บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1

>> รอยชีวิต

เรื่อง : รอยชีวิต

รอยชีวิต
Author : หยาดฤทัย



เมื่อเธอไม่เชื่อในความรัก

ทุกคนเต็มใจให้เธอเป็นผู้กำหนดชีวิต

หลากร้อยชายย่างกรายเติมเต็ม

ชีวิตบัดซบในรั้วโรงเรียน

ใครกำหนดทางเดินชีวิต ... ชะตาลิขิต หรือเธอเลือกเอง


ตีแผ่ทุกความจริงของชีวิตนักเรียนมัธยม .... ที่คุณอาจไม่เคยรู้



...................................................................................................................



[ 1 ]


ณ โรงเรียนสหศึกษาแห่งหนึ่ง

"แม่งงงงงง สัตว์เอ๊ย วันนี้นกฮูกใช้กูไปทิ้งขยะอีกแล้วว่ะ แค่เห็นกูหลับนิดๆหน่อยๆเท่านั้นแหละ ทำหยั่งกะไม่เคยเห็นกูหลับ" ฉันรีบบ่นพรวดให้เพื่อนรักของฉันฟังทันทีหลังจากออกจากห้องเรียนห้องอ.บุญริศ หรือที่เป็นที่รู้จักของนักเรียนห้องของเราว่า นกฮูก
"เฮ้อ...ก็มึงไปทำอะไรมากันนักกันหนาวะ ผัวก็ยังไม่มี ไม่เห็นต้องอดหลับอดนอนอะไร" นี่แหละ...อีดิกพั้นช์ ดูมันสิ แทนที่มันจะปลอบฉัน มันกลับมาซ้ำเติมปมดำที่ฉันอุตส่าห์แอบซ่อนไว้ลึกๆในใจ แต่เรื่องนี้เราก็มักจะเอามารวมอยู่ในกลุ่มโจ๊กเล็กๆที่เราเล่นกันเสมอ

ฉันกับอีดิกพั้นช์เราเป็นเพื่อนรักกันมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ดูจากที่เราพูดกันก็น่าจะรู้ว่าเราน่ะสนิทกันขนาดไหน ถึงแม้ว่าฉันจะยอมรับว่าค่อนข้างที่จะใช้คำพูดที่สนิทสนมเป็นกันเองและค่อนข้างจะดูตรงๆกว่าอีพั้นช์มันสักหน่อย ก็อีกดิกนั่นน่ะมันบอกว่ามันกลัวติดบางคำไปเวลาอยู่กับพ่อแม่น่ะสิ โธ่...เรื่องนี้มาทำเป็นแดะกลัว อีดิกเอ๊ย
เราสองคนติดอันดับสาวสวยในสิบคนของโรงเรียนนี้ (ถึงแม้ฉันจะแอบยอมรับอยู่ในใจเงียบๆว่าฉันสวยน้อยกว่าอีพั้นช์นิดหนึ่ง...นิดเดียวเท่านั้นเองแหละ) เพราะฉะนั้น
"เพื่อรักษาอิจเมจนางฟ้า" เราจึงพูดภาษาสนิดสนมแบบนี้เฉพาะเวลาที่อยู่กันนั่นสองคน หรืออยู่กับเพื่อนๆในห้องเรียน (ซึ่งรู้จักตัวตนที่แท้จริงของพวกเรา) เท่านั้น


"เอ่อ...ขอบคุณค่ะ" ฉันพูดเสียงหวานเมื่อชายหนุ่มข้างหน้าฉันถอยออกมาให้ฉันต่อคิวซื้อน้ำก่อน
"ยินดีครับ" ชายหนุ่มคนนั้นยิ้มหวานตอบกลับมา ฉันไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเขาชื่ออะไร ฉันมักที่จะชอบบริหารเสน่ห์แบบนี้ ซึ่งมันก็ทำให้เรตติ้งของฉันพุ่งสูงปรี๊ดแซงหน้านักเรียนหญิงหลายคนอย่างรวดเร็ว


"วิ้วววววว น้องพั้นช์ น้องกี้ จะกลับบ้านแล้วหรอจ๊ะ"
เอาเป็นว่ารู้แล้วล่ะนะว่าฉันชื่อกี้ ชื่อกี้เฉยๆเนี่ยแหละ ไม่ใช่ ปุ๊กกี้ หรือ คุ้กกี้ อย่างที่คิดๆกันอยู่หรอก แล้วฉันก็ไม่เคยถามแม่ด้วยว่า กี้ คำเดียวเนี่ยมีความหมายว่าอะไร (แล้วทำไมถึงตั้งชื่อฉันให้มันออกเสียงคล้ายๆ ขี้ ด้วยก็ไม่รู้)
ฉันกับพั้นช์หันไปมองกลุ่มนักเรียนม.6 ที่เหมือนจะเตรียมตัวให้พร้อมเสมอที่จะแซวสาวกลุ่มหนึ่ง เฮ้อ...ฉันคิดอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะทำเป็นหันมาอมยิ้มเขินอายกับอีดิกพั้นช์ตามฟอร์ม "เพื่อรักษาอิจเมจนางฟ้า"

"เฮ้อ....มีแต่ไอ้พวก***เนี่ย สัตว์เอ๊ย....แม่งเมื่อไหร่จะมีใครรักกูจริงซักทีวะ" ฉันเริ่มบ่นพึมพัมตามประสา เมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องอะไรจะคุย ฉันก็มักจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นเสมอ
"มึงก็หัดรักใครจริงๆซะทีดิวะ เห็นมึงคบไปทิ้งไป คนดีๆมาชอบมึง มึงก็ทำเป็นดิก เสือกไม่เอามันอีก แล้วมาทำตัวแบบเนี้ย กูไม่ชอบเลยว่ะคบเป็นกิ๊กแบบมึงเนี่ย" อีดิกพั้นช์มันทำมาเป็นสอน
"เออๆ ใครมันจะไปดีเท่าอีพี่แบ้งค์สุดหล่อของมึงล่ะโว้ย แล้วมึงไม่ต้องมาย้อนอดีตกูเรื่องไอ้คนดีแสนจริงใจของมึงเลยนะ แม่งงง...โคตรอ่อนเลยว่ะ เออใช่...กูว่าจะถามมึงมาหลายทีแระ แต่กูไม่กล้าว่ะ" ฉันรีบเปลี่ยนประเด็นทันที ฉันยอบรับว่าฉันอิจฉามันอยู่เหมือนกันแหละที่ได้แฟนหล่อแล้วก็ดีขนาดพี่แบ้งค์ แต่ก็เพื่อนกันล่ะนะ ฉันเลยต้องทำเป็นไม่ชอบขี้หน้าเขาบังหน้า มันจะได้ไม่สงสัย แต่ฉันไม่คิดจะแย่งมันหรอก แค่มองเป็นอาหารตาก็พอ (อิๆๆ)

"มึงจะถามอะไรวะ" เสียงอีดิกพั้นช์ตอบมาลอยๆ
"ก็......กูแค่สงสัยว่ะ มึงคบกันมาก็........อืม หลายวันแล้วใช่มะ มึงไปถึงขั้นไหนกับอีพี่แบ้งค์แล้วว่ะ" ฉันถามพลางทำหน้าทะเล้นใส่มัน
"เฮ้ย.....คนนี้กูคบแบบบริสุทธิ์ใจเว้ย แบบปั๊ปปี้เลิฟอ่ะ มึงรู้จักมะ" มันหันมาตอบแถมทำหน้าจริงจัง
"ขั้น A กับ B ก็ไม่เคยอ่ะ" ฉันถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ ถึงแม้อีกดิกพั้นช์มันจะไม่คล่องแคล้ว ช่ำชองขั้น A กับ B เหมือนกับฉัน แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เป็นเสียเลย อ๊ะๆๆๆ อย่าเพิ่งคิดว่าเราสองคนปล่อยตัวปล่อยใจง่ายๆนะ เราไม่เคยยอมใครถึงขั้น C หรอก เรื่องนี้เรารู้ดี ความจริงเราสองคนก็เป็นเด็กดีระดับหนึ่งนะ เรารู้ว่าอะไรควรไม่ควร เช่น เราสองคนไม่เคยริลองยาเสพติด (แต่ของมึนเมาอันนี้อีกเรื่อง อิๆๆ) เราไม่เคยมีเพศสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับชายใดไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ไอ้เรื่องบริสุทธิ์ผุดผ่องเนี่ยก็ได้แต่เก็บไว้รู้กันอยู่สองคน เพราะพูดไปไม่มีใครเชื่อว่าเราสองคนน่ะทั้งสดทั้งซิง

"ก็เอออ่ะดิ ไม่เคยเว้ย ไม่เคยทำอะไรทั้งนั้นแหละ" มันตอบหน้าจริงจังกว่าเดิม เออ...ชักจะเชื่อมันเหมือนกันแล้วแฮะ แล้วก็เริ่มเสียดายแทนมันนิดๆแล้วด้วยที่มันไปเจอ
อีพี่แบ้งค์สุดหล่อและสุดอ่อนหัด ชายแท้รึเปล่าวะ คบสาวมาตั้งหลายวันไม่ยักกะทำอะไร อืม...แล้วเค้าจับมือกันรึยังนะ ปากฉันไวเท่าความคิดทันที
"อืม...ก็แค่จับมือนั่นแหละ ยังไม่เคยหอมแก้ม" ลองมันตอบอีท่านี้แสดงว่าจะให้ฉันหยุดซักมันได้แล้ว ไม่เคยหอมแก้ม งั้นหอมอย่างอื่นก็คงจะไม่เคย ฉันจึงหยุดประเด็นเรื่องนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้


"เฮ้ย ข้าไปก่อนนะ พี่แบ้งค์เค้าชวนไปกินไอติมอ่ะ ไปด้วยกันมั้ย" พอถึงหัวมุมถนนอีดิกพั้นช์ก็เริ่มทันที แหม๊...แล้วทำมาเป็นชวน รู้ทั้งรู้ว่าเราน่ะไม่ไปอยู่แล้ว ยังจะมาทำเป็นพูด
"เออๆ เจอผัวแล้วทิ้งกูเลยนะ ไม่เป็นร๊ายยย เดี๋ยวกูก็ไปหาผัวกูมั่งก็ได้" ฉันพูดไปอย่างนั้นเอง มันก็อีแค่กิ๊กธรรมดาๆประจำสัปดาห์นี้เท่านั้นแหละ เฮ้อ....คิดแล้วเหนื่อยใจกับคนเฉารัก (แท้) อย่างฉัน
"อืม....เดี๋ยวคืนนี้ข้าโทรหานะ ไปล่ะ" อีดิกพั้นช์รีบวิ่งไปทันทีที่เห็นอีพี่แบ้งค์ยืนหงิมๆอยู่ข้างเสาไฟฟ้าถัดออกไปสองต้น


ฉันเดินไปที่ป้ายรถเมล์คนเดียวด้วยท่วงท่าที่สง่ามั่นใจ ตามสไตล์ สวย เริด เชิด หยิ่ง ... ซึ่งฉันมักจะใช้มันเป็นเกราะป้องกันความเหงาเวลาที่มันคืบคลานเข้ามาในจิตใจของฉัน



...................................................................................................................





[ 2 ]


"เป็นไงมั่ง" เสียงแหบห้าว ดังเบาๆข้างหูของฉัน ไม่ต้องหันไปมองฉันก็รู้ว่าเสียงใคร ฉันจึงล้างมือของฉันต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่ใส่ใจ ...

และเหมือนเขารู้อีกนั่นแหละ ว่าฉันคงจะไม่หันไปมองเขา เขาจึงคว้ามือของฉันไปยังก๊อกน้ำที่อยู่หน้าเขา ส่งผลให้ตัวของฉันถลาเข้าไปชิดตัวเขา เขาเริ่มต้นล้างมือให้ฉัน โดยที่ทั้งสองมือของเขาประสานอยู่กับสองมือของฉัน ฉันชินแล้วล่ะ... นับครั้งได้เลยที่เราจะพูดกันโดยยืนอยู่ห่างๆ ไม่มีการแตะเนื้อต้องตัว และตอนนี้เราสองคนก็กำลังล้างมือ...ด้วยกัน อยู่ที่บริเวณข้างอาคารเรียน

"นี่...น้อยๆหน่อย" ฉันพูดไปลอยๆอย่างนั้นไม่ได้หวังให้เขาทำตาม พลางดึงมือออกมา เขาคว้ามือของฉันกลับไปอยู่ท่ามกลางสายน้ำอีกครั้ง และยื่นหน้าเข้ามาพูดข้างๆหูของฉัน
"เย็นนี้...ไปกับเรานะ" เขากระซิบ นี่เป็นครั้งแรกที่เขานัดฉันไปเจอกันนอกจากที่เจอกันในห้องเรียน
"มีอะไรหรอ" ฉันถามกลับไปทั้งๆที่พอจะรู้คำตอบ เขาเงยหน้าจากการล้างมือขึ้นมาประสานสายตากับฉัน
"ก็...." เขาพูดแค่ก็คำเดียว แล้วก็ก้มหน้าลงมาหอมแก้มฉัน

ฉันมองหน้าเขางงๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นในห้องเรียน กลางแจ้งโล่งขนาดไหน เขาทำกับฉันอย่างมากก็แค่จับมือ หรือทำเป็นแกล้งแต๊ะอั๋งฉันให้เพื่อนๆในกลุ่มของเขาขำกัน
แต่นี่...เขาหอมแก้มฉัน 'กลางโรงเรียน' ถ้าเป็นที่ลับมิดชิดกว่านี้ฉันจะไม่ว่าอะไรเขาเลย

เขาค่อยๆปล่อยมือออกจากฉัน ซึ่งฉันคิดว่าแม้แต่แบคทีเรียคงหลุดไปแล้ว ก็เขาล้างให้ฉันซะนานขนาดนั้น
"แล้วเจอกันนะ" เขาพูดแล้วหันหลังเดินจากฉันไปโดยไม่รอฟังคำตอบ


นี่แหละ.... กิ๊กใหม่ของฉันประจำสัปดาห์นี้ เจ้าชู้เป็นอันดับสองของห้อง (อันดับหนึ่งฉันเพิ่งกิ๊กกันไปเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว) หล่อปานกลางแต่เท่ชะมัด สูงสัก 180 ได้ แล้วก็ไม่พูดมาก ไม่ใช่สเป็คของฉันซักเท่าไหร่ แต่ก็พอทนได้ ดูท่าเขาแค่เจ้าชู้ แต่ไม่น่าจะเป็นนักฟันหญิง

"ฉันน่าจะลองไปเจอเขาตอนเย็นนี้" ฉันรำพึงรำพันในใจ แหม... พูดอย่างกับฉันไม่เคยไปไหนกับผู้ชายอย่างนั้นล่ะ




ฉันมาช้าไปสิบห้านาที ก็ไม่ถือว่านานมาก แล้วเขาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะรำคาญอะไร
"อืม...ไปกันเลยนะ" เขานั่งรอฉันอยู่บนรถมอเตอร์ไซต์สีแดงของเขา ฉันกำลังจะขึ้นไปนั่งคร่อมด้านหลัง ก็ได้ยินเสียงห้ามดังขึ้นมาเสียก่อน
"มานั่งนี่สิ" เขาชี้ที่ตักของเขา
ฉันไม่คิดมากเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว จึงก้าวขึ้นไปนั่งหน้าเขา เขาขับรถตามปกติ จึงทำให้แขนของเขาโอบอยู่รอบตัวฉัน ระหว่างทางเขาหอมแก้มฉันไปหลายที เขาคงไม่กล้าทำอะไรไปมากว่านี้ทั้งๆที่ยังขับรถอยู่หรอก

สิบห้านาทีต่อมาเราสองคนก็มาถึงบ้านของเขา เขาพักอยู่กับป้า แล้วป้าของเขาก็ยังไม่กลับ ... ฉันเริ่มลังเลกับความคิดที่ว่าเขาไม่ใช่นักฟันหญิงซะแล้วสิ

เรานั่งเงียบๆประมาณสิบนาที ไม่มีใครพูดอะไรหรือทำอะไร ยกเว้นที่เขาไปเอาน้ำเย็นมาให้ฉันแก้วนึงเท่านั้น ฉันได้แต่นั่งบ่นอยู่ในใจ "ผู้ชายไรวะแม่ง พอมาอยู่ในห้องแล้วเสือกป๊อด"
เหมือนเขาจะได้ยินเสียงด่าในใจของฉันอย่างงั้นแหละ เขาคว้ามือฉันให้ลุกขึ้นมาแล้วดันตัวฉันไปจนชนกับฝาผนัง เราจ้องหน้ากันเงียบๆครู่หนึ่ง

"ขอบอกไว้ก่อนนะว่าฉันยอมแค่ขั้น A กับ B ไม่ว่านายจะคิดทำถึงขั้น C รึเปล่าก็เถอะ" ในที่สุดฉันก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบเขาทำหน้างงๆกลับมา ฉันไม่คิดว่าเลยเขาจะอ่อนหัดกับเรื่องภาษาพวกนี้ แต่ทำไมทำหน้าบื้ออย่างนี้นะ
"ขั้น A กับ B ก็แค่สัมผัสภายนอก ส่วนขั้น C...." ฉันชักจะกระดากปากขึ้นมา อีกฝ่ายยังนิ่งเฉย
"ขั้น C ก็....." ดูสิดู มันยังทำหน้าตายอยู่อีก ฉันคิดในใจว่าเขาแกล้งให้ฉันพูดคำๆนั้นออกไปรึเปล่า "ก็...." ฉันอึกอักๆ เอาเข้าจริงฉันไม่รู้ว่าจะเลือกใช้คำไหนให้มันน่าเกลียดน้อยที่สุด
"โอเคๆ รู้น่าว่าอะไร" ดูเหมือนเขาจะกลั้นหัวเราะเต็มทีกับท่าทีอึกอักของฉัน "เราไม่ทำถึงขั้นนั้นหรอกน่า เรารู้....ว่ากี้น่ะไม่ยอมให้ถึงขั้น...." เขาเว้นจังหวะแล้วยื่นหน้าเขามาใกล้ฉันอีก ใกล้มากๆเลยทีเดียว "ขั้นสอดใส่น่ะ"
ปกติฉันไม่ค่อยจะเขินอายกับเรื่องพวกนี้จนฉันนึกว่าตัวเองตายด้านไปแล้ว แต่พอมาได้ยินเขาพูดออกมาตรงๆแบบนี้เล่นเอาฉันรู้สึกเลยว่าตัวเองคงหน้าแดงมากๆ ฉันรีบก้มหน้าหลบสายตาเขาทันที

"ไม่ยักรู้ว่ากี้น่ะเขินเป็นด้วย" เขาจี้จุดฉันจังๆ อิมเมจฉันต้องหลุดรุ่ยต่อหน้าหมอนี่ เสียฟอร์มชะมัด

ตอนนี้เขายืนเท้าแขนคร่อมตัวฉันซึ่งติดอยู่กับผนังห้อง หลังจากคำพูดเมื่อกี้ทำให้ฉันเงียบไปพักหนึ่ง รู้สึกว่าเขาจะคิดว่าเราพูดเล่นกันมานานเกินไปเสียแล้ว เขาจึงเขยิบตัวเข้ามาใกล้ฉันอย่างรวดเร็ว ใกล้จนตอนนี้ขาของฉันเกยอยู่กับขาของเขา ฉันรู้สึกถึงตรงนั้นของเขาที่อยู่ใกล้กับฉันมากๆ แล้วเขาก็เริ่มหอมแก้มฉัน พร้อมๆกับที่เขาลากริมฝีปากผ่านมาจนถึงลำคอของฉัน แล้วกดจูบเบาๆ พร้อมกับใช้ลิ้นและริมฝีปากขบเม้มเพื่อทำรอยคิสมาร์ก ฉันรู้สึกวาบหวิวกับสัมผัสนี้เพียงเล็กน้อย

มือข้างหนึ่งของเขาค่อยๆลูบไล้ตามลำตัวของฉัน ฉันรู้ว่าเขาตั้งใจที่จะมาจับหน้าอกของฉันแน่ๆ เพราะฉะนั้น....
"หือ..." ริมฝีปากของเขาผละออกจากลำคอของฉัน พร้อมๆกับก้มมองมือของฉันที่จับมือของเขาซึ่งกำลังลังคืบคลานมาที่หน้าอกของฉันเอาไว้
ฉันไม่ชอบจริงๆ ไม่รู้สิ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันเคยโดนเพื่อนผู้หญิงแกล้งจับหน้าอกบ่อยๆจนมันไม่ชอบ หรือเพราะอะไรก็ไม่รู้ แต่ฉันไม่ชอบให้ใครมาจับหน้าอกฉัน ระหว่างที่เขายังดูงงๆอยู่ ฉันก็รีบฉวยโอกาสนี้แนบริมฝีปากกลับลงไปที่เขาอีกครั้ง หวังให้เขาลืมว่าเขากำลังจะทำอะไรก่อนหน้านี้
เขาตั้งตัวไม่ค่อยทันที่ฉันเป็นฝ่ายรุกเขาก่อน แต่ก็ใช้เวลาไม่นานนัก เพราะฉันเริ่มรู้สึกถึงลิ้นของเขา และการขยับริมฝีปากของเขาอย่างชำนาญ เราจูบกันอยู่นานมาก อืม....น่าจะราวๆครึ่งชั่วโมง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้นานนัก ทั้งๆที่เราไม่ได้หยุดพักหายใจยาวๆกันเลย

ฉันพยายามถอนริมฝีปากออกมาเพื่อที่จะหายใจ แต่เขากลับใช้มือกดท้ายทอยของฉันให้แนบชิดเข้าไปอีกแล้วจ้วงลิ้นเข้ามาพัวพันกับลิ้นฉัน บางครั้งก็เร่งจังหวะเสียจนฉันแทบลืมหายใจ บางครั้งอ้อยอิ่งจนฉันปรับอารมณ์ตามไม่ทัน เราจูบกันนานมาก....มากจริงๆ ฉันรู้สึกเหมือนจะหมดอากาศหายใจเข้าเสียแล้ว และฉันไม่อยากจะเป็นลมต่อหน้าเขา
อีกพักใหญ่เลยทีเดียวกว่าที่เขาจะรับรู้ว่าที่ฉันตั้งใจจะผละออกมาในตอนแรกนั้นเพียงเพื่อต้องการอากาศหายใจ ไม่ใช่เพื่อบอกให้เขาหยุด เขาจึงเปลี่ยนมาซุกไซร้ที่ลำคอของฉัน แล้วจึงขบเม้มพร้อมกับใช้ลิ้นหยอกเย้าที่ใบหู
ฉันเกือบจะหมดสติไปจริงๆ ฉันรีบสูดลมหายใจเข้าไปทั้งทางจมูกและปากจนเต็มปอด เพื่อให้ทนกับจูบมาราธอนกว่าครึ่งชั่วโมงของเขาอีกครั้ง


อีกสิบห้านาทีจะหนึ่งทุ่มแล้ว ฉันไม่เคยจูบกับใครได้นานเท่านี้มาก่อน ฉันคิดอย่างเซ็งๆว่าน่าจะกลับบ้านได้สักที เสียเวลาเป็นชั่วโมง มีแค่จูบมาราธอนลืมโลก ฉันดันตัวออกมาจากอ้อมแขนของเขา แต่มือของเขากลับคว้าข้อมือฉันเอาไว้แล้วพาไปที่โซฟาตัวยาวไม่ไกลนัก (ตั้งแต่เรามาถึงยังไม่ได้โยกย้ายไปไหนนอกจากยืนอยู่ใกล้ประตูบ้านที่เดิม)

สถานการณ์ชักไม่ค่อยดี สมองของฉันขบคิดวิธีแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็ว และดูเหมือนเขาจะรู้ถึงสิ่งที่ฉันคิดผ่านทางสีหน้าของฉัน
"รับรองกี้...ไม่ถึงขั้น C" เขาตอบยิ้มๆพลางคว้าเอวของฉันให้มานั่งคร่อมบนตักของเขา สองขาของฉันแยกออก เขาใช้มือจัดให้ขาของฉันไขว้ไปด้านหลังของเขา ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเขาจะทำอย่างไร และรับรองว่าไม่ถึงขั้น C แต่ก็ยังแน่นอนใจมากไม่ได้นัก ต้องมีสติอยู่เสมอ

เขาดึงกระโปรงนักเรียนของฉันให้ถลกขึ้นไปพร้อมกับสอดมือเขาไปประคองบริเวณเอวของฉันซึ่งอยู่ภายใต้กระโปรงนักเรียนอีกทีหนึ่ง ฉันได้แต่ยึดบ่าของเขาไว้ พร้อมๆกับที่รู้สึกถึงขนาดของสิ่งที่ฉันนั่งทับอยู่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนบอบบางของฉันถูไถอยู่กับส่วนแข็งขืนของเขา ผ่านเสื้อผ้าที่ยังอยู่ครบทุกชิ้น เขาจับเอวฉันให้ขยับไปตามจังหวะที่เขากำหนด จนกระทั่งฉันรู้สึกถึงการเกร็งกระตุกของเขา ฉันจึงตามเขาไป เขาซบลงกับซอกคอของฉันอยู่ครู่หนึ่ง ฉันบอกเขาว่าฉันต้องกลับบ้านแล้ว เขาไม่มีแสดงท่าทีอะไรว่าอยากจะให้ฉันอยู่ต่อ เขาขับมอเตอร์ไซต์มาส่งฉันที่บ้าน (ซึ่งแน่นอนว่าคราวนี้ฉันต้องนั่งข้างหลัง) ระหว่างทางไม่มีบทสนทนาใดๆระหว่างเราสองคน

ฉันเห็นไฟในบ้านเปิดสว่าง เข้าไปคงโดนพ่อสวดยับ ฉันคิดอย่างเซ็งๆ ก่อนที่จะหันไปยิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย

บ๊ายบาย... หมดเวลาแล้วสำหรับกิ๊กประจำสัปดาห์นี้


...................................................................................................................





[ 3 ]


"อีกี้ อีกี้ เฮ้อ....กว่าจะเจอมึงได้ CNN ข่าวด่วน" อีดิกพั้นช์วิ่งกระหืดกระหอบมาแต่ไกล
"ไรมึง" ฉันเดาว่าคงมีข่าวนินทาล่าสุดจากวงของกลุ่มอีกดิกพิม เพื่อนร่วมห้อง
"อีปุ๋ย อีปุ๋ย...มันท้องว่ะ" อีดิกพั้นช์ยึดโต๊ะข้างๆไว้ไปหลักเพื่อพักหายใจ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างฉัน
"เฮ้ย!!...มันคลอดไปแล้วหรอวะ ทำไมมันท้องใหม่เร็วจัง" อีปุ๋ยมันหยุดเรียนไปได้สามเดือนเองมั้ง...เอ...ทำไมมันท้องใหม่เร็วจัง
"ไม่ใช่....ไม่ใช่อีปุ๋ยห้อง 11" อีดิกพั้นช์ตอบเสียงแผ่ว ฉันจ้องหน้ามัน
"ไม่ใช่ปุ๋ยห้อง 11....ถ้างั้น....เป็นไปไม่ได้หรอกน่า อีดิกนี่เนี่ยนะ ปล่อยให้ตัวเองท้อง เฮอะๆๆ กลุ่มอีพิมมันปั้นเรื่องมาหนุกๆล่ะมั้ง มึงก็เสือกไปเชื่อมัน" ฉันหาข้อแก้ตัวให้อี ปุ๋ยข้างๆคูๆ อีปุ๋ยคนที่อีดิกพั้นช์มันพูดถึง มันคืออีปุ๋ยที่อยู่ห้องเดียวกับฉัน รักสวยรักงามเป็นที่สุด ชอบยั่วผู้ชายเป็นที่สุด นมโตที่สุด แล้วก็รักเรียนที่สุด ถึงมันจะไม่ได้ 4.00 แต่ก็เฉียดทุกที มันคบกับผัวมันมาเกือบ 4 ปีแล้ว (ไม่อยากจะเชื่อ) เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าสองคนนั้นไม่ใช่แฟน แต่เป็นผัวเมียกัน
อีดิกพั้นช์เงียบ ไม่ได้ต่อปากต่อคำกับฉัน ได้แต่พยัดพเยิดไปทางเจ้าตัว ซึ่งกำลังนั่งอ้าปากฉะลิปสติกสีแดงสดอยู่


"มึงมีผัวมึงมีไป มึงอย่ามาท้องให้กูเห็นละกัน แม่ง...แต่อย่างว่า...กูรู้ว่ามึงไม่ยอมท้องหรอก จริงมั้ยวะ" ฉันยังจำคำพูดที่เคยพูดกับมันได้ดี
"ฮ่ะๆๆ มึงนี่รู้ใจกูจริงๆว่ะ เด็กเรียนอย่างกูจะยอมออกไปเลี้ยงลูกได้ไงวะ" และฉันก็จำคำพูดนี้ได้ดีอีกเช่นกัน

มันไม่ใช่เพื่อนสนิทของฉันเหมือนอีดิกพั้นช์ แต่มันก็เป็นเพื่อน....เป็นเพื่อนของฉัน


ฉันกำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความสับสน คิดแต่ว่ามันปล่อยให้ตัวเองท้องได้ยังไง ฉันไม่เข้าใจมันเลยจริงๆ อยากรู้จริงๆว่ามันจะกลุ้มใจแทบเป็นแทบตายเหมือนฉัน
บ้างมั้ย มันไม่ใช่คนแรกที่ท้อง ผู้หญิงโรงเรียนเรา แล้วยิ่งม.เรายิ่งท้องกันให้เกลื่อน เกือบทุกคนต้องลาออกไป จบบ้างไม่จบบ้าง ผัวเลี้ยงบ้างทิ้งบ้าง แต่งงานบ้างหนีตามกันบ้าง แต่ก็มีคนที่ยังเรียนต่อที่โรงเรียนได้....คนที่เอาเด็กออก แล้วสภาพที่กลับมาเรียนอีกครั้ง....ฉันยังจำได้ดี

"อีกี้....กูพาอีปุ๋ยมาคุยกับมึงนะ" เสียงอีดิกพั้นช์ลอยมาแว่วๆ ฉันมารู้สึกอีกทีก็เห็นอีปุ๋ยมันนั่งอยู่ข้างๆแล้ว ตอนนี้หน้าตามันดูสลดไปมาก สงสัยมันคงกลัวว่าฉันจะด่าเอา
"อีกี้...คือกู....กู...." ฉันเงยหน้าขึ้นมองมัน ไม่ได้โกรธ แต่อยากฟังเหตุผลของมัน ซึ่งสิ่งที่ฉันได้รับฟังนั้น....มันกลับไม่ใช่เหตุผล
"กูจะเอาเด็กออกนะ"ฉันผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจนเสียงเก้าอี้กลากดังเอี๊ยด เพื่อนทั้งห้องเงียบกริบ หันมามองเรา
"เฮ้ย...อีกี้ นั่งลงสิวะ ฟังมันก่อนสิ" อีดิกพั้นช์พยายามกล่อยฉันให้สงบสติอารมณ์ ฉันยอมนั่งลงแต่โดยดี แต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกไป
"มึงก็รู้ว่ากูอยากเรียน มึงรู้ใช่มั้ย ว่ากูไม่อยากเป็นเหมือนคนอื่น" มันตอบเสียงสะอื้น น้ำตาเริ่มร่วงหล่นลงมา
"ใช่สิ มึงไม่อยากเป็นเหมือนคนอื่น แล้วมึงเสือกปล่อยให้ท้องได้ยังไงวะ มึงลืมกินยาคุม หรือว่ามันไม่ใส่ถุงยาง หรือว่าอะไร...มึงบอกกูมาสิ" ฉันกระชากเสียงถามมัน
"กี้....กูไม่รู้ ไม่รู้จริงๆว่าทำไมมันเป็นแบบนี้ มึงต้องช่วยกูนะ เอาเด็กออก" ตอนนี้น้ำตานองเต็มหน้ามันแล้ว มันเขย่าแขนฉัน จนฉันรู้สึกเหมือนสมองถูกเขย่าไปด้วย
"กูอยากคุยกับผัวมึง" ฉันพูดเสียงเด็ดขาด ฉันต้องคุยกับผัวมันให้มันรับรู้เรื่องนี้ด้วย
"กี้....ไม่ต้องไปยุ่งกับพี่โน๊ตหรอกนะ...นะกี้นะ" ดูท่าทางมันกลัวๆ
"กูเคารพในการตัดสินใจของมึง มึงจะเอาออกกูก็ยอมให้เอาออก แต่มึงต้องให้ผัวตัวดีของมึงมารับรู้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้มันสุขสบายแบบนี้" นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันให้คำปรึกษาแก่เพื่อนที่จะไปทำแท้ง แต่ไม่ว่ากี่ครั้ง ฉันก็ยังโมโหเดือด ถ้าต้องทำโดยที่ฝ่ายชายไม่ได้รับรู้

"กี้...มึงไม่ต้องไปเรียกมันมาแล้วล่ะว่ะ" เสียงอีดิกพั้นช์กระซิบอยู่ข้างหูฉันพร้อมพยักเพยิดไปทางขวามือ ไอ้โน๊ต (ฉันไม่คิดจะเรียกมันว่าพี่ให้เปลืองน้ำลาย) มันยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องเรียน ฉันพยายามข่มอารมณ์ให้สงบ นับหนึ่งถึงสิบ ไม่ให้เขาไปด่ามันว่า '***เอ๊ย ไอ้สัตว์ มึงปล่อยให้เมียมึงท้องได้ไงวะ ไอ้ชาติหมา' ฉันข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดซึ่งขณะนี้ได้แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอเตรียมพร้อมจะระเบิด และกลืนพายุลูกนี้ลงไปช้าๆพร้อมพยายามสั่งตัวเองไม่ให้กำมือแน่นจนเกินไป แล้วจึงเดินนำออกมายังระเบียงหน้าห้องเรียน


เงียบ....ทุกคนเงียบ มีแต่ความเงียบระหว่างเราสี่คน ชายหนึ่งหญิงสามยืนจ้องหน้ากันสลับไปสลับมา ไม่มีใครคิดจะเป็นฝ่ายพูด บอก ขอโทษ ด่า หรือเอ่ยอะไรขึ้นมาก่อน

'ติ๊ง ติ่ง ติง ติ่ง ติ่ง ติง ติ๊ง ติ่ง' เสียงออดบอกเวลาเข้าเรียนครั้งที่ 1 ดังขึ้น เราสี่คนยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน หรือพูดอะไรออกมาสักคนเดียว

'ติ๊ง ติ่ง ติง ติ่ง ติ่ง ติง ติ๊ง ติ่ง' เสียงออดบอกเวลาเข้าเรียนครั้งที่ 2 ดังขึ้น เราสี่คนก็ยังไม่มีใครพูดอะไร เพียงแต่มองหน้ากันสลับไปสลับมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินแยกจากกันไป เราเคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว เรียบร้อยแล้วจริงๆ ทั้งๆที่ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกจากปากใครเลย แต่เขาสื่อให้ฉันรู้ว่าเขาจะรับผิดชอบอีปุ๋ย และเขาก็รู้ว่าถ้าเขาไม่ทำอย่างนั้น....มันจะเกิดอะไรขึ้น เขารู้ว่าฉันไม่คิดจะรักษาอิมเมจบ้าบอต่อหน้าเขา....เขารู้ดีว่ามันจะเกิดผลอย่างไร



...................................................................................................................





[ 4 ]


"อีกี้ มึงเลิกกับกิ๊กคนล่าสุดยังวะ ชื่ออะไรนะ เฮ้อ....มึงนี่เปลี่ยนบ่อยจนกูจำไม่ได้"
"วัฒน์" ฉันตอบเพื่อหยุดเสียงบ่นกระปอดกระแปดของอีดิกนั่น เราไม่เคยคุยกันถึงเรื่องกิ๊กในอดีต ทำไมวันนี้มันถึงแดะถาม
"อืม...เหมือนเดิมป่ะ"
"ก็งั้นๆ" เหมือนเดิม....คือถึงขั้น A และ B เราสองคนรู้กันดี ไม่ต้องขยายความให้เสียเวลา
"แล้วมึงล่ะ ไอ้พี่ธนาคารอะไรนั่นน่ะ ถึงไหนแล้ว" ฉันถามกลับไปงั้นๆ ไม่อยากให้พูดเรื่องของฉันต่อ จริงๆแล้วฉันไม่ชอบนักหรอก ที่ไม่ได้คบกับใครจริงจัง
"พี่แบ้งค์เว้ย ไม่ได้ชื่อธนาคาร มึงนี่...แล้วกูบอกไปแล้วว่าคนเนี้ยกูคบแบบบริสุทธิ์ใจ" มันตอบพลางส่งตาเขียวมา เฮ้อ...มันจะคบกันได้ซักกี่น้ำฉันอยากจะรู้
"อีปุ๋ยล่ะ" ตั้งแต่วันนั้นที่ฉันบอกให้อีปุ๋ยให้มันไปที่คลินิกกับผัวมัน มันเข้าใจว่าฉันไปด้วยไม่ได้ ตั้งแต่วันนั้นฉันยังไม่เจอมันเลย
"เอ่อ...มึงยังไม่รู้หรอวะ" อีดิกพั้นช์มันทำเสียงอึกอัก ฉันเริ่มงงๆว่าฉันยังไม่รู้เรื่องอะไร
"ไรมึง ก็ถามถึงอีปุ๋ยมัน เห็นมันหายไปสองสามวัน ตายรึยัง" ฉันถามไปงั้นๆ แต่อีดิกพั้นช์หน้าซีด
"มันไม่ให้กูบอกมึงหรอกนะ แต่ถึงยังไงมึงก็ต้องรู้อยู่ดี คือ...." อีดิกพั้นช์มันชักอึดออดจนฉันรำคาญ "มันไม่ได้ไปหาหมอหรอกว่ะ มันกินยาขับเลือดแล้วก็เหล้าขาว ไม่รู้มันไปฟังมาจากใคร แต่พี่โน๊ตก็อยู่กับมันนะ แต่เห็นว่ามันเลือดออกเยอะ เลยนอนซมอยู่ที่บ้าน"
สมองฉันปรับตัวไม่ค่อยทันกับข่าวสารนี้ อีปุ๋ยไม่ไปหาหมอ ทำไมวะ ไปแดก***อะไรก็ไม่รู้ แม่งเอ๊ย....ต่อไปนี้กูจะไม่สนใจมึงอีกแล้ว ไม่เชื่อกูก็ดี ต่ายห่าไปกูจะสมน้ำหน้าให้ อีเวรเอ๊ย



กว่าฉันจะรู้สึกตัวอีกทีก็เห็นตัวเองยืนอยู่หน้าบ้านอีปุ๋ย ตอนนี้อีดิกพั้นช์กำลังกดกริ่งเรียกอยู่

....เงียบ

อีดิกพั้นช์กดออดอีกราวๆหนึ่งนาที จนเราคิดว่าไม่มีใครอยู่แล้ว ขณะที่กำลังหันหลังกลับก็ได้ยินเสียงๆหนึ่งเรียกเอาไว้
"กี้ พั้นช์ เข้ามาก่อนสิ" เป็นเสียงของไอ้ห่าโน๊ต เสียงที่ฉันอยากจะทำยังไงก็ได้ให้มันหายไป ไม่ต้องมีเสียงของมันอีก ไอ้สัตว์เอ๊ย

ภายในบ้านเงียบเชียบชอบกล แม่ของอีปุ๋ยคงออกไปเก็บค่าแชร์ ส่วนพ่อมันน่ะ หายหัวไปไหนเป็นเดือนแล้วไม่รู้

"กี้....กี้ใช่มั้ย" เสียงแผ่วๆลอยมาจากห้องนอนของอีปุ๋ย ฉันรีบกระวีกระวาดเข้าไปดู

ภาพที่เห็นมันเกินกว่าที่ฉันคิดไว้ อีปุ๋ยนอนห่มผ้าห่มจนถึงคอ หน้าซีดอย่างไม่เคยเป็น (ตามธรรมดาลิปสติกกับแป้งจะไม่เคยอยู่ห่างมัน) คิ้วบาง (สงสัยจะไม่มีแรงเขียนคิ้ว) ตาเป็นหลุมดำลึก มันโทรมจริงๆ ตั้งแต่ฉันคบกับมันมาไม่เคยเห็นมันโทรมแล้วก็ทุเรศได้ขนาดนี้

"กี้....เด็ก...ออกมามีห้าแฉกเลยล่ะ แดงๆนิ่มๆ ลูกกูนะกี้ ลูกกู...." มันพูดออกมาเกือบๆจะเหมือนเพ้อ ดูมันจะช็อคๆ นัยตาเลื่อนลอย
"อีปุ๋ยเอ๊ย....คิดซะว่าเราไม่ได้ทำบุญมาให้อยู่ร่วมกับเขาละกันนะ" อีดิกพั้นช์นั่งปลอบอีปุ๋ย ส่วนฉันไม่รู้จะพูดอะไรดี ทำไมมันไม่ยอมไปหาหมอ...คำถามนี้ยังวนเวียนในจิตใจฉัน
"กี้....อย่าไปว่าพี่โน๊ตนะ พี่โน๊ตอยู่กับกูตลอดเลย" มันหันไปยิ้มกับผัวมัน ดูๆไปผัวมันก็รักมันดี
"ทำไมมึงไม่ไปหาหมอ" ฉันยิงคำถามออกไป อย่างไม่ต้องมีการอารัมภบท ดูท่าทางทั้งสามคนจะตกใจที่ฉันจู่โจมแบบนี้
"กูไม่กล้า....มึงก็รู้....กูไม่กล้าหรอก" ใช่...รู้ว่าตัวว่าอาย แล้วมึงยังเสือกท้อง มึงก็รู้ว่ามึงอาย แม่งเอ๊ย ทำไมไม่หัดคิดซะก่อนวะ
"ไปแดก***อะไรที่ไหนก็ไม่รู้ ทำไมมึงแม่งไม่คิด" ฉันด่ากราดพร้อมๆกับส่งสายตาไปถึงไอ้เวรผัวมันด้วย

ทุกคนเงียบ เหมือนยอมจำนนท์ต่อข้อกล่าวหานี้ ใช่....ถ้าเกิดอีปุ๋ยมันเป็นอะไรขึ้นมา ฉันสะใจเงียบๆที่เห็นไอ้ห่าโน๊ตนั่นมันหน้าสลด
"กูเห็นว่าผัวมึงก็รักมึงดี กูจะถือว่ามันรับผิดชอบไปในส่วนนี้แล้ว ส่วนเรื่องที่มึงไม่ยอมไปหาหมอ เฮ้อ...." ฉันระบายค่อยๆรอยยิ้มออกมา รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย "ถ้ามึงตายไปอย่ามาคิดถึงกูบ่อยนักะกัน" มุขตลกร้าย....ทุกคนรู้ว่ามันอาจจะเป็นจริงได้ แต่เมื่อเห็นฉันยิ้ม ทุกคนก็ต่างหัวเราะชอบใจ


"อาทิตย์หน้าอีปุ๋ยมันคงกลับมาเรียนได้" อีดิกพั้นช์พูดเปรยๆระหว่างทางเดินไปที่ท่ารถเมล์
"อืม...ขอแค่มันมีแรงขึ้นมาโบ๊ะหน้ามันก็กลับมาเรียนได้ว่ะ"
เราสองคนประสานเสียงหัวเราะกันอยู่พักใหญ่ พลันสายตาฉันเหลือบไปเห็นคนๆหนึ่งซึ่งมีผลทำให้ตัวของฉันแข็งทื่อ อีดิกพั้นช์มองมาที่ฉันงงๆ ก่อนจะมองไปตามสายตาของฉัน...
"เวรแล้วมั้ยล่ะ" อีดิกพั้นช์กระซิบเสียงเครียด ไม่บอกก็รู้...เวรจริงๆ


ฉันมาเจอกับกิ๊กเก่า ความจริง....ไม่อยากจะเรียกอีตาซื่อบื้อนี่ว่ากิ๊กเลย คำพูดของอีดิกพั้นช์กลับเข้ามาสูโสตประสาทของฉันอีกครั้ง

'มึงเจอคนรักมึงจริง มึงก็เสือกไม่เอามัน'

ใช่....คนนี้แหละที่รักฉันจริง หล่อที่สุดในโรงเรียน แต่ไม่ใช่สเป็คฉัน ไม่ใช่หล่อเข้ม มาดแมน แบบนั้น คนนี้ขาวแต่สูง (ฉันชอบคนสูง) ดูเจ้าสำอางค์ ซึ่งไม่ใช่สเป็คฉันเลย แต่เรื่องสเป็คนี่ไม่ใช่สาเหตุที่ฉันไม่ยอมคบกับเขาหรอกนะ ฉันคงอ่านนิยายมากไป ฝันกลางวันมากไป ไม่เคยคิดถึงโลกแห่งความเป็นจริง....ซึ่งฉันไม่คิดถึงความจริงเลยว่า ผู้ชายแบบที่ฉันจินตนาการนั้นไม่มีทางมีจริงได้ ผู้ชายที่รัก...รักเราจริง รู้ใจเรา ไม่งี่เง่า (ส่วนเรื่องสเป็คที่บอกไว้นั่นต้องขอเป็นอันดับหนึ่ง หล่อเข้มน่ะ ฉันเทใจให้เลย) หมอนี่น่ะรักฉัน...เป็นหนึ่งในจำนวนน้อยนัก เมื่อเทียบกับสัดส่วนระหว่างจำนวนคนที่คบฉัน กับคนที่รักฉัน นายคนนี้รักฉันมาก ตามใจฉันมาก ประเคนทุกอย่างให้ และที่สำคัญคืองี่เง่ามากๆ คงนึกออกว่าผู้ชายงี่เง่าน่ะ ไม่เป็นที่พิศมัยของผู้หญิงเลยสักนิด

"อีกี้ อีกี้ เอาไงดีวะ มันทำท่าเดินเข้ามาหามึงแล้วว่ะ" อีดิกพั้นช์ทำตัวไม่ถูก หมอนี่รักแรงเกลียดแรง ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมรับที่ฉันปฏิเสธเขา ฉันจบ...แต่เขาไม่
"เอาไงหรอวะ....ก็เผ่นสิวะ" ฉันโกยอ้าววิ่งหันหลังกลับอย่างไม่คิดชีวิต ได้ยินเสียงอีดิกพั้นช์บ่นมาตลอดทาง
"กูไปทำกรรมอะไรร่วมกับมึงไว้วะ แม่ง...ซวยโคตร"

ฉับพลัน....เหมือนฉันอยู่ในเกมตุ๊กตาที่เด็กๆเล่น มีเด็กคนหนึ่งจับตุ๊กตาซื่อบื้อตัวนั้นมาวางไว้หน้าฉัน ใช่...อยู่ดีๆหมอนั่นก็มายืนหน้าฉัน เป็นไปได้ยังไง!!

"กลับไปก่อน เราจะคุยกับกี้" เขาหันไปบอกอีดิกพั้นช์เสียงเรียบ ซึ่งมันกำลังลังเลว่าจะทำตามหรือจะอยู่ช่วยฉันดี ฉันรู้ว่าถึงมันอยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ฉันต้องยอมรับผลการกระทำของฉัน ฉันจึงพยักหน้าให้มันกลับไปก่อน ทันทีที่อีดิกพั้นช์หันกลับไป เขาก็คว้าตัวฉันขึ้นรถแท็กซี่ แล้วบอกจุดหมายปลายทางแก่คนขับรถ

ฉันรู้ว่าตอนนี้ตัวเองทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่นั่งเงียบๆ พลางวิเคราะห์ว่าสภาพอารมณ์ของเขาตอนนี้เป็นอย่างไร วันนี้เขาจะมาไม้ไหน
ไม่รู้ว่าฉันคิดเพลินหรือเพราะอะไรแน่ ฉันมีสติอีกทีก็เห็นว่ารถกำลังจะเลี้ยวเข้าไปแล้ว ฉันโวยวายขึ้นมาทันที

"เฮ้ย...ทำไมมาที่นี่วะ" อิมเมจอิมเหมิดอะไรไม่ต้องไปรักษามันแล้ว ตอนนี้รถกำลังจอดเข้าไปในช่องๆหนึ่งที่มีเด็กวิ่งเอาผ้าม่านสีดำมากั้น เขารีบจ่ายเงินให้คนขับรถทันที พลางลากฉันลงจากรถ โรงแรมม่านรูด....

"เราคุยกันดีๆก็ได้นี่นา มาที่นี่ทำไม" ฉันพยายามทำใจดีสู้เสือ ตอนนี้ฉันกำลังเดินถอยหลังเข้าห้อง โดยที่เข้าเดินไล่ต้อนฉันอยู่และเขาก็ทำในสิ่งที่ฉันคาดไม่ถึง สิ่งที่เขาไม่เคยทำ และไม่คิดว่าเขาจะทำ เขาคว้าตัวฉันและบดขยี้ริมฝีปากแข็งกระด้างลงไปบนริมฝีปากฉัน ฉันเจ็บระบมไปหมด
"กี้ชอบแบบนี้ไม่ใช่หรอ" เขาพูดเมื่อละจากริมฝีปากของฉันแล้วลากลงมาถึงต้นคอ ทำไมเขาถึงทำแบบนี้นะ...รุนแรง
"ที่กี้เลิกกับเราก็เพราะเราไม่ทำแบบนี้ใช่มั้ย แล้วตอนนี้กี้ชอบเรารึยัง...ทำแบบนี้กี้จะกลับมาคบกับเราใช่มั้ย" ริมฝีปากของเขาค่อยๆลากกลับมาที่แก้มของฉัน ละเรื่อยไปถึงใบหู และกลับมาที่ริมฝีปากอีกครั้ง บดขยี้อย่างรุนแรงและดุดัน... มันก็จริงอยู่ฉันไม่ชอบผู้ชายแบบนี้ เอื่อยเฉื่อย งี่เง่า อ่อนหัด แต่ก็ไม่ชอบผู้ชายที่รุนแรง ป่าเถื่อนแบบนี้เช่นกัน เขาไม่อ่อนโยนกับฉันสักนิด สัมผัสฉันอย่างแข็งกระด้าง เขาก็ยังคงซื่อบื้อ อ่อนหัด และงี่เง่า

"ลภ...ลภ...ปล่อยเราก่อนเถอะนะ เราต้องคุยกัน" ฉันพยายามข่มน้ำเสียงให้ดูอ่อนหวาน และดันตัวเขาออกอย่างที่พยายามทำให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด
"ทำไมล่ะ...แบบนี้กี้ไม่ชอบหรอ" เขาเงยหน้าขึ้นมามองหน้าฉันเล็กน้อย เล็กน้อยเท่านั้น แล้วก็ก้มหน้าลงมาดูดเม้มที่ซอกคอของฉัน พร้อมๆกับใช้ฝ่ามือลูบไล้ไปตามไหล่ แขน หลังและสะโพกของฉันอย่างรวดเร็วและรุนแรง

"ลภ...ลภไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเอง นี่ไม่ใช่ตัวตนของลภ ถึงจะยังไงเราก็ไม่ได้ชอบลภ เราขอโทษที่คบกับลภต่อไปไม่ได้" สัมผัสจากเขาไม่ได้สร้างความรู้สึกหรืออารมณ์ใดๆให้แก่ฉัน เช่นเดียวกับสัมผัสจากคนอื่นๆ แต่จะต่างกันที่คนอื่นๆนั้น นุ่มนวลและอ่อนโยน คล้ายเป็นการส่งผ่านความรัก....เพียงแต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ส่วนเขานั้น....ไม่มีระสบการณ์ ทักษะ หรืออะไรก็ตามในเรื่องพวกนี้เลย....แต่เขาก็พยายามแล้ว พยายามที่จะส่งผ่านความรัก ฉันรู้....รู้ว่าเขารักฉันจริงๆ
"เราทำทุกอย่างได้เพื่อกี้ กี้ต้องการอะไร อยากให้เราเป็นแบบไหน เราทำได้ทั้งนั้น...ขอแค่กี้บอก" เขาหยุดการสัมผัสร่างกายของฉันอย่างละโมบ และเปลี่ยนมาเป็นจับหัวไหล่ทั้งสองข้างของฉันแทน แววตาของเขาดูท้อแท้ สิ้นหวัง

ฉันหลีกหนีมาตลอด ฉันไม่เชื่อ....ไม่เชื่อในความรัก ฉันนึกขำอยู่เสมอ....ฉันรู้ดี รักแท้ไม่มีในโลก

"เราขอบคุณนะที่ลภดีกับเรา แต่ลภต้องเขาใจเรานะ เราคบกันไม่ได้ ลภต้องเข้าใจ" ฉันไม่ได้คาดหวังคำตอบอะไรจากเขามากนัก แต่ต้องการให้เขาเข้าใจ ไม่มีบทสนทนาต่อจากนั้น เราสองคนเงียบกันไปพักใหญ่ ฉันนั่งมองปลายเท้าของตัวเอง ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

"เดี๋ยวเราไปส่งกี้ที่บ้านแล้วกัน" เขาพูดแค่นั้นแล้วก็เดินจากไปโดยไม่รอฉันเลย


ฉันไม่รู้ว่าเขาเข้าใจ หรือตัดใจจากฉันได้แล้ว เขาไม่ได้ตอบคำถามของฉัน ไม่ได้พูดอะไรเลย เขาคงเสียใจ และฉันก็สงสารเขา ความรักไม่ใช่ความสงสาร แต่ความสงสารเป็นบ่อเกิดของความรักได้หรือเปล่านะ....ฉันไม่แน่ใจ ฉันไม่เคยรักใคร....ไม่คิดจะรัก



...................................................................................................................





[ 5 ]


"สัตว์เอ๊ย สันดานเปรตจริงๆ"

อึดอัดจริงๆเวลาด่าไอ้พวก***เนี่ยซึ่งๆหน้าไม่ได้ เฮ้อ...ฉันได้แต่กำหนดลมหายใจเข้าออก นึกเอาไว้เสมอ...ว่า "เพื่อรักษาอิจเมจนางฟ้า" ในกลุ่มพวกมีคนอยากคบกับฉันหลายคน แต่พวกมันต่ำเกินไป ***เกินไป ต่ำกว่ามาตรฐานที่ฉันตั้งไว้ (หนึ่งคือสูง สองคือหล่อ(ถ้ายิ่งหล่อเข้มยิ่งดี) สามคือไม่ต้องนิสัยดีนัก ชั่วได้...แต่ไม่ต้อง***มาก) พวกมันคงหมั่นไส้ฉันเหมือนกันที่ทำเป็นเล่นตัวไม่ยอมคบกับพวกมัน นี่ก็อีกครั้งที่พวกมันมาตามตื้อ (แบบ***ๆของมัน) มันเถื่อนเกินไป ฉันไม่สนใจ


"อีขี้ มึงไปแดกตัว***มาหรอวะ หน้าตาทุเรศจริง"
"กี้เว้ย ไม่ใช่ขี้ แล้วก็ไม่ได้แดกตัว*** แต่ไปเจอตัว***มา" อีดิกพั้นช์พูดไม่เข้าหูแต่เช้า
"เออๆ อย่าว่าแต่มึงกูก็เจอประจำ แต่พักนี้ดีขึ้นหน่อย พอใครๆรู้ว่ากูคบกับพี่แบ้งค์มันก็เริ่มห่างกันไป ไม่ค่อยจะมายุ่งแล้วล่ะ" มันบอกหน้าตาสดชื่น
"กูไม่เข้าใจมึงเล้ย หาห่วงมาคล้องคอมันมีความสุขตรงไหน ถึงกูจะรำคาญไอ้พวก***พวกนี้นะ แต่กูก็ยังอยากจะบริหารสเน่ห์กับคนอื่นว่ะ มึงไม่เบื่อบ้างรึไงฮะอีพี่แบ้งค์เนี่ย" ฉันไม่เข้าใจอีดิกพั้นช์มันจริงๆ คบไปได้ยังไง ทำลายความสนุกของตัวเองแท้ๆ

"กูชอบของกูแบบเนี้ย ช่างกูเถอะน่า" ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่า พักหลังๆอีดิกนี่เริ่มมีอะไรปิดบังฉันอยู่ แต่ช่างเถอะ...ถ้ามันไม่อยากเล่าฉันก็ไม่อยากจะไปบังคับมัน ความจริงฉันเองก็ไม่ค่อยได้เล่าอะไรให้มันฟังเหมือนกัน กิ๊กใหม่สัปดาห์นี้ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ เอื่อยเฉื่อย งี่เง่า อ่อนหัด ฉันคิดว่าคงจะกำจัดเขาออกจากเส้นทางอันสนุกสนานในชีวิตของฉันได้ไม่เกินเย็นวันพรุ่งนี้


กลิ่นบุหรี่โชยมา พร้อมกับควันที่คลุ้งโขมงมาจากพุ่มไม้ด้านหลังห้องน้ำหญิง ห้องน้ำชายมีทำไมไม่ไปสูบวะ ต้องมาสูบห้องน้ำหญิง เหม็นชิบหาย ฉันสบถอยู่ในใจก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำห้องที่สองถัดจากขวามือ ห้องแรกใครๆก็รู้ว่ามีพวก***ไปเจาะรูเอาไว้



ระหว่างที่อยู่ในห้องน้ำกิจกรรมที่ฉัชอบทำเป็นประจำก็คืออ่านกิจกรรมฝาผนัง ไม่รู้สิ โรคจิตมั้ง...แต่ฉันว่ามันสนุกดี

"อีเมย์หีบาน ชอบแย่งผัวชาวบ้าน" เขียนด้วยปากกาเคมีสีดำ
"มึงนั่นแหละอีหีบาน โดนพ่อตัวเองเปิดซิง" เขียนตอบข้อความข้างบนด้วยปากกาลูกลื่นธรรมดาสีน้ำเงิน

ฉันนั่งอ่านเพลินๆพลางนึกขำคำที่อีพวกนี้ช่างสรรหามาเขียนด่ากัน พลันสายตาต้องหยุดชะงักกับข้อความๆหนึ่ง ซึ่งเขียนด้วยปากกาเคมีสีแดง

"อีกี้หน้าด้าน อีร่านผู้ชาย แน่จริงมึงมาตบกับกู"

ความรู้สึกแวบแรกคือตกใจ ตกใจจริงๆ ไม่เคยมีชื่อฉันร่วมอยู่ในจิตกรรมฝาผนังพวกนี้ อืม...จะว่าไปเคยมีกลุ่มแฟนคลับรุ่นน้องผู้หญิงที่เขียนไว้ว่า "พี่กี้น่ารักจัง พวกเรารักพี่กี้" แต่นั่นก็นานมากแล้ว ฉันอ่านทวนประโยคนั้นซ้ำอีกครั้งแล้วหลุดเสียงหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ได้ "แน่จริงมึงมาตบกับกู" ฮ่ะๆๆ ไม่บอกชื่อคนเขียนแล้วกูจะไปตบกับควายที่ไหนวะ ฉันอยากจะเขียนตอบกลับมันไปจริงๆ แต่ "เพื่อรักษาอิจเมจนางฟ้า" ฉันจึงปล่อยให้ข้อความนั้นคงอยู่อย่างโดดเดี่ยว คิดเสียว่าอีกไม่กี่เดือนเขาคงมาทาสีทับไปเอง


"อีกี้ เย็นนี้มึงว่างมะ ไปดูหนังกันเอามั้ยวะ"
"เย็นนี้กูมีนัดกับพี่พงศ์ว่ะ....กิ๊กใหม่กู" อีดิกพั้นช์ทำหน้างงนิดๆ แต่พอบอกว่ากิ๊กใหม่ มันก็ทำหน้าเหมือนบรรลุโสดาบันเสียอย่างนั้น
"เฮ้อ...มึงนี่นะ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ทำตัวให้ว่างๆแล้วกัน หนังเรื่องนี้กูอยากดู งั้นกูกลับบ้านก่อนนะ ระวังตัวด้วยล่ะ" นี่แหละอีดิกพั้นช์ ร่ำลาสั่งเสียอย่างกับฉันจะไปออกรบ
"เออๆ กูไม่ไปตายหรอกน่า มึงก็กลับบ้านดีๆละกัน" ฉันอดยอกย้อนมันไม่ได้ แต่ก็ดีใจอยู่เหมือนกันที่มันเป็นห่วง


กิ๊กใหม่ของฉันประจำสัปดาห์นี้ใกล้เคียงกับสเป็คของฉันอย่างที่ไม่เคยพบเคยเจอที่ไหนมาก่อนในชีวิต อยู่ม.6 (ทำไมฉันไม่เจอเขาให้เร็วกว่านี้นะ) สูง 185 เซนติเมตร รูปร่างสมส่วน ค่อนไปทางผอมเล็กน้อย หล่อแบบคมเข้ม กะล่อน คงเจ้าชู้น่าดู นิสัยก็ไม่ชั่วจนเกินไป ออกจะเถื่อนๆนิดๆ แต่ข้อดีอย่างอื่นก็พอจะลบล้างความเถื่อนที่ฉันไม่ชอบไปได้ (อิๆๆ)

เขายังอยู่ในชุดนักเรียน ชายเสื้อบางส่วนออกนอกกางเกง ไม่มีกระเป๋านักเรียนหรือกระเป๋าสะพาย พอเขาเห็นฉันก็ส่งยิ้มมาให้นิดหนึ่งอย่างมีสเน่ห์ ฉันชอบเขามากๆเลยล่ะ
"ไปกันเถอะ" เขาคว้ามือของฉันไปกุมเอาไว้ พร้อมกับเดินไปเรียกรถแท็กซี่

เรามาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่ง ความจริง...มันไม่ค่อยจะดูเหมือนร้านอาหารสักเท่าไหร่ ออกจะไปทางคลับทางบาร์เสียมากกว่า ดูจากแสงไฟที่ใช้ตกแต่ง ฉันรู้มาคร่าวๆว่าเขาเป็นหลานของเจ้าของร้านนี้
เขาสั่งเหล้าซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่ามันคือยี่ห้ออะไร ฉันไม่ค่อยเชี่ยวชาญเรื่องยี่ห้ออะไรพวกนี้สักเท่าไหร่ เป็นแต่กินอย่างเดียว
"กี้จะเอาอะไรดีครับ" เขาหันมาถามฉันด้วยท่าทีสุภาพเกินจำเป็น
"เบียร์ก็แล้วกันค่ะ" ทำไมฉันไม่สั่งไวน์หรืออะไรที่มันดูอ่อนหวานน่ารักกว่านี้ก็ไม่รู้
เขามองฉันยิ้มๆ ก่อนจะหันไปสั่งเบียร์สดให้ฉัน ดูท่าทางเขาเหมือนจะหวังให้ฉันเมาแอ๋เสียเหลือเกิน ขอโทษเถอะ ฉันไม่ได้เข้าข้างตัวเองหรอกนะ แต่ฉันไม่เคยเมา เรียกว่าไม่เคยปล่อยตัวเองให้ซดจนเมาเสียมากกว่า

เราทานอาหาร ฟังเพลง พูดคุยกัน ฉันรู้สึกชอบเขามากขึ้นทุกที ไม่รู้ทำไมนะ เขาเหมือนพระเอกที่หลุดออกมาจากนิยายอย่างไรอย่างนั้น เขาดูใช่เลย ฉันซึบซับความสุขนี้อย่างเพลิดเพลิน และแล้วมันก็เหมือนกับทุกครั้ง เขาชวนฉันขึ้นไปบนห้องของเขา....ที่ชั้นบน

ฉันไม่ได้บอกเขาว่าฉันยอมได้ถึงแค่ขั้น A และ B เท่านั้น ไม่รู้ทำไมฉันไม่ได้พูด...หรือเพราะมันพูดไม่ออก
เขาค่อยๆคว้าตัวฉันเข้ามากอดอย่างนุ่มนวล ค่อยๆหอมแก้มฉัน ฉันหน้าแดงอย่างไม่เคยเป็น....และรู้สึกร้อนในตัวอย่างไม่เคยรู้สึกกับใครมากขนาดนี้ ฉันตั้งสติ พลางคิดว่าต้องยับยั้งให้ได้แค่เพียงขั้น A และ B เท่านั้น....ฉันต้องทำให้ได้
เขาสัมผัสริมฝีปากของฉันอย่างนุ่มนวล เชื่องช้า....เชื่องช้าจนเกินไป จนฉันต้องเป็นฝ่ายเร่งจังหวะเขา ทันใดนั้นฉันรู้สึกว่าพลาดเสียแล้ว เพราะฉันทำให้เขารู้สึกว่าฉันไม่ต้องการความนุ่มนวล เขาเริ่มสัมผัสไปตามลำตัวของฉันอย่างรีบร้อน ปลดตะขอเสื้อชั้นในของฉันอย่างรวดเร็ว ฉันห้ามเขาไม่ทัน เขาจับหน้าอกของฉันในขณะที่ริมฝีปากก็ยังบดเบียดเคล้าคลึงอยู่ที่ริมฝีปากฉัน ปลายลิ้นของเขาช่างมีอานุภาพร้อนแรง ดูดกลืนสติของฉันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกที่ฉันเคยคิดมีอำนาจเหนือผู้ชายนั้นมลายหายไปทันที
เขาปลดกระดุมเสื้อนักเรียนสามเม็ดบนของฉัน แล้วลากริมฝีปากมากประทับที่จุดชีพจรซึ่งเต้นระรัว แล้วใช้ปลายลิ้นสัมผัสแผ่วเบา ก่อนจะใช้ริมฝีปากและฟันขบเม้มอย่างรุนแรง ฉันคิดว่าคงเกิดเป็นรอยคิสมาร์กวงกว้าง

เหมือนสายฟ้าฟาด สติฉันถูกกระชากกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง หลังจากเคลิ้บเคลิ้มล่องลอยไปราวปุยนุ่น เขากำลังดึงกางเกงในของฉันให้หลุดลงมา ร่างกายฉันกระตุกเกร็ง ฉันพยายามดันตัวเขาออกห่างมาอย่างสุดกำลัง
ฉันเห็นเขามองหน้าฉันงงๆ ฉันพยายามทำสีหน้าให้ดูอ่อนหวานขึ้นสักเล็กน้อย แล้วบอกเขาเสียงแผ่ว

"เอ่อ...ขอโทษค่ะ คือ...กี้ขอนะ อย่ามากกว่านี้ได้มั้ย" ฉันพยายามทำเสียงให้ดูออดอ้อนน่ารัก สีหน้าเขาดูไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แต่เขาคงคิดว่าก็ดีกว่าให้มันค้างๆคาๆอยู่แบบนี้
เขาปลดตะขอกางเกงของเขาออก แต่ไม่ได้ถอดกางเกงออกจากตัว กางเกงในปิดกั้นส่วนนั้นของเขาที่ขณะนี้ขยายตัวใหญ่จนดูคับแน่น เขาจับมือของฉันไปวางบนส่วนนั้นของเขา แล้วบังคับให้มือฉันกดลงบนส่วนที่แข็งขืน พร้อมๆกับที่เขาใช้มือลูบไล้บนส่วนอ่อนไหวของฉันภายนอกกางเกงใน บดคลึงเป็นจังหวะ แล้วค่อยๆใช้ปล่อยนิ้วถูไถตรงกลางส่วนนั้นแล้วเร่งจังหวะให้เร็วและแรงขึ้น ส่งผลให้มือของฉันปฏิบัติต่อส่วนนั้นของเขาในจังหวะที่เร็วและแรงขึ้นเช่นกัน จนฉันรู้สึกถึงจุดสุดยอด ในตาพร่า สมองดูเบาเวิ้งว้างชั่วขณะหนึ่ง เขากอดประคองให้ฉันและตัวไปที่เตียง กดฉันให้นอนลงก่อนที่ฉันจะรู้สึกถึงส่วนที่แข็งขืนของเขาบดเบียดแนบชิดอยู่กับส่วนนั้นของฉันภายใต้ชั้นใน เขาจับสะโพกของฉันไว้และขยับโยกไปในจังหวะที่เร่าร้อน ฉันรู้สึกถึงของเหลวที่เขาหลั่งออกมาซึมออกจากกางเกงชั้นในเปรอะเปื้อนต้นขาฉันเล็กน้อย เขาทิ้งตัวลงนอนข้างกายฉัน หลังของฉันแนบพิงอยู่กับอกกว้างของเขา

หลังจากนั้น....ฉันก็จำไม่ได้แล้วว่ากลับมาถึงบ้านได้อย่างไร รู้เพียงว่าฉันไม่อยากจากเขาไปเลยจริงๆ ไม่อยากให้ความทรงจำระหว่างฉันกับเขามันมีเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์เหมือนฉันกับทุกคนที่ผ่านมา ฉันนึกขันตัวเองอยู่ในใจ จะเป็นไปได้อย่างไร หมดเวลาแล้วจริงๆ....สำหรับกิ๊กประจำสัปดาห์นี้



...................................................................................................................





[ 6 ]


เช้านี้บรรยากาศห้องเราหดหู่อย่างไม่ค่อยปรากฎให้เห็นบ่อยนัก ยังหลงเหลือเสียงสะอื้นร่ำไห้ ความโศกเศร้าสูญเสียอึงอวลไปทั่ว
"เฮ้อ....หยกเอ๊ย เฮ้อ.....แม่งงง" เสียงอีดิกพั้นช์รำพึงรำพัน ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หรือจะทำอย่างไรดี ได้แต่หวนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันรู้จักกับหยก


"กี้น่ารักดีนะ" เขาพูดพลางดันบุหรี่สองมวนออกมาจากซอง มวนหนึ่งทัดไว้ข้างหู
"หยกสูบบุหรี่ด้วยหรอ ไม่เคยเห็นสูบที่โรงเรียน"
"อืม....กี้อยากลองมั้ยละ" เขาดึงบุหรี่มวนที่เพิ่งสูบไปสักครู่ออกจากปากแล้วส่งมาให้ฉัน
"ไม่อ่ะ เรากลัวปากดำ" ฉันยิ้มน้อยๆให้เขา
"อยากลองมากกว่านี้มั้ยล่ะ รับรองปากไม่ดำ" เขากล่าวพลางจ้องตาฉัน
"อะไรหรอ" ฉันถามทั้งๆที่พอจะเดาได้ว่าคำตอบคืออะไรเขาไม่ได้พูดอะไรแต่กลับชูเม็ดสีส้มๆเล็กขึ้นๆมา
"จะลองอย่างอื่นก็ได้นะ ยาอีก็มี" เขายื่นข้อเสนออื่นอีกเมื่อเห็นฉันทำหน้าแปลกๆ ฉันไม่เคยคิดจะลองของพวกนี้ ไม่เคยเลย
"ไม่อ่ะ ตามสบายเถอะหยก" ฉันอยากเตือนเขาเหมือนกัน แต่รู้ว่าพูดอย่างไรก็คงไม่มีผลต่อเขา หยกเห็นฉันไม่มีท่าทางจะสนใจของของเขา สงสัยเขาไม่รู้จะหาเหตุผลไหนมาอ้างแล้วล่ะมั้ง เขาก็เลยหอมแก้มฉันเอาดื้อๆ แค่นั้น....ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ฉันรู้สึกว่าคนๆนี้ไม่ใช่หยกที่ฉันเคยรู้จัก เป็นหยกที่ฉันคิดว่าน้อยคนนักที่จะรู้จักเขาในมุมนี้

"คืนนี้ห้องเราไปงานใช่มั้ย"
"อืม....พระสวดเจ็ดคืน พวกเรากะจะไปช่วยงานทุกคืนนั่นแหละ"

หยกตาย คงเพราะเมายาแล้วไปขับรถซิ่ง เลยชนเข้ากับรถกระบะ ฉันไม่เคยแม้แต่จะชอบเขาด้วยซ้ำ แต่พอได้รับรู้ถึงการจากไปอย่างกระทันหันของหยกแล้วทำให้ฉันใจหายอย่างบอกไม่ถูก


ตอนนี้สมาชิกในห้องของเรา ถ้ารวมหยกด้วยก็หายไปหกคนแล้ว ตายสอง นอกจากหยกก็มีเป๊ก ไอ้ห่านี้ไปตีกับเด็กช่าง โดนยิงตาย แม่ง...คิดแล้วอยากไปกระชากมันให้ลุกขั้นมาจากโลงศพ ไอ้นี่มันเพื่อนรักเพื่อนแค้นฉัน เป็นผู้ชายคนเดียวที่ฉันสนิทที่สุด สนิทแบบเพื่อน ไม่ใช่กิ๊ก ไม่ใช่แฟน เป็นเพื่อนกันมาแปดปี เสือกไปตีกับคนตาย อยากให้มันฟื้นแล้วกระทืบให้ตายคาตีนอีกที สัตว์เอ๊ย...ทิ้งกันได้ลงคอ
อีกสี่คนที่เหลือ เป็นบุคคลสาบสูญไปหนึ่ง ลือกันว่ามันหนีตามผัวมันไปอยู่โคราช ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง คิดถึงอีดิกนี่อยู่เหมือนกัน ส่วนอีกสองอยู่บ้านเลี้ยงลูก ก็พูดๆอยู่ให้มันไปเรียนกศน.แล้วมาเอ็นทรานซ์พร้อมพวกเราอีกที แต่ท่าทางจะยาก อีแรดพวกนี้ ดอกทองกันอยู่ ส่วนคนสุดท้ายที่หายไปคงอีกสองสามวันล่ะมั้งถึงจะกลับมา อีปุ๋ยนั่นแหละ สงสัยมันยังไม่หายโทรม กลัวมาโรงเรียนแล้วไม่สวย แด่ะจริ๊งอีห่าเนี่ย

จะว่าไปห้องเราก็รักใคร่สามัคคีกลมเกลียวกันดี คนที่เป็นกิ๊กเก่าฉัน ตอนนี้ก็เป็นเพื่อนกันหมด (ไม่รู้เหมือนกันว่ากลับมาเป็นเพื่อนกันได้ยังไง) ฉันชอบจังความรู้สึกนี้จัง คำว่ามิตรภาพระหว่างเพื่อน....มันไม่ได้น้ำเน่าเลย ฉันรู้สึกอบอุ่นทุกทีเวลาอยู่กับอีดิกอีแรดพวกนี้ เหมือนเป็นครอบครัว ปลดปล่อยตัวตนได้เต็มที่ อิสระ มีความสุข ถึงแม้ว่าจะหายหน้าหายากันไปเดือนละคนสองคน พวกเราก็พยายามติดต่ออัพเดทความสารความเป็นอยู่ แต่หากอยู่กันคนละโลกแล้วจริงๆ เราก็คงได้แต่จุดธูปส่งความคิดถึงไปหา

"เฮ้ย!!....ฟังเว้ย ข่าวใหม่ล่าสุด อัพเดทเมื่อสามสิบวินาทีที่ผ่านมาโดยกูอีพิมสุดสวย" อีดิกพิมป่าวประกาศพลางใช้แปรงลบกระดานเคาะโต๊ะเรียนโป๊กๆ
"อีซิ้มมันจะหนีออกจากบ้าน บ้านใครยินดีต้อนรับมันมั่งวะ" เกิดเสียงซุบซิบนินทาเซ็งแซ่ เจ้าตัวที่นั่งหลังห้องก้มหน้าหงอยๆ สงสัยทะเลาะกับพ่อแม่ ฉันคิดอย่างเซ็งๆ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นให้เห็นสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย ถ้าคิดจะหนีแถวนี้พ่อแม่ตามสองวันก็เจอ มึงต้องหนีแบบอีปุ๊กที่หนีตามผัวมันไปโคราช แบบนั้นแหละ มึงอยู่ได้ทั้งชาติ แต่อีดิกซิ้มมันไม่มีผัว (จะพูดให้ถูกคือไม่มีใครเอามัน) มันก็เลยต้องหันมาพึ่งเพื่อนๆใกล้ตัว

"เฮ้ย....บ้านกูว๊างงงง...ว่างว่ะ" เสียงไอ้ชัยตะโกนดังลั่น เรียกเสียงฮาได้เกรียว
"โว๊ยยยย....พ่อมหาจำเริญ เอาเมียมึงไปแอบไว้ที่ไหนล่ะค๊าาาา.....เดี๋ยวอีซิ้มเราก็โดนเมียมึงฆ่าหมกป่าพอดี" อีพิมสวนกลับเรียกเสียงฮาได้พอกัน เสียงหัวเราะเงียบลงทุกคนตกอยู่ในภวังค์แห่งการครุ่นคิดอีกครั้ง อีพั้นช์สะกิดฉัน
"นี่....อีซิ้มจะมาขออยู่บ้านกูว่ะ เอาไงดีวะ" ฉันยังไม่ทันได้ตอบอะไรอีดิกพั้นช์ ต้นเหตุของเรื่องนี้ก็เดินมาแล้วเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลงข้างๆฉัน
"เฮ้อ....อีกี้ กูรู้ว่าบ้านมึงน่ะไปอยู่ไม่ได้หรอก บ้านอีพั้นช์น่ะพอทน แต่กูก็เกรงใจพ่อแม่มันอยู่เหมือนกัน มึงช่วยกูคิดทีดิวะ" ดูท่าทางมันอับจนหนทางเสียเหลือเกิน หน้าตามันอุบาทว์มากกว่าปกติสักห้าเท่า
"มึงเองก็รู้ ว่าถ้ามึงหนีไม่ไกล มึงหนีได้สองวัน แต่มึงก็หนีไกลๆไม่ได้ กูรู้.....แล้วมึงก็รู้อีกนั่นแหละว่ากูต้องพูดยังไงต่อ" ฉันพูดสิ่งที่คิดในใจออกไป
"เฮ้อ...กูไม่อยากจะยอมรับความจริงเลยว่ะ ทำไมน๊าาา...กูถึงหนีตามผัวไปแบบคนอื่นไม่ได้" มันพูดแบบติดมุขปนกับปลงชีวิตหน่อยๆ
"งั้นก็ดีแล้ว มึงอดทนอีกปีเดียว...เออๆ อย่าเพิ่งทำหน้าเซ็งสิวะ กูรู้ว่าใครๆก็ต้องพูดแบบนี้ แต่มันคือทางเลือกสุดท้ายของชีวิตมึง ของชีวิตพวกเราทุกคน หนทางเดียวคือมึงต้องเอ็นเข้าหมาลัยดีๆ เลือกแม่ง มช.ไปเลย นี่แหละ...จุดหมายปลายทางแห่งอิสระภาพของมึง" มึงทำหน้าเซ็งๆ ก่อนจะยอมรับความจริงว่านี่คือทางเลือกสุดท้าย แสงสว่างสุดท้ายที่เป็นเหมือนหยดน้ำอันน้อยนิดที่หล่อเลี้ยงชีวิต จุดมุ่งหมายที่ต้องทำให้เป็นจริงให้ได้
"เฮ้อ...กูน่ะ รู้ทั้งรู้ อืม....ยังไงก็ขอบใจพวกมึงทุกคนนะ" มันขอบใจฉัน ขอบใจอีดิกพั้นช์ ขอบใจอีพิม ไอ้ชัย มันเดินตบไหล่ขอบใจเพื่อนทุกคนจนครบทั้งห้อง ขอบใจที่พวกเราได้เป็นเพื่อนกัน



...................................................................................................................





[ 7 ]


"ไอ้ควาย กูอยากรู้นักว่าอีนังนั่นมันมีดีอะไร มึงถึงได้ติดใจนักหนา"
"ดีกว่ามึงแล้วกันอีแก่"

เฮ้อ...ผัวเมียทะเลาะกันแต่เช้า ทำตัวเหมือนยายแก่ตามผัวติดเมียน้อยกลับบ้านอย่างนั้นแหละ ฉันคิดอย่างเอือมระอาเมื่อเดินผ่านผัวเมียคู่หนึ่ง ที่บริเวณหน้าหอประชุมโรงเรียน

"ไปเลยนะมึง กูไม่อยากอายชาวบ้านชาวช่องเขา อีบ้า" ฝ่ายชายไม่ว่าเปล่า กระชากผมฝ่ายหญิงขึ้นมาด้วย
"หนอย ไอ้ควาย มึงกล้าเรอะ มึงกล้าลองดีกับกูเรอะ" ฝ่ายหญิงไม่น้อยหน้าตะปบเล็บแหลมๆลงที่ใบหน้าฝ่ายชายแล้วลากยาว

ฉันพยายามเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้น ไม่อยากอยู่ท่ามกลางมลภาวะทางอารมณ์แบบนี้แต่เช้า หากแต่มีประโยคหนึ่งหยุดฝีเท้าฉันดังกึก จนตัวแทบหยุดตามไม่ทัน

"กูอยากรู้จริงๆว่าอีห่าพั้นช์มันเป็นนางฟ้านางสวรรค์มาจากไหน มึงถึงได้ไปหลงมันหัวปักปัวปำ ห๊าาา...มึงบอกกูมา"
ฉันเหลียวหลังกลับไปมองจนได้ยินเสียงคอตัวเองดังกร๊อบเล็กๆ เพ่งมองใบหน้าของชายผู้นั้น....ตายห่า...ไอ้พี่แบ้งค์ เวรๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ในสมองฉันมีแต่คำว่า "เวร" วิ่งอยู่เต็มหัว


"อืม...พี่แบ้งค์เคยบอกข้าอยู่เหมือนกันว่าเขาคบกับพี่ปอร์มาก่อน แต่เขาบอกว่าเขาเลิกกันแล้วนะ แล้วถึงได้มาคบกับข้า" อีดิกพั้นช์สารภาพเสียงอ่อย เมื่อฉันเค้นถามเอาความจริงจากมัน
"กูว่านะ ตอนนี้มันแก้อะไรไม่ทันแล้วล่ะว่ะ พวกเราเตรียมตัวรับมือกับอีบ้านั่นก่อนดีกว่า มันต้องมาท้าตบมึงแน่ๆเลยว่ะ ส่วนเรื่องผัวมึง...เออๆ แฟนมึงน่ะ" ฉันเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนบุรุษที่สามที่เรากำลังพูดถึงแทบไม่ทัน อีดิกนั่นส่งตาเขียวมาให้ฉัน ฉันเชื่อแล้วจริงๆว่ามันคบกับแบบบริสุทธิ์ใจ "เออเว้ย...เรื่องแฟนมึงน่ะ ค่อยมาซักกันทีหลังว่าความจริงมันเป็นไงมาไง" อีดิกพั้นช์มันคงยังปรับสมองให้รับกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันไม่ค่อยทัน มันทำตาค้างแล้วพยักหน้าหงึกๆใส่ฉัน งานนี้หนักแน่...ฉันคิดอย่างเหนื่อยใจ


"ห้องแล็บชีวะ สี่โมงเย็น" นี่คือข้อความที่ระบุในกระดาษสมุดสีขาวที่ฉีกออกอย่างลวกๆ ส่งถึงอีดิกพั้นช์ตอนพักเที่ยง มันมองหน้าฉัน สลับกับจดหมาย ไม่ต้องพูดอะไร เราสองคนต่างรู้หน้าที่ดี



ณ ห้องปฏิบัติการชีววิทยา


บ่ายสามโมงห้าสิบเก้านาที หญิงสาวสองคนรอคอยหญิงสาวอีกกลุ่มหนึ่ง...ซึ่งคาดว่าอย่างน้อยสามคน ฝ่ายนั้นคงไม่มีทางมาคนเดียวเป็นแน่

สี่โมงสิบห้านาที หญิงสาวสองคนนั่งทำหน้าเซ็งๆ อยากจะลงไปนอนคอยบนพื้น ถ้าทำได้

สี่โมงยี่สิบเก้านาที เสียงประตูห้องเปิดออก หญิงสาวสองคนลุกขึ้นอยู่ในท่าเตรียมพร้อม

สี่โมงยี่สิบเก้านาที ห้าวินาที สองสาวได้แต่ยืนตะลึง

สี่โมงยี่สิบเก้านาที หกวินาที ชายร่างใหญ่หกคนกระโจนเข้าหาหญิงสาวทั้งสอง

สี่โมงยี่สิบเก้านาที แปดวินาที ชายร่างใหญ่สามคนยืนล้อมรอบหญิงสาวผมสีดำขลับ อีกสามคนยืนล้อมรอบหญิงสาวผมสีน้ำตาลแซมทอง

สี่โมงยี่สิบเก้านาที เก้าวินาที เสียงหัวเราะราวคนบ้าดังกระทบโสตประสาทของทุกคนที่อยู่ในห้องปฏิบัติการชีววิทยา ยกเว้นหญิงสาวผู้สลบสไลทั้งสอง

สี่โมงสามสิบนาที ชายร่างใหญ่หกคนอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า

สี่โมงสามสิบนาที สองวินาที ชายร่างใหญ่หกคนก้มลงเหนือร่างบอบบางทั้งสอง

สี่โมงสามสิบนาที สามวินาที เสียงดังโครมครามที่หน้าประตูห้องเรียกความสนใจของหกร่างยักษ์

สี่โมงสามสิบสองนาที ภายในห้องปฏิบัติการชีววิทยาเหลือเพียงร่างที่สลบสไลราวกับไร้วิญญาณของชายหนุ่มร่างยักษ์ทั้งหก

สี่โมงสามสิบสองนาที หนึ่งวินาที เสียงหัวเราะอย่างเริงร่าอบอวลไปทั่วห้องปฏิบัติการชีววิทยา




"ขอบคุณพี่แบ้งค์กับเพื่อนๆมากนะคะที่มาช่วยพวกเราไว้ทัน เอ่อ...พั้นช์ขอบคุณแทนกี้ด้วยนะคะ" ดูอีดิกพั้นช์มันทำเข้าสิ เทิดทูนบูชามันซะจริ๊ง จะไปขอบคุณมันทำไม ในเมื่อคนที่ทำให้พวกเราเดือดร้อนก็คือมัน มันมาช่วยเรา ก็หายกัน อ่ะโด่....
"พั้นช์ไม่ต้องขอบคุณพี่หรอก ความผิดของพี่เอง" ไอ้พี่แบ้งค์มันทำหน้าสำนึกผิด เรียกคะแนนความสงสารจากอีดิกพั้นช์
"โธ่...พี่แบ้งค์ อย่าโทษตัวเองอย่างนั้นสิคะ" ฉันชักจะเลี่ยนเต็มที จึงค่อยๆเดินเลี่ยงออกมา แน้ะ...ดูอีดิกนั่นสิ ไม่ยักรู้สักนิดว่าเพื่อนรักของมันไม่ได้ยืนหัวโด่อยู่ตรงนั้น ดูความดิกของมันเถอะ

ความจริงฉันไม่ได้ชอบสเป็คแบบอีพี่แบ้งค์นั่นหรอกนะ แต่ดูๆไปก็อิจฉาอีดิกพั้นช์มันเหมือนกัน เหมือนอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยอย่างนั้นแหละ ผู้หญิงหลายๆคนคงอิจฉามันเหมือนกับฉัน ความจริงฉันอยากจะลงไปกราบแทบเท้าอีพี่แบ้งค์นั่นด้วยซ้ำ ถ้าเขาไม่มาช่วยพวกเราไว้ ฉันไม่อยากจะคิดจริงๆว่าฉันจะหลงเหลืออะไรอยู่บ้าง แต่จะไปขอบคุณมันต่อหน้าทำไม เสียเชิงหญิงหมด

ชายหนุ่มร่างสูงเดินเข้ามาขัดห้วงความคิดของฉัน อืม...สงสัยจะเป็นเพื่อนกลุ่มไอ้พี่แบ้งค์ ฉันคิดในใจ

"น้องกี้ไม่มีแฟนใช่มั้ยครับ" อยู่ๆก็เดินเข้ามาถามเอาดื้อๆ ท่าทางเจ้าชู้ไม่เบา ฉันได้แต่แสร้งยิ้มอายๆกลับไป
"ตอนนี้พี่ก็ว่าง..." เขาเว้นจังหวะพลางโน้มตัวลงมาพูดใส่ๆหูฉัน แก้มของเขาแนบอยู่กับแก้มของฉัน "คืนนี้พี่ไปรับที่บ้านนะครับ"

ฉันลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้เป็นวันศุกร์แล้ว แล้วเขารู้ว่าบ้านฉันอยู่ไหนได้ยังไงนะ....ช่างประไร ยังไงก็ว่างๆอยู่แล้ว ฉันยิ้มน้อยๆก็จะตอบกลับไปเสียงแผ่ว
"ค่ะ...แล้วเจอกัน"


แล้วเจอกันนะคะ กิ๊กใหม่ประจำสัปดาห์นี้



...................................................................................................................





[ 8 ]


หนึ่งปีผ่านไป....ไวยิ่งกว่าโกหก


"เฮ้อ....รู้สึกแก่ๆยังไงก็ไม่รู้ว่ะ เผลอแป๊บเดียวจะจบซะแล้ว เฮ้อ....ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ อีกี้" อีดิกพั้นช์ถอนหายใจเฮือกๆอย่างกับคนแก่
"เฮ้อ...." ว่าแต่เขา ฉันเองก็ไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ถอนหายใจเหมือนกัน พลางทอดสายตามองเด็กๆนักเรียนม.ต้นที่วิ่งไล่จับกันที่ลานอเนกประสงค์ใต้อาคารเรียน รู้สึกเหมือนอยู่คนละโลกอย่างไรชอบกล


ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันพยายามทบทวนสิ่งที่ต้นเองได้ทำลงไป....ทั้งที่เพื่อตัวเอง และเพื่อคนอื่น นึกถึงเพื่อนที่ตายไป นึกถึงเพื่อนๆที่ต้องลาออกไปเลี้ยงลูก นึกถึงหลายคนที่หายสาบสูญไป คาบเรียนสุดท้ายของนกฮูก ฉันตั้งใจเรียนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน (แม้จะฟังไม่รู้เรื่องสักประโยคก็ตาม) อยากให้อ.ประทับใจในตัวของฉันบ้าง นึกถึงผลคะแนนเอ็นทรานซ์ครั้งที่ 1 ที่มาพร้อมกับน้ำตาแห่งความดีใจของทุกคน และฉันคิดว่าควรจะบันทึกในประวัติศาสตร์การศึกษาไทยเลยทีเดียว ที่มีนักเรียนกลุ่มหนึ่งสอบติดมหาวิทยาลัยทุกคน (เท่าจำนวนนักเรียนที่เหลืออยู่) สอบติดทุกคนตั้งแต่รอบแรก...เหลือเชื่อจริงๆ แม้แต่ตัวฉันเองยังรู้สึกปลื้มลึกๆ ที่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ทุกคนทำตามจุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิต บ้างก็ต้องการความก้าวหน้า บ้างก็ต้องการพิสูจน์ตนเอง บ้างก็ต้องการอิสระ บ้างก็ต้องการเปิดโลกใหม่ให้กับตนเอง บ้างก็ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ส่วนฉัน...อาจจะเรียกได้ว่าไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ ฉันเพียงดำเนินชีวิตไปตามครรลองคลองธรรมที่ควรจะเป็น เดินไปตามเส้นทางของชีวิตที่ซ้ำซาก เดินไปตามรอยขีดของใครางคน ที่ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่ามีจริงหรือไม่ ใครคนหนึ่งที่กำหนดชีวิตฉัน แต่ฉันก็ยอมที่จะเดินไปตามเส้นทางนี้ เส้นทางที่กำหนดความเป็นไปของชีวิตฉัน...ฉันรู้สึกเช่นนั้น


"อีกี้ เหลือมึงคนสุดท้ายแล้วที่ยังไม่ได้เขียนเฟรนด์ชิพให้กู อ่ะนี่..." อีปุ๋ยเดินเข้ามาหาพร้อมกางสมุดเฟรนด์ชิพหน้าสุดท้ายตรงหน้าฉัน ฉันรับมาก่อนที่จะกลับหัวสมุดแล้วเริ่มหยิบปากกาหลากสีบรรเลงลงไป ใครๆก็ชอบให้ฉันเขียนเฟรนด์ชิพเป็นคนสุดท้าย ไม่ว่าสำคัญน้อยที่สุดหรือมากที่สุดกันแน่ แต่ฉันมั่นใจว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะต้องชอบและจดจำหน้ากระดาษฝีมือของฉันได้เป็นอย่างดี ทำไมน่ะหรือ...ก็เห็นไหมล่ะว่าฉันพลิกสมุดให้หัวกลับ เลือกเขียนลงที่หน้าปกสมุดด้านใน (ตรงปกแข็งๆนั่นแหละ ฉันไม่เขียนตรงกระดาษธรรมดาหรอกนะ) และที่สำคัญที่สุด....ฉันเขียนด้วยลายมือกลับด้าน กลับจากซ้ายเป็นขวา ซึ่งเมื่ออ่านจะต้องอ่านในกระจกเงา แต่หากใครที่สนิทสนมกับฉัน (เช่นอีดิกพั้นช์) ก็สามารถอ่านได้อย่างสบายๆ


ฉันกับอีดิกพั้นช์เราไม่ค่อยได้บอกหรือพูดหวานๆใส่กันเท่าไหร่ว่าหล่อนน่ะเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายของฉันนะยะ เราไม่ค่อยเป็นแบบนั้น....และวันนี้ก็เช่นกัน ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ไม่มีใครยอมพูดอะไรทำนองนี้ก่อนเลย จนสุดท้าย ฉันตัดสินใจแล้วที่จะต้องพูด บอกให้มันรู้ซะมั่งว่าฉันน่ะทั้งรักทั้งเป็นห่วงมันขนาดไหน มันจะอยู่คนเดียวได้ไหมถ้าไม่มีฉัน ฉันคงจะพูดได้อย่างใจนึกแล้ว ถ้าหันไปไม่เห็นอีดิกนั่นนั่งร้องไห้น้ำตาอาบหน้า แถมยังกระโดดเข้าใส่ฉันอีก อีนี่ร้องไห้โหเป็นเขื่อนแตกเชียว


ไม่มีกิ๊กคนไหนมีค่าพอที่ควรค่าแก่การจดจำของฉัน เอ...จะว่าไปที่ฉันคิดถึง (นึกถึงเสียมากกว่า) จริงๆแล้วมีอยู่สามคน
คนแรกคือพี่พงศ์ ฉันไม่ได้รักเขา (ความจริงฉันก็ไม่รู้แน่นักว่าความรักคืออะไร) แต่ฉันชอบเขามากที่เดียว เขาตรงสเป็คฉันแทบจะทุกอย่าง นับได้ว่าเป็นคนแรกจริงๆที่ใกล้เคียงสเป็คของฉันมากที่สุด (แต่เราก็คบกันแค่เพียงปดาห์เดียว และป่านนี้คงมีเมียไปหลายคนแล้ว)
คนที่สองคือลภ อืม...อยู่ดีๆเขาก็แวบเข้ามาในความคิดของฉัน นึกๆ แล้วก็ขำดี เด็กนักเรียนที่ไหนเขาเข้าม่านรูดกัน อีตานี่ซื่อบื่อ งี่เง่าครบเซ็ต ฉันได้แต่หวังว่าอย่าให้เขาตามไปเรียนหมาลัยเดียวกันกับฉันเล้ย (ส้าธุ้)
และคนสุดท้าย....เขาเป็นคนที่ฉันคิดถึงมากที่สุดจริงๆในบรรดาชายทั้งหมดที่ฉันเคยคบมา ที่สำคัญเขาเป็นเพื่อนของฉัน....หยก ใช่แล้ว ฉันยังจำวันที่ฉันเห็นตัวตนของเขา วันที่ฉันรู้จักเขาอย่างแท้จริง แน่นอน....ไม่ใช่ความรัก มันคือมิตรภาพของความเป็นเพื่อน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาตายไปแล้ว ฉันจึงคิดถึงเขามากกว่าคนอื่นๆ แต่ก็นั่นล่ะ...ฉันคิดถึงเขาจริงๆ


ชีวิตของฉันจะดำเนินไปตามเดิม แบบเดิมๆตามครรลองแห่งความเป็นไปของมวลมนุษย์ เรียนจบแล้วทำงาน แต่งงานแล้วมีลูก ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรกับชีวิตมากนัก ซึ่งสิ่งที่หวังนั้น....เป็นสิ่งที่หากพบเจอ ฉันก็คงไม่เชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง
เขาว่ากันว่าชีวิตของทุกคนมีเส้นทางที่ลิขิตเอาไว้แล้ว ฉันไม่รู้ว่ามันจริงหรือไม่ หรือความรู้สึกประหลาดของฉันนำพาไปเองว่ามีคนชักจูงฉันอยู่....เหมือนฉันเป็นหุ่นกระบอกตัวหนึ่ง ฉันแค่ดำเนินไปตามสิ่งที่ฉันคาดหวังว่าถูกต้องแล้ว และฉันไม่เคยพบเจอความสุขที่แท้จริงดั่งใครว่า....ไม่มีสิ่งใดๆในโลกนี้ที่แท้จริง...ไม่มีเลย


นำพาหัวใจดวงเดิม เดินทางเข้าสู่โลกใหม่ หากมีพลังที่แข็งแกร่ง ไม่มีสิ่งใดยากเกินตั้งใจ ไม่มีผู้ใดกำหนดเส้นทางชีวิต ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน



...................................................................................................................




โดย : หยาดฤทัย
เมื่อเวลา :

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook