บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1

>> หมอบรัดเลย์

เรื่อง : หมอบรัดเลย์

หมอบรัดเลย์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๐๔ ที่เมือง Marcellus ในมลรัฐนิวยอร์ก บิดาของท่านชื่อ Dan Bradley มีอาชีพเป็นศาสตราจารย์ เกษตรกร ผู้พิพากษา และเป็นบรรณาธิการวารสารทางเกษตรกรรม มารดาชื่อ Eunice Beach Bradley เป็นบุตรคนที่ ๕ หมอบรัดเลย์ ได้รับทั้งความรักและความห่วงใยอย่างดีจากทั้งบิดาและมารดา ซึ่งบิดาเป็นผู้ที่มีความรักในวรรณคดี มีความมุ่งมั่นที่จะรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า รวมถึงความสามารถในการเกษตร วิชาช่างไม้ และการพิมพ์ และจากขบวนการฟื้นฟูทางศาสนาที่เกิดขึ้นทำให้หมอบรัดเลย์เกิดความตั้งใจที่จะทำงานทางศาสนาในขณะที่อายุ ๒๑ ปี
ในสมัยนั้นมีความต้องการผู้ที่เผยแพร่ศาสนาหรือมิชชันนารีที่เป็นแพทย์มาก จึงทำให้หมอบรัดเลย์ตัดสินใจที่จะศึกษาวิชาแพทย์ ระยะแรกได้ศึกษากับ Dr.A.F. Oliver ที่เมือง Penn Yan เนื่องจากการศึกษาวิชาแพทย์ในสมัยนั้นเป็นการศึกษาแบบปฏิบัติกับแพทย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ จนกระทั่งมีประสบการณ์เพียงพอจึงจะสอบเพื่อรับปริญญา หมอบรัดเลย์เคยไปฟังบรรยายทางการแพทย์ที่ Harvard ในปี ค.ศ. ๑๘๓๐ และกลับไปฝึกปฏิบัติงานการแพทย์ สลับกับการเป็นครูในหมู่บ้าน เมื่อสะสมเงินได้เพียงพอ จึงไปที่โรงเรียนแพทย์ในกรุงนิวยอร์ก เพื่อเรียนและสอบได้ปริญญาแพทย์ในเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๘๓๓
หมอบรัดเลย์ได้สมัครเป็นแพทย์มิชชันนารีกับ ABCFM (American Board of Commissioners of Foreign Missions) เพื่อทำงานในเอเชีย ก่อนการเดินทางเพื่อมาทำหน้าที่มิชชันนารีในต่างแดน หมอบรัดเลย์ได้แต่งงานกับ Emelie Royce (ค.ศ. ๑๘๑๑-๑๘๔๕) เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๑๘๓๔ จากนั้นได้ออกเดินทางพร้อมกับมิชชันนารีกลุ่มหนึ่งซึ่งจะเดินทางไปพม่าใช้เวลา ๑๕๗ วัน จนกระทั่งมาถึงเมืองท่า Amherst ของพม่า เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๑๘๓๔ เมือง Amherst ซึ่งปัจจุบันคือเมือง Kyaikkami จากนั้นหมอบรัดเลย์พร้อมด้วยภรรยาได้เดินทางต่อถึงสิงคโปร์ในวันที่ ๑๒ มกราคม ๑๘๓๕ เมื่อมาถึงสิงคโปร์ หมอบรัดเลย์ได้พักอาศัยอยู่กับ London Missionary Soceity ได้พยายามเรียนภาษาไทยกับชาวอินเดียในสิงคโปร์
หมอบรัดเลย์ออกเดินทางจากสิงคโปร์เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๑๘๓๕ โดยเรือชื่อ Futtlebarry เรือมาทอดสมออยู่นอกสันดอนเจ้าพระยาตั้งแต่เช้า ๐๗.๐๐ น. ของวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๑๘๓๕ รอน้ำทะเลขึ้นและคนนำร่อง ในที่สุดทราบว่าต้องรออีกเกือบ ๑๐ วันกว่าเรือจะผ่านสันดอนได้ ดังนั้นในวันที่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม หมอบรัดเลย์จึงได้ลงเรือยาวพร้อมกับสัมภาระบางส่วนเพื่อเข้ากรุงเทพฯ และถึงกรุงเทพฯ เวลา ๒๑.๐๐ น. ของวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๑๘๓๕ ซึ่งตรงกับวันเกิดปีที่ ๓๑ ของหมอบรัดเลย์ เมื่อแรกมาเมืองไทยหมอบรัดเลย์มีที่พักอยู่บริเวณวัดเกาะ ทางด้านเหนือของวัดปทุมคงคาในปัจจุบัน และจัดบ้านพักให้เป็นโอสถศาลารับรักษาโรคและจัดจำหน่ายยาแก่คนไข้ อาจกล่าวได้ว่าบ้านพักของหมอบรัดเลย์แห่งนี้เป็นร้านขายยาฝรั่งแห่งแรกของเมืองไทย
หมอบรัดเลย์มีจุดมุ่งหมายสำคัญที่ทำให้ท่านเดินทางมายังสยามประเทศ ก็คือการประกาศพระกิตติคุณของพระผู้เป็นเจ้า ดังจะเห็นได้จากสิ่งสำคัญที่ท่านทำเป็นประจำตลอดเวลาที่อยู่ในเมืองไทย คู่กับการรักษาคนเจ็บป่วยที่คลินิกคือการเทศน์และการอธิบายถึงพระเจ้าแท้จริง หมอบรัดเลย์จะไปเทศน์อธิบายข้อความในพระคัมภีร์ทุกแห่งที่มีโอกาสแม้แต่ในวัด เช่น เมื่อครั้งไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวชที่วัดราชาธิวาสก็จะถือโอกาสเทศน์ให้พระสงฆ์ในศาสนาพุทธฟัง หรือเมื่อไปรักษาคนเจ็บป่วยในวังก็จะเทศน์ให้ชาววังเสมอ ที่คู่กับการเทศน์อธิบายในพระคัมภีร์ คือการแจกแผ่นปลิวที่พิมพ์เป็นภาษาไทยจากการเพียรพยายามแปลด้วยตนเอง และมีครูภาษาไทยช่วยเรียบเรียงในระยะแรกๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีการค้าขายกับเมืองจีน มีเรือสำเภามาจอดในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจำนวนมาก โดยจอดเรียงรายตั้งแต่แถบบริเวณท่าดินแดง ราชวงศ์ คลองสาน เรื่อยลงมาถึงแถบบางรัก ยานนาวา หมอบรัดเลย์จะแวะขึ้นเรือสำเภาเหล่านี้ และแจกหนังสือแก่ลูกเรือชาวจีนแต้จิ๋ว ซึ่งคนที่อ่านได้ก็จะอ่านให้คนอื่นฟัง และได้เช่าห้องห้องหนึ่งในชุมชนที่เป็นตลาด ทำเป็นที่สำหรับเทศน์และแจกแผ่นปลิวซึ่งท่านได้เอาใจใส่อยู่เสมอ


ถึงแม้ว่าคริสต์ศาสนิกชนในโลกตะวันตกอาจจะรู้จักเขา ในฐานะมิชชันนารีหนุ่มอเมริกันผู้ตั้งใจมาเผยแผ่ศาสนาแก่ชาวสยาม ทว่าชาวไทยจดจำเขาในฐานะชาวตะวันตกผู้มีบทบาทสำคัญต่อหน้าประวัติศาสตร์ของสยามประเทศ ทั้งในด้านการแพทย์ และคุณูปการที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือการพิมพ์และหนังสือพิมพ์ไทย ซึ่งพอจะประมวลได้ดังนี้
ทางด้านการแพทย์ ด้วยการบุกเบิกเปิดโลกทัศน์ให้แก่ชาวสยามได้รู้จัก และยอมรับใน
ศาสตร์ของการแพทย์แผนตะวันตก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและยากลำบากอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนความเชื่อของสังคมสยามในยุคนั้นที่มีความเชื่อทางการรักษาแบบดั้งเดิมที่ยึดถือสืบต่อกันมาหลายร้อยปี นอกจากหมอบรัดเลย์สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคไข้ทรพิษได้สำเร็จแล้ว หมอบรัดเลย์ยังนำเอาวิธีการรักษาโรคแบบตะวันตกมารักษาคนเจ็บป่วย เช่นการผ่าตัด การผดุงครรภ์ ที่มารดาไม่ต้องอาศัยการอยู่ไฟตามแบบโบราณ และยังได้เขียนเป็นตำรา นอกจากนี้ยังนำวิธีการชันสูตรศพมาใช้ เพื่อหาสาเหตุของการตาย เป็นต้น ยิ่งกว่านั้นหมอบรัดเลย์ยังเป็นผู้นำยาควินินซัลเฟตเข้ามาใช้ในเมืองไทยเพื่อรักษา โรคไข้มาเลเรียเป็นครั้งแรกอีกด้วย
ด้วยหัวใจของการเป็นครู หมอบรัดเลย์ยังต้องการสอนให้ผู้อื่นรู้ โดยเฉพาะต้องการสอนให้หมอหลวงได้รู้จักการแพทย์สมัยใหม่ ในปีแรกเจ้าฟ้าน้อย (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) ได้เสด็จมาเยี่ยม เล่าให้ฟังถึงประเพณีการอยู่ไฟของมารดาหลังคลอด หมอบรัดเลย์ก็เสนอว่าอยากจะสอนให้คนหนุ่มชาวไทยบางคนรู้จักภาษาอังกฤษ และจะสอนวิชาแพทย์ให้ ในช่วงที่มีการปลูกฝี ก็มีหมอหลวงมาศึกษาวิธีปลูกฝี หมอบรัดเลย์มีความคิดว่าเป็นหน้าที่ที่ควรอุทิศเวลาให้กับการเขียนหนังสือเพื่อสอนหมอชาวสยาม ซึ่งต่อมาหมอบรัดเลย์ก็ได้เขียนบทความอธิบายถึงวิธีการปลูกฝีในภายหลังเมื่อทำการปลูกฝีมากขึ้น ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๑๘๓๙ รัชกาลที่ ๓ ได้พระราชทานรางวัลให้ ๒๔๐ บาท (เท่ากับ ๑๔๕ ดอลลาร์อเมริกัน ซึ่งทำให้เรามองเห็นความแตกต่างของค่าเงินบาทในปัจจุบันอย่างชัดเจน ในปี ๒๐๐๔ นี้ ๑ ดอลลาร์อเมริกัน ประมาณ ๔๐ บาท) หมอบรัดเลย์ได้กล่าวตอบเมื่อไปรับเงินรางวัลพระราชทานต่อเจ้าพระยาพระคลังว่าจะนำเงินนี้ไปใช้จ่ายในการเขียนตำราผดุงครรภ์ เพื่อเป็นความรู้ต่อหมอหลวงและหมอชาวบ้านโดยทั่วไป ในภายหลังก็สำเร็จ เป็นตำราแพทย์แผนปัจจุบันเล่มแรกชื่อว่า "ครรภ์ทรักษา" ในปี ๑๘๔๒ มีความหนาประมาณ ๒๐๐ หน้า มีภาพประกอบฝีมือคนไทยประมาณ ๕๐ ภาพ เกี่ยวกับอาการของโรคในการคลอดและวิธีการแก้ไขรักษา
ทางด้านการพิมพ์และการทำหนังสือ ด้วยภูมิหลังน่าจะได้มาจากบิดาของท่านซึ่งเป็นบรรณาธิการหนังสือ และการสนใจในวรรณคดีตั้งแต่เด็ก การพิมพ์หนังสือ เป็นอีกด้านหนึ่งที่หมอบรัดเลย์นำมาเผยแพร่ในยุคแรกๆ การพิมพ์ในยุคแรกของหมอบรัดเลย์มุ่งเน้นเรื่องทางศาสนา โดยได้แปลและพิมพ์หนังสือ ใบปลิวที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมาก โดยไม่ยอมพิมพ์หนังสือเรื่องทางโลกอื่นๆ ยกเว้นเรื่องทางการแพทย์และเอกสารของราชการ แต่ต่อมาหลังจากกลับจากอเมริกาและกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๑๘๕๐ (หมอบรัดเลย์อยู่ในเมืองไทยตลอด ๓๘ ปี ยกเว้นเมื่อภายหลังภรรยาเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๑๘๔๕ จากวัณโรค แล้วหมอบรัดเลย์ได้พาลูกออกจากเมืองไทยวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๑๘๔๗ ไปอยู่ในอเมริกาประมาณ ๒ ปี และกลับมาถึงเมืองไทยอีกครั้งวันดังกล่าว) มีความจำเป็นต้องพึ่งตัวเองมากขึ้นในการสอนศาสนา หมอบรัดเลย์จึงได้เริ่มพิมพ์งานอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา เช่น ได้พิมพ์นิราศลอนดอนของหม่อมราโชทัย หนังสือจินดามณี ภูมิประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศส สามก๊ก และก่อนจะเสียชีวิตในปี ๑๘๗๓ ได้ตีพิมพ์พจนานุกรมไทยชื่อ "อักขราภิธานศรับท์" นอกจากนั้นยังได้เป็นผู้ริเริ่มการพิมพ์หนังสือในแนวจดหมายเหตุ และหนังสือพิมพ์ที่มีบทวิจารณ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมกับการเมือง
การพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ในสยามได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อหมอบรัดเลย์เดินทางจากสิงคโปร์มาสยาม และได้ซื้อตัวพิมพ์อักษรไทยและแท่นไม้พิมพ์ติดตัวมาด้วย ตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์ไม้ชุดแรกที่เข้ามาสู่สยามพร้อมกับหมอบรัดเลย์ถูกนำมาตั้งเป็นโรงพิมพ์ขึ้นที่ตรอกกัปตันบุช ตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์ไม้นี้ หมอบรัดเลย์กล่าวถึงไว้ว่าเป็นสิ่งที่อัปลักษณ์มาก จนกระทั่งในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๑๘๓๖ โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์จึงได้รับแท่นพิมพ์ใหม่ที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น ยี่ห้อโอติส และสแตนดิ้ง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์การพิมพ์สยาม เพราะทำให้ประสิทธิภาพในการพิมพ์สูงขึ้นและสวยงามขึ้นอย่างมาก ในที่สุดพัฒนาการของการพิมพ์ในสยามก็มาถึงจุดสำคัญที่สุดคือ หมอบรัดเลย์และคณะสามารถหล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยขึ้นสำเร็จเป็นครั้งแรกใน ปี ๑๘๔๑ ตัวพิมพ์ชุดนี้หมอบรัดเลย์ยังได้ทำขึ้นอีกเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเจ้าฟ้ามงกุฎ สำหรับใช้ที่โรงพิมพ์วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อหมอ บรัดเลย์ได้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้น และจัดพิมพ์หนังสือวารสาร “บางกอกรีคอเดอร์” หรือหนังสือจดหมายเหตุฯ ซึ่งเป็นหนังสือรายเดือนฉบับแรกของไทย ออกเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๑๘๔๔ บางกอกรีคอเดอร์ จึงเป็นแหล่งรวบรวมข่าวสารบ้านเมืองทั้งของภายในและภายนอกประเทศ นอกจากนั้นยังได้ให้ความรู้ประเภทปกิณกะคดี เช่น เรื่องลมฟ้าอากาศ สรีรวิทยา ตำรารักษาโรคบางชนิด ความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เป็นต้น หนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ ที่หมอบรัดเลย์พิมพ์จำหน่าย และเป็นภาษาอังกฤษ คือบางกอกกาเลนดา หนังสือพิมพ์สยามไทม์ หนังสือพิมพ์เดลี่ แอ๊ดเวอร์ไทเซอร์ และหนังสือพิมพ์สยามวีคลี่มอนิเตอร์ สำหรับหนังสือภาษาไทยที่พิมพ์ที่โรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ คือ นิราศลอนดอน พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี กฏหมายตราสามดวง สามก๊ก เลียดก๊ก เป็นต้น คุณูปการของหมอบรัดเลย์ในด้านนี้ทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการพิมพ์และ หนังสือพิมพ์ของเมืองไทย และถือเป็นการเปิดหน้าต่างแห่งความคิดและสติปัญญาให้กับชาวสยามอีกนัยหนึ่งด้วย หมอบรัดเลย์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่๒๓ มิถุนายน ๑๘๗๓ ท่านได้เดินทางเข้ามาในเมืองบางกอก ในฐานะมิชชันนารี ด้วยหน้าที่เป็นหมอสอนศาสนาและมีบทบาทอย่างยิ่งต่อราชอาณาจักรสยามในช่วงสมัยของรัชกาลที่ ๓ จนตราบวันสิ้นลมหายใจของท่านขณะอายุ ๖๙ ปีในแผ่นดินของรัชกาลที่ ๕ และงานศพของท่านเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับชาวตะวันตกเท่าที่เคยมีมาในเมืองไทย ร่างของท่านอยู่ที่สุสานโปรเตสแตนต์ที่บ้านใหม่ ยานนาวา





โดย : ลูกปัด
เมื่อเวลา :

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน<

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook