บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1

>> แค่อยากให้รู้ว่ายังรัก

เรื่อง : แค่อยากให้รู้ว่ายังรัก

“เรียบร้อยแล้วค่ะหมอ นี่ค่ะ ช่วยเซ็นให้ด้วย”
“โอเคครับ เออ ผมจะไม่อยู่ 2 วันนะ ช่วยดูทางนี้ให้ด้วย ”
หลังจากที่ผมทำงานอันวุ่นวายและภาระอันหนักอึ้งของผมได้เสร็จสิ้นแล้ว ผมก็ออกเดินทางไปตามถนนเส้นหนึ่ง การต้องเดินทางคนเดียวเป็นประจำทำให้ผมคุ้นเคยกับความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ซึ่งมันกลายเป็นเอกลักษณ์ของผมไปเสียแล้ว ผมขี่รถไปเรื่อย ๆ บนท้องถนนจากตัวเมืองออกสู่ชนบทอันเวิ้งว้าง
“ว้า น้ำมันหมดแล้ว คงต้องเติมแล้วล่ะ” ผมจึงรีบหาปั๊มน้ำมันสักแห่งที่พอจะเป็นแหล่งอาหารให้รถของผมได้
“ เต็มถังนะครับ” ผมบอกเด็กปั๊มแล้วเดินลงจากรถไป ผมเข้าไปในมินิมาร์ทเล็ก ๆ เพื่อไปหาของกินมาตุนไว้ เพราะคงต้องเดินทางไกลพอสมควรจากกรุงเทพฯมุ่งสู่พิษณุโลก
“ขอโทษครับ คือ ผมไม่ได้ตั้งใจ” ผมกล่าวขออภัยผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งผมซุ่มซ่ามไปชนเขาเข้าอย่างแรง
“ ไม่เป็นไรค่ะ ก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากมายนัก” แล้วเธอก็เดินออกไป หากแต่ทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในใจผม มีบางอย่างที่เธอคล้ายกับใครคนหนึ่งของผม แต่เธอก็ไม่ใช่ เพียงแต่ทรงผม และแว่นตาของเธอทำให้ผมนึกถึงใครคนนั้นขึ้นมา เมื่อได้ข้าวของตามที่ผมต้องการเรียบร้อยแล้ว และน้ำมันก็เต็มถังแล้ว ผมก็ออกเดินทางกลับบ้านเกิดของผมในทันที ผมขี่รถตามทางมาเรื่อย ๆ แต่ใจนี่สิ ดันคิดถึงใครคนนั้นอยู่ตลอดเวลา ผมเจอเธอครั้งแรกตอนอยู่มัธยมปีที่ 1 ตอนนั้นผมยังเด็กมาก เธอใส่แว่นสีเงิน รูปวงรี เธอเข้ามาจีบผมครับ แน่แหละตอนนั้นผมยังไม่คิดจะมีแฟน แล้วผมก็ไม่เคยรักใครด้วย แถมเธอยังเป็นรุ่นพี่ผม เธออยู่ ม. 3 แน่ะ แต่หลังจากนั้นพอเธอขึ้น ม.4 ผมอยู่ ม.2 ผมกลับมีความรู้สึกดี ๆ ให้เธอ เรายิ้มให้กัน และเราก็มีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน เธอเป็นคนเรียนเก่ง เธออยากเป็นหมอ ที่ทำให้ผมผันตัวเองมาเป็นหมอทุกวันนี้ก็เพราะเธอ แต่จนบัดนี้ ผมก็ไม่ได้เจอเธออีกเลย ไม่แม้แต่จะได้ข่าวคราวของเธอ ตอนที่เธอจบมัธยมปลายไปแล้ว ผมต้องอยู่เรียนต่อที่นั่นอีก 2 ปี ผมไม่เคยเห็นเธอแวะเวียนมาที่โรงเรียนอีกเลย ทั้ง ๆ ที่เพื่อน ๆ เธอก็มา แต่เธอไม่ รู้แต่เพียงว่าเธอเรียนหมออยู่ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ผมตามเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯเหมือนกัน แต่ผมอยู่มหาวิทยาลัยของเอกชน เพราะเรียนไม่เก่ง ผมตามหาเธอจนทั่ว แต่ก็ไม่พบ ไม่ได้ข่าว ไม่เห็นแม้เงา สิ่งที่ผมหวังมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ ผมจะได้กลับไปเจอเธอที่บ้านเกิดของเราอีกครั้ง
“กลับมาแล้วเหรอซี แม่รอแทบแย่แน่ะ”
“คิดถึงคุณแม่นะครับ” ผมเดินเข้าไปกอด แล้วไหว้คุณแม่เหมือนอย่างที่เคยทำ
นานมากแล้วที่ผมไม่ได้กลับบ้านเลย ทั้ง ๆ ที่ผมอยากจะกลับแทบตาย อยากจะเจอหน้าครอบครัว อยากจะมีความสุขกับครอบครัวเหมือนเดิม และอยากจะได้ข่าวของเธอด้วย แต่ด้วยภาระอันหนักอึ้ง ทำให้ผมไม่มีเวลา
“ แม่ครับ แม่ไม่ค่อยสบายเหรอ ” ผมถามเมื่อมองเห็นสภาพร่างกายของแม่ในตอนนี้
“ จ้ะ แต่หมอเขาให้ยาบำรุงแล้ว เดี๋ยวก็หาย “
“ ทำไมแม่ไม่บอกผมล่ะครับ แล้วนี่เป็นอะไรร้ายแรงหรือเปล่า “
“ ไม่ถึงขนาดต้องไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯหรอกจ้ะ ไม่ต้องรบกวนหมอเมืองกรุงอย่างเธอหรอก เป็นภาระเธอเปล่า ๆ ที่นี่เขามีคลีนิคชั้นหนึ่งเชียวนะ หมอคนนี้น่ะจบจากมหาลัยชื่อดังเชียว”
“ ครับ ผมรู้ว่าแม่ไม่อยากรบกวนการทำงานของผม แต่หมอที่ไหนจะห่วงคนไข้อย่างแม่ได้ดีเท่าผมล่ะครับ”
พอผมตรวจดูอาการของแม่ ซึ่งก็ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว ผมก็ต้องไปถามพี่สาว ซึ่งนั่งอยู่ที่โซฟาด้วยท่านั่งที่สบายเหลือเกิน ต้องถามให้มั่นใจว่าแม่ไม่เป็นอะไรมาก
“ พี่แจนครับ แม่เป็นอะไร”
“ อ๋อ คุณน้าไม่เป็นอะไรหรอก ก็โรคชราน่ะแหละ”
“ ได้ยินว่ามีหมอดีเหรอครับ”
เห็นได้ชัดเลยว่าสีหน้าของพี่สาวผมเปลี่ยนไป ท่าทางก็ดูมีพิรุธ
“ อ๋อ จ้ะ เขาเก่งมากเลยรู้ไหม เออ พี่ต้องไปทำซุปให้คุณน้าแล้วล่ะ เห็นบ่นอยากทานเดี๋ยวก็ว่าพี่ใจร้ายอีก แม่เรายิ่งบ่นเก่งอยู่รู้มั้ย “
ผมจับได้เลยว่าพี่สาวผมรุกรี้รุกรนและมีท่าทีแปลก ๆ มีบางอย่างที่ไม่อยากให้ผมรู้
ในกลางดึกคืนนั้น คุณแม่อาการหนักมาก ผมต้องอุ้มไปหาหมอ เพราะถึงผมจะเป็นหมอ แต่ก็ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรสักอย่าง แม่บ้านของเราพาผมไปที่คลีนิคแห่งหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมสั่งให้แม่บ้านโทรไปบอกพี่สาว และคุณลุงคุณป้า ซึ่งอยู่อีกบ้านหนึ่ง ส่วนผมก็ทั้งกดออดและเคาะประตู สักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งมาเปิดประตู
“ มีอะไรเหรอคะ “ มองจากลักษณะแล้วคงจะเป็นแม่บ้าน
“ คือผมพาแม่มาหาหมอน่ะครับ คุณหมออยู่หรือเปล่า”
“ อ๋อ อยู่ค่ะ รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวจะไปเรียก”
ผมนั่งรอไม่กี่นาที ก็มีผู้หญิงร่างเล็กเดินลงมาจากบันไดชั้นบน เมื่อเธอหันหน้ามา ผมตกใจจนทำอะไรแทบไม่ถูก แววตาของเธอก็บ่งบอกว่าเธอจำผมได้เช่นกัน แต่เมื่อสายตาเธอเบนความสนใจจากผม มองไปทางด้านคนที่นอนอยู่บนโซฟา เธอก็รีบสั่งให้ผมพาไปเตียงคนไข้ จากนั้นเธอก็ตรวจเช็คอาการจนแน่ใจว่าไม่เป็นอะไร แล้วก็ออกมาคุยกับผม ซึ่งเป็นญาติคนเดียวในขณะนั้น
“ ไม่เป็นอะไรแล้วนะซี สบายใจได้ เออ รับตัวกลับได้เลยนะ เป็นหมอนี่ น่าจะดูแลต่อจากพี่ได้ เออนี่ยาจ้ะ”
“ ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวก่อนครับ พี่ออนหายไปไหนมา” ผมไม่รีรอ จับร่างเธอเข้ามา แล้วกอดอย่างที่ผมอยากทำมานานแล้ว พี่เขาพยายามผลักออก แต่แล้วก็ยอมให้กอดซะโดยดี ผมกอดเธอนานพอสมควรแล้วจึงปล่อย พี่เขายิ้มอย่างเขินอาย แต่มีบางอย่างในแววตาที่ผมรู้สึกได้เลยว่าเขาไม่ค่อยจะพอใจในการกระทำของผม
“ พี่กลับมาตั้งนานแล้ว ก็คงจะมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ “
“ งั้น ผมย้ายมาอยู่ด้วย เป็นไงครับ ”
“ อย่าเลยจ้ะ อยู่ที่นั่นคนไข้เยอะไม่ใช่เหรอ “
“ ครับ งั้น ซียังไม่ย้ายกลับตอนนี้หรอก จะหาเงินเยอะๆ เก็บเงินเก็บทองเอาไว้แต่งงาน “
“ ซีจะแต่งงานเหรอจ๊ะ ว้าว อยากรู้จัง ใครน้าจะโชคดีได้คนที่ทั้งเก่ง ทั้งรูปหล่อ และรวยอย่างน้องซีไปครอง ”
“ ก็พี่ออนไง “
“ เอ่อ คือ… “
“ อ้าว คุณหมอ สวัสดีค่ะ น้องสาวฉันเป็นอย่างไรบ้างคะ”
“ ไม่เป็นไรแล้วค่ะ “
เธอยิ้มให้คุณป้าของผม รอยยิ้มของเธอเป็นสิ่งที่ผมอยากจะเห็นมานานแล้ว ผมกำลังจะเข้าไปคุยกับเธอต่อ แต่พี่สาวผมก็แย่งคุยตัดหน้าผมเสียก่อน คุยอะไรกันก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเธอไม่ค่อยพอใจกับคำพูดของพี่สาวผมเท่าไร
จากนั้นเราก็ลากลับ ผมยิ้มให้เธอ แล้วจึงอุ้มคุณแม่ไปขึ้นรถ จากนั้นก็กลับเข้าไปลาเธอ
“ ไปก่อนนะครับ แล้วจะมาหาใหม่ “
เธอยิ้มตอบ ผมอายจนทำอะไรไม่ถูก แล้วจึงวิ่งไปขึ้นรถ

เมื่อเห็นคุณแม่ไม่เป็นอะไรมากแล้ว คุณลุงคุณป้าและพี่สาวผมจึงลากลับ
“ เดี๋ยว พี่แจน อย่าเพิ่งกลับนะ พี่พูดอะไรกับพี่ออน “
“ ก็ไม่มีอะไร ถามถึงอาการของคุณน้า ก็แค่นั้น ”
“ ไม่จริง พี่ต้องว่าอะไรพี่เค้า พี่ไม่อยากให้ซีเจอพี่เค้าใช่มั้ย พี่ห้ามเค้าไม่ให้มายุ่งกับซีได้ แต่พี่ห้ามซีไม่ได้ “
“ ตรงกันข้ามต่างหากล่ะ พี่ขอให้เค้ามองซีต่างหาก ขอให้เค้าคุยกับซีต่างหาก “
“ บ้า พี่จะพูดอย่างนั้นทำไม พี่ไม่ชอบพี่ออนอยู่แล้ว “
“ เธอมันไม่รู้อะไร ไม่ต้องพูด ฟังนะ พี่เป็นพี่สาวเธอ ถึงเราจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่พี่ก็รักซีเหมือนน้องแท้ ๆ ของพี่ มีเหรอ ที่พี่อยากจะเห็นน้องเสียใจ พี่ไปล่ะ “
ถึงผมจะไม่เข้าใจคำพูดของพี่สาวเท่าไรก็ตาม แต่ผมก็ยังแค้นใจเธออยู่ดี เพียงแต่มีบางอย่างบอกกับผมว่า เธอพูดกับผมจริง ๆ เธอไม่ได้ล้อเล่น
จากนั้นผมก็ไปหาพี่ออนทุกวันที่ผมอยู่ที่นี่ ได้คุยถึงเรื่องเก่า ๆ ได้หัวเราะ ผมไม่เคยมีความสุขอะไรอย่างนี้มาก่อน การที่ได้พบหน้าคนรัก การที่ได้พูดคุย มันเป็นความสุขที่บอกไม่ถูกจริง ๆ
“ ผมต้องกลับกรุงเทพฯ แล้วนะครับ จะรีบไปเก็บเงินเก็บทองเยอะ ๆ เอาไว้มาสู่ขอ อย่างที่เคยพูดไว้ไง “
“ ล้อเล่นน่ะ “ แล้วเธอก็หัวเราะ
เธออาจจะคิดว่าผมล้อเล่น แต่ความจริงแล้วผมพูดจริง ๆ พอกลับไปถึงคลีนิคของผมที่กรุงเทพฯ ผมก็ต้องเจอกับงานที่หนักอึ้ง แต่ผมไม่เคยบ่นสักคำ ผมตั้งใจทำงานทุกอย่าง ตอนนี้ สิ่งที่อยู่ในสมองก็คือ ครอบครัว ผมอยากมีครอบครัวเป็นของตัวเอง กับคนที่ผมรัก
“ สวัสดีครับหนู ชื่ออะไรเอ่ย “ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ผมจึงรู้สึกคุ้นหน้ากับเด็กคนนี้ ไม่ใช่สิ รู้สึกเหมือนได้เจอเธอ
“ ฟ้าใส ค่ะ “ เด็กน้อยตอบอย่างฉะฉาน
“ เหรอจ้ะ ไหน ขอหมอตรวจหน่อยซิ “
หลังจากผมตรวจเสร็จ เด็กน้อยก็พูดขึ้นอย่างแจ่มใสว่า
“ คุณแม่หนู ก็เป็นหมอเหมือนกันค่ะ เชื่อม้าย แต่คุณแม่ไม่ได้มาด้วย เพราะติดงานที่ต่างจังหวัด “
“ งั้น หนูมากับคุณพ่อเหรอ “
“ ค่ะ คุณพ่อหนู หล่อน้า “
ทันใดนั้น ก็มีเสียงประตูเปิดออก เป็นชายรูปร่างผอม สูงปานกลาง หน้าตาท่าทางดีเดินเข้ามา
“ สวัสดีครับ เป็นคุณพ่อเหรอครับ ลูกสาวน่ารักจัง คุณแม่ก็คงจะน่ารักเหมือนกันใช่ไหม”
“ ครับ แม่เขาต้องทำงานน่ะครับ มารับเขากลับบ้านปิดเทอมไม่ได้ ตอนนี้ผมต้องเทียวไปเทียวกลับครับ เนี่ย ยัยหนูไม่ค่อยสบาย ถึงจะอยู่โรงเรียนประจำก็เถอะ ก็อดห่วงไม่ได้ จึงมาอยู่กรุงเทพฯ เป็นเดือน ๆ แล้วครับ “
คุณพ่อยังหนุ่มยกมือไหว้ผม ผมรับไหว้
“ โชคดีนะครับ “
“ ครับ เนี่ยจะกลับต่างจังหวัดกัน ก็เลยต้องมาให้ตรวจก่อน เผื่อเป็นอะไรระหว่างทาง โชคดีที่ได้เจอหมออย่างคุณ เออ มีอย่างนึงที่ผมอยากบอก คือ ผมคุ้นหน้าคุณมาก เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน “
“ เหรอครับ “ ผมหัวเราะ แต่ก็ไม่ค่อยใส่ใจอะไรมากนัก
ถึงวันที่ผมจะได้กลับไปเยี่ยมคุณแม่อีกครั้ง แล้วก็จะได้กลับไปเจอเธออีก ผมดีใจเป็นที่สุด ผมร้องเพลงมาตลอดทาง เป็นธรรมดาของคนมีความสุข เพราะผมจะได้กลับมาเจอคนที่ผมรักมากทั้ง 2 คน
“ กลับมาแล้วครับแม่ คิดถึงจังเลย “
“ จ้ะ “ แล้วผมก็เข้าไปกอดแม่เหมือนอย่างเคย
จากนั้นผมก็แต่งตัวแบบว่า หล่อที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ ผมจะได้เจอเธอ อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
“ จะไปไหนเหรอลูก “
“ ไปหาคุณหมอของแม่ไงครับ “
“ อ๋อ ไปถามอาการแม่เหรอจ้ะ แม่ไม่เป็นไรมากหรอก “
‘ใครว่าล่ะ‘ ผมคิดอยู่ในใจ ผมยิ้มให้แม่ แล้วเดินออกไปอย่างสบายใจ
ผมเดินเข้าไปในคลีนิคด้วยความดีใจเป็นที่สุด แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า เป็นภาพที่สะเทือนใจผมเป็นที่สุดเหมือนกัน เด็กน้อยที่ผมเคยรักษาให้คนนั้นวิ่งเข้าไปหาผู้หญิงที่ผมรัก แล้วเรียกเธอว่า “แม่” เธอกอดลูกด้วยความรัก จากนั้นก็มีชายหนุ่มหน้าตาดี ซึ่งผมเองก็เพิ่งคุยกับเขาไปไม่กี่วันนี้เองเดินเข้ามาหา แล้วก็หยอกล้อ พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มองดูเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ผมเพิ่งนึกออกวันนี้เองว่าผู้ชายคนนั้น ที่บอกว่าคุ้นหน้าผม ก็เพราะเขาเป็นรุ่นพี่ของผมเอง
ผมเดินออกจากคลีนิคมาไกลแค่ไหนไม่รู้ ผมรู้แต่ว่าวันนั้นผมไม่ได้กลับบ้าน ผมเดินมาเรื่อย ๆ อย่างคนไม่มีสติ มันเหมือนกับมีอะไรมาทุบศีรษะอย่างแรง แล้วก็มึนหัวไปเสียดื้อ ๆ
เหตุการณ์วันนั้นทำให้ผมไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่หลายวัน และจากนั้นมาผมก็ไม่เคยได้เจอเธออีกเลยจนถึงทุกวันนี้


โดย : ใบไม้สีเงิน
เมื่อเวลา :

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน<

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook