บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1

>> IN DREAM

เรื่อง : IN DREAM!!

IN DREAM!
ตอนที่1
ฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา บนบ้านไม้หลังเล็กที่มีชานยื่นออกมาริมทะเลสาบน้ำจืด โทมัส บอมบาโด เคาะนิ้วลงบนแป้นคีย์บอร์ด สายตาจับต้องบนหน้าจอตามตัวหนังสือที่ปรากฏ แต่แล้วเขาก็กลับกดแป้นbackspace ลบข้อความทั้งหมดออกจากหน้าจอ แล้วถอนหายใน เขาเอามือเสยผมสีน้ำตาลแดงของเขาไปด้านหลังแล้วเลื่อนลงมากุมขมับ มองหน้าจอที่ว่าเปล่า
ย่างเข้าเดือนที่สี่แล้ว ที่ทอมยังเขียนงานส่งสำนักพิมพ์ไม่ได้ เงินเก็บที่เคยมีก็เกือบจะหมด ย้อนไปเมื่อ 3 เดือนก่อนเขาต้องออกจากห้องเช่าในตัวเมือง เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า ก่อนที่เขาจะย้ายออกหนึ่งวัน จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์จากทนายผู้หนึ่ง บอกให้เขามารับมรดกจากยายของเขา เป็นบ้านพักติดทะเลสาบในป่าชานเมือง ทอมไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ เขารู้เพียงแค่มันเป็นที่ๆ ยายของเขามาใช้ชีวิตบั้นปลาย และเหตุที่ไม่มีญาติคนไหนอยากได้บ้านหลังนี้ก็เพราะยายของเขาเสียชีวิตที่นี่ หล่อนจมน้ำตายในทะเลสาบแห่งนี่เมื่อปลายปีที่แล้ว และทอมกำลังจะไร้ที่อยู่ เขาไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากยอมรับข้อเสนอของทนาย สิ่งที่ติดตัวทอมมาจากที่อยู่เก่าของเขาก็มีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเซเลรอน ปรินต์เตอร์อิงเจ็ตธรรมดา กับเสื้อผ้าเก่าๆ กับหนังสือลังใหญ่และรถโฟลก์เก่าบุโรทั่งหนึ่งคัน
และตอนนี้เขากำลังจะอดตาย ทอมเดินไปเปิดตู้เย้น เจอไส้กรอกรมควันแท่งหนึ่งในช่องแช่แข็ง ที่แรกเขาคิดจะกินมัน แต่คิดดูอีกทีเขาอยากจะเก็บมันไว้กินเป็นอาหารเย็นวันพรุ่งนี้ดีกว่า เขาเปลี่ยนใจเดินไปนั่งบนโซฟาที่ตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง ภาพสะท้อนจากหน้าต่างทำให้เห็นใบหน้าที่ซีดเซียวเหมือนคนขี้โรค ดวงตาสีฟ้าถูกล้อมรอบด้วยขอบตาสีดำคล้ำ
บรรยากาศที่อบอ้าวภายในบ้านต่างกับภายนอกอย่างสิ้นเชิง แต่ชั่วขณะที่ทอมล้มตัวลงนอน บรรยากาศในห้องก็เย็นลงอย่างเฉียบพลัน จนทอมหายใจออกมาเป็นไอ เขาดึงผ้าห่มที่กองอยู่ที่พื้นขึ้นมาคลุมตัว และกวาดสายตายไปรอบๆ ห้อง
บรรยากาศแบบนี้อีกแล้ว… เขาคิด ตั้งแต่ก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ทอมต้องเผชิญกับความรู้สึกที่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจเช่นนี้แทบทุกวัน และทุกครั้งทอมจะหลับตาแน่น ไม่รับรู้ถึงความเป็นไปของสิ่งรอบๆ ตัว ทว่าความรู้สึกที่เหมือนกับใครคนหนึ่งกำลังเดินวนไปมารอบกายเขา จากนั้นก็มาหยุดอยู่ข้างๆ โซฟา ความเย็นยะเยือกที่ไหลผ่านมาจากข้างตัวของทอมไล่มาตามแขนขา ทำเอาขนลุกชันไปทั่วตัว ใจเขาเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ เขาหายใจถี่กระชั้น และไม่กี่วินาทีสติของเขาก็ดับวูบลง
**************************
เขากำลังเดินไปตามถนนท่ามกลางห่าฝนที่กระหนำลงมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มุ่งตรงสู่บ้านสีขาว 2 ชั้น ที่หน้าบ้านมีกระบะปลูกดอกกุหลาบแดงเต็มกระบะ เขายืนอยู่ตรงหน้าประตูและยกมือที่สวมถึงมือหนังสีดำที่เปียกโชกขึ้นเคาะประตูสองครั้ง หญิงสาวผิวสีน้ำตาลคนหนึ่งเปิดประตู หล่อนพูดอะไรบางอย่างกับเขา และเขาก็รู้สึกว่าตัวเองได้พูดโต้ตอบพร้อมกับเงยหน้าขึ้นให้หญิงสาวเห็นเขาได้ถนัดตา ทันใดนั้นดวงตาของหล่อนก็เปิกกว้าง สีหน้ามีแววตื่นตระหนก หล่อนตะโกนใส่เขา และพยายามปิดประตูแต่เขาใช้มือยันประตูเอาไว้แล้วดันมันให้เปิดออก หญิงสาววิ่งเข้าห้องนั่งเล่นหล่อนคว้าหูโทรศัพท์และตะโกนใส่เขาอีกครั้ง จังหวะที่หล่อนหันไปกดหมายเลข เขาก็คว้าแจกันดอกไม้บนโต๊ะตีเข้าที่หัวของหล่อนอย่างแรงจนล้มลงโทรศัพท์กระเด็นหลุดมือ เขาเห็นหล่อนนอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้นยกมือกุมหัวใบหน้าอาบไปด้วยเลือด เขารีบเก็บโทรศัพท์ขึ้นมากดปิด โยนมันลงบนโซฟา จากนั้นก็ใช้มือจิกผมของหล่อนให้ลุกขึ้น หญิงสาวกรีดร้องพร้อมกับพยายามแกะมือเขาออก เขากระชากผมหล่อยอย่างแรงอีกครั้งจนผมติดมากับมือของเขา ใบหน้าของหญิงสาวบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ทำให้เขาสะใจยิ่งนัก เขาตบหล่อนสุดแรงจนตัวหล่อนเซไปกระแทกกับโต๊ะกระจกที่อยู่ตรงกลางห้องจนแตกเป็นชิ้นๆ กระจกบาดเข้าที่ใบหน้าของหญิงสาว ทั้งที่บาดเจ็บแต่หล่อนก็ยังพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้น เศษกระจกได้บาดไปตามแขนและมือที่ตะเกียดตะกายให้ตัวเองออกไปจากตรงนั้น แต่เขาไม่ยอมหยุดเขาใช้กำปั้นทุบเขาที่หลังเธอ แล้วเตะซ้ำเข้าที่ท้องหลายทีจนหล่อนตัวงอ ไม่สามารถส่งเสียงใดๆ ออกมาได้อีก เขายิ้มอย่างพอใจแล้วเดินอ้อมไปที่ยืนเหนือหัวของหล่อน นั่งลงแล้วคว้าเศษกระจกชิ้นพอเหมาะมือ จากนั้นเขาก็สำเร็จโทษเธอด้วยการปาดคออย่างช้าๆ ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากปากของหล่อนอีก นอกจากการทำปากพะงาบพะงาบเหมือนอย่างปลาที่ถูกเอาขึ้นมาจากน้ำและขาดอากาศหายใจ เธอดิ้นพราดๆ บนกองเลือดสีแดงข้นและแน่นิ่งในที่สุด เขาใช้นิ้วจุ่มลงบนกองเลือดแล้วเริ่มเขียนอะไรบางอย่างลงบนผนังห้องสีขาว
************************
บนถนนพรอมฟรีในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง โดโรธี เวลส์ วิ่งฝ่าสายฝนข้ามถนนไปยังร้านบัสฟู๊ดที่เธอทำงานเป็นพนักงานเสริฟอยู่ ตอนนี้เธอมาทำงานสายเกือบจะ 5 นาทีแล้ว บัสต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ๆ และก็เป็นอย่างที่คิดไว้ ทันทีที่โดโรธีเปิดประตูเข้าไป เธอก็ได้ยินเสียงของบัสตะโกนมาที่เธอ
“ย้ายก้นมานี่เร็วๆ อีหนู ร้านฉันเปิดวันนี้นะไม่ใช่พรุ่งนี้”
โดโรธีพ่นลมออกจมูกเธอรีบเดินเข้าไปหลังเคาเตอร์ หยิบผ้ากันเปื้อนขึ้นมาสวม แล้วจัดแจงทำความสะอาดร้าน ไม่นานนักบัสฟู๊ดก็เปิดให้บริการ ลูกค้าหน้าใหม่หน้าเก่าแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสายจนกระทั่งถึงเที่ยงคืน บัสจึงปิดร้านเมื่อลูกค้าคนสุดท้ายเดินออกไป
โดโรธียกเก้าอี้ทั้งหมดขึ้นบนโต๊ะจากนั้นก็เข้าไปล้างถ้วยชามเครื่องครัวต่างๆ กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปตีหนึ่งครึ่ง ฝนที่เคยตกแบบไม่ลืมหูลืมตาในตอนเช้าได้หายไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงแอ่งน้ำบนถนน และหยาดน้ำค้างเกาะตามต้นไม้ใบหญ้าข้างทางเท่านั้น
“ฉันทำเสร็จแล้ว กลับล่ะ” เธอบอกบัสที่กำลังคิดบัญชีอยู่ตรงเค้าเตอร์ เขาหันมามองที่เธอ “พรุ่งนี้อย่ามาสายอีก ไม่งั้นฉันจะหักเงินเดือนเธอเข้าใจมั้ย” เขาพูดเสียงดัง
โดโรธีพยักหน้าแบบขอไปที “เข้าใจแล้ว..ฉันเข้าใจ แค่เงินที่ให้ทุกวันนี้ก็ไม่พอกินอยู่แล้ว ขืนให้คุณหักอีกฉันคงต้องกินดินแทนข้าวกันล่ะ ฮึ” เธอหัวเราะเบาๆ แล้วเปิดประตูเดินออกจากร้านไป บัสมองตามหลังเธออย่างไม่พอใจ
จากตรงนี้ไปเดินเลี้ยวหัวมุมถนนแล้วเดินเลยไปอีก 2 ช่วงตึกก็จะถึงห้องเช่าเล็กๆ ที่เธอเช่าอยู่ เธอไขกุญแจเปิดประตูเข้าห้อง กดฟังเสียงจากเครื่องตอบรับโทรศัพท์อัตโนมัติ แล้วเดินเลยไปที่ตู้เย็น ข้อความแรกเป็นระบบแจ้งเตือนให้ชำระค่าโทรศัพท์ ข้อความที่สองเป็นของแม่ของเธอที่โทรมาบอกให้เธอโทรกลับ และข้อความที่สามเป็นเสียงของใครคนหนึ่งที่เธอไม่ได้ยินมานานหลายเดือน เสียงนั้นสั่นเครือราวกับคนพูดกำลังหวาดกลัวอะไรบ้างอย่าง
…ฮัลโหล…โดโรธี..นี่ฉันแคลโรไลน์น ฉันได้เบอร์มาจากแม่…แม่ของเธอ..เสียงขาดหายไปชั่วอึดใจหนึ่งก่อนจะมีเสียงพูดต่อว่า…คือ..โดโรธี..ซาร่าตายแล้ว…ธะ..เธอ…แคลโรไลน์ร้องไห้ออกมาจากเทปจากนั้นเธอก็พูดต่อ..โทรหาฉันด้วยนะ…ฉันมีเบอร์…
โดโรธีถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ รู้สึกใจหายวาบลงไปที่เท้า เธอพยายามรวบรวมคำพูดของแคลโรไลน์ขึ้นใหม่ในสมอง
“ซาร่าตายแล้ว…พระเจ้า!” เธอพูดขึ้นเบาๆ ตอนนี้เธอต้องโทรกลับไปหาแคลโรไลน์อย่างด่วนที่สุด แคลโรไลน์กำลังร้องไห้เมื่อเธอกดรับโทรศัพท์
“ฉันโดโรธีนะมันเกิดอะไรขึ้น แคล” โดโรธีพูดมาตามสาย
แคลโรไลน์ปาดน้ำตา เสียงสะอึกสะอื้น หล่อนพยามสูดลมเข้าจมูกลึกๆ ก่อนจะพูดตอบ “เธอ…เธอถูกฆ่าตาย..ข่าวบอกว่าเธอถูกฆ่าเมื่อตอนกลางวันนี้…”แล้วหล่อนก็ปล่อยโฮออกมา
“ใจเย็นๆ แคล ทำใจดีๆ ไว้” โดโรธีปลอบทั้งๆ ที่ตัวเธอเองก็ใจสั่นๆ เช่นกัน เสียงแคลโรไลน์พูดขึ้นมาอีกหลังจากสูดลมเข้าปอดยาวๆ อีกครั้ง “เมื่อวานฉันเพิ่งจะคุยกับเธอว่าจะไปหาเธอเย็นวันนี้ แต่…ทำไม ทำไมมันต้องเกิดกับเธอด้วย”
“ใจเย็นแคล แล้วแมทกับโจแอลรู้เรื่องนี้หรือยัง” โดโรทีถามถึงเพื่อนร่วมกลุ่มอีกสองคน
“อะ..อืม แมทมาหาฉันเมื่อตอนหัวค่ำ เขาบอกว่าได้ยินข่าวจากวิทยุตอนขับรถ เพิ่งกลับไปเมื่อสามทุ่ม ส่วนโจแอมเขาคงจะรู้แล้ว แต่..ใครกันที่ทำได้ขนาดนี้ มันทำแบบนี้กับเธอได้ยังไง” แคลโรไลน์ร้องไห้เป็นหนที่สาม
โดโรธีถอนหายใจอย่างเศร้าๆ นึกถึงเมื่อครั้งที่เธออยู่กับเพื่อนๆ ในกลุ่ม แคลกับซาร่าเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อซาร่าตายแน่นอนที่แคลจะต้องเสียใจมากๆ โดโรธีเข้าใจดี
“แล้วในข่าวตำรวจว่ายังไงบ้าง” โดโรธีถามอีก
“มะ..ไม่รู้ซิ พอเห็นข่าวฉันก็รีบไปที่บ้านซาร่า ตำรวจเขากันไม่ให้ฉันเข้าไป เขาบอกแต่ว่าจะรีบจับตัวคนร้ายให้ได้เท่านั้น”
“ฉันว่าเขาต้องจับไม่ได้แน่แคล ถ้าจัดงานศพเมื่อไหร่โทรมาบอกฉันด้วยนะ ตอนนี่เธอพักผ่อนเถอะ”
“อืม” แคลโรไลน์ตอบรับสั้นๆ แล้วเธอก็วางหู
โดโรธีฟ่นลมออกจมูกอีกครั้ง เธอแทบไม่เชื่อว่าซาร่าจะตายแล้ว แม้ว่าซาร่าจะทำสิ่งที่เคยทำร้ายความเป็นเพื่อนของเธอกับหล่อนก็ตาม แต่โดโรธีก็ไม่ปรารถนาให้เธอจบชีวิตอย่างรวดเร็วเช่นนี้ น้ำตาอุ่นๆ ไหลอาบแก้มเธอซบหน้าลงกับฝ่ามือเนื้อตัวสั่นสะท้าน
**************************
ที่สถานนีตำรวจท้องถิ่นประจำเมืองแคนเบอรี่ นายตำรวจคอลิน ซิมซันกำลังเปิดดูแฟ้มคดีฆาตกรรมซาร่า พากิลสัน เขาอ่านมันเป็นรอบที่สามแล้ว เขายกภาพถ่ายศพของซาร่าขึ้นมาดูอีกครั้ง ทันใดนั้นประตูห้องทำงานก็เปิดออก เชมัส พอทแลนด์ คู่หูของคอลินเดินถือถ้วยกาแฟในมือทั้งสองข้างเขามา เขายื่นถ้วยใบหนึ่งให้คอลิน
“ขอบใจ” คอลินว่าไม่ละสายตาจากภาพ
“นายเจออะไรบ้าง” เชมัสถาม
“จากสภาพศพฆาตกรใช้เศษกระจกปาดคอผู้ตายเป็นแผลลึก” เขาหยิบภาพถ่ายสภาพบาทแผลที่คอของซ่าราที่ถ่ายใกล้ซะจนดูหน้าสะอิดสะเอียนตรงหน้าเชมัส แล้วพูดต่อ “ไม่มีร่องรอยถูกงัดแงะที่ประตูหรือหน้าต่าง ฉันคิดว่าผู้ตายต้องรู้จักกับฆาตกรแน่ๆ เธอปล่อยให้มันเข้ามาแล้วมันก็เล่นงานเธอ”
“แต่เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานไม่พบรอยนิ้วมือใดๆ ในที่เกิดเหตุเลยนะ” เชมัสหยิบรูปขึ้นมาดูใกล้
“ใช่! โชคดีที่ยังเจอรอยเท้า ขนาดแล้วน่าจะเป็นเบอร์ 45” คอลินหยิบภาพรอยเท้าเปื้อนเลือดให้เชมัสดู “ที่รอยเท้าซ้ายยังพอหลงเหลือรอยหยักตรงกลางอยู่เห็นมั้ย”
เชมัสพยักหน้า “ฆาตกรเป็นผู้ชายตัวใหญ่มีแรงมาก ใส่รองเท้าเบอร์ใหญ่ ท่าทางจะใช้มานาน ถ้าเราลองเอาขนาดกับรูปโครงของรองเท้าไปตรวจสอบดูที่บริษัทผลิตรองเท้าเราอาจจะได้เบาะแสอะไรบ้าง”
คอลินเห็นด้วยอย่างยิ่งแม้มันจะเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรแต่ก็เป็นเบาะแสที่มีอยู่ “ฉันจะลองตรวจสอบดู นายลองดูรูปนี่ดีกว่า ฆาตกรเขียนข้อความไว้บนกำแพง เหมือนฆาตกรโรคจิตในหนัง”
เชมัสหยิบภาพถ่ายข้อความเลือดขึ้นมาดูอย่างที่คอลินบอก เขาอ่านตามข้อความ “ฉันกลับมาแล้ว…บางทีฆาตกรอาจจะเป็นแฟนเก่าของผู้ตายก็ได้ อาจจะโกรธที่ผู้ตายขอเลิกก็เลยมาฆ่าทิ้งซะ”
คอลินส่ายหน้าแล้วว่า “แต่ทำไมต้องประกาศว่ากลับมาแล้วล่ะ ฉันว่ามันเหมือนกับเป็นการเตือน บางทีอาจจะมีเหยื่อรายต่อไปอีกก็ได้”
เชมัสขมวดคิ้วสงสัย “นายคิดว่าหมอนี่จะเป็นฆาตกรต่อเนื่องงั้นเหรอ”
คอลินเลิกคิ้ว “ถ้าดูจากข้อความมันก็น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ได้แค่คิด เรายังไม่ได้หลักฐานบ่งชัดถึงสาเหตุการฆากรรม ฉันว่าเราน่าจะไปถามญาติผู้ตายดู เผื่อจะได้ข้อมูลเพิ่มเติม
“ดี” เชมันดื่มกาแฟจนหมดถ้วยแล้วถามว่า “จะไปกันหรือยังล่ะ” คอลินพยักหน้า แล้วทั้งสองก็ขับรถออกจากสถานีตำรวจพร้อมกับแฟ้มประวัติของซาร่า พากิสัน
****************
วันรุ่งขึ้นทอมสะดุ้งตื่น เมื่อเสียงโทรศัพท์ดัง เจสันเพื่อนของเขาที่เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ไรด์ รีดเดอร์โทรมาหาเขา
“หวัดดีทอม ผมโทรมาเรื่องงานที่คุณส่งมาให้ผมอ่านน่ะ”
ทอมขยี้ตา น้ำเสียงเหมือนตื่นเต็มที่ “อื่ม! ว่าไงเจสัน คุณคิดว่ามันพอตีพิมพ์ได้หรือเปล่า”
เสียงปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบมาว่า “มันก็ดีนะ..แต่..”
“แต่อะไร?” ทอมขัด “หรือคุณอยากจะให้ผมเขียนเพิ่มเติมก็บอกได้นะเจสัน”
ทอมได้ยินเสียงเจสันถอนหายใจ แล้วว่า “คืออย่างนี้นะทอม งานของคุณมัน ให้ผมพูดตรงๆ นะ มันน่าเบื่อ ดูมันขาดบางอย่างไป”
ทอมเริ่มหงุดหงิด ในใจเขาคิด พูดมาซักทีซิวะ! แต่เขาพยายามบีบเสียงให้เหมือนไม่รู้สึกใดๆ “ขาดอะไรละ นายพูดมาให้จบ…ซักทีซิ”
“ความตื่นเต้น! งานของนายมันนิ่งเกินไป นายเข้าใจมั้ย มันไม่มีจุดอะไรที่น่าติดตามซัดนิด” เจสันพูดออกมาในที่สุด ทอมถอนหายใจดังพรึด เจสันรู้ว่าทอมเริ่มจะหัวเสียเขารีบพูดเสนอทางเลือกอื่นให้ทอม
“ใจเย็นๆ น่า ฉันรู้ว่านายมีเรื่องดีๆ อีกเยอะ นายลองเขียนงานใหม่มาใหม่ซิ ส่วนอันเก่านี่ฉันจะส่งคืนให้นายนะ …เอ่อ..ฉันต้องเข้าประชุม…แล้วเจอกันนะ” เจสันตัดบทแล้ววางหูในทันที
ทอมกระแทกหูโทรศัพท์เสียงดัง “ความตื่นเต้น! ไอ้บ้าเอ้ย!” ทอมสบถ เขาเดินไปนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เขาจ้องมองหน้าจอที่ว่างเปล่า
“ความตื่นเต้น..เฮอะ!” ทอมพ้นลมออกจมูก เขาเริ่มครุ่นคิด เรื่องอะไรที่จะสร้างความตื่นเต้นได้ เรื่องนั้นอาจเป็นเรื่องสยองขวัญ ผจญภัย หรือ..ฆาตกรรม..แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ ความฝันที่เข้าฝัน มันแจ่มแจ้งและชัดเจนขึ้นมาในความคิดของเขา หรือว่าเรื่องแบบนี่จะทำให้งานของเขามีความตื่นเต้นได้ มันน่าจะทำได้ และแล้วทอมก็ตัดสินใจลงมือบันทึกความฝันของเขาลงบนหน้าจอ

IN DREAM!
Step 1.
รถของเจ้าหน้าที่คอลินเลี้ยวเข้าถนนลูกรังที่ทั้งเล็กทั้งแคบซึ่งแยกมาจากถนนใหญ่ จุดหมายของเขาและเชมัสคือบ้านไม้สีเทาที่ดูเก่าคร่ำคร่าที่อยู่เบื้องหน้า คอลินจอดรถตรงที่ว่างหน้าบ้าน จากนั้นก็เดินไปเคาะประตู ผู้หญิงอายุ 50 เศษๆ เดินออกมาเปิดประตู ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ และซูบผอม มีริ้วรอยของความอ่อนระโหยปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด รอยบวมช้ำที่ขอบตาทั้งสองทำให้เขารู้ว่าหล่อนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
“สวัสดีครับคุณยายพากิลสัน” คอลินทักทายหล่อนด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “ผมเจ้าหน้าที่คอลิน ซิมซันและนี่เจ้าหน้าที่เชมัส พอทแมนด์ เรามาจากกรมตำรวจแผนกคดีฆาตกรรมครับ”
คุณนายพากิลสันพยักหน้าเล็กน้อย หล่อนเชิญเจ้าหน้าที่ทั้งสองเข้ามาในห้องนั่งเล่น คอลินกับเชมัสนั่งลงบนโซฟาตัวยาวสีน้ำตาล คอลินสูดหายใจเข้าปอดก่อนจะพูดอีกครั้ง
“เสียใจเรื่องลูกของคุณด้วยครับ ผมรู้ว่านี่เป็นเวลาที่ยากลำบากของคุณแต่…”
“ดิฉันเข้าใจค่ะ” คุณนายพากิลสันตัดบท “ฉันอยากให้คุณจับฆาตกรให้ได้” น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินอาบแก้มของเธอ “มันต่ำช้าที่สุด ซาร่าของฉันทำอะไรให้มันมันถึงได้ทำกับเธอแบบนี้”
คอลินกับเชมัสหน้าสลด เขาทั้งสองสบตากันเล็กน้อยก่อนที่เชมัสจะเป็นคนเริ่มต้นคำถาม ส่วนคอลินขออนุญาติคุณนายพากิลสันขึ้นไปดูห้องของซาร่าชั้นบน
“คุณนายครับ ซาร่าย้ายออกไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นเมื่อไหร่ครับ” เชมัสถาม
“สามเดือนก่อนค่ะ” คุณนายพากิลสันตอบเบาๆ
“แล้วทำไมเธอถึงย้ายออกไปครับ”
“ซาร่าบอกว่าบ้านเราไกลจากที่เธอเรียนมาก เวลาเธอทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ จะกลับบ้านลำบาก เธอก็เลยขอไปหาเช่าบ้านใกล้ตัวเมืองอยู่”
“แล้วคุณพอจะรู้มั้ยครับว่าเพื่อนของซาร่ามีใครบ้าง เอาแค่เพื่อนสนิทก็ได้ครับ”
“เพื่อนของซาร่าหรือค่ะ” คุณนายพากิลสันทวนคำถาม เธอพยายามนึกถึงชื่อของเพื่อนแต่ละคนที่เคยมาหาซาร่าที่บ้าน ขณะเดียวกันทางด้านคอลิน เขาเดินเข้าไปในห้องของซาร่า พบโต๊ะไม้หนึ่งตัว เตียงเดียวที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีขาว และตู้เสื้อผ้าทำจากไม้โอ๊กเก่าๆ ข้างในมีเสื้อผ้าของซาร่าไม่กี่ชิ้น คอลินหันมาสำรวจโต๊ะเขาเลื่อนลิ้นชักออกมาดู ในลิ้นชักมีกระดาษสีขาวกองทับกันอยู่มากมาย คอลินลองพลิกกระดาษนั้นดูก็พบรูปถ่ายใบหนึ่ง เป็นรูปของคนหกคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือซาร่า เขาเก็บรูปนั้นใส่กระเป๋าเสื้อโค้ด เขาค้นในลิ้นชักอีกครั้งแต่ไม่พบอะไรที่น่าสนใจอีก คอลินจึงออกจากห้องลงบันไดกลับไปที่ห้องรับแขก
เชมัสกับคุณพากิลสันหันมามองที่เขา แล้วเชมัสก็พูดขึ้นว่า “คุณได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมบ้างมั้ย?”
คอลินพยักหน้า เขาล้วงไปในกระเป๋าเสื้อโค้ดหยิบรูปถ่ายออกมายืนให้เชมัสดู
เชมัสรับไปดูแล้ววางมันบนโต๊ะเล็กที่ทำจากไม้ซึ่งตั้งระหว่างเขากับคุณนายพากิลสัน เขาเลื่อนมันให้เธอดู คอลินนั่งลงถัดจากเชมัส แล้วว่า
“ผมพบรูปนี้ในลิ้นชักของซาร่า คุณพอจะรู้มั้ยครับว่าพวกเขาเป็นใคร?”
คุณนายพากิลสันจ้องดูรูปบนโต๊ะ แล้วพยักหน้า “พวกเขาเป็นเพื่อนซาร่า ฉันเคยเห็นพวกเขามาที่นี่ด้วยค่ะ พอได้เห็นรูปแล้วค่อยนึกชื่อได้ง่ายหน่อย” เธอใช้นิ้วจิ้มไปที่รูปของชายหนุ่มผมสั้นสีบลอนด์ ผู้มีนัยตาสีฟ้าใสยืนอยู่ด้านซ้ายสุดของรูป
“เขาชื่อโจแอล เอมมอท ฉันเคยเห็นเขามาส่งซาร่าที่บ้านตอนดึกบ่อยๆ ส่วนผู้หญิงคนถัดมาชื่อแคลโรไลน์ ฮ๊อบกินสัน เธอเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของซาร่า” คุณนายพากิลสันเลื่อนนิ้วของเธอที่มีสีผมเหมือนกับชายคนแรกแต่ยาวสลวยใบหน้าของเธอเป็นรูปไข่สวยได้รูป เข้ากับดวงตาสีฟ้าใสของเธอทีเดียว
ในความคิดของคอลินหนุ่มสาวสองคนนี้มีรูปลักษณ์ที่เป็นที่ใฝ่ฝันของวัยรุ่นทุกคนในสมัยนี้ รูปลักษณ์ที่จะทำให้เป็นที่จับตามองยามเยื้องย่างในหมู่ฝูงชนแปลกหน้า รูปลักษณ์ที่โดดเด่นที่ทำให้กลายเป็นคนที่เรียกว่าป๊อปปูล่า
คุณนายพากิลสันมองดูรูปลูกสาวของเธอที่อยู่ถัดจากแคลโรไลน์ด้วยความปวดร้าว ในรูปเธอช่างดูสดใสมีชีวิตชีวา น้ำตาของหล่อนไหลออกมาจากเป้าตาอีกครั้ง เชมัสหยิบกระดาษชำระในกล่องที่ตั้งอยู่บนโต๊ะให้หล่อน
“แล้วคนนี้ละครับ” คอลินชี้ไปที่รูปที่อยู่ถัดจากซาร่า เขากลัวคุณนายพากิลสันจะร้องไห้มากจนไม่สามารถตอบคำถามได้
“ดูเหมือนจะชื่อโดโรธี เวลส์ ซาร่าเคยบอกฉันว่าเธอย้ายออกไปจากเมืองเมื่อ 2 เดือนก่อน สวนเด็กหนุ่มเคราแพะที่อยู่ด้านหลังโดโรธีชื่อ แมทธิว ค๊อค”
คอลินดูรูปต่างที่คุณนายพากิลสันพูด ด้านหลังของโดโรธีเป็นชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม
ตัดสั้นจนเกือบติดหนังหัว ตาของเขาเป็นสีเดียวกับผม เขาไว้เข้าแพะสีดำที่คาง ถัดจากแมทธิวมีชายตัวเล็ก รูปร่างผอมเขามีผมหยักโศกตัดสั้นสีแดง และใส่แว่นตากรอบใหญ่สีดำดูล้าสมัย มีร้อยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของเขาเพียงเล็กน้อย
“แล้วผู้ชายคนสุดท้ายนี้ล่ะครับ” คอลินถามคุณนายพากิลสัน เธอกลับส่ายหน้า
“ฉันไม่เคยได้ยินซาร่าพูดถึงเขาเลยค่ะ” คุณนายพากิลสันว่า “อาจจะเป็นเพื่อนใหม่ตอนเปิดเทอมมั้งคะ”
“งั้นไม่เป็นไรครับ คุณจะว่าอะไรมั้ยครับถ้าผมจะขอยืมรูปนี่ไปก่อน”
“คุณเอาไปเถอะค่ะ แค่ขอให้คุณจับเจ้าฆาตกรให้ฉันได้ก็พอ” หล่อนตอบ
“ขอบคุณในความร่วมมือของคุณครับคุณนายพากิลสัน แล้วถ้ามีอะไรคืบหน้าผมจะติดต่อคุณทันทีครับ” คอลินพูดพลางเก็บรูปเข้ากระเป๋าอีกครั้ง แล้วทั้งเขาและเชมัสก็บอกลาหล่อนกลับไปที่รถ ขณะที่คอลินกำลังขับรถออกไปตามถนนลูกรังเชมัสก็พูดขึ้น
“ซาร่าเรียนอยู่ที่มหาลัยแคนเบอรี่ บางทีคนที่อยู่ในรูปนั่นอาจจะเป็นเพื่อนที่มหาลัยของเธอก็ได้ หรือถ้าไม่ใช่เพื่อนคนอื่นในรูปก็ต้องรู้ล่ะว่าเป็นใคร”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้น” คอลินเห็นด้วยกับเชมัส “รู้มัยตอนนี้ฉันกำลังคิดว่าจะเข้าไปถามตัวต่อตัว หรือจะไปขอความร่วมมือจากอธิการบดี เราจะได้ทำงานได้ง่ายขึ้น”
“ฉันว่าเข้าไปคุยกับอธิการเลยดีกว่า คดีสะเทือนขวัญแบบนี้มีแต่คนอยากให้จับฆาตกรได้เร็วๆ เพราะงั้นเขาต้องให้ความร่วมมือกับเราอยู่แล้ว” เชมัสว่า
“ก็ดี กลับออฟฟิศกันก่อนแล้วผมจะโทรบอกอธิการบดีก่อน พรุ่งนี่เราค่อยไปกัน” พูดจบคอลินก็เลี้ยวรถเข้าถนนใหญ่มุ่งหน้ากลับสถานีตำรวจ
******************************************
ทอมเพิ่งจะพิมพ์หน้าสุดท้ายของบทแรกเสร็จ เขาหันมาดูนาฬิกาที่มุมขวาล่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ตอนนี้เพิ่งจะ 1 ทุ่ม ท้องของเขาร้องโครกครากเสียงดัง เป็นการเตือนให้เขาหาอะไรใส่ท้องบ้าง เพราะตั้งแต่เช้าเขายังไม่ได้กินอาหารอะไรเลย ทอมจัดแจงเอาไส้กรอกแท่งสุดท้ายในตู้เย็นมาทอดกินจดหมด แม้มันจะไม่อิ่มแต่มันก็ช่วยให้ท้องเขาหยุดร้องได้ซักพัก หลักจากนั้นเขายกหูโทรศัพท์ไปหาเจสันที่สำนักพิมพ์ โชคดีของทอมเหลือเกินที่เจสันยังนั่งง่วนอยู่กับการตรวจบทความที่จะลงนิตยสารเดอะ รู๊กกี้ ของสำนักพิมพ์อยู่ ทำให้เขาได้คุยกับเจสัน
หลังจากวางหู ทอมจัดการส่งงานของเขาไปให้เจสันอ่านทางอีเมล์ และเขาก็ออกมานั่งเล่นอย่างสบายใจ ที่ชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้สีขาวบนชานที่ยืนออกไปริมทะเลสาบ บนพื้นชานยังเหลือคราบของน้ำขังจากฝนตกเมื่อวาน ทอมนั่งบนเก้าอี้เหยียดเท้าไปฟาดไว้ที่โต๊ะ ลมเย็นพัดมาเอื่อยๆ ทอมมองขึ้นไปบนฟ้าเห็นดวงจันทร์ลูกกลมสีเงินลอยเด่นส่งแสงบางๆ สะท้อนพื้นผิวน้ำในทะเสสาบ
…ช่างเป็นภาพที่งดงามเสียจริง…ทอมคิด เขาค่อย ปล่อยลมผ่านออกมาทางจมูก ในใจเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานเขียนชิ้นนี้จะเข้าตาสำนักพิมพ์ซักที เขาสูดหายในเข้าปอดลึกๆ และปล่อยมันออกมาอย่างช้าๆ อีกครั้งเพื่อให้ตัวเองผ่อนคลาย เหมอมองออกไปที่ทะเลสาบเบื้องหน้า
แต่เพียงอึดใจเดียว ทอมก็ได้ยินเสียงหนึ่งกระซิบเข้าที่หู เขาก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ขนคอและแขนตั้งชั้น เขาหันซ้ายหันขวา หาที่มาของเสียงแต่กลับไม่พบใครนอกจากตัวเขาเอง ทอมเริ่มตื่นตระหนก หัวใจเขาเริ่มเต้นเร็งขึ้น เสียงที่เขาได้ยินเป็นเสียงเล็กๆ ของหญิงชรา เป็นเสียงที่เขาคุ้นเคยกับมันดี ทอมคิดว่าเขาได้ยินเสียงของยายที่ตายไปแล้วของเขานั่นเอง
“ทอม…..ทอม….” ทอมนึกถึงเสียงนั้น เขาค่อยกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งฝาด และเริ่มรู้สึกถึงความเย็นเฉียบพลันที่พังพุ่งขึ้นรอบๆ ตัว เขารีบกลับเข้าไปในบ้าน และลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา เขามองออกไปด้านนอกเพื่อดูให้แน่ใจอีกครั้ง ดูเหมือนทุกอย่างด้านนอกจะเป็นปกติดี เขาถอนหายใจ บางทีเขาอาจจะคิดมากไปก็ได้ ทอมกำลังจะหันกลับเขามาในบ้าน ฉับพลังหางตาของเขาก็ไปเหลือบเห็นบางอย่างที่อยู่ด้านนอก ทำให้เขาถึงกับผงะรีบถอยหลังกรูออกมาจากประตู
ภาพที่ทอมเห็นคือเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เนื้อตัวขาวซีดและเปียกโชก เขาใส่เสื้อเชิดเปียกๆ แขยาวสีขาวทับด้วยเสื้อสเว๊ตเตอร์ลายหมากรุก และใส่กางเกงซีดสีน้ำตาย ที่ปลายเท้ามีหยดน้ำหยดลงมานองเต็มพื้น เขากำลังจ้องตรงมาที่ทอม
ความรู้สึกเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งพุ่งขึ้นในใจของทอมอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาก้าวขาไม่ออกปากของทอมสั่นระริก ร่างกายเริ่มสั่นสะท้าน ลมหายใจอุ่นของทอมกลายเป็นไอ ชายผู้นั้นยกมือขึ้นมาชี้มาที่ทอม แล้วร่างของทอมก็ร่วงลงสู่พื้นในทันทีทันใด

Step 2.
เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่เข้ามหาลัยแคนเบอรี่ แคลโรไลน์พบแมทธิว เธอก็เห็นแมทธิวและโจแอลนั่งรอเธออยู่หน้าตึกเรียนที่ทั้งสามจะต้องใช้เป็นที่เรียนในชั่วโมงแรกของวันนี้
“หวัดดีแคล เป็นไงบ้าง?” โจแอลถาม
แคลโรไลน์ส่ายหน้า เธอยังไม่รู้สึกแตกต่างไปจากวันที่ได้ข่าวของซาร่า มันยากสำหรับเธอที่จะคิดว่าซาร่าไม่ได้อยู่กับเธอและคนอื่นๆ แล้ว แมทธิวเอื้อมมือมาจับข้อมือของเธออย่างเบามือแล้วว่า
“ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นเป็นไร” แล้วดึงเธอเข้าไปกอด แคลโรไลน์ซบหน้าลงที่อกของเขาสะอื่นไห้
“เมื่อวานไม่เห็นเธอมาเรียน เราเลยไปหาเธอที่บ้าน พอไปแม่ของเธอบอกว่าเธอหลับอยู่บนห้อง พวกเราไม่อยากกวนน่ะ ก็เลยพากันกลับ” แมทธิวว่า
แคลโรไลน์พยักหน้าช้าๆ เธอสูดลมเข้าจมูกลึก ก่อนจะยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาที่แก้ม
“ แม่บอกฉันแล้วขอบใจที่เป็นห่วง แต่ฉันยังทำใจไม่ได้อยู่ดี”
“ใช่! พวกเราทุกคนล่ะ แล้วตำรวจก็ยังจับคนร้ายไม่ได้เลย” โจแอลว่า
“แล้วมีตำรวจมาถามอะไรคุณสองคนหรือเปล่า?” แมทธิวส่งสายตามีความนัยแฝงมาที่ทั้งสองคน โจแอลกับแคลโรไลน์สบตากัน มีความกังวลใจผุดขึ้นมาในแววตาของแต่ละคน
“แมท” โจแอลพูดขึ้น “ทำไมตำรวจต้องมาถามอะไรเราด้วย การตายของซาร่าไม่เกี่ยวกับพวกเรานี่”
“ใช่! ฉันรู้” แมทธิวพยักหน้า “ถึงไม่เกี่ยวแต่ยังไงพวกเขาก็ต้องมาถามเรื่องของซาร่าจากเรา เพราะพวกเราเป็นเพื่อนเธอ”
“ตะ…แต่..แต่ถ้าตำรวจมาถามพวกเราจะพูดถึงแต่ซาร่าใช่มั้ย” แคลโรไลน์มีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ความกลัวและหวั่นวิตกบางอย่างกำลังวิ่งพล่านอยู่ในใจของเธอ
โจแอลยกมือขึ้นจับต้นแขนของแคลโรไลน์ เขาบีบมันเบาๆ “แน่นอน แน่นอนที่สุด เราจะพูดแต่เรื่องซาร่า ยังไงเรื่องที่เธอตายก็ไม่เกี่ยวกับเราอยู่แล้ว” เขาพูดย้ำ แล้วหันมาสบตากับแมทธิว
แมทธิวพยักหน้า สนับสนุนคำพูดของโจแอล แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนเหมือนกระซิบว่า “โจแอลพูดถูก เราจะพูดกันแค่ว่าเรากับซาร่าเป็นเพื่อนทำกิจกรรมด้วยกันในมหาลัย ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”
“แต่ฉันเป็นเพื่อนสนิทกับซาร่ามากกว่าใคร บอกแบบนั้นใครจะเชื่อ” แคลโรไลน์พูดด้วยเสียงอันเบาเช่นกัน
โจแอลปล่อยมือจากต้นแขนของเธอ “เธอก็พูดแค่พวกเธอสนิทกันยังไง และมากแค่ไหน เธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมซาร่าถึงถูกฆ่าเหมือนเราสองคน”
แคลโรไลน์พยักหน้า
“ดี” โจแอลพูดต่อ “ลืมเรื่องอื่นไปซะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากซาร่าถูกฆาตกรรม เอาล่ะเราไปเตรียมตัวเรียนชั่วโมงแรกกันได้แล้ว”
“ใช่ไปเถอะ” แมทธิวเห็นด้วย แล้วทั้งสามก็เดินเข้าตึกตรงไปที่ห้องตู้ล็อกเกอร์ของเพื่อเอาของ แต่พอไปถึง ปรากฏว่ามีนักเรียนกลุ่มใหญ่กำลังมุงดูอะไรบางอย่างที่ตู้ล็อกเกอร์ตู้หนึ่ง
“พวกเขาทำอะไรกันน่ะ” แมทธิวถามโจแอลที่กำลังมองผ่านกลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้า
“แคล นั่นมันล็อกเกอร์ของเธอนี่” โจแอลบอก แคลโรไลน์วิ่งเบียดนักเรียนคนอื่นเข้ามาถึงล็อกเกอร์ของเธอ สภาพที่เห็นทำให้แคลโรไลน์ต้องยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ ล็อกเกอร์ของเธอถูกทุบจนฝาบุบยู่ยี่ รูปถ่ายและหนังสือที่อยู่ด้านไหนถูกเอาออกมาดึงทิ้งฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายทั่วพื้น สิ่งที่หลงเหลืออยู่สิ่งเดียวก็คือกระดาษสีน้ำตาลอ่อนแผ่นหนึ่งพับเรียบร้อยวางอยู่ในล็อกเกอร์ แคลหยิบมันขึ้นมาเปิดดู เป็นเวลาเดียวกับที่แมทธิวกับโจแอลแทรกผ่านฝูงชนเข้ามาถึงเธอพอดี
“นี่มันอะไรกันเนี่ย” แมทธิวว่า เขาก้มมองดูกระดาษในมือของแคล โจแอลทำตามเช่นกัน บนกระดาษเป็นข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ อ่านได้ว่า
“เธอคือคนต่อไป แคลโรไลน์”
แคลโรไลน์ถึงกับตกตะลึง กระดาษล่วงลงจากมือ แมทธิวรีบหยิบมันขึ้นมา เขาตะโกนถามคนอื่นๆ “ใครเล่นบ้าอะไรเนี่ย!
“ใครเป็นคนทำบอกมา!” โจแอลตะโกนอีกคน แต่ไม่มีใครตอบผู้คนต่างทำทางทางเหมือนซุบซิบกัน แล้วมองมาที่ทั้งสาม
“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลังกลุ่มคน เมื่อทุกคนหันไปดู ครูฟิล ออสมอน ซึ่งเป็นชายอายุราวๆ 40 เศษๆ เดินพาร่างกลมๆ เหมือลูกบอลลูนเขาเขาพร้อมกับแขนขาอวบๆ และคางที่เป็นชั้นๆ ของเขาผ่ากลุ่มนักเรียนอย่างยากลำบาก แมธทิวรีบยัดกระดาษใส่กระเป๋ากางเกงก่อนที่ชายผู้นั้นจะมาถึงตรงที่ทั้งสามยืนอยู่
“พระเจ้าช่วย!” ครูฟิลอุทานเมื่อเห็นสภาพที่พังยับเยินของล็อกเกอร์ เขาหันไปมองทั้งสามคน “นี่มันเรื่องอะไรกันพวกเธอทำงั้นเหรอ?”
ทั้งสามสายหน้า “เราไม่ได้ทำครับ” โจแอลบอก
“เราไม่ได้ทำครับ” แมทธิวย้ำอีกครั้ง “ตอนเรามาถึงก็เห็นมันในสภาพนี้แล้วครับ”
ครูฟิวถอนหายใจเสียงดังฟรึด เขาหันไปทางกลุ่มนักเรียนคนอื่นๆ แล้วพูดด้วยเสียงอันดัง
“ใครเป็นคนทำลายทรัพย์สินของโรงเรียน ยอมรับมาโทษหนักจะได้เป็นเบา!”
เกิดความเงียบเข้าครอบเงาไปทั่วบริเวณ ไม่มีใครออกมายอมรับ ครูฟิลหันไปที่แคลโรไลน์
“นี่เป็นล็อกเกอร์ของเธอใช่มั้ยแคลโรไลน์ ฮ๊อบกินสัน”
“ค่ะ” แคลโรไลน์ตอบรับเบาๆ
“เอาล่ะ ตามครูมาที่ห้องพักครู” แล้วครูฟิลก็หันไปยังกลุ่มนักเรียนอีก “พวกเธอก็ไปเรียนกันได้แล้ว แยกย้ายกันไปได้” สิ้นเสียงบอกของครูฟิล นักเรียนก็พากันแตกฮือออกไปคนล่ะทิศคนละทาง
*************************
แมทธิวกับโจแอลรอแคลโรไลน์อยู่นอกห้องพักครู ด้านในครูฟิลกำลังซักถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เธอพอรู้มั้ยว่าใครเป็นคนทำ” ครูฟิลถามแคลโรไลน์
แคลโรไลน์ส่ายหน้าพลางว่า “หนูไม่รู้ค่ะ ไม่รู้จริงๆ” น้ำตาอุ่นเอ่อที่ขอบตากลมโตของเธอ
“แล้วเธอเคยทะเลาะกับใครหรือเปล่า ถึงได้มีคนมาพังล๊อกเกอร์ของเธอน่ะ” ครูฟิลซักไซ้ แต่แคลโรไลน์ไม่ทราบจริงๆ เธอเองก็ไม่เคยทะเลาะกับใครร้ายแรงขนาดทำลายข้าวของกันแบบนี้
ครูฟิลถอนหายใจ “เอาล่ะ! เอาล่ะ! ไม่เป็นไร ครูรู้ว่าตอนนี้เธอกำลังเสียใจเรื่องของ ซาร่า พากิลสันเพื่อนของเธอ อาจจะนึกอะไรไม่ออกตอนนี้ แต่ต่อไปถ้าเธอรู้ว่าเป็นใครให้บอกครูทันทีเข้าใจมั้ย”
แคลโรไลน์พยักหน้าเบาๆ
“เอาล่ะเธอไปได้แล้ว” ครูฟิลบอก
แคลโรไลน์เดินออกจากห้องผ่านแมทธิวและโจแอลไป ทั้งสองลุกขึ้นเดินตามเธอไปติดๆ หลักจากทั้งสามคนออกมาพ้นจากตัวอาคาร แคลโรไลน์หยุดเดินแล้วหันมาถามแมทธิว
“กระดาษอยู่ที่เธอใช้มั้ยแมท เอามาให้ฉัน”
แมทธิวล้วงเอากระดาษยังยู่ยี่ที่อยู่ในกระเป๋าออกมาส่งให้เธอ แคลโรไลน์รับไปและคลี่มันออกมาดูให้ชัดอีกครั้ง
“ไอ้บ้าที่ไหนมันทำแบบนี้วะ” โจแอลพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “แคล…เธอไปทำอะไรให้ใครไม่ชอบขี้หน้าหรือเปล่า”
แคลโรไลน์หันขวับมาที่โจแอล “จะบ้าหรือโจ วันๆ ฉันอยู่แต่กับซาร่าและพวกคุณถ้าฉันทะเลาะกับใครพวกคุณก็ต้องรู้ด้วยซิ”
“แล้วเธอบอกเรื่องข้อความนี้หรือเปล่า” โจแอลมองไปที่กระดาษในมือของแคลโรไลน์
“บอกให้โง่หรือโจ” แมทธิวตอบแทนแคลโรไลน์ “นายลองคิดดูซิซาร่าห์เพิ่งถูกฆาตกรรม แล้วแคลก็ได้จดหมายที่มีข้อความบ้าๆ นี้อีกถ้าใครรู้ก็ต้องคิดว่าแคลเกี่ยวข้องกับการตายของซาร่าแน่ และถ้าเกิดไปบอกตำรวจโดนตำรวจลากขึ้นโรงพักแน่”
“แต่ถ้าบอกตำรวจเขาอาจจะป้องกันเธอจากฆาตกรได้” โจแอลเถียง
“แล้วนายรู้หรือไงว่าข้อความนี้มาจากฆาตกร” แมทธิวย้อนถาม
ได้ยินคำถามโจแอลถึงกับหน้าเจื่อน ที่จริงเขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นฝีมือของฆาตกรที่ฆ่าซาร่า “ไม่! ฉันไม่รู้”
“พวกคุณกำลังทำให้ฉันกลัว” แคลโรไลน์หน้าถอดสี ปากของเธอสั่นระริก
แมทธิวโอบเธอไว้ “ไม่หรอกแคล! โจแอลก็บอกว่าเขาไม่รู้ บางทีอาจมีคนอยากจะแกล้งเธอก็ได้ อย่าคิดมากน่า”
“แล้วเราจะบอกตำรวจเรื่องข้อความนี้มั้ย?” โจแอลถามซ้ำ
“ไม่เราจะไม่บอกนะโจ” แคลโรไลน์เริ่มน้ำซึม “ตำรวจอาจจะกันเราจากฆาตกรได้ถ้าเป็นฝีมือของมันจริงๆ หรือไม่พวกเขาก็จะรู้เรื่องที่เราเคยทำ เราจะปล่อยให้เขารู้ไม่ได้” คำพูดของแคลทำเอาทั้งสองคนเงียบไปชั่วขณะ
ขณะเดียวกันเสียงประกาศก็ดังขึ้นจากเครื่องกระจายเสียงของโรงเรียน “แคลโรไล ฮ๊อลกินสัน แมทธิว ค๊อก และโจแอล เอมมอท มาพบอธิการแม็คคาวดี้ และครูฟิล ออสมอนที่ห้องฟักครูด้วย”….
“พระเจ้า! นี่มันอะไรกันอีกล่ะ” แคลโรไลน์ปาดน้ำตาบนใบหน้า
“หรือครูฟิลจับคนที่ทำได้แล้ว…แต่…ทำไมต้องเรียกเราไปด้วยล่ะ” โจแอลขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าทำไมเขากับแมทธิวถึงถูกเรียกด้วย
“ไปก็รู้เองล่ะ ไปเถอะ” แมทธิวว่า ขณะที่กำลังจะก้าว แคลโรไลน์ก็เรียกให้หยุดก่อน
“ทำไมหรือแคล” แมทธิวถาม
แคลโรไลขยำกระดาษในมือใส่กระเป๋าแล้วว่า “ไม่ว่าครูจะถามอะไร ก็อย่าพูดเรื่องกระดาษนี้หรือข้อความในกระดาษเป็นอันขาด ฉันขอร้อง”
ชายทั้งสองพยักหน้ารับคำ
********************************
โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย : Sirakran
เมื่อเวลา :

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook