บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1

>> ชั่วฟ้าดินสลาย
เรื่อง : ....ชั่วฟ้าดินสลาย....เทียนฉังตี้จิ่ว...



ชั่วฟ้าดินสลาย:เทียนฉังตี้จิ่ว

........................................


.....เป็นนวนิยายที่ผู้เขียนพยายามหัดเขียนและพิมพ์ลงในบล็อกแห่งหนึ่งเมื่อราวปลายปีที่แล้ว....ผู้เขียนเลยก็อปปี้มาลงให้อ่านกันเล่นในบ้านจอมยุทธ์.....เรื่องราวตัวละครเป็นเรื่องสมมติ ที่อิงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์....และใช้ชื่อเรื่องว่า ตำนานกระบี่ดาวแดง....ผู้เขียนก็เลยเอาชื่อในเรื่องมาเป็นชื่อผู้เขียนที่ใช้โพสในบ้านจอมยุทธ์ว่า...กระบี่ดาวแดง...ผู้เขียนขอเปลี่ยนชื่อเรื่องนี้ใหม่ว่า...ชั่วฟ้าดินสลาย....ต้องขออภัยสำนวนอาจจะกระโดกกระเดกไปมั่ง...ผู้เขียนก็อปปี้มาตามต้นฉบับเดิมไม่ได้แก้ไขและขัดเกลาใหม่....
.......................


ตอนที่1....
ตำนาน.....กระบี่ดาวแดง


รอยจารึกกระบี่


“ เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์ สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน...”

รอยกระบี่ที่จารึกเคล็ดวิชาหนึ่งบนศิลาของผนังถ้ำ....
มิคาด...กลับเป็นเคล็ดวิชาของจอมยุทธ์ผู้หนึ่งแห่งดินแดนอาร์เมเนียได้เขียนไว้ และได้มีจอมยุทธ์นามว่า หลู่ซิ่นแห่งแผ่นดินจงกว๋อได้ถ่ายทอดเป็นภาษาจงกว๋อ

สำหรับในแผ่นดินไท่กว๋อมีการถ่ายทอดบันทึกโดยจอมยุทธ์ผู้หนึ่งที่มีฉายาเรียกขานว่า..วีรชนพู่กันเหล็ก...ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วหลายปีจากการถูกมือสังหารซุ่มโจมตี

เพลานี้.....กลับมาปรากฎร่องรอยการสลักจารึกตอนหนึ่งของสุดยอดของเคล็ดวิชาปฎิญาณฟ้าดินไว้ที่ศิลาของผนังถ้ำแห่งนี้...

และในยามนี้...เทือกเขาต่างๆในยุทธจักรไท่กว๋อได้กลับกลายเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของสาขาต่างๆขององค์กรลับองค์กรหนึ่งในไท่กว๋อ
มิผิด...ต่างล้วนเป็นสาขาลับของสำนักกระบี่ดาวแดง...!!!!

" ธงชัยปฏิวัติสบัดโบกพริ้วเหนือภู
สู้พายุโหมหวิวหวูมิเคยหวั่นไหว...
ประทีปแห่งยุคเหมือนแสงอาทิตย์อุทัย
นำทางสู่ชัยมิได้หวั่นมั่นในศรัทธา"

เสียงเพลงฮึกเหิมปลุกเร้าจิตใจของศิษย์ในสำนักดังคึกคัก....ขณะที่บางส่วนกำลังฝึกฝนคัมภีร์กระบี่ดาวแดงกันอย่างคร่ำเคร่ง...
ธวัชสีแดงโบกปลิวไสวบนยอดภูเขาอันเป็นที่ตั้งของสำนักกระบี่ดาวแดง
อย่างมิเกรงกลัวกับการจู่โจมกวาดล้างของทางการ.....

สายลมหนาว.........พัดกระหน่ำมาดังหวิวหวูมาตรว่าจะเพิ่งเป็นการเริ่มต้นฤดูตงเทียน พัดพาเอาธงสีแดงที่ผูกไว้กับไม้ที่ปักไว้หน้าถ้ำบนหน้าผาปลิวสบัดไหวไปมา....

ลมหนาว....มิอาจจะทำให้ผ่อนคลายความรุ่มร้อนแห่งเพลิงแค้นที่สุมอยู่ในอกของบรรดาศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ของสำนักกระบี่ดาวแดงแห่งนี้.......

“ เลือดต้องล้างด้วยเลือด” เสียงตะโกนของผู้ยอดฝีมือผู้หนึ่งดังขึ้น....
พร้อมกับเสียงดังปานอสุนีบาตพิโรธฟาดลงมาระเบิดดังสนั่นกึกก้อง....

เปรี้ยง!!!...เปรี้ยง!!!....เปรี้ยง!!!
กระบี่ที่มันปักจมบนพื้นหินลึกลงไปส่วนที่เป็นด้ามจับสั่นระริกแกว่งไปมา..

ส่วนที่เป็นตัวกระบี่กลับกลายเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิตขึ้นมาในทันที....!!!!

ที่แท้..เป็นกระบี่โลหิตดาวแดง...!!!!

มิคาด...อานุภาพเพลงกระบี่ดาวแดงของมันที่ใช้ออกไปมีพลังฝีมือหนักหน่วงยิ่งนัก...
ฤา...พวกมันต่างมีความเคียดแค้นอันใดที่ฝังลึกจนมิอาจลืมเลือนได้?



ภาพเหตุการณ์การนองเลือดครั้งใหญ่ในอดีต....ที่สำนักกระบี่ผดุงคุณธรรมหวงหง ในมหานครเทียนจินอันเป็นเมืองหลวงของแผ่นดินไท่กว๋อ...

ชาวบู้ลิ้มจำนวนมากที่เป็นศิษย์สำนักศึกษาต่างๆที่มาชุมนุมกันได้ถูกมือสังหารกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นคนของทางการในเวลานั้นเข้าปิดล้อมและจู่โจมเข่นฆ่าอย่างเหี้ยมโหด.......

บรรดามิตรสหายและผู้คนเหล่านั้นต่างล้วนเยาว์วัยไร้พลังฝีมือและวิทยายุทธ์...จึงถูกเข่นฆ่าล้มตายจำนวนมากดุจดั่งใบไม้ร่วง...จากการโจมตีอย่างไม่รู้ตัว

โลหิตหลั่งแดงฉาน...กลิ่นคาวโลหิตคลุ้งทั่วบริเวณแห่งนั้น...!!!!!

ห่ากระสุนเกาทัณฑ์ที่ระดมยิงเข้าไปราวกับพายุ...
พร้อมๆกับอาวุธลับมากมายเข้าปะทะร่างผู้คนเหล่านั้นทั้งหญิงและชายที่เยาว์วัยรวมถึงชนชาวบู้ลิ้มอื่นๆที่อยู่ในบริเวณนั้น....ล้มคว่ำจมกองโลหิต..!!!!

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวโดยปราศจากการตอบโต้ใดๆของผู้คนในนั้น....

เสียงตะโกน... “ ฆ่ามัน ฆ่ามันให้หมด!!!! ” ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง...จากผู้เข้าโจมตี...
ที่แห่งนั้นบัดนี้กลายเป็นทะเลเลือดแห่งการสังหารอย่างโหดเหี้ยมของผู้คนไปแล้ว.......



น้ำตาแห่งความเคียดแค้นที่มันอัดแน่นอยู่ในอกของศิษย์ผู้มาใหม่ที่เพิ่งหนีตายอย่างหัวซุกหัวซุนออกมาจากมหานครเทียนจิน....
ได้พรั่งพรูออกมาอาบใบหน้า...หลั่งหยดลงบนผืนดินแห่งมาตุภูมิที่มันทรุดนั่งลง..!!! เมื่อนึกถึงภาพที่จำติดตาเหล่านั้นในเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา...

. พวกมันทั้งหมดต่างนั่งนิ่ง....สายตาทุกคู่จับจ้องมองไปที่กระบี่สีแดงโลหิตที่สั่นระริกปักอยู่บนพื้นศิลา..ณ.ที่แห่งนั้น....


มิผิด....บัดนี้..พวกมันต่างล้วนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้ว..!!!!

“ เลือดต้องล้างด้วยเลือด” เสียงพวกมันตะโกนออกมาอย่างพร้อมเพียงกันดังกึกก้องหุบเขาแห่งนั้นเพื่อประกาศให้ วิญญาณมิตรสหายเพื่อนร่วมเส้นทางของมันได้รับรู้..


เพลานี้...การต่อสู้ช่วงชิงยุทธจักรไท่กว๋อเพื่อล้างแค้นได้เริ่มขึ้นแล้ว.....!!!!
และมิอาจคาดหมายได้ว่าจักยุติได้เมื่อใด...

ในเมื่อพวกมันทั้งหลายต่างล้วนเยาว์วัยและไร้พลังฝีมือ.
การเข้ามาเป็นศิษย์สำนักกระบี่ดาวแดง
จักทำให้มันยืนตระหง่านดั่งขุนเขาที่มิกริ่งเกรงที่ทายท้าพายุฝนเพื่อกลับไปชำระความแค้นและตามอุดมการณ์ของพวกมันได้หรือไม่..?????!!!!!...

ยังมิอาจจะคาดเดาได้ในยามนี้....!!!

เมื่อหนทางข้างหน้ายังยาวไกลยิ่งนัก!!!
เพลงกระบี่ที่พวกมันทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจในการฝึกปรือให้กร้าวแกร่ง...

ย่อมเป็นดุจดังเมล็ดพืชสีแดงแตกหน่อรากกิ่งก้านคุณธรรมความดีงาม
ที่ทรงคุณค่าแก่ชาวบู้ลิ้มได้อย่างแน่นอน!!!
หากตราบใดที่ดาวแห่งศรัทธาของพวกมัน ยังส่องแสงอยู่เบื้องบน...และมิได้หรี่แสง.....!!!


หากหัวใจของพวกมันยังมิอ่อนโรยแรงแห่งอุดมการณ์...!!!!


และหากพวกมัน.....ยังมีเพลงกระบี่อยู่ในใจ....

....................................

เทียนฉังตี้จิ่ว

กลางมหานครเทียนจินเพลานี้ แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยจากเหตุการณ์นองเลือดมาแล้ว3ปี ความหวาดผวาของผู้คนยังดำรงอยู่....

ควันธูปในกระถางธูปที่ปักไว้กราบไหว้ดวงวิญญาณ...ลอยอ้อยอิ่งอยู่ตรงหน้าดรุณีน้อยอาภรณ์สีขาวผู้หนึ่ง

มิคาด...กลับมีแผ่นป้ายบูชาจารึกไว้ว่า ..เทียนฉังตี้จิ่ว...(ชั่วฟ้าดินสลาย)

เปลวเทียนที่กวัดแกว่งวูบวาบตามลมที่พัดมาเบาๆ สาดส่องให้เห็นโฉมใบหน้าที่งดงามของดรุณีผู้หนึ่ง
มีหยดน้ำตารินไหลร่วงลงมา....
ฤา...ดรุณีน้อยผู้นี้มีความเจ็บช้ำกับเรื่องอันใด

มิคาด....ดรุณีอาภรณ์ขาวผู้นี้กลับมีฉายาว่าดรุณีไร้ใจหลี่ลี่เฟิง บุตรสาวมือปราบใหญ่ผู้หนึ่งในไท่กว๋อ...

เมื่อ3ปีที่แล้วความแตกแยกของผู้คนในแผ่นดินไท่กว๋อเพียงแค่การยึดมั่นในความคิดที่มีอยู่ในความเชื่อตามคัมภีร์ของแต่ละฝ่ายและต้องใช้ความรุนแรงเข้าเข่นฆ่ากัน...
เมื่อผู้หนึ่งคิดว่าความคิดตนเองถูกต้อง...อีกผู้หนึ่งก็ยืนยันในความคิดของตน
มีแต่หนทางของตนจึงจะถูกต้อง.....ก็ย่อมไม่สามารถตกลงกันได้...



" ตราบนกกระเรียนบนโลกหล้าที่อยู่เคียงคู่กันจนวันตาย"
" ตราบไหมสำรอกใยจนตัวตาย"
...เทียนฉังตี้จิ่ว.....
คำปฏิญาณ ที่ยังดังก้องอยู่ในใจของ...ดรุณีผู้นี้...
“ หากมันยังมีชีวิต...มันก็ย่อมส่งข่าวคราวใดๆมา..นี่มันไม่มีแม้แต่คำกล่าวอำลา....ฤาว่ามันมิยึดถือเราอยู่ในใจอีกต่อไป ”
“ วันสุดท้ายที่เจอมันมิใช่ไม่ใยดีต่อเราหรือ....มันกลับเห็นมิตรสหายร่วมอุดมการณ์ของมันดีกว่าเรา... เพียงแค่เราบอกว่าบิดาจะให้ไปศึกษาคัมภีร์ที่ดินแดนเอี้ยงเหริน...แค่นั้นมันมิพูดจาและใยดีต่อเรา....”

........................

ข่าวคราวและความคิดคำนึงของดรุณีอาภรณ์ขาวผู้นี้ที่ถ่ายทอดไปยังศิษย์ร่วมสำนักผู้หนึ่งของนางเพื่อผ่านสายการจัดตั้งส่งต่อไปยังศิษย์สำนักดาวแดงผู้หนึ่งบนป่าเขา...
แม้ว่าศิษย์สำนักกระบี่ดาวแดงผู้นี้ที่อยู่ในเขตุป่าเขา....จะรับรู้ข่าวคราวนี้จากสายรายงานข่าวการที่ส่งจดหมายติดต่อจากผู้คนในมหานครมายังมัน
แต่มันก็ต้องตัดใจไม่ใยดี.......
“ พี่น้องบู้ลิ้มสำคัญกว่า...ใยจะต้องมาคิดคำนึงกับเรื่องส่วนตัวเล่า...” มันคิดในใจ...


หลังจากมันเข้าร่วมฝึกวิทยายุทธ์4ปีและกลับลงมายังนครเทียนจินอีกครั้งเมื่อมิตรสหายร่วมอุดมการณ์ต่างเริ่มทะยอยถอนตัวออกจากขบวนการ.....
ในวันแรกที่มันเดินทางถึงมันก็ได้ข่าว....
ดรุณีไร้ใจหลี่ลี่เฟิง....ได้เสียชีวิตแล้ว...!!!
ก่อนมันจะมาถึงเพียงวันเดียว..

มีเพียงคำเดียวที่ยังก้องอยู่ในใจกระบี่ผู้นี้..เทียนฉังตี้จิ่ว...

แทนคำทักทายที่มีต่อนาง... เป็นครั้งสุดท้าย!!!!!


..........................

บันทึกคัมภีร์กระบี่นิรนาม

หลังจากนั้นมาไม่นานนัก...องค์กรลับของสำนักกระบี่ดาวแดงก็ต้องสูญสลายจากการแตกแยกภายใน...และการเข้าปราบปรามของทางการ...
องค์กรลับที่ก่อตั้งมาเกือบร้อยปี...บัดนี้ได้สูญสลายไปแล้ว..!!!!

หากแต่ว่า...ศิษย์สำนักกระบี่ดาวแดงหลายหมื่นคน...ต่างล้วนกระจัดกระจายไปตามเส้นทางแต่ละผู้บนคนในบู้ลิ้ม....คงมีเพียงตำนานที่เล่าขานสืบมาถึงเรื่องราวของสำนักกระบี่ดาวแดง....

มิต่างจาก...ศิษย์ผู้หนึ่งของสำนักนี้....ที่หายสาปสูญไปจากวงการ..
เพลานี้...กลับมีผู้พบเห็นรอยจารึกเคล็ดวิชากระบี่ไว้ที่ถ้ำแห่งนั้น....
มิผิด........มันกลับบันทึกเคล็ดวิชากระบี่วิชาหนึ่งต่อท้ายจากเคล็ดวิชาปฏิญาณฟ้าดิน !!!!!

มิคาด...กลับเป็นเคล็ดวิชากระบี่นิรนาม...

“ หลอมรวมปฏิญาณฟ้าดิน...ตราบสิ้นดินฟ้าสลาย....
ให้กลายเป็นหนึ่ง... ถึงสูงเทียมเมฆเกาปู้เขอพาน...
ทะยานไขว่คว้า....มังกรคู่หงส์...
ปู๋เจ๋อโสว่ต้วน....ล้วนได้ชัยมา”


จากศิษย์กระบี่ดาวแดงรุ่นหนึ่ง
กระบี่นิรนาม ผู้บันทึกไว้


ฤา...มีเลศนัยเยี่ยงใดในคัมภีร์กระบี่...????

จริงสิ !!! หากมิมีความรัก...ฤาจักอาจหาญทะยานกล้า...
หากมิมีความรัก....ไหนจะมีเมตตา....
หากมิมีความรัก...หาใช่ว่าจะได้ชัย...!!!!
เมื่อหัวใจผู้นั้นมันไร้รัก...แล้วจักมีผู้ใดให้หัวใจมันครอบครอง...!!!!!

..........................


บทเพลงแห่งกระบี่...ที่หล่นหายไป..

ท่องไปในแดนยุทธจักร… กว่าหลายหมื่นลี้...
มีวันใด...ได้พักผ่อนหลับตา..
เอนกายแนบแผ่นดินที่อาศัย...

เสียงพายุหวิวหวูมาแต่ไกล....
ถึงไม่ไป...ก็ต้องพบพาน..

สุรา...คณิกา...ยาจก..
วนิพก..ร่อนเร่ข้างถนน
ต่ำช้า...เพียงไหนค่าคน...
วัดได้ก็เพียง..แค่ใจ...

เหมยฮัวที่เคยบาน จะผ่านมาเชยชม
หากโดนลมพัดร่วงพรู ก็มั่นคงอยู่ในใจ
เม็ดฝนที่หล่นบนใบ
หากไม่แห้งเหือดไป
ก็จงปล่อยให้ร่วงลงดิน.....
ปักกระบี่ไว้ใต้ต้น..........(เมื่อคนที่ต้องสูญหาย)
รอน้ำร่วงหล่นรินรด.......(กระบี่อยู่คนอยู่ไม่ตาย)
อาจจะแห้งเหือดหมด.....(เมื่อกระบี่ต้องตายในใจ)
ก็จงรดลงดิน..............ก็จงปล่อยให้มันสิ้นไป.....

มีเพียงอาวุธแนบข้าง
ร่วมทาง...แสวงหาสัจจะ....
กระบี่อยู่คนอยู่คือสัจจะ...
เมื่อไม่ตาย..ก็ต้องชนะ....
ธรรม...ต้องชนะ..อธรรม...!!!

มายา...ที่ผู้คนยึดถือ...
อะไรคือ....ความดีความชั่ว
มาตรว่า...บางครา...พร่ามัว
และปล่อย..คนชั่วลอยนวล...

เล่ห์เหลี่ยม...เหล่ามารกลับกลอก
ล่อหลอก...ชาวยุทธ์ปั่นป่วน
โอ่อ่า..คุณธรรม...ขาวนวล
ต่างล้วน...ตบตา....ประชาชน....

กระบี่จะปราบมารร้าย คลี่คลาย..ลมปราณสับสน
สกัดจุด..พายุร้ายเบื้องบน ผู้คนได้เห็นตามจริง....

สิ่งที่มี...ที่อยู่...ที่รู้...ที่เห็น
สิ่งที่เป็น..ถ้วนทั่ว..ความชั่วสิง..
จะล้างมัน..ด้วยกระบี่แห่งความจริง
จักปลิดทิ้ง..เปิดกำแพงแห่งวิชชา...



เพลงดาบแสงดาวแห่งศรัทธา


เสียงลมพัดมาดังหวิวหวูปะทะกับต้นไม้เอนไหวกลางสายลมหนาวแห่งฤดูตงเทียนมิได้ทำให้ดรุณีนางหนึ่งย่อท้อต่อการฝึกฝนพลังฝีมือ
ประกายดาบที่เรียวยาวบางเบามีด้านคมทั้งสองด้านส่งประกายวูบวาบยามดรุณีน้อยนางนี้สบัดไปมาตามกระบวนท่าของเพลงดาบที่ร่ายรำออกไป....

บนลานแห่งนั้น...ล้วนเป็นสีขาวจากหิมะที่ร่วงหล่นลงมาจับตัวบนพื้นดินหนา....เมื่อคราที่ร่างน้อยที่ขาวราวหยกในชุดอาภรณ์สีขาวหมุนตัวในท่วงท่าร่ายรำเพลงดาบมิแตกต่างจากหงส์สีขาวกำลังร่ายเริงระบำ...
เมื่อวาดดาบชี้เอียงไปตรงหน้า.....มิคาด...กลับเป็นกระบวนท่า...พายุฟ้าครืนข่มคุกคาม...
เสียงคำรามดังกึกก้องราวฟ้าคำราม....เดือนลับยามแผ่นดินมืดมน....ฉับพลันดรุณีน้อยหมุนตัววาดดาบเป็นวงกลมชี้ตรงออกไป...ทั่วพื้นบริเวณนั้นกลับคล้ายเมฆฝนบดบังฟ้ามืดครึ้ม.......
ดาวศรัทธายังส่องแสงเบื้องบน.....กระบวนท่ากลับแปรเปลี่ยนเมื่อดาบที่นางถือไว้...ดึงกลับมาและยื่นออกตั้งตรงไว้ข้างหน้า...เมื่อนางชูดาบที่ตั้งตรงอยู่นั้นสูงขึ้น...พลันกลับปรากฎประกายดาวระยิบระยับส่องอยู่เบื้องบนศรีษะจนลานตา... และเมื่อดาบที่นางวาดกลับลงมาชี้ตรงไปข้างหน้า....ด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งทว่าแฝงความฮึกเหิมยิ่งนัก....ปลุกหัวใจปลุกคนอยู่มิวาย.......
ฉับพลันใบหน้าที่งดงามกลับมีประกายแววตาที่เด็ดเดี่ยวคล้ายเยาะเย้ยหยัน.....ขอเยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ....
คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย.....ดาบที่ชี้ไปตรงหน้ากลับทำให้ประกายดาวที่ละลานตาเหล่านั้นรวมเป็นลำแสงพุ่งตรงไปยังต้นไม้ที่ดรุณีนางนี้ ชูดาบตรงไป....พลันเสียงระเบิดดังกึกก้องต้นไม้ใหญ่นั้นถึงกลับหักโค่นลงมา...ขณะที่นางยืนชูดาบแน่วนิ่งอยู่...
ทั่วบริเวณนั้นคล้ายกลุ่มเมฆควันคลุ้งมืดมิดลง....แม้ผืนฟ้ามืดดับเดือนลับละลาย....
ประกายแสงดาวที่เบื้องบนศรีษะของนางยังคงเกาะตัวอยู่กลุ่มหนึ่งส่องแสงวูบวาบ.....ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน.....
ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง....!!!!!

มิผิด....ประกายแสงดาวจากเพลงดาบของดรุณีน้อยนางนี้ยังส่องสว่างในยามเช้าของฤดูหนาวเพลานี้.....
กระบวนท่าเพลงดาบที่ดรุณีน้อยผู้นี้ได้ร่ายรำออกไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วยิ่งนัก

มิคาดกลับเป็นเพลงดาบของสำนักดาบแสงดาวแห่งศรัทธา....

“ พายุฟ้าครืนข่มคุกคาม เดือนลับยามแผ่นดินมืดมน
ดาวศรัทธายังส่องแสงเบื้องบน ปลุกหัวใจปลุกคนอยู่มิวาย
ขอเยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้ผืนฟ้ามืดดับเดือนลับละลาย ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง..................”

เคล็ดวิชาเพลงดาบแสงดาวแห่งศรัทธา....จารึกไว้โดยวีรชนพู่กันเหล็กอันเป็นหนึ่งในกระบวนท่าของเพลงกระบี่ที่คู่กันกับเพลงกระบี่ดาวแดง.....

หากใช้ควบคู่กันมิต่างจากมังกรและหงส์ที่แสดงอานุภาพเสริมเคียงคู่กัน... ยามที่ใช้เพลงยุทธ์ที่ร่ายรำออกไปจะเกรี้ยวกราดรุนแรงราวฟ้าฝนตกพายุพัดกระหน่ำ
หากจิตใจยังสงบนิ่งรับพลังจากแสงดาวบนฟ้า....ประกายแสงจากกระบี่พุ่งไปราวกับสายฟ้า..เจิดจ้าส่องสว่างแตกกระจายเหมือนดาวระยิบระยับพุ่งเข้าใส่ซึ่งฝ่ายตรงข้ามย่อมจำแนกมิออกว่ามาจากทิศทางไหน...

มิคาด ...เพลงดาบที่สาบสูญไปเมื่อ ยี่สิบปีที่แล้ว...กลับมาปรากฎขึ้นในเพลานี้....จากการร่ายรำเพลงดาบของดรุณีน้อยผู้นี้

สองดรุณีเลอโฉม


อาทิตย์เบื้องบูรพาส่องแสงแดงสลัวผ่านม่านหมอกเมื่อมองไกลออกไปยังเบื้องล่างจากลานประกายดาว ซึ่งเป็นลานฝึกฝีมือของศิษย์สำนักดาบแสงดาวแห่งศรัทธา

ดวงตะวันสีแดงยามรุ่งอรุณเพลานี้มิต่างจากยอดฝีมือรุ่นใหม่ที่กำลังค่อยๆจะเจิดจ้าฉายแสง อันเป็นความหวังใหม่ในการเป็นตัวแทนสืบทอดวิชาฝีมือในการทำนุบำรุงและฟื้นฟูยุทธจักรไท่กว๋อทดแทนกับคนรุ่นเก่าที่แก่เฒ่าชราร่วงโรยหายไปเหมือนดั่งอาทิตย์คราสายัณห์ที่ใกล้ตกดิน....

เทือกเขาสอยดาว ที่ยาวเหยียดทอดตัวออกไปบนพื้นดินดั่งมังกรเลื้อยกายและตั้งยืนตระหง่านบนแผ่นดิน......ม่านหมอกขาวปกคลุมทั่วเมื่อมองลงไป กิ่งสนเอนไหว ลู่ใบเมื่อยามลมพัดดังหวิวหวู
มิผิด เขาสอยดาวแห่งนี้ ย่อมเป็นที่ตั้งของสำนักดาบแสงดาวแห่งศรัทธา อันมีชื่อเสียงหนึ่งในยุทธจักร
หากแต่ว่าอยู่ในดินแดนนอกอาณาเขตุยุทธจักรไท่กว๋อ....
มิคาด...กลับอยู่ในดินแดน โอวโจว ของแผ่นดินเอี้ยง...!!!

ภายใต้การปกครองบู้ลิ้ม ที่มีกระบี่ดาวเหนือษิณฉีจ้วงลี่เป็นประมุขในยุทธจักรไท่กว๋อ มันกลับส่งเสริมให้คัดเลือกบุตร ธิดา ชาวยุทธจักรในไท่กว๋อ ไปฝึกฝนวิทยายุทธ์นอกแผ่นดินไท่กว๋อ เพื่อหาประสบการณ์เรียนรู้วิทยายุทธ์ใหม่ๆ เพื่อกลับมาฟื้นฟูวิทยายุทธ์ในไท่กว๋อ....ทั้งนี้หากมิเรียนรู้วิทยายุทธ์นอกแผ่นดินไท่กว๋อ ก็ย่อมยากลำบากในการรับมือกับการโจมตีของชนเผ่านอกแผ่นดินไท่กว๋อซึ่งมีฝีมือเพลงยุทธ์ที่สูงส่งได้....

หยกหิมะ หลังจากซ้อมกระบวนท่าเพลงยุทธ์จบและนั่งลงทำสมาธิเดินลมปราณ ที่ลานฝึกวิทยายุทธ์ แห่งนั้นพลันลืมตาตื่นเมื่อเสียงเจื้อยแจ้วของดรุณีนางหนึ่งดังขึ้น และลุกยืนขึ้น

“ ที่แท้ หยกน้อย เร้นกายมาอยู่ที่นี่เอง ” เสียงสดใสของดรุณีในอาภรณ์ขาวสวมเสื้อสีแดงสดนางหนึ่งซึ่งอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน ดังขึ้น..

“ เจ้เจ๊(ต้าเจี่ย) มีธุระอันใด ” เสียงอันอ่อนหวานจากหยกหิมะดังขึ้นด้วยใบหน้าที่แย้มยิ้มอันงดงาม
“ เมื่อหลายชั่วยาม ข้าพเจ้า เห็นท่านกำลังคร่ำเคร่งกับการค้นคว้ากระบวนเพลงยุทธ์เสี่ยวถีฉินคร่าวิญญาณ อยู่ก็เลยมิได้ชักชวนมาเดินเล่นที่ลานนี้ ” เสียงหยกน้อยพูดต่อ
“ มิมีอันใดหรอก เจ้เจ๊(ต้าเจี่ย) อยู่ในหอดูดาว นานก็เลยลงมาเดินเล่น มิคาดแอบดูเจ้าฝึกฝีมือ รู้สึกว่าฝีมือ เจ้ารุดหน้าไปมากนัก ” ดรุณีเสื้อแดงกล่าวพลางเดินไปโอบที่เอว หยกหิมะอย่างสนิทสนม
“ เจเจ๊ กล่าวเกินเลยไปแล้ว ฝีมือที่ข้าพเจ้าฝึกฝนหากมิได้รับการส่งเสริมชี้แนะจากเจเจ๊ในบทเพลงยุทธ์ของท่านที่ชี้แนะจุดออ่น ไหนเลยกระบวนเพลงดาบที่ข้าพเจ้าใช้ออกไปจักสำแดงอานุภาพได้ ”

ที่แท้ดรุณีน้อยทั้งสองต่างเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน และเป็นชาวไท่กว๋อที่มาศึกษาวิทยายุทธ์ที่สำนักแห่งนี้ด้วยกัน

มิผิด ดรุณีน้อยโฉมงามเสื้อแดง กลับเป็น มรกตแดง มิคาดดรุณีน้อยผู้นี้กลับฝึกฝนวิทยายุทธ์ล้ำเลิศของแผ่นดินวิชาหนึ่ง
กระบวนยุทธ์ เสี่ยวถีฉิน ย่อมแตกต่างจาก ซู่ฉิน (พิณ) และแตกต่างจากกระบวนยุทธ์ซู่ฉิน(พิณ)คร่าวิญญาณที่ศึกษากันในไท่กว๋อ
เสี่ยวถีฉิน เป็นอาวุธหนึ่งของชนเผ่าในดินแดนโอวโจว มีอานุภาพสูงส่งมาก ผู้ที่จะใช้อาวุธจะต้องเอาวางบนไหล่และใช้คางกดไว้โดยมีคันชักสายสีไปมา จึงจะเกิดคลื่นพลังเสียงที่มีอานุภาพสูงไปทำลายคู่ต่อสู้ที่จะต้องสูญเสียจิตใจ และเมื่อพลังที่ใช้ออกไปแทรกซ้อนสูงขึ้นก็จะทำลายจิตวิญญาณผู้นั้นจนมิอาจควบคุมตนเองได้.

คัมภีร์ที่ดรุณีน้อยผู้นี้ใช้ฝึกฝนกลับเป็นคัมภีร์บทเพลงคร่าวิญญาณของปรมาจารย์แดนโอวโจว ที่มีชื่อเสียงหลายคนเช่นคัมภีร์ของจอมยุทธ์โมสาร์ท บทเพลงปลิดวิญญาณ จอมยุทธ์โชแปง จอมยุทธ์ ไซคอสกี้ จอมยุทธ์บีโธเฟ่น เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีบทเพลงที่เขียนโดยจอมยุทธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหล้าอีกมากมาย
มิคาด เพลานี้ กลับมีการบัญญัติบทเพลงดาบแสงดาว ใหม่ที่สูงส่งขึ้นไปอีกขั้นด้วยการร่ายรำเพลงดาบโดยมีการบรรเลงเพลงยุทธ์เสี่ยวถีฉินคร่าวิญญาณควบคู่กันไปด้วย
มาตรว่า ท่วงทำนองกลับเป็นคนละอย่างแต่หากต่างล้วนประสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่มีอานุภาพในการทำลายที่สูงส่งยิ่งนัก
ยามประกายแสงดาวจากเพลงดาบส่องแสง เมื่อใช้กระบวนยุทธ์เสี่ยวถีฉินปลิดวิญญาณ ไปด้วย...แสงดาวที่ส่องประกายนั้นกลับกลายเป็นอาวุธวิ่งโฉบพุ่งเข้าสู่เป้าหมาย...
ยามที่เพลงดาบร่ายรำเป็นท่าพายุฟ้าครืนข่มคุกคาม.. .ก็จะกลายเป็นกระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากถาโถมซัดใส่ อย่างน่าสพึงกลัว....!!!



เพลงหมัดสะท้านพิภพ



ลานดิน ที่อยู่ใกล้ๆกับกระท่อมหลังเล็กๆเชิงเขาที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน นาทราย หลายสิบลี้ กลับมีร่างบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลัง ร่ายรำเพลงหมัดมวย

มิคาดบุรุษหนุ่มผู้นี้มันกลับฝึกฝีมือเพลงมวยอันเป็นสุดยอดของแผ่นดินไท่กว๋อ กระบวนท่าที่มันร่ายรำพิสดารยิ่งนักอันสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งยามรุกและรับ...อันประกอบไปด้วยท่าร่างการใช้ลมปราณต่างๆ ด้วยกระบวนท่าหมัดต่างๆเช่นหมัดตรง หมัดเหวี่ยง หมัดอัดระยะสั้น
กระบวนท่าศอก เช่น ศอกหน้า ศอกคว่ำ การควงศอก
กระบวนท่าเข่า เช่นเข่าพุ่งตรง เข่าเหน็บข้าง โหนคอตีเข่า

กระบวนท่าเตะ ได้แก่เตะกราด เตะถีบจิก โดดเตะหน้า เตะตัด เป็นต้น

กระบวนท่าที่มันร่ายรำออกไปทั้งหมัด ศอก เข่า และท่าเตะ สอดคล้องกลมกลืนกัน และใช้ออกไปควบคู่กันอย่างต่อเนื่อง

ไม้ตาย ของกระบวนยุทธ์หากประกอบไปด้วย ท่าร่างมังกรพ่นไฟกาฬ เป็นท่าร่างระหว่างหมัดกับศอก
หักด่านลมกรด วานรควงมีด (องคตควงพระขรรค์) โยธาเคลื่อนทัพ ฆ้อนตีทั่ง ขว้างพสุธา มังกรเคลื่อนกาย ( นาคา เลื่อนกาย) หงส์ลงวารี (กินรีเล่นน้ำ) นางสลับบาท หักงวงคชสาร (ไอยรา) เป็นต้น

ยามที่มันร่ายรำกระบวนยุทธ์ออกไป พลังอันรุนแรงกระจายออกไปรอบทุกทิศทาง.....ถึงกับกระแทกต้นไม้รอบข้างหักโค่นลงเมื่อครามันใช้เพลงเตะสลับบาท...



เพลงหมัดสะท้านพิภพ (ต่อ)


เพลานี้เข้าสู่ฤดูหนาว ชาวยุทธจักรต่างก็เก็บเกี่ยวข้าวในนา เมื่อนำมานวดย่ำด้วยเท้ามั่งใช้กระบือย่ำมั่ง ก็นำเมล็ดข้าวไปร่อนให้ฝุ่นปลิวออกไปและนำไปเก็บที่ยุ้งฉาง.....ส่วนฟางก็จะนำมาสุมไว้เพื่อเป็นธัญญาหารให้โคกระบือในยามหน้าแล้ง.....

มิต่างจาก หงเสวี่ยนหยา ( ผาแดง ) ผู้นี้ หลังจากผู้อาวุโสที่เลี้ยงดูมันมาได้ปลีกตัวไปท่องในยุทธจักรเมื่อปีที่แล้ว มันก็อยู่เพียงลำพัง ที่หมู่บ้านแห่งนี้ในดินแดนตุงเป่ย...

มันมิอาจทราบถึงชื่อแซ่ที่แท้จริง หากรู้แต่เพียงว่าฉายาของมันได้มาจากผู้อาวุโสท่านนั้นได้ตั้งมาจาก เรื่องราวในประวัติศาสตร์หลายพันปีของดินแดนตุงเป่ย แห่งยุทธจักรไท่กว๋อ มาจาก ประวัติศาสตร์ของ ผาแดงกับนางไอ่

นางไอ่ ในภาษาจงกว๋อ หมายถึงความงดงามความออ่นโยนหากว่าในยุคนั้นมีการแข่งขันกันประดิษฐ์อาวุธใหม่ ที่จุดและพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้ารวมทั้งมีการนำมาพุ่งเข้าชนป้อมค่าย ยุคนั้นผู้ที่มี ปัญญาแบบเล่ห์เหลี่ยมสูงจะเรียกว่า ซวงเมี่ยน และต่อมาก็เรียกว่าเซียงเมี่ยง ผู้อาวุโสกลับเอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาตั้งเป็นฉายาของมัน

หงเสวี่ยนหยา ทุกเย็น มันจะฝึกซ้อมทบทวนเพลงมวยที่ผู้อาวุโสแนะเคล็ดวิชาให้มันมาตั้งแต่เด็ก ตราบจน เพลานี้มันมีอายุ 25 ปี

เนินดินที่เป็นทั้งลานนวดข้าว และฝึกซ้อมฝีมือ ต้นคูณ สีเหลืองเบ่งบานงดงามยิ่งนัก มีกองฟางสุมรวมอยู่เป็นกระโจมเล็กๆ ห่างออกไปเล็กน้อยก็เป็นกระท่อมที่มันพำนักอยู่
ค่ำคืน ฤดูตุงจี้ เพลานี้ มาตรว่า ดวงจันทรา ส่องสว่างบนท้องฟ้างดงามยิ่งนัก กลับมิอาจทำให้หัวใจที่หม่นหมองของมันคลายความรันทดลงได้...
หงเสวี่ยนหยา ทอดกายลงพิงกับต้นคูณที่ดอกสีเหลืองบานสะพรั่งรับกับแสงสีเหลืองอันอ่อนโยนจากดวงจันทรา
เสียงขลุ่ยอันโหยหวนแฝงเร้นความเศร้าสร้อย.... ขณะที่ เสียงสนู ที่ติดกับว่าวของชาวบ้านแถบนั้น ที่ผูกว่าวไว้ในยามค่ำคืน ดังหวูดๆมาเบาๆเป็นจังหวะตามลมหนาวที่โชยมาเป็นระลอก
บทเพลงเดือนเพ็ญ ของผู้อาวุโสที่มีฉายาว่า กุ่ยเหยิน (นายผี) สำนักกระบี่ดาวแดงบันทึกไว้ในอดีต ที่ผู้อาวุโสลึกลับที่เลี้ยงดูมันมาได้ฝึกสอนให้มันได้เรียนรู้บทเพลงนี้...
“ ให้ไท่กว๋อ รู้ว่า ไม่นานลูกจะกลับมา กลับไปซบหน้ากับอกแม่เอย “

ท่อนสุดท้าย ของบทเพลงมาตรว่าจะทำให้มันต้องรันทดทุกครั้งจนมิอาควบคุมลมปราณได้ ถึงกลับน้ำตาร่วงรินหลั่ง เมื่อมันบรรเลงเพลงขลุ่ยปลิดวิญญาณออกไป
มิผิด....บัดนี้มันมีเพียงแผ่นดินเป็นมารดา....

มันจำได้เพียงภาพที่เลือนราง ในอดีตเมื่อเป็นทารก มารดาอุ้มทารกหนีจากบ้านเรือนที่ถูกเผาพลาญทั้งหมู่บ้านแห่งนั้น

หลังจากนั้นไม่นาน มันก็ไม่ได้พบหน้ามารดา หากมีเพียงบิดาและพี่ชายของมันที่ห่างวัยกันมาก พี่ชายของมันไปเข้าเป็นศิษย์สำนักพิทักษ์แผ่นดิน....

เมื่อนึกถึงพี่ชายของมันแล้วมันอดยิ้มออกมามิได้ ทางบ้านที่ยากจนพี่ชายมันจึงไปสังกัดสำนักพิทักษ์แผ่นดินที่ฝึกฝนวิทยายุทธ์และเลี้ยงดูแลพี่ชายมัน...

เมื่อมันกลับมาเยี่ยมเยือน มันมักจะถ่ายทอดวิทยายุทธ์ บทเพลงสรวงสวรรค์ ความฝันอันสูงสุด อันเป็นปฏิญาณฟ้าดินให้มัน ฝึกฝนเสมอ....มันยังจำได้ถึงบทเพลงเหล่านั้น.....

“ นี่คือปณิธาน ที่หาญมุ่ง หมายผดุงยุติธรรมอันสดใส
ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน "

จากนั้นไม่กี่ปี...ทางการแจ้งข่าวว่าพี่ชายมันได้เสียชีวิตจากการต่อสู้กับสำนักกระบี่ดาวแดง.....มันเองก็ร่ำไห้ไปหลายวันที่ไม่อาจจะพบกับพี่ชายของมันอีกต่อไป....

อีกไม่นาน บิดาของมัน ก็ต้องมาจากไปอีก โดยการซุ่มยิงของทางการ ด้วยข้อหาสายลับและโยงใยเกี่ยวพันกับ สำนักกระบี่ดาวแดงที่มาเคลื่อนไหวบริเวณนี้......

และก็มีเพียงผู้อาวุโสที่เก็บงำประกายเงียบ และลึกลับผู้นี้ที่ดูแลมันมาหลายปี....มิต่างจากบิดาและมารดาของมัน...

สงครามกลางเมือง....บุญคุณความแค้นในอดีต...ฤาจะต้องเป็นหนี้ให้อนุชนรุ่นใหม่ชำระความแค้นของคนรุ่นเก่าอันมิอาจจะสิ้นสุดลงได้....

ผู้อาวุโส ได้พร่ำสอนมันซึ่งมันยังจำได้ดี การให้อภัย เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะมิมีผู้ใดมิเคยทำอะไรไม่ผิดพลาด....หากจะต้องเก็บรับบทเรียนทางประวัติศาสตร์ มิอาจให้มันเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก.....หากทำให้เกิดขึ้นอีกย่อมเป็นบรรทัดฐานวัดว่าระดับภูมิปัญญาของคนรุ่นใหม่มิได้มีความคืบหน้าในการยกระดับการรับรู้.....การให้อภัยย่อมเป็นการกระทำที่กตัญญูที่สุดหาใช่การกระทำอกตัญญูไม่ และย่อมเป็นความยินดีต่อวิญญาณผู้ที่ตายไปว่าอนุชนรุ่นหลังมิได้งมงายกับบุญคุณความแค้นอันไร้สาเหตุ.....หากแต่ว่าชนรุ่นใหม่ต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างมีการเก็บรับบทเรียนความผิดพลาดจากอดีต....
ทั้งหมดล้วนเป็นคำสั่งสอนที่ผู้อาวุโสผู้นั้นได้สอนมันมา...

มาตรว่า ทุกคราที่มันบรรเลงเพลงขลุ่ยออกไป สร้างความรันทดให้กับมันทว่า มันกลายเป็นความชินชาเสียแล้วบัดนี้หัวใจของมันกล้าแกร่งขึ้น....

เมื่อมีเพียงปฎิญาณฟ้าดินที่มีอยู่ในใจ และมีเพียงแผ่นดินเป็นมารดา....แล้วในโลกหล้าจักมีอะไรน่าเกรงขาม....เกินกว่าความมุ่งมั่นมานะพยายามสร้างสรรค์ขึ้นมา...มันคิดอยู่ในใจ...

ศิษย์กระบี่พิทักษ์แผ่นดินหงเหอ


กังเถี่ยซิน( หัวใจเหล็ก) นั่งทอดสายตาออกไปข้างนอกบริเวณสนามหญ้าของสำนักกระบี่....นับเป็นปีที่4แล้วที่มันมาเป็นศิษย์สำนักนี้ มันไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันนี้ได้เมื่อนึกถึงอดีตอันแสนอาภัพลำเข็ญของมัน...

หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งอยู่ในบริเวณช่องเขาหมู่บ้านเหนือคลอง ดินแดนทางทิศหนานฟัง(ใต้)ของแผ่นดินไท่กว๋อ ชีวิตของมันก็มิแตกต่างจาก หงเสวี่ยนหยา ที่มันทั้งสองต่างถือเป็นพี่น้องร่วมสาบาน....

หงเสวี่ยนหยาและมัน ต่างมาพำนักอยู่ที่ สำนักพรตแห่งหนึ่งในมหานครเทียนจิน มันมีอายุน้อยกว่า หงเสวี่ยนหยา 3 ปี พวกมันต่างล้วนยากจนและอาศัยความกรุณาจากนักบวชในสำนักให้ที่พักและอาหารในดำรงชีพอยู่ระหว่างการศึกษา และมันเลือกที่จะเข้าศึกษาสำนักกระบี่แห่งนี้ ด้วยสาเหตุหลายประการ ทั้งๆที่แถวหมู่บ้านของมันต่างเกลียดกลัวนาย หรือเจ้าหน้าที่ทางการ
หากที่มันเลือกเหตุผลหนึ่งคือใช้ทุนทรัพย์น้อยระหว่างฝึกวิทยายุทธ์ก็มีรายได้เลี้ยงดูตนเอง ทั้งมีที่พำนักอาหารการกิน และเมื่อสำเร็จก็มีการงานที่มั่นคง

มันยังนับว่าโชคดีกว่า หงเสวี่ยนหยา ที่ยังมีมารดาอยู่แม้ว่าจะแก่เฒ่าแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงและมีพี่สาวคอยดูแลอยู่
ตอนมันยังเยาว์วัย บิดา และมารดามัน ต่างอพยพหนีวาตภัย มาอยู่แถบหมู่บ้านแห่งนี้ อันเป็นช่องเขาและมีการเคลื่อนไหวของสำนักกระบี่ดาวแดงในบริเวณนี้

มันยังจำภาพที่บิดามันสอนกระบวนยุทธ์ การตีผึ้ง ได้ชัดเจนเหมือนยังอยู่ในเหตุการณ์นั้น....

“ อ่อ....ออ.... จุ้มจี้จุ้มปุด จุ้มแม่สีพุด จุมใบหร่าหร้า พุดซาเป้นด้อก หม้าก งอ้กเป็นใบ พุ้งพิ้งลงไป ว่ายน้ำตุกติก "

เสียงมันตะโกนเป็นสำเนียงชาวหนานฟัง(ใต้) ดังโหวกเหวก ขณะที่มันปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้ที่สูงลิบลิ่วบนชะง่อนผาที่บรรดาผึ้งหลวงชอบมาทำรังอยู่เป็นยวงผึ้ง 40-50 รัง หรือบางทีมันก็ชอบร้อง ว่า

“ เชโค โยยานัด ฉัดหน้าแข้ง เดือนแจ้งๆ มาเล่นเชโค...” หมายถึงการเล่นปิดตาเป็นจระเข้และไล่จับที่เด็กๆชอบเล่นกัน

มันจำได้ดีตอนแรกๆมันปีนขึ้นไปตามไม้ที่ผูกติดกับลูกทอยที่ทำเป็นลิ่มที่ตีเข้าไปในเนื้อต้นไม้เป็นระยะๆและผูกไม้ไผ่เป็นช่วงๆขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงยอดไม้ที่สูงกว่าต้นยางโบราณ....หรือต้นมะพร้าวเสียอีกแถมอยู่บนหน้าผา...

ครั้งแรกมันขึ้นไปได้ไม่กี่ วา ก็ขาสั่นพับๆ เมื่อมองลงมาเบื้องล่าง....หลังจากขึ้นแล้วขึ้นอีกหลายหนเข้าก็ชินกับมัน....จนมันช่ำชองนักกับกระบวนท่าวานรโหนกาย

บิดาของมัน จะเอาต้นสามแก้ว ที่มีใบเมื่อโดนร่างกายจะเป็นพิษผื่นคันและแสบร้อน เอาเฉพาะต้นมันมาผ่าเป็นชิ้นๆตามยาวและตากให้แห้ง
นำมามัดรวมกันเป็นมัดยาว และใช้จุดไฟจะส่งควันโขมง เพื่อใช้รมรังผึ้ง...และใช้ไม้ปาดรังผึ้งใส่ถังที่รองรับหย่อนเชือกลงมาข้างล่างโดยมีพี่สาวและมันเองและลูกพี่ลูกน้องช่วยกันคั้นน้ำผึ้ง แยกเอาตัวอ่อนไปคั้นต่างหาก และส่วนของขี้ผึ้งก็จะเก็บเอาไปไว้หลอมเพื่อทำเป็นเทียน...น้ำผึ้งก็นำไปขาย

หลังการล้อมปราบสำนักกระบี่ดาวแดง บิดามันก็เสียชีวิต พร้อมๆกับหมู่บ้านในช่องเขาถูกเผาวอดวายหมดทุกหลังนับแต่ปากทางจากช่องเขา.....

มันก็ต้องอพยพอีกครั้งพร้อมกับมารดาและพี่สาว ไปอาศัยญาติอยู่....รับจ้างกรีดยางพาราและทำนา...

หลังจากเข้ามาแสวงโชคในมหานครเทียนจิน มันก็ได้พบกับหงเสวี่ยนหยา ที่พำนักด้วยกันที่สำนักพรต ที่มันพบเห็นแต่ละวันต้องหน้าตาปูดบวมกลับมา...และมันช่วยทำแผลให้.....ภายหลังมันก็กราบไหว้ฟ้าดินสาบานเป็นพี่น้องกัน
หงเสวี่ยนหยา บอกมันว่าต้องไปแข่งขันประลองยุทธ์มา เมื่อมีการว่าจ้างให้ประลองฝีมือเพลงหมัดมวย จะได้เก็บเงินไว้ใช้จ่ายศึกษา....หงเสวี่ยนหยาบอกให้มันตั้งใจเรียนวิทยายุทธ์ให้สำเร็จ และช่วยเหลือทรัพย์สินเงินทองที่มันได้มาจากการประลองฝีมือเพลงยุทธ์อยู่ตลอด...

เมื่อมันนึกถึงพี่ชายร่วมสาบาน มันถึงกับกล้ำกลืนอะไรลงคอมิได้...ยามนี้มันได้ข่าวว่า หงเสวี่ยนหยา กลับไปที่บ้านของมันในแดนตุงเป่ย เพื่อจะไปถามข่าวคราวผู้อาวุโสที่เลี้ยงดูมันมา...


สำนักดาบม่านมุ้ยเชียงตา


ภายในสำนักซึ่งมีเรือนไม้สักหลังใหญ่มีเสาที่เป็นต้นไม้ทั้งต้นเกือบร้อยต้น.....และยังมีหลังเล็กๆอีกหลายหลัง....รอบบริเวณปลูกและตกแต่งสวนมวลพฤกษชาติงดงามตาที่ชูช่อดอกบานสะพรั่ง....
เสียงตะโกนโหวกเหวกของเหล่าบรรดาศิษย์ในสำนักที่มีการตระเตรียมงานเฉลิมฉลองกันอย่างชุลมุน

มิผิด ความวุ่นวายชุลมุนเหล่านี้เกิดขึ้นภายใน สำนักม่านมุ้ยเชียงตา หรือเรียกอีกนามว่าม่านกำเป้อ อันเป็นภาษาไท่กว๋อในแผ่นดินทางทิศเป่ยฟัง (เหนือ) หมายถึง ผีเสื้อ หรือ หูเตี๋ย ในภาษาจงกว๋อนั่นเอง
กำเป้อ หรือผีเสื้อในภาษาเป่ยฟัง(เหนือ) ย่อมเป็นกระบวนท่าหนึ่งในการร่ายรำเพลงดาบของสำนัก
ซึ่งประกอบไปด้วย เพลงดาบม่านกำเป้อ(เพลงดาบผีเสื้อ) เพลงดาบเจิง เชิงดาบแสนหวี เชิงดาบเชียงแสน ท่าร่างตบมะผาบ (ตบตามร่างกายยั่วยุ เพื่อทำลายสมาธิคู่ต่อสู้และปลุกเร้ากำลังใจตนเอง) ค่ายกล กลองสะบัดไชย กลองมองเซิง กลองปูจา (บูชา)ที่มีกลองลูกตุ้มเล็กๆ 2ใบอยู่ด้านบน ท่าเพลงยุทธฆ้อง และฉาบ เป็นต้น

กระบวนยุทธ์เพลงดาบสำนักนี้ นับว่าได้สร้างเกียรติภูมิสูงส่งให้แก่สำนักเป็นยิ่งนัก การร่ายรำเพลงดาบในไม้ตายขั้นสูงสุด สามารถใช้ดาบถึง12 เล่ม เข้าทำร้ายคู่ต่อสู้
นับว่าเป็นเพลงดาบที่พิสดารและมีอานุภาพสูงส่งยิ่งนัก

“ พวกเจ้า เตรียมเวที ประลองฝีมือไว้ให้ดีด้วย ข้าพเจ้าจะให้ หยกหิมะ กับมรกตแดง(หรืออีกชื่อทับทิม) ได้แสดงวิทยายุทธ์ ให้พวกเจ้าชม "
เสียงจากสตรีสูงวัย ดังขึ้น ทำให้บรรดาศิษย์ในสำนักกุลีกุจอกันจัดเตรียมกันขนานใหญ่
" อยากพ้อหน้า แม่นางหยก ไวๆ กึดฮอดจ้าดนัก " เสียงแม่เฒ่า(เหล่าเลา)ผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสดงความตื่นเต้นกับข่าวที่หยกหิมะจะกลับมา
" บ่ใจ่ว่า แม่อุ้ยกึดฮอด หมู่ข้าเจ้าก็คือกั๋น " เสียงศิษย์ผู้หนึ่งกล่าวขึ้นกับแม่เฒ่า

สตรีในวัยกลางคนผู้นี้ที่แท้ ก็เป็น เจ้าสำนักแห่งนี้ ที่มี ชื่อว่า เหลียนจื่ออู้ (ม่านหมอก) มาตรว่าจะมีอายุเข้าวัยกลางคนหากแต่ยังคงความงดงาม ของเรือนร่างและใบหน้าไว้โดยมิโรยรา
หลังจากได้ข่าวจากพิราบสื่อสาร ว่า บุตรสาว หยกหิมะ และ ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นญาติกัน มรกตแดง สำเร็จการฝึกวิทยายุทธ์จากแดนโอวโจว เดินทางกลับมาถึงวันนี้ จึงได้ให้ศิษย์ในสำนักตระเตรียมงานเฉลิมฉลองต้อนรับ
และอีกเรื่องที่นางคิดไว้ในใจ คือจะมอบตำแหน่งเจ้าสำนักให้กับบุตรสาว ดูแลทั้งนี้นางเองจะได้ไปดูแล ในกิจการค้า จูเป่า(เพชรพลอย) และ กู๋ตง (วัตถุโบราณ) ที่นางมีร้านค้าในเทียนจิน และใน เหม่ยโจว

บันทึกบทเพลงกุหลาบแดง


กุหลาบสีแดง....
ผลิบานกลางใจในฤดูชิวเทียน แย้มรับกับดุริยางค์จากสรวงสวรรค์
ที่โปรยปรายละอองความหวานชื่นอันเป็นลำนำบทเพลงแห่งความรัก
แทนสายลมแผ่พริ้วมาอย่างแผ่วเบาเพื่อจุมพิตกลีบกุหลาบสีแดงดอกนั้นกลางใจ


รากที่หลั่งลึกและแตกแขนงฝังลึกกลางหัวใจ ของกุหลาบสีแดงต้นนั้น...
ยั่งยืนและมั่นคงไม่โค่นถอน...แม้ยามพายุพัดโหมกระหน่ำ...
ตราบทะเลเหือดแห้งหายไปจากโลกหล้า....
ตราบภูผาหลอมละลายด้วยความร้อนแรงแห่งแสงตะวันที่แผดเผา...
กุหลาบสีแดงดอกนั้น...ยังเบ่งบานมั่นคงอยู่ในใจ........

กุหลาบสีแดง.... ฉันจะกลับมาเยี่ยมเยียนเธอตลอดไป....
ตราบวิถีแห่งมวลชีวิตที่ดำเนินไปจนถึงค่ำคืนแห่งวันอำลาจาก....
ไม่ว่าระยะทางจะยาวไกลสักเพียงไหน
ฉันก็ยังอยู่เป็นเพื่อนใกล้ๆกับเธอกลางหัวใจ......ชั่วฟ้าดินสลาย.......


หงเสวี่ยนหยา ปิดคัมภีร์เล่มนั้นลงหน้าปกมิได้เขียนชื่อว่าคัมภีร์อะไร หากแต่ว่ามีดอกกุหลาบเล็กๆที่ถูกทับไว้แทรกอยู่ข้างในยังคงรูปร่างกุหลาบติดอยู่ขอบด้านในของหน้ากระดาษบันทึกเมื่อเปิดออกจะชิดอยู่กับขอบด้านกลางของคัมภีร์

ข้อความที่บันทึกกลับเป็นบทเพลงดาบกุหลาบสีแดง...อยู่หลายบทหากมิมีการบัญญัติท่าร่างร่ายรำเพลงดาบ...
หงเสวี่ยนหยา ต้องมาขบคิดค่อนวัน ถึงเคล็ดวิชา
ที่แท้ล้วนแฝงเร้น ปฎิญาณฟ้าดิน....ชั่วฟ้าดินสลาย....เทียนฉังตี้จิ่ว
หรือผู้อาวุโสนิรนามมีเลสนัยเยี่ยงใด หงเสวี่ยนหยาคิดในใจ..


หลังมันกลับมาจากเทียนจินมาที่กระท่อมอีกครั้ง...
กระท่อมหลังที่ผู้อาวุโสพักอันปลูกสร้างไว้อยู่ใกล้ๆกับกระท่อมของมัน....มาตรว่ามันจะมาทำความสะอาดเป็นประจำแต่มิเคยได้กล้ำกลายเข้าไปในที่ส่วนตัวผู้อาวุโสกั้นไว้เป็นห้องเล็กๆภายในกระท่อม....ซึ่งเป็นที่เก็บคัมภีร์...และที่สถิตย์วิญญาณบรรพชน..

เพลานี้ผู้อาวุโส ได้สูญหายไปโดยมิทราบว่าท่องเที่ยวไปในยุทธจักร ณ ที่แห่งใด...หลังจากมันได้รับการส่งเสริมให้เข้าประลองยุทธ์ในฝีมือเพลงหมัดมวยและมันได้เดินทางเข้าเทียนจิน...ผู้อาวุโสก็บอกกับมันว่าจะออกไปท่องยุทธจักรและมิต้องติดตามหา....
ในห้องเล็กๆนี้...มันยังได้พบกับจดหมาย ที่ผู้อาวุโสเขียนทิ้งไว้ถึงมันพร้อมกับวาดแผนที่เล็กๆเป็นช่องทางลับเข้าไปในหุบเขาที่อยู่ไม่ไกลนักจากกระท่อมมันพัก.. หากยังได้กำชับให้มันฝึกฝนทำความเข้าใจในสิ่งที่พบเห็น....


เสียงแคนดังมาเบาๆในช่วงเพลาเช้า...มิผิดเป็นการฝึกฝนของศิษย์สำนักแคนพิฆาต แห่งหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนั้น
แคน ย่อมเป็นอาวุธหนึ่งที่มีการสืบสานตำนานมายาวนานจากประวัติศาสตร์ จากที่มีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มลฑลหยูนหนาน ในดินแดนจงกว๋อที่มีร่องรอยของแคนหลงเหลืออยู่....
มิคาด..กลับพบว่ามีอายุถึงกว่า2พันปี...

หงเสวี่ยนหยา คิดคำนึงถึงความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้อาวุโสที่เล่าถึงความเป็นมาแห่งชนชาติในอดีต....

อาณาจักรน่านเจ้า อาณาจักรอ้ายลาว อาณาจักรละว้า ที่ประกอบไปด้วย เชียงแสน เชียงรุ้ง เชียงทอง เชียงขวาง เชียงตุง สิบสองพันนา สิบสองจุไทไปจนจบตังเกี๋ย โยนกนคร และเหล่าบรรดาหัวเมืองตามสายน้ำโขง

มาตรว่าในดินแดนตุงเป่ย ในตอนล่างบริเวณติดเทือกเขาจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจนละ
ภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรฟูนันที่อยู่นอกดินแดนไท่กว๋อลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณที่ราบลุ่มอันนัม...อันเป็นปากแม่น้ำโขงไหลลงสู่ทะเล...
ดินแดนตุงเป่ย ยังสืบสานตำนานแห่งบทเพลงปลิดวิญญาณของแคน ที่เป็นมรดกดั้งเดิมไว้ได้ ในดินแดนตุงเป่ยตอนกลางและตอนเหนือยังคงสืนสานมรดกบรรพชนชาวไท่กว๋อที่ผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันบนดินแดนแห่งนี้ไว้ได้...

อิทธิพลของเจนละ มาตรว่าจะหนาแน่นในทางตอนใต้ของตุงเป่ยบริเวณที่ติดกับเทือกเขา ภายหลังการแผ่เข้ามาของวิทยายุทธ์จากดินแดนทางตะวันตกในตำนานเทวราชและพุทธศาสนา

ภาษาสันสกฤต บาลี และเจนละ ได้กลายเป็นภาษาหลักในไท่กว๋อ หากกลับละเลยและมิได้สืบทอดศัพย์สำเนียงภาษาดั้งเดิมและสายสัมพันธ์กับดินแดนจงกว๋อ.... เรื่องราวเทพเจ้ารามายนะ....กลับกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งชนชาติไท่กว๋อ....และบดบัง....เรื่องราวและภาษาที่ผสมผสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวแห่งดินแดนไท่กว๋อโบราณกับดินแดนจงกว๋อที่มีรากเหง้าใกล้ชิดกัน....
หลานชาง....สายสัมพันธ์ที่มั่นยืน

หลานชาง....หรือแม่น้ำล้านช้าง...หรือ...แม่ของ...หรือแม่น้ำโขง...อันมีต้นกำเนิดแห่งสายน้ำจากเทือกเขาหิมาลัย...ไหลผ่านดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล....หล่อเลี้ยงมวลชีวิตสองฟากฝั่งมาเนิ่นนานหลายพันปี
รากเหง้าแห่งอารยธรรมของบรรพชนชาวไท่กว๋อที่อาศัยสายน้ำเป็นแหล่งในการดำรงชีวิตในการแปงบ้านแปงเมืองเพื่อชนรุ่นหลัง....
จากดินแดนสิบสองพันนา ไท่กว๋อแห่งลุ่มน้ำลือ หรือไทลื้อ ไท่กว๋อลุ่มน้ำเมาหรือไทเมา (อาณาจักรลุ่มน้ำมาวศูนย์กลางที่แสนหวี(รุ่ยลี่) ไท่กว๋อลุ่มน้ำเขิน หรือไทเขิน หรือขืน(เชียงตุง)
มิไกลจากเมืองเจียงฮุ่ง (เชียงรุ้ง หรือจิ่งหง) นครหลวงของสิบสองพันนาที่มีนครรัฐ12 นครรัฐที่มีหัวเมืองต่างๆอีกมากมายที่ขึ้นต่อ.....สิบสองพันนาหมายถึงต้องใช้ข้าว1หมื่น2พัน ตาง(ถัง หรือ15กิโลกรัม) ที่เป็นตะกร้าตวงไปหว่านในพื้นที่เพาะปลูก.......ดินแดนสิบสองผู้ไท( อยู่ห่างจากจิ่งหงไปทางตะวันออก) ก็เช่นกันที่อยู่มิไกลจากกันนัก....ต่างก็สืบทอดประเพณีการปกครองแบ่งเป็น12 นครรัฐเช่นกัน
อันประกอบไปด้วย ชาวผู้ไทดำ 8 เมือง และผู้ไทขาว4เมือง ประกอบเป็นสิบสองผู้ไท หรือจุไท หรือเจ้าไท...ได้แก่เมืองแถง( เมืองนาน้อยอ้อยหนู อยู่บริเวณเดียนเบียนฟู) เมืองควาย เมืองดุง เมืองม่วย เมืองลา เมืองโมะ เมืองหวัด เมืองชาง เมืองไล เมืองเจียน เมืองมุน และเมืองบาง
สำหรับในดินแดนสิบสองจุไท นั้น ในสมัยรัชกาลที่3 ฝรั่งเศสยึดไป จึงมีการกวาดต้อนอพยพผู้คนมาอาศัยอยู่ในดินแดน ตุงเป่ยในไท่กว๋อ และเป็นต้นกำเนิดของชาวผู้ไท หรือภูไท ที่กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆในแดนตุงเป่ย...
หากแต่ว่ารากเหง้าดั้งเดิมล้วนมีความสัมพันธ์กับดินแดนสิบสองพันนา ล้านนา ล้านช้าง ที่ดำรงรักษาภาษาพูดภาษาเขียนของตนเองไว้...
รวมถึงจารีตประเพณีที่สำคัญๆเช่น สงกรานต์ จุดบอกไฟ(ในภาคเหนือและสิบสองพันนา) หรือบั้งไฟ(ในอีสาน) การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนที่จะมีหิ้งบูชาบรรพบุรุษ จากเดิมที่ถือว่าผีอยู่ที่เฮือน พระอยู่ที่วัดปัจจุบันก็กลายเป็นหิ้งบูชาพระ ในชุมชนจะมีศาลบรรพชน มีบ่อน้ำหมู่บ้าน บ่อน้ำวัด....และมีวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน....เป็นต้น..

มาตรว่าในดินแดน ตุงเป่ย จะมีการเกิดขึ้นของชุมชนบรรพกาลมานานถึง5-6พันปีมาแล้วในบริเวณแหล่งหนองหาน หรือบ้านเชียง หากการขยายตัวลงมาตามลุ่มน้ำโขงและในดินแดนตุงเป่ยของบรรพชนรุ่นก่อนๆได้ผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
บรรพชนไท่กว๋อล้วนอาศัยสายน้ำเป็นแหล่งสร้างบ้านแปงเมือง.....ตราบจนลุ่มเจ้าพระยา ตาปี โกลก ชาวไทอาหม แห่งอาณาจักรศรีวิชัย อันเป็นการผสมผสานอารยธรรมจากอินเดีย หากยังมีชาวฮั่น ที่อพยพมาแต่โบราณและมาตั้งรกรากในดินแดนแห่งนี้ในทางตอนใต้รวมทั้งในบริเวณตอนกลางของแผ่นดินไท่กว๋อ...และได้เป็นเจ้าเมืองหลายคนในดินแดนทางใต้ของไท่กว๋อ...

ดินแดนสิบสองพันนา ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ของจงกว๋อ และราชวงค์ฮั่นตะวันออก จักรพรรดิ์หย่งผิง ดินแดนสิบสองพันนาเสมือนหนึ่งประเทศราช
มาถึงสมัยราชวงค์ถัง และราชวงค์ซุ่ง สิบสองพันนาขึ้นกับการปกครองของอาณาจักรน่านเจ้า และต้าหลี่ โดยมีเจ้าปกครองท้องถิ่น
ต่อมา ในสมัยพระเจ้าหลงฉิงราชวงค์หมิง หลังจาก เจ้าคันเมิ่งได้ไปสวามิภักดิ์ จึงถูกแบ่งเป็นดินแดนสิบสองพันนาที่มี12นครรัฐ...และมีเจ้าครองนครมาจนถึงการปฏิวัติใหญ่เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยสำนักกระบี่ดาวแดงในจงกว๋อ....
เช่นเดียวกับ ในรัฐฉาน หรือชาน หรือเมิงไต หลังอังกฤษยึดครองได้แบ่งออกเป็น รัฐเมิงไต (เมืองไท) เหนือ รัฐเมิงไตใต้ และรัฐเชียงตุง

ความยาวนานทางประวัติศาสตร์แห่งบ้านพี่เมืองน้อง ของอาณาจักรล้านนา สิบสองพันนา ล้านช้าง ภายใต้การรุกรานของกองทัพมองโกลการถอยร่นลงมาทางใต้ การกำเนิดขึ้นของ เชียงรุ้ง เชียงตุง เชียงราย เชียงใหม่ เชียงแสน เชียงทอง สุโขทัย ศรีเทพ เวียงละกอน(ลำปาง ) ฯลฯ ล้วนแยกไม่ออกจากกันในความสัมพันธ์อันยาวนานทางประวัติศาสตร์ของบรรพชนไท่กว๋อเหล่านี้กับแผ่นดินของชาวฮั่นในจงกว๋อ......
และนี่ก็คือตำนาน แห่งเสียงแคนที่สืบสานกันมายาวนาน และการจุดบอกไฟหรือบั้งไฟ อันมีสูตรที่เป็นความลับของส่วนผสมอาวุธทางยุทธศาสตร์แห่งบรรพชนไท่กว๋อ...การผูกเสี่ยวในดินแดนตุงเป่ยหรือการไหว้ฟ้าดินสาบานเป็นพี่น้อง....
มิอาจแยกได้จากสายสัมพันธ์อันยาวนานกับดินแดนจงกว๋อ ....ตราบใดที่สายน้ำหลานชางยังหลั่งไหล....ร้อยสายใยแห่งชีวิตของผู้คนมาเนิ่นนาน...ราวกับสายใยเส้นไหม....ที่หลอมรวมรังไหมหลายหมื่นหลายแสนรัง...ร้อยเป็นสายใยต่อเนื่องกันรุ่นแล้วรุ่นเล่า....อันไม่มีวันจบสิ้น....
ดุจสายสัมพันธ์ที่ไหลรินอย่างมั่นยืนของหลานชาง...หล่อชุบเลี้ยงผืนแผ่นดินสองฝากฝั่งให้ชุ่มชื้น....แม้บางคราอาจเกรี้ยวกราดแต่ก็มิเคยแปรเปลี่ยนเส้นทางการรินไหลผ่านทุ่งที่เขียวขจีแห่งพืชพันธุ์ทางจิตใจของผู้คนมาเนิ่นนาน....


บทเพลงแผ่นดินแห่งปิตุภูมิ


เสียงเสี่ยวถีฉิน(ไวโอลิน)จากมรกตแดง และกังฉิน(เปียโน)จากหยกหิมะดังสอดประสานฉุดพาวิญญาณผู้คนล่องลอยไป....
มิคาด...กลับเป็นบทเพลง...แผ่นดินแห่งปิตุภูมิ...ที่ทั้งสองคนร่วมกันคิดค้นขึ้นในระหว่างที่ศึกษาในแดนโอวโจว..
ประกอบไปด้วย กระบวนยุทธ์ต่างๆ.....แบ่งเป็นตอนๆคีตนิพนธ์ ที่ทั้งสองได้ร่วมกันค้นคิดขึ้นหากยังคงรักษาพื้นฐานแห่งรากเหง้าแผ่นดินแห่งปิตุภูมิไว้
ยามที่ทั้งสองบรรเลงเพลงยุทธ์..พาให้ผู้คนจิตวิญญาณล่องลอยตามไป.....ในท่อนแรกของบทเพลงกลับทำให้ผู้คนมองเห็นความสง่างามแห่งแผ่นดินที่เขียวขจี...จากแม่น้ำหลานชาง...สู่แผ่นดินสิบสองพันนา...ล้านนา...ล้านช้าง...สุโขทัย...อโยธยา....ศรีวิชัย...
ท่อนที่สองกลับทำให้เห็นภาพอันอ่อนหวานแห่งลาวคำหอม...ลาวดำเนินทราย....ลาวดวงเดือน....แห่งแผ่นดินทางทิศเหนือและอีสานในแดนไท่กว๋อ

มาตรว่าเพลานี้ ย่างเข้าสู่วันยี่เป็ง(เพ็ญเดือนสิบสอง)กลับทำให้ผู้คนมองเห็นแสงดาวสว่างไสว...ควบคู่ไปกับความสว่างใสนวลแห่งดวงจันทรา....

มิผิด...แสงดาวแห่งศรัทธา...ของเหล่านักรบผู้กล้าหาญในสนามรบแห่งจิตวิญญาณที่มีแสงดาวแห่งศรัทธาส่องนำทาง....ขณะที่เงาสะท้อนของแสงดวงจันทราและแสงดาววับวาว...บนพื้นผิวแห่งสายน้ำปิง...วัง...ยม...น่าน...
สู่เจ้าพระยา...ตาปี...โกลก....
หลานชาง...ชี....มูล....

หากแต่ว่ากลับรินไหลมารวมกันในจิตใจของผู้ฟังพร้อมๆกับความสดใสนวลแห่งแสงจันทราและดวงดาวที่พราวแสง....ยามเมื่อทั้งสองบรรเลงกระบวนเพลงยุทธ์ออกไป...
มิผิด...เสียงเพลงกลับปลุกเร้าจิตใจที่หลับไหลให้ตื่นขึ้น...ร่วมเป็นดั่งสายน้ำที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.....หล่อเลี้ยงทุ่งหญ้าที่เขียวขจีและพืชผลสีทองไสวที่สวยสดงดงามแห่งจิตใจของผู้คนบนแผ่นดินแห่งปิตุภูมิแห่งนี้.....
แสงเทียนที่จุดไต้ไว้ตามบริเวณขันโตกที่ตั้งไว้ให้แขกที่มาในงานต้อนรับทายาทเจ้าสำนักม่านมุ้ยเชียงตา...ถึงกับวูบส่องประกายดาวระยิบระยับ...

มิคาด....บทเพลงยุทธที่ดรุณีน้อยทั้งสองได้ค้นคิดขึ้น...ทว่ามาจากพื้นฐานการศึกษาในแดนโอวโจว...ที่มิได้เคร่งครัดต่อการยึดถือกฎเกณท์เดิมอย่างเคร่งครัด... หากทว่ากลับสอนให้รู้จักค้นคิดขึ้นมาใหม่จากรากฐานที่มี....

มิผิด....อาจารย์(เจี้ยวซือ)เมฆขาวไป๋อวิ๋นแห่งสำนักดาบแสงดาวแห่งศรัทธาซึ่งเป็นชาวไท่กว๋อ...กลับสอนทั้งสองว่าการอนุรักษ์มิได้หมายถึงการลอกแบบเดิมทุกประการ...
หากแต่ว่า...การรักษาจิตวิญญาณที่ดีงามเอาไว้และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม...พร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบ...บทเพลงของจงกว๋อ...มีจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง...
เช่นเดียวกับเอกลักษณ์ของลาวคำหอม...ลาวดวงเดือน...เป็นต้น..

การประยุกต์...เพื่อสร้างกระบวนยุทธ์คีตนิพนธ์(symphonic poem) ขึ้นมาใหม่เป็นการพัฒนาสืบทอดมรดกดั้งเดิมของบรรพบุรุษด้วยการคงรากฐานหลัก(them)ไว้...หากแต่ปรับแต่งเติมให้โดดเด่นขึ้น...

กระบวนยุทธ์คีตนิพนธ์ที่ทั้งสองร่วมกันค้นคิด หากยังประยุกต์จากบทเพลงยุทธ์ชาวโอวโจว(ยุโรป)มากมายที่ได้ร่ำเรียนมา...เช่นบทเพลงแห่งปิตุภูมิ (ma vlast) ของจอมยุทธ์แห่งแคว้นโบฮีเมีย ดินแดนเช็ก.....อันมิต่างจากแก้วเจียรไนที่โด่งดัง...

หากยังรวมเอารากฐานมรดกแห่งดินแดนไท่กว๋อ....และที่สำคัญ...
รากฐานแห่งสำนักดาบแสงดาวแห่งศรัทธา....ที่เป็นเสมือนปฏิญญาแห่งใจที่เจี้ยวซือเมฆขาวได้สั่งสอน

และจากกระบวนยุทธ์ คีตนิพนธ์ บทเพลงแห่งปิตุภูมิที่ทั้งสองค้นคิดประกอบด้วยุ5กระบวนยุทธ์ สามารถใช้กระบวนยุทธ์ฝ่าค่ายกลทดสอบของสำนักมาได้อย่างง่ายดาย...และสร้างความตื่นตะลึงในฝีมือของศิษย์ทั้งสองให้แก่เหล่าเจี้ยวซือชาวโอวโจวเป็นยิ่งนัก...
และแน่นอนที่สุด...เป็นความภาคภูมิใจแก่เมฆขาวไป๋อวิ๋นเป็นอย่างยิ่ง


(หมายเหตุ: ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วมีเพียงแค่นี้...ยังมีต่ออีกแต่ยังไม่รู้เมื่อไหรต้องขออภัยด้วย )






โดย : กระบี่ดาวแดง
เมื่อเวลา :

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook