บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1

>> สารคดีตามรอยนิทานพื้นบ้านจังหวัดนครสวรรค์

เรื่อง : สารคดีตามรอยนิทานพื้นบ้านจังหวัดนครสวรรค์


ดวงจันทร์ยังไม่ทันได้กล่าวลาท้องฟ้า ล้อรถของพวกเราก็หมุนซะแล้ว นักสืบสาวทั้งห้าเริ่มปฏิบัติภารกิจตามรอยนิทานพื้นบ้านในจังหวัดนครสวรรค์ กลิ่นหอมของเสบียงหลังรถทำเอาท้องไส้ของพวกเราปั่นป่วนไปตามๆกัน และแล้วความต้องการของพวกเราก็ทำให้ปากมันกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง
เมื่อมีพลังงานมาเติมเต็มเครื่องก็เริ่มเดินทันที เหล่านักสืบสาวทั้งห้าตื่นเต้นกับเส้นทางข้างหน้าของพวกเค้ามากซะจนกระทั่งน้ำลายเริ่มแตกฟอง ตั้งแต่ยังไม่ทันถึงสถานที่จริง ความคิดในปัจจุบันบวกกับความทรงจำในวัยเด็ก ได้พานักสืบน้ำตั้งความหวังกับการตามรอยด่างเกยไชยอย่างสวยหรู
ความทรงจำในวัยเด็กเริ่มแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อผ่านเส้นทางที่คุ้นเคย ภาพที่เคยหาปลาเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อผ่านตำบลทับกฤช ดวงอาทิตย์เริ่มฉายแสงส่องเพื่อให้นักสืบน้ำได้ทบทวนภาพในอดีตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นักสืบน้ำเริ่มสาธยายภาพในอดีตให้เราฟัง
...เมื่อก่อนจะมากับวงศาคณาญาติ เดินเท้าเปล่ามาพร้อมกับอุปกรณ์หาปลาคู่ใจที่สะพายอยู่ข้างหลัง ได้ทำเลเหมาะก็สวมวิญญาณนักล่าเหวี่ยงแหคู่ใจออกไปหาอาหารมื้อเย็น และแล้วเหยื่อของเราในวันนั้นก็มาลอยท้าทายความอร่อยคู่กับผักกระเฉดอยู่ในหม้อไฟ ใครที่กลัวบาปหน่อยก็จะไปเก็บไหลบัวมาผัด เพื่อให้เราได้สัมผัสถึงความกรุบกรอบในจานสังกะสี...
ภาพวันวานของนักสืบน้ำนั้นทำเอาพวกเรากลืนน้ำลายกันไปหลายอึกเลยทีเดียว ทางรถไฟที่เจ๊กัลเพิ่งพาเราข้ามผ่านไป ทำให้ภาพความประทับใจในอดีตของนักสืบยุ้ยพร่างพรูออกมาจนพวกเราเกือบฟังไม่ทัน
...เมื่อเจ็ดแปดปีที่แล้วนั่งรถไฟผ่านแถวนี้กับพ่อ ทอดอารมณ์ชมต้นตาลน้อยใหญ่ที่สลับเรียงรายสวยราวกับภาพวาด แสงของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินมาช่วยเติมแต่งความงามของทิวทัศน์ตรงหน้า ทำเอาทั้งเราและพ่อต่างก็พากันอมยิ้มเพื่อเป็นการขอบคุณธรรมชาติ ที่ทำให้เราได้ชื่นชมทัศนียภาพเหล่านี้เป็นของแถมสำหรับการเดินทาง...
ภาพในความทรงจำของนักสืบยุ้ยพาเราเคลิ้มและแอบอมยิ้มไปกับเธอด้วย และแล้วเจ๊กัลก็พาเรามาปฏิบัติภารกิจแรก เมื่อมาถึงศาลของด่างเกยไชย เจ๊กัลกำลังจะพาเราไปเก็บข้อมูลแต่พอหันไป เหล่านักสืบสาวต่างพากันเล่นไสยศาสตร์จุดธูปขอพรด่างเกยไชยกันยกใหญ่จนลืมภารกิจของวันนี้ไป หลังจากที่ได้ที่พึ่งทางใจแล้วเจ๊กัลก็นำทางเราไปหาลุงต้อเพื่อฟังนิทานกันแต่เช้า นักสืบต่ายก็รีบหยิบเครื่องอัดเทปรุ่นบุกเบิกขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ทันที
...บริเวณเวิ้งน้ำใหญ่ที่ลำน้ำยมและลำน้ำน่านมาพบกันนี้ ในอดีตเคยเป็นแหล่งชุกชุมของบรรดาจระเข้ จอมจระเข้ที่เลื่องลือกันมากนี้นามว่า ด่างเกยไชย เป็นจระเข้ที่ดุร้ายสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้คนเป็นจำนวนมาก จระเข้ด่างเกยไชยเคยเป็นคนที่มีคาถาอาคมมาก่อนชื่อว่าวิเชียร แต่ต้องแปลงเป็นจระเข้เพราะต้องการพานางกัลยาซึ่งเป็นคนรักหนีข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งเกยไชย นางกัลยาได้ผูกผ้าสีขาวไว้ให้ที่ศีรษะก่อนจะข้าม เมื่อข้ามมาได้แล้วนางกัลยาเกิดทำขันน้ำมนต์หก จึงทำให้วิเชียรแปลงร่างกลับมาเป็นคนไม่ได้ นางกัลยาตกใจจึงหนีไป วิเชียรแค้นนางกัลยามาก จึงฆ่ากินพวกผู้หญิงจนเป็นที่ร่ำลือไปทั่ว ชาวบ้านเห็นผ้าสีขาวบนหัวของจระเข้นึกว่าเป็นรอยด่าง จึงเรียกว่าด่างเกยไชย ต่อมามีชาวจีนล่องเรือบรรทุกข้าวมา ด่างเกยไชยมาแกล้งโคลงเรือไปมาจึงโดนท้ายเรือใช้สามง่ามแทงคอและจบชีวิตลงในที่สุด ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาชื่อด่างเกยไชยได้เป็นเพียงนิทานพื้นบ้านที่กล่าวขานกันมาของชาวบ้านในละแวกนั้นเหลือเพียงแต่ศาลที่ปัจจุบันเป็นที่สักการบูชาของชาวบ้านในละแวกนั้น...
น่าแปลกที่นิทานเรื่องนี้ไม่ได้ทำพวกเราหลับเหมือนเมื่อครั้งที่ฟังนิทานตอนเด็ก ๆ แต่กลับยิ่งกระตุ้นต่อมสงสัยของพวกเราเอาเสียมาก ๆ ว่าเวิ้งน้ำที่ว่านั่นมันอยู่ตรงไหนกันแน่ ลุงต้อเลยอาสาที่จะสนองความสงสัยของพวกเราทันที เวิ้งน้ำใหญ่ตรงหน้ามีความงามของชุมชนสมถะเป็นฉากหลัง รวมทั้งโรงสีโบราณที่ปล่องไฟสูงเสียดฟ้ายังทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบที่ดี นี่ถ้าหากว่าเกรดวิชาศิลปะของพวกเราดี ๆ ทิวทัศน์แบบนี้คงจะได้เก็บไว้ในกระดาษวาดเขียนของเราเป็นแน่ เพื่อย้ำเตือนความทรงจำในวันนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลุงต้อพาเราไปชิมน้ำตาลสดรสหวานของดีของอำเภอชุมแสง ทำเอาพวกเราต้องหิ้วกลับไปฝากคนที่บ้านกันเป็นแถว เหล่านักสืบสาวขอบคุณลุงต้อกันยกใหญ่ ภารกิจที่หนึ่งของพวกเราผ่านลุล่วงไปแล้ว เจ๊กัลพาเรากลับลำเพื่อปฏิบัติภารกิจที่สองกันต่อ สถานีต่อไปต่อไปดงแม่นางเมือง
เมื่อก้าวขึ้นรถเพื่อออกเดินทางต่อพวกเราก็แย่งกันพูดถึงทัศนียภาพเมื่อสักครู่กันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบ เจ๊กัลขับรถไปพร้อมกับดื่มน้ำตาลสดที่เพิ่งซื้อมาเป็นการเพิ่มพลัง คาดว่าคงจะไม่มีเหลือไปฝากเพื่อน ๆ ที่ทำงานอย่างที่ตั้งใจไว้ซะแล้ว
พวกเราเดินทางมาตามทางลูกรังหากว่าพวกเรานั่งกันที่กระบะหลังรถ เราคงจะได้สีผมใหม่โดยไม่ต้องไปทำสีให้เสียสตางค์กันอย่างแน่นอน ระหว่างทางที่เราเข้าไปบรรยากาศสีเขียวสองข้างทางทำเอาพวกเราลืมฝุ่นของลูกรังเมื่อสักครู่ ต้นไม้สูงใหญ่เหล่านั้นได้ปิดบังจุดหมายปลายทางของพวกเราเอาไว้ สร้างความตื่นเต้นในการปฏิบัติภารกิจของเรามากยิ่งขึ้น เหล่านักสืบสาวเฝ้าจับจ้องต้นไม้ที่รถแล่นผ่านไปทีละต้น... ทีละต้น... จนในที่สุดเราก็ได้พบกับสิ่งที่เรารอคอย แต่กลับต้องพบกับความประหลาดใจเมื่อเมืองโบราณที่เราวาดฝันไว้ กลับกลายเป็นวัดดงแม่นางเมือง เจ๊กัลจอดรถบิดขี้เกียจสองสามทีพอหายเมื่อย ก็นำทางเราไปกราบนมัสการท่านเจ้าอาวาส ขณะนี้มีคำถามมากวิ่งอยู่ในหัวของพวกเรามากมายที่ต้องการคำตอบ
ท่านเจ้าอาวาสเล่านิทานตอนสาย เครื่องอัดเทปรุ่นบุกเบิกของนักสืบต่ายเริ่มปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง
...ดงแม่นางเมืองหรือธานยบุรีนี้ ปกครองโดยพระนางธานยบุรีที่ทรงมีพระศิริโฉมงดงามเป็นที่โจษจันไปทั่ว และได้มีเจ้าเมืองสามเมืองหลงใหลในความงามของนางจึงได้สร้างถนนแข่งกัน หากว่าใครสร้างเสร็จก่อนก็จะได้นางไปครอง แต่ในระหว่างการแข่งขันได้เกิดสงครามระหว่างเจ้าเมืองทั้งสามขึ้น ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก พระนางธานยบุรีเกรงว่าสงครามจะลุกลามจึงได้อพยพราษฎรหนีไปตั้งเมืองใหม่ เมืองธานยบุรีจึงกลายเป็นเมืองร้างนับตั้งแต่นับเป็นต้นมา...
เมื่อนิทานตอนสายจบลง คำถามของพวกเราก็ยังได้คำตอบไม่ครบ ลุงแช่มจึงอาสาเฉลยคำตอบนั้นที่พิพิธภัณฑ์ กุญแจพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในมือของลุงแช่มตอนนี้จึงเปรียบเสมือนกุญแจที่จะช่วยเฉลยคำตอบของพวกเราไปในตัวด้วย พวกเราต้องถอดคราบนักสืบมาสวมรอยนักโบราณคดีปฏิบัติภารกิจนี้เพื่อให้สมกับบรรยากาศ ความตื่นเต้นต่อสิ่งที่กำลังจะพบเห็นตรงหน้าทำให้หัวใจเราเต้นระรั่วไปตามจังหวัดที่ลุงแช่มสะเดาะกุญแจ
เมื่อก้าวเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ พวกเราก็ได้พบกันเครื่องมือเครื่องใช้สมัยโบราณมากมายที่นักโบราณคดีขุดพบบริเวณนี้ พวกเราต่างก็จินตนาการไปกับเครื่องมือเครื่องใช้ที่เห็นตรงหน้าราวกับว่าได้อยู่ในยุดสมัยนั้นและกำลังใช้เครื่องมือเหล่านี้อยู่ด้วย จินตนาการของพวกเราทำให้พวกเราต่างก็แอบยิ้มมุมปากกันเป็นแถว นอกจากนั้นแล้วด้านหลังของพวกเรายังมีโครงกระดูกของมนุษย์ร่วมสมัยอยู่ด้วย สายตาที่มองโครงกระดูกตรงหน้าบวกกับบรรยากาศของสถานที่แห่งนี้ทำเอาเหล่านักสืบสาวถึงกับปลงกันเลยทีเดียว อันว่าสังขารนั้นมันไม่เที่ยงเสียจริง ๆ
นักสืบพิมทำการขอขมาเจ้าของคนเก่าก่อนที่จะเก็บภาพลงในกล้องดิจิตอลคู่ใจ เพราะกลัวว่าจะต้องไปนอนจับไข้หลายวัน อย่างที่เคยเป็นกันไม่แล้วหลายต่อหลายคนตามที่ลุงแช่มบอก ออกจากพิพิธภัณฑ์มาพวกเราตามลุงแช่มไปนมัสการรูปปั้นพระนางธานยบุรีที่ศาลาหน้าวัด เจ๊กัลพาเราไปกราบขอบคุณท่านเจ้าอาวาสและขอบคุณลุงแช่ม เป็นอันครบการปฏิบัติภารกิจที่สองของพวกเรา
หลังจากภารกิจที่สองของพวกเราเสร็จสิ้นลง เงยหน้ามองท้องฟ้าตะวันก็ตรงหัวเราพอดี ท้องไส้ของพวกเราเริ่มร้องเรียกหาอาหารมื้อกลางวัน เจ๊กัลจึงพาเราไปสนองความต้องการที่ร้านผัดไทยเจ๊ไก่เจ้าเด็ดแห่งอำเภอบรรพตพิสัยบริเวณปากทางเข้าวัดดงแม่นางเมือง เมื่อเข้าสู่ร้านพวกเราก็หลงไปกับบรรยากาศชนบทภายในร้านซะจนลืมหิว แต่เมื่อกลิ่นหอมของผัดไทยโต๊ะข้าง ๆ ที่เตะจมูกเข้าอย่างจัง ความหิวที่เราลืมกันไปเมื่อสักครู่ก็กลับมาอีกครั้ง และก็ได้ทุเลาลงอย่างรวดเร็วเมื่อนักสืบเกศหิ้วกล้วยปิ้งยัดไส้มะพร้าวร้านข้าง ๆ มาช่วยชีวิตไว้ได้ทัน เจ๊ไก่เจ้าของร้านพูดเสริมขึ้นขณะยกผัดไทยมาเสิร์ฟว่า ขนมขึ้นชื่อของอำเภอบรรพตเลยนะเนี่ย เมื่อพลังงานเติมเต็มแล้วเครื่องยนต์ก็เริ่มทำงานอีกครั้ง เพื่อไปปฏิบัติภารกิจที่สามกันต่อไป
ภารกิจที่สามแม้ว่าจะเป็นภารกิจสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความตื่นเต้นของพวกเราลดลงไปเลย เจ๊กัลพาเราไปสะกดรอยตาม พระสังข์ กันที่เขาหน่อเขาแก้ว
เมื่อถึงจุดหมายพวกเราก็สะดุดกับรูปปั้นลิงขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวบริเวณทางเข้า เจ๊กัลขับรถพาเราไปตามถนนที่ตัดผ่านระหว่างภูเขาทั้งสอง ซึ่งเปรียบเสมือนประตูที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้ เพื่อต้อนรับพวกเราเข้าไปชื่นชมทัศนียภาพงดงามที่ธรรมชาติบรรจงวาดไว้ให้พวกเรา เมื่อเจ๊กัลจอดรถลิงจำนวนนับพันตัวต่างก็พากันออกมาต้อนรับเรากันราวกับว่านัดกันไว้ ไม่น่าเชื่อว่าฝูงลิงเหล่านี้จะสร้างความประทับใจให้กับพวกเราได้มากมายขนาดอมยิ้มออกมาพร้อมกันเลยทีเดียว
เจ๊กัลพาเราขึ้นบันไดไปนมัสการพระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่ในถ้ำด้านบน จากนั้นเราก็ไปตีระฆังที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ เพื่อเสริมสร้างศิริมงคลให้กับชีวิต จากนั้นพวกเราก็ตะลุยขึ้นกันไปจนถึงยอดเขาเพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทจำลองที่ประดิษฐานไว้ด้านบน เมื่อได้ขึ้นไปยืน ณ จุด ๆ นั้น ภาพของทิวทัศน์ที่มองมาจากมุมสูง งดงามมากเสียจนพวกเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นนางฟ้าที่กำลังชื่นชมความงดงามของโลกมนุษย์กันอยู่เลยทีเดียว หลงตัวเองได้สักครู่เจ๊กัลก็นำทางเราไปยังรูปปั้นนางพันธุรัตด้านล่าง นักสืบเกศเปิดตำราเล่มโตที่พกมาเปรียบเทียบกับสถานที่จริง เราก็ได้ฟังนิทานตอนเย็นกันอีกเรื่อง นักสืบต่ายหยิบเครื่องอัดเทปรุ่นบุกเบิกของออกมาปฏิบัติภารกิจสุดท้าย
...พระสังข์ได้หนีนางพันธุรัตหลังจากที่รู้ว่านางเป็นยักษ์มาหลบอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ ซึ่งชื่อเดิมเรียกว่าเขาแก้ว ปัจจุบันเรียกรวมเป็นเขาหน่อ และนางพันธุรัตก็ตามมาเพื่อขอให้พระสังข์กลับไปกับตน แต่พระสังข์ไม่ยอมนางพันธุรัตจึงเขียนคาถาเรียกเนื้อเรียกปลาไว้ให้ที่ตีนเขาและขาดใจตาย ร่างของนางได้กลายเป็นเข้าหน่อในที่สุด...
นักสืบเกศปิดตำราเล่มโต เหล่านักสืบต่างพากันทอดสายตามองร่างของนางตรงหน้าในสภาพที่ต่างไปจากอดีตอยู่นานอย่างอาลัยอาวรณ์ แต่เราก็ทอดอาลัยได้ไม่นานเพราะภารกิจของเรายังไม่สิ้นสุด เจ๊กัลพาเราไปปฏิบัติภารกิจสุดท้ายกันที่สุดชมค้างคาว
เวลาหกโมงเย็นของที่นี่ไม่ได้มีเพลงชาติให้เรายืนตรงเหมือนที่ไหน ๆ แต่มีฝูงค้างคาวนับล้านล้านตัว ที่บินออกมาจากถ้ำเป็นทางสีดำยาวพาดผ่านท้องฟ้ายามเย็นสีฟ้าอมส้มตรงหน้า ช่างเป็นภาพงดงามเสียจนนักสืบพิมตะลึงจนเกือบลืมบันทึกความทรงจำดี ๆ ไว้ในกล้องดิจิตอลคู่ใจ หากว่าเราปล่อยจินตนาการของเราไปกับทัศนียภาพตรงหน้า สายของค้างคาวที่พาดผ่านท้องฟ้าอยู่ในขณะนี้ มันจะกลายเป็นมังกรสีดำตัวโตที่พึ่งออกมาจากถ้ำ สายลมที่เพิ่งโอบกอดตัวเราไปนั่นช่วยแต่งเติมบรรยากาศยามเย็นได้อย่างดี ดวงอาทิตย์กำลังบอกลาค้างคาวและท้องฟ้าไปอย่างเงียบ ๆ
ภารกิจสุดท้ายของพวกเราได้สิ้นสุดลงพร้อมกับค้างคาวตัวสุดท้ายที่เพิ่งบินออกไปจากถ้ำ ทุกๆ ภาพที่ตกอยู่ในเรติน่าของพวกเรา ตอนนี้มันได้กลายเป็นความประทับใจที่จะยังคงฝั่งลึกอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป


โดย : เพียงออ
เมื่อเวลา :

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook