6  สมผัสกับญาณตนภายนอกทั้ง   6
เกิดเป็นผลกรรมอันประกอบด้วย   โลภะ  โทษะ  และโมหะ   เป็นเหตุให้เกิดเป็นตัวยึดมั่น
เป็นตัวกู  ของกู   กระทำการอกุศลกรรม
แต่ถ้าหากเราทั้งหลายสามารถเข้าถึงพระธรรมที่ประกอบด้วย   ศีล  สมาธิ  ปัญญา


เคร่งครัดและศรัทธาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า
ก็จักสามารถขจัดสิ่งที่เป็นมายาเหล่านี้ได้   เกิดเป็นความรู้แจ้ง   เห็นจริง
ส่องเป็นดวงประทีปเกิดปัญญาสว่างไสว  
คนที่กระทำแต่กรรมชั่ว   เขาก็ยังมีโอกาศทำกรรมดีรอเขาอยู่   มีวาสนาเข้าถึงทางแห่งธรรมะ
รู้และเข้าใจในวิธีแห่งพระพุทธศาสนา   ปฏิบัติตนแก้ไขวิถีของความเป็นมนุษย์
นี่แหละเป็นการแสดงออกของความเป็นจิตพุทธะ
ดังนั้น   ในโลกนี้จึงไม่มีหนทางตัน   หรือไม่มีที่ที่จะไปสำหรับคนที่เคยกระทำกรรมชั่ว
นอกจากว่าเขายังไม่มีวาสนา   ยังไม่ถึงเวลาพบพาน   หรือยังมีอกุศลจิตครอบงำเขาอย่างแรง
ทำให้เขาไม่ยอมรับ   คนเรามิใช่เป็นอัจฉะริยะทุกคนเสมอไป   ต่างต่สู้  ดิ้นรน
ว่ายวนอยูในโลกแห่งกิเลสตัณหาตลอดเวลา
นักโทษประหารก็เช่นเดียวกัน   เพียงตัดสินใจผิดเดินทางเข้าสู่หนทางแห่งอบาย
แต่นี่มิใช่หมายความว่า   ความผิดจักติดเป็นชนักติดตัวเขาตลอดไป   ไม่อาจปลดเปลื้อง
การเกิดมาเพียงเพื่อการดำรงชีพเพียงชาติเดียว   การเกิดมิใช่เพียงแค่การเริ่มต้น
มันมีที่มาจากการกระทำของสรรพสัตว์เมื่อครั้งอดีตชาติภพที่ส่งผลมาให้เกิด
คนที่กระทำแต่อกุศลกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบัน   หากสามารถรู้แจ้ง  สำนึก
ตื่นจากการชักพาของอบาย   เรียนรู้เข้าใจในหิริโอตัปปะ   ยอมรับผิดสารภาพต่อบาป
เปลี่ยนวิถีการกระทำ อกุศลกรรม    มาประกอบแต่กุศลกรรม   ก็จักไม่ถึงอบายภูมิ 
"การกระทำของคนโทษเริ่มจากจิต   เมื่อจิตสำนึกต่อบาปบุญคุณโทษ   ดังนั้น  เมื่อจิตดับ
ความเป็นโทษก็ย่อมดับสลาย"
ด้วยประกาละฉะนี้
การมีชีวิตเกิดดับหมุนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด   การศึกษาเข้าสูประตูมรรคาของพุทธะนั้น
หนทางยาวไกล
แต่คนที่มีความพยายามเกิดมาในชาติปัจจุบันก็สามารถเข้าถึงประตูแห่งพุทธะนั้นได้
แสดงว่า   ในอดีตชาติเขาได้ทำกรรมวาสนาเป็นบุพเพที่สั่งสมมาอย่างดีแล้ว
หรือได้รับการชักนำจากกุศลกรรมในปัจจุบันชาติ   ถ้าหากคนที่เกิดมาสามารถสดับฟัง
และปฏิบัติตามคำสอนตามธรรมะของพระบรมศาสดาทุก   ๆ  ชาติ
ก็เท่ากับว่าได้รับเมล็ดปลูกฝังพิชชะพืชเพื่อความเจริญงอมงามของต้นนิพพาน
เป็นหนทางเพียงทางเดียวที่สามารถหลุดพ้นระงับการเกิดดับได้
ในโลกทุกวันนี้   มีบุคคลที่ตังปณิธานทางโพธิสัตว์มรรคจำนวนมาก
คือเข้าใจมองเห็นความทุกข์ยากของสรรพสัตว์   บังเกิดความเมตตาการุณ
ชักพาสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงทุกข์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสิ้นหวังของคนโทษที่ต้องด้วยคำพิพากษาประหารชีวิต
แต่ด้วยเวลาอันน้อยนิดของชีวิตที่ยังหลงเหลือ   ก่อนที่เขาเหล่านั้นจักละจากโลกนี้ไป
ก็ยังพอมีโอกาศนำพระพุทธรรมส่องเป็นดวงประทีปให้เขาเหล่านั้นเดินเข้าสู่พุทธวิธี
ช่วยขัดเกลาสันดานดิบ   กลายเป็นบุพเพวาสนาในวัฏฏะสงสาร   ซึ่งล้วนเป็นมายาอันประกอบด้วย
อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา   เมื่อนักโทษเหล่านี้ขณะกำลังรับโทษประหาร
เมื่อบ่วงเชือกประหารคล้องลงสู่รอบคอ
แสดงถึงตัวแทนจากมัจจุราชได้รับอาณัติสัญญากระชากลากดวงวิญญาณ
นักโทษประหารที่ได้รับการชี้ทางจากดวงประทีปแห่งพระพุทธะ   กลับมีความแน่วแน่  มั่นคง
จิตใจไม่หวั่นไหว   เตรียมตัวเดินทางไปสู่ดินแดนแห่งพุทธะ   โลกสุขาวดี

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook