บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1

>> เฒ่าจำ : ภูมิปัญญาความเชื่อแห่งอีสาน

เรื่อง : เฒ่าจำ : ภูมิปัญญาความเชื่อแห่งอีสาน


วัฐแห่งการต่อสู้ภัยธรรมชาติเพื่อเอาชีวิตรอด ธรรมชาติย่อมที่จะมีอิทธิพลทำให้มนุษย์กลัว สงสัยและอยากรู้ความเป็นจริง แต่สาเหตุที่มนุษย์ยังขาดความรู้และความเข้าใจในธรรมชาติที่แท้จริง ทำให้มีความเชื่อว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้นเป็นเพราะมีอำนาจลึกลับหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้เกิด ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ การอยู่ดีมีสุข การเกิด การตาย ล้วนแต่เกิดขึ้นจากสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเกิดจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติทั้งสิ้น ดังนั้นความเชื่อจึ่งติดตัวมนุษย์ไม่ว่าจะยุคสมัยใดจะติดตัวไปตั้งแต่เกิดถึงตาย จะมีความเชื่อในสิ่ง ที่เหนือธรรมชาติเกือบทั้งหมด ดั่งที่ จารุวรรณ ธรรมวัตร ได้ให้ความหมายของความเชื่อ สรุปได้ความว่า เกิดจากมนุษย์แต่ละท้องถิ่นมีปัญหาในการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อประสบภัยพิบัติ เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เกิดภัยธรรมชาติ ความสามารถเหล่านี้เกินความสามรถที่มนุษย์รรมดาจะแก้ไขได้จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติบันดาลให้เป็นเช่นนั้น อำนาจเหล่านั้นอาจเป็น ภูติ ผี ปีศาจ วิญาณ หรือ เทพเจ้าเป็นต้น ดังนั้นเพื่อจะป้องกันภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น มนุษย์จึงวิงวอนขอความช่วยเหลือจากอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น โดยเชื่อว่าถ้าบอกกล่าวหรือทำให้อำนาจศักดิ์สิทธ์พึงพอใจก็จะได้ปลอดภัย และเมื่อพ้นภัยก็จะเกิดความยินดีแสดงความกตัญญูกตเวทีด้วยการเซ่นสรวงบูชา หรือประกอบพีกรรมต่าง ๆ
ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงเรื่องราวของความเชื่อพอเป็นสังเขปเพื่อที่จะได้นำท่านสู่เรื่องราวของ เฒ่าจ้ำ : ภูมิปัญญาความเชื่อแห่งอีสาน ที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อสืบทอดพิธีกรรมในด้านความเชื่อของชาวบ้านในชนบทของภาคอีสานซึ่งนับวันจะมีการประกอบพิธีกรรมน้อยลงและคนที่จะได้รับการสืบทอดเฒ่าจ้ำนี้ก็น้อยเต็มทีลงเช่นเดียวกัน เมื่อวัฒนธรรมและสังคมกำลังเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีงามและได้รับการสืบทอดกันมากเริ่มที่จะถ่อยล่นไปตามการแห่งพลวัตรของสังคมและวัฒนธรรมนั้นๆถ้ามิการสืบทอด
ตำบลยางคำ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ณ. ที่แห่งนี้ความเชื่อของชาวบ้านยางคำยังไม่เสื่อมคลายเกี่ยวกับความเชื่อของพวกเขาเกี่ยวกับวิญญาณหรือพิธีกรรม ดังนั้นคนที่จะประกอบพิธีกรรมนี้ได้ คือ เฒ่าจ้ำ เพียงคนเดียวเท่านั้น เฒ่าจ้ำ นั้นหมายความว่า คำว่า จ้ำ มาจากคำว่า ประจำ เฒ่าจ้ำ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลศาลปู่ตาให้เรียบร้อยเป็นประจำ ยังมีหน้าที่ เป็นคนกลางในการติดต่อระหว่างปู่ตากับชาวบ้าน เฒ่าจ้ำจึงคล้ายกับทหารคนสนิทของปู่ตา ใครทำอะไรผิดประเพณี ปู่ตาโกรธก็จะบอกผ่านเฒ่าจ้ำไปยังบุคคลที่กระทำผิด ปู่ตาต้องการให้ชาวบ้านปฏิบัติอย่างไร ก็จะบอกผ่านเฒ่าจ้ำไป ชาวบ้านจะติดต่อกับปู่ตาโดนตรงไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเฒ่าจำเท่านั้น
“ คนที่เป็นเฒ่าจ้ำได้ต้องเป็นคนที่อยู่ในศีลในธรรม มีวิชาความรู้ทางไสยศาสตร์ และเป็นคนที่จิตใจเมตาสามารถที่จะช่วยเหลือชาวหมู่บ้านของเราได้ทุกเมื่อ ดั่งเฒ่าจ้ำคนนี้ซึ่งเป็นที่รักและนับถือถึงแม้ว่าเฒ่าจ้ำจะไม่ใช่คนที่นี่โดยกำเนิด” เป็นคำกล่าวของ ทองบัว ชาวบ้านที่กำลังจะเดินทางไปประกอบพิธีกรรม ณ.ลานปู่ตา
ลานปู่ตาตั้งเด่นเป็นสง่ากลางหมู่บ้าน ผู้คนไม่ว่าเฒ่าหรือหนุ่มรีบเดินจ้ำเอ้าเพื่อที่จะไปประกอบพิธีกรรม คุณบาบวัยล่วงเลยไปตามกาลเวลาบัดนี้ถึงจะเดินไม่ไหวแต่ก้ให้เด้กน้อยจูงแขนมาร่วมกันในงานนี้ ภาพที่เห็นเป็นภาพแห่งความจริง ภาพที่เห็นเป็นภาพแห่งความเชื่อและความศรัทธา ของชาวบ้านที่นี่
แสงแดดเวลาเช้าไม่แผดร้อนนักเพราะยังมีเมฆขาวช่วยปกป้องคุ้มภัยให้พ้นไปจากอายแดด ข้าพเจ้ากำลังเดินทางไปที่เฒ่าจ้ำกำลังจะทำพิธีกรรม ที่ ศาล ปู่ตา ถึงแม้ความเหนื่อยจะสอดแทรกเข้ามาในร่างกายของข้าพเจ้าถึงแม้เหงื่อที่ไหลท่วมกายแต่ก็ไม่อาจจะยับยั้งความตั้งใจของข้าพเจ้าที่จะเข้ามาดูการประกอบพิธีกรรมในครั้งนี้
ข้าพเจ้ากำลังเดินทางเกือบที่จะมาถึง ณ.ลานปู่ตา มองภาพที่เห็นอยูเบื้องหน้าทำให้ยิ่งประจักษ์สายตาว่า ความเชื่อและความศรัทธรที่มีต่อศาลปูตาสามารถทำให้หมู่บ้านแห่งนี้เริ่มมีความสงบเงียบ ผู้คนกำลังเดินทยอยเข้ามาในศาลปู่ตา อยู่สายลมมาจากไหนไม่ทราบพัดเอาพื้นถนนที่ยังไม่ไม่ลาดซีเมนต์ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายมองไม่เห็นทาง เด็กน้อยวิ่งไล่จับกันสนุกเจ้ามาน้อยที่วิ่งอยุ่ใกล้ๆก้พลอยสนุกไปด้วยเช่นกัน ฝูงนกกระยางสีขาวบินถลาล่อนลมไปตามจังหวะของดนตรีแห่งธรรมชาติ นกเอี้ยงโครงขับขานใต้ต้นมะม่วงซึ่งบัดนี้เริ่มผลิดอกออกผลให้เป็นอาหารแก่ชาวบ้านและนกป่าแถวนี้
“ลูก ลูก” เสียงร้องทักของผู้เฒ่าที่นั่งอยู่แถวหน้าของพิธีให้ข้าพเจ้ามานั่งลงข้างแก ข้าพเจ้าเหลี่ยวหลังมองไปชาวบ้านต่างนั่งกันเป็นระเบียบเรียบร้อยพร้อมที่จะทำพิธีในครั้งนี้
ตรงศาลปู่ตา เครื่องเซ่นได้จัดวางเป็นที่เรียบร้อย ข้าพเจ้าสังเกตุดุว่าเครื่องเช่นในการทำพิธีในครั้งนี้จะมีอาหารหวานคาวบรรจุลงในกระทงกาบกล้วยรูปสามเหลี่ยม ซึ่ง ข้าพเจ้าได้ถามผู้เฒ่าที่เชื้อเชิญให้ข้าพเจ้านั่งว่า เขาทำกระทงกาบกล้วยสามเหลี่ยมและจะใส่อะไรลงเป็นเครื่องเซ่นบ้าง ท่านผู้เฒ่าได้กรุณาอธิบายให้ข้าพเจ้าได้ฟังว่าฟังว่า “วิธีทำกระทงกาบกล้วยให้มีรูปร่างตามที่ต้องการ ทำได้โดยใช้ไม้ไผ่เป็นโครง ภายในกระทงจะคั่นให้เป็นช่อง ๙ ช่อง แต่ละช่องจะบรรจุ หมาก ๑ คำ บุหรี่ ๑ มวน เมี่ยง ๑ คำ ขนมต้ม ๑ ชิ้น ข้าวดำ ข้าวแดงอย่างละก้อน กระทงรูปสามเหลี่ยมนี้เชื่อว่าจะเป็นเครื่องส่งเคราะห์ร้ายของครอบครัวไปให้พ้นให้ครอบครัวอยุ่เย็นเป็นสุขไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
นอกจากนี้ก้ยังมี เครื่องเซ่นปู่ตา ได้แก่ น้ำหอม ดอกไม้ ธูปเทียน เหล้าโรง ไก่ต้ม ไข่ต้ม ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของพิธีกรรม
ท่านผู้เฒ่ายังได้เล่าให้ฟังอีกว่า “ เมื่อถึงวันเลี้ยงปู่ตา ในตอนเช้าชาวบ้านจะร่วมกันบูรณะดอนปู่ตาให้เป็นระเบียบ เช่น ช่วยกันถางหญ้า จัดแท่นบูชา เปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม หรืออาจจะซ่อมแซมหอปู่ตาให้ดีกว่าเดิม โดยการเปลี่ยนเสามุงสังกะสีใหม่ เป็นต้น พิธีเลี้ยงปู่ตา ในระหว่างเดือน ๖ - ๗ เฒ่าจ้ำจะเป็นผู้กำหนดเอาวันใดวันหนึ่ง ในช่วงนี้เป็นวันเลี้ยงปู่ตา เมื่อกำหนดวันได้แล้ว เฒ่าจ้ำก็จะบอกชาวบ้านให้ตระเตรียมอาหารคาวหวานมาเลี้ยงปู่ตา พร้อมทั้งแนะนำให้ชาวบ้านสะเดาะเคราะห์ร้ายของครอบครัวตนเองไปให้พ้นด้วย
เวลาแห่งการทำพิธีกรรมก็เริ่มมาถึง ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวอ้างถึงความหมายของพิธีกรรมสักนิดหนึ่งเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจในเรื่องนี้กันมากยิ่งขึ้น ดั่งที่ สุเมธ เมธาวิทยกุล ได้กล่าวถึงพิธีกรรม ได้ความว่า “พิธีกรรม” คือการกระทำที่คนเราสมมุติขึ้นเป็นครั้งแรก มีระเบียบวิธี เพื่อให้เป็นสื่อหรือหนทางที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในสิ่งที่คาดหวังไว้ทำให้เกิดกำลังใจและสบายใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป
ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบถึงความหมายของพีกรรมหลังจากข้าพเจ้าวกกลับมาสู่วิชาการก็ขอหวนกลับไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าของข้าพเจ้า สักครู่ ชายชราคาดคะแนอายุก็ประมาณสัก 80กว่า ปีผิวดำแดงรูปทรงของหน้าเรียวยาวออกไปทางเขมร สวมเครื่องทรงสีขาวท่าทางสำรวมเดินเข้ามาสู่เบื้องหน้าพิธี ผู้ตนที่นั่งอยู่ในพิธีต่างสงบเงียบ ไม่มีแม้ลมที่เคบพัดผ่านแม้เสียงกล่าวขานของนกเอี้ยงโครง2ตัวบนต้นมะม่วงใกล้ศาลปูตาก็ไร้แววแห่งเสียง กลิ่นธูปที่ผ่านการจุดของเฒ่าจ้ำพุ่งพวยแหวกอากาศแผ่กระจายคละคลุ้งไปทั่วบริเวณพิธีกรรม
เฒ่าจ้ำหยิบเครื่องเซ่นและกระทงสงเคราะห์วางบนแท่นบูชาชาวบ้านที่มาร่วมพิธีกรรมต่างประนมมือ เสร็จแล้วเฒ่าจ้ำจะแบ่งอาหารที่ชาวบ้านนำไปเซ่นออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้ลูกหลานเอากลับไปบ้าน อีกส่วนหนึ่งมอบให้ปู่ตาที่ศาลแห่งนี้
เสียงสวดคาถาดังต่อเนื่องเป็นจังหวะมันช่างมีมนต์ขลังอะไรเช่นนี้ ข้าพเจ้าสังเกตุขนที่ต้นแขนทั้งสองกำลังลุกชันอย่างไม่มีสาเหตุ และไม่มีเหตุผลอะไรมาอธิบาย
หลังเสร็จเสียงสวดจากเฒ่าจ้ำ หมายถึงว่าพิธีกรรมในช่วงเช้าก็เสร็จแล้ว ชาวบ้านต้างลุกขึ้นมานำน้ำหอมที่บูชาปู่ตามาสาดกัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ปู่ตาประทานความร่มเย็นมาให้แล้ว
เฒ่าจ่ำซึ่งบัดนนี้สีหน้าอิ่มเอิบจาการทำพิธีกรรมที่ผ่านมาลุกตัวขึ้นยืน ข้าพเจ้าเดินไปหาเฒ่าจ่ำเพื่อที่จะไปพูดคุยถึงความเป็นมาของการเป็นเฒ่าจ่ำ “ ได้ซิลูก ไปนั่งคุยกันใต้ต้นมะม่วงกันอากาศมันดีกว่าตรงนี้เยอะ” ว่าแล้วข้าพเจ้าก็เดินตามเฒ่าจ่ำไปที่ต้นมะม่วง สายลมแห่งความสบายพัดโชยมาอีกครั้งทำให้สบายเนื้อสบายใจสุขใจอย่างไรก็ไม่รู้
เฒ่าจ้ำได้เริ่มเล่าประวัติส่วนตัวให้ข้าพเจ้าฟังขณะที่มือซ้ายข้องข้าพเจ้ากำลังกดเทปบันทึกเสียงอยู่ว่า ชื่อจริงของผม คือนายทองสา ทองสุข เกิดประมาณ วันพฤหัสบดี ที่ 5-6 ขึ้น 5 ค่ำ เดือ 11 (ตุลาคม) ปีระกา พ.ศ. 2464 ปัจจุบันอายุ 84 ปีบิดา นายคำท้าว ทองสุข มารดา นางบง ทองสุข พี่น้อง9 คน เป็นคนที่ 5 สมรสแล้วกับ
ภูมิลำเนาเดิมนั้น 15 ต.อีหล่ำ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ขรุขันธ์ (ศรีสะเกษ) มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 9 คน เมื่อสมัยเด็กเข้าเรียนที่ ร.ร.บ้านโนนน้อย จบ ป.2 ได้ลาออก ไปเรียนที่ ร.ร.บ้านโนนยาง ต. อีหล่ำ อ.อุทุมพรพิสัย และจบ ป.4
อายุ 17 ปี บวชเป็นสามเณร 2 พรรษา เมื่อ พ.ศ. 2476 ได้อุปสมบท (พระ) ที่วัดมงคล ต.หาดอาสา พรรษาแรกสอบธรรมตรีได้ พรรษาที่สอง สอบธรรมชั้นโทได้ หลังจากนั้นได้หยุดเรียน และได้เข้าไปเรียนบาลี ที่วัด ไตรมิตร กรุงเทพมหานคร จากนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง จึงได้หนีกลับไปอยู่ที่ ชัยนาท ได้เปิดสอนปริยธรรม โดยที่เป็นครูสอน และผู้สวด และได้เป็นฐานานุกรมเจ้าคณะจังหวัดชัยนาท หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธรรมธร อาศัยอยู่ที่ชัยนาทประมาณ 5 ปี
ปี 2493 ขึ้นมาภาคอีสาน จำพรรษาอยู่ที่บ้าน หนองคลองใหญ่ ต.บ้านเหล่า อ.พะลับ (เมือง) จ.ขอนแก่น ได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส และเปิดสอนปริยธรรม ประมาณ 5 ปี
ปี 2498 ลาสิกขา ในเดือน มิถุนายน และได้แต่งงาน กับนางวิไลวรรณ (ตุ่น) ในเดือนนั้น ขณะแต่งงาน นายทองสา อายุได้ 36 ปี มีบุตรด้วยกัน 5 คน เป็นชายล้วน และได้อาศัยอยู่ ณ บ้านเลขที่ 29 หมู่ 4 ต.ยางคำ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น
ข้าพเจ้ากดปิดเทปบันทึกเสียงหลังจากที่เฒ่าจ่ำได้เล่าเรื่องราวของชีวิตทีผ่านวิถีแห่งการต่อสู้ตั้งแต่หนุ่มจนถึงอายุอย่าวัยชรา นาฬิกาข้อมือข้องข้าพเจ้าบ่งบอกถึงเวลาว่า ขณะนี้ กาลเวลาที่ผ่านมากำลังย่างก้าวสู่เวลา บ่าย โมงแล้ว เฒ่าจ้ำลุกขึ้นจากที่นั่งใต้ต้นมะม่วงพร้อมกับชวนข้าพเจ้าว่า เดี๋ยวไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านที่มาเข้าร่วมกันทำพิธีกัน ข้าพเจ้าไม่คิดอะไรมากเดินตามเฒ่าจ่ำไปโดยดี
เมื่อเดินไปถึงในแต่ละบ้านซึ่งเจ้าบ้านและครอบครัวมาร่วมพิธีกรรม นั้นเจ้าของบ้านจ้ำไปเยจะสรงน้ำแก่เฒ่าจ้ำ อันเป็นพิธีกรรมที่สืบเนื่องกันมาหลังเสร็จพิธี
“ ต่อไปนี้ครอบครัวของเราจะได้อยู่เย็นเป็นสุขผีปู่ตาได้รับทราบเรื่องราวแล้วต่อไปครอบครัวเราจะเจริญรุ่งเรื่อง” เจ้าของบ้านหลังหนึ่งที่เฒ่าจ่ำไปเยี่ยมพูดคุยกับเฒ่าจ้ำ
เมื่อไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านที่มาร่วมพิธีกรรมครบทุกบ้านแล้วเฒ่าจ้ำได้ชวนข้าพเจ้าไปที่บ้านของทาน ระหว่างทางเฒ่าจ่ำได้ปรยขึ้นมาว่า “ทางการพยายามให้ผมเลิกเป้นเฒ่าจ่ำมาหลายครั้งแล้วทางการเขาว่างมงาย แต่ทางการไม่เข้าใจชาวบ้านหรอกเพราะเขาเชื่อว่าจริงและสิบทอดปฏิบัติกันมาชั่วลูกชั่วหลาน” เฒ่าจ่ำเปรยเสร็จเบือนหน้าออกไปสุ่แสงตะวันที่กำลังจาลาลับ สีหน้าที่ปอกกล่าวถึงความที่จะต้องสูณเสียอะไรไปสักอยากอยากน้ำเล็กๆคลอเบ้าตา ทข้าพเจ้าไม่กล้าสบหน้ากับเฒ่าจ้ำ แต่ก็รู้ว่าอะไรกำลังจะมาถึงในวิถีชีวิตของท่าน
พื้นบ้านยกสูงตามแบบฉบับของบ้านพื้นเมืองในภาคอีสาน บนชานหน้าบ้านข้าพเจ้าได้รับการต้อนรับจาก ภรรยาเฒ่าจ้ำด้วยน้ำฝนขันใหญ่เย็นชื่นใจส่วนเฒ่าจ้ำขอตัวไปลากควายกลับมาที่บ้าน “ นี่อายุของแกก้เยอะแล้วอยากจะให้แกเลิกเป็นเฒ่าจ้ำเสียทีกลัวแกจะเป็นลมเป็นแล้งไป แต่แกก้ไม่ยอมแกบอกว่าถ้าไม่มีแกแล้วชาวบ้านจะพึงใครได้ละ ฉันก็นิ่งเงียบทุกครั้งที่แกพูดถึงเรื่องนี้” เวลาเย็นเริ่มครอบคลุมหมู่บ้านยางคำ เฒ่าจ้ำเอาควายเข้าเล้าแล้วขึ้นมาบนบ้าน ข้าพเจ้าล่ำลาเฒ่าจ้ำและภรรยา บอกว่าคราวหลังจะมาเยี่ยมใหม่และจะซื้อผ้าถุงลายสวยๆมาฝากในคราวหน้า “ โชคดีนะลูกคราวหน้าก็มาเยี่ยมอีกแล้วกันมานอนค่งที่นี่สักคืนก็ได้จะได้คุยกันในเรื่องราวต่างๆที่ลูกอยากรู้มากกว่านี้นะ”
ข้าพเจ้าเดินลงบันไดอย่างช้า ๆอยากเก็บเรื่องราวให้มากกว่านี้แต่เวลาและเหตุการณ์มันบังคับแต่นี่ก็เยอะแล้วนะ ข้าพเจ้าพูดกับตัวเอง
เสียงตะโกนไล่หลังของเฒ่าจ้ำบอกให้ ยอด ลูกชายคนกลางขับไปส่งข้าพเจ้าที่ถนนใหญ่ “ บึ้น บึ้น บึ้น เสียงมอเตอร์ไซค์วึ่งใกล้จะปลดปกระจำการของยอดตะบึ่งไปตามถนนดินแดง
ยอดได้พูดกับข้าพเจ้าขณะมอเตอรืไซค์ได้จอดนิ่งสงบบนถนนหลวงสายใหญ่

“ พ่อเป็นคนที่เสียสละช่วยชาวบ้านทุกอย่าง เป็นที่เคารพของชาวบ้าน พ่อไม่เคยเกี่ยงเลยว่าเมื่อชาวบ้านบอกให้ไปทำพิธีต่าง ๆพ่อเต็มใจที่จะไป พ่อเคยบอกว่าเมื่อเป็นหน้าที่ของเราก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”
รถบัสคันใหญ่สภาพเก่าเต็มไปด้วยผู้โดยสารที่ต้องการไปสู่จุดหมายปลายทาง ข้าพเจ้าลายอดแล้วบอกว่าถ้ามีธุรอะไรในเมืองให้แวะไปหาบ้างเพื่อถามสารทุกสุขดิบเฒ่าจ้ำ ยอดรับปาก รถบัสคันใหญ่สภาพเก่าได้เคลื่อนออกจากถนนใหญ่มุ่งตรงไปสู่ความศิวิลัยที่เรียกว่า เมือง แต่ข้าพเจ้ายังจำตรึงตรากับวันเวลาแห่งวิถีของชาวบ้านพิธีกรรมที่บังเกิดจากความเชื่อโดยผู้ส่งสารแห่งความเชื่อคือ เฒ่าจ่ำ ผู้ติดต่อกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ นำพาซึ่งความสุข ณ หมู่บ้านแห่งนี้ แล้วจะกลับมาอีกครา









โดย : thai2475
เมื่อเวลา :

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook