บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1

>> นกกะเต็นอกขาว แม้ขึ้นชื่อว่านกกะเต็นแต่ก็มิได้เป็นนกกินปลาอย่างเดียว
เรื่อง : นกกะเต็นอกขาว แม้ขึ้นชื่อว่านกกะเต็นแต่ก็มิได้เป็นนกกินปลาอย่างเดียว

ขึ้นชื่อว่านกกะเต็นแล้วจัดว่าเป็นนกที่นักดูนกใฝ่ฝันถวิลหาดูกันทุกคน ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มักชอบดูนกกะเต็นอยู่เสมอแม้ว่านกกะเต็นบางชนิดอาจเป็นนกที่มีโอกาสได้เห็นบ่อยครั้ง เช่น นกกะเต็นน้อยธรรมดา, นกกะเต็นหัวดำ และนกกะเต็นอกขาว ฯลฯ
เมื่อครั้งที่ผมเริ่มหัดดูนก โดยที่การดูนกภาคสนามครั้งที่สองของผมคือที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานซึ่งสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยได้จัดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 สมัยนั้นนายกสมาคมอนุรักษ์นกคือคุณสันทนา ปลื้มชูศักดิ์หรือที่รู้จักกันในนามว่า “น้าโบ๊ะ” เป็นผู้นำดูนกในครั้งนั้น พวกเราออกเดินทางใน 2 ทุ่มเศษและมาถึงที่ทำการอุทยานในช่วงดึกสงัด สมาชิกต่างได้รับอนุญาตให้เข้าไปนอนพักผ่อนในห้องนิทรรศการ
เมื่อถึงยามรุ่งอรุณผมกับเพื่อนนักดูนกอีกหลายคนมานั่งดื่มกาแฟและทานอาหารว่างที่ร้านอาหารซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกับที่ทำการอุทยาน ยามเช้าวันนั้นช่างเป็นวันที่อากาศสดใส นกกระแตแต้แว๊ด (Red-wattled Lapwing) ส่งเสียงร้องดังลั่นมาแต่ไกล ในต่อมาน้าโบ๊ะเรียกให้ทุกคนมาดูนกกะเต็นชนิดหนึ่งซึ่งบินเลียบบริเวณลุ่มน้ำที่อยู่ด้านนอกร้านอาหาร ผมซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้เห็นนกชนิดนี้รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นลำตัวนกที่มีสีฟ้าครามสดใส และที่หน้าอกแสดงให้เห็นถึงสีขาวบริสุทธิ์ที่เห็นได้ชัดเจน มันจึงเป็นยามเช้าที่น่าประทับใจมาก สำหรับนักดูนกแล้วถือว่าเป็นการเริ่มต้นดูนกที่ดีมากทีเดียว
นกกะเต็นอกขาว (White-throated Kingfisher: Halcyon smyrnensis) สำหรับที่ชื่อสกุลนั้นมาจากรากศัพท์ภาษากรีก คือ alkyon อันมีที่มาจากเทพนิยายปกรณัมของกรีก-โรมันโบราณ ซึ่งขอเล่าที่มาที่ไปเสียหน่อยอาจดูเป็นการพูดนอกประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับนกสักหน่อยนะครับ เรื่องมีอยู่ว่า
นานมาแล้วมีหญิงสาวผู้หนึ่งมีนามว่าอัลซิโอนี (Alcyone) เธอเป็นบุตรสาวของเทพเอียวลัสจ้าวแห่งลม มีสำนักอยู่เกาะเอียวเลีย ได้วิวาห์กับท้าวซีอิกส์ (Ceyx ซึ่งมีนกกะเต็นบางชนิดนำมาใช้เป็นชื่อสกุล เช่น นกกะเต็นน้อยสามนิ้ว : Black-back Kingfisher (Ceyx erithacus); Rufous-backed Kingfisher (Ceyx rufidorsa)) เจ้าเมืองทราคินแห่งแคว้นเธสสะลี นางอัลซิโอนีมีความรักและซื่อสัตย์ต่อผู้เป็นสามีอย่างมาก
เมื่อถึงวันหนึ่งที่ท้าวซีอิกส์ต้องออกเดินทางไปพบกับเทพอพอลโล ณ ศาลเจ้าบนเกาะไอโอเนียเพื่อต้องการแก้ไขความวิบัติจากภัยธรรมชาติ นางอัลซิโอนีได้ทัดทานการไปของสามีซึ่งเกรงว่าสามีของนางจะได้รับภยันตราย ซึ่งหากจะไปก็ขอให้นางได้ติดตามไปด้วยเพื่อที่จะได้ขอให้เทพเอียวลัสบิดาของนางคอยช่วยเหลือในยามจำเป็น หรือถ้าช่วยไม่ได้ก็ขอได้ตายตกตามกันไป แต่ท้าวซีอิกส์ต้องการให้นางอยู่เฝ้ารอการกลับมาซึ่งคาดว่าจะใช้ประมาณ 2 เดือน ในระหว่างการเดินทางนั้นก็ได้เกิดลมพายุและเกิดคลื่นซัดกระหน่ำจนทำให้เรือเสียหลักและอับปางลง ท้าวซีอิกส์ก็ทำใจแล้วว่าตนเองคงไม่มีชีวิตรอดกลับไปหานางอันเป็นที่รักเป็นแน่ ก่อนจะสิ้นลมหายใจท้าวซีอิกส์ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าหากต้องจบชีวิตไปจริง ๆ ขอให้ร่างของตนจงล่องลอยกลับไปหานางอันเป็นที่รัก เพื่อให้นางได้บรรจงฝังศพด้วยมือของนางเอง หลังจากที่อธิษฐานเสร็จร่างของท้าวซีอิกส์ก็จมลงสู่สายธาราอันกว้างใหญ่นั้นเอง
ตลอดทุกเพลานางอัลซิโอนีเฝ้าคอยการกลับมาของสามี ความพะวงถึงสามีทำให้นางได้ขอพรกับเจ้าแม่ยูโน ตั้งจิตอธิษฐานขอให้สามีของนางปลอดภัย แต่ในที่สุดเจ้าแม่ยูโนก็มิอาจทนให้นางอัลซิโอนีบวงสรวงลม ๆ แล้ง ๆ ต่อไปได้ จึงได้มีรับสั่งให้เทวีไอลิสไปเข้าฝันนางอัลซิโอนีโดยให้ไอซีลอสจำแลงตนเป็นท้าวซีอิกส์ และนางอัลซิโอนีได้พบกับสามีในความฝัน ท้าวซีอิกส์ได้บอกกับนางว่าตนเองได้จมน้ำตายเนื่องจากเรืออับปางเสียแล้ว เมื่อนางสะดุ้งตื่นขึ้นก็เชื่อในความฝันนี้ นางได้ออกไปที่ริมชายหาดตรงบริเวณที่มีการสั่งเสียกัน พลันนางก็ได้เห็นร่างของสามีลอยมาหาจริง ๆ นางร่ำไห้คร่ำครวญถึงการจากไปของสามี จึงได้จบชีวิตตนเองด้วยการกระโดดลงทะเลและกลายร่างเป็นนกกินปลา (Kingfisher) กระพือปีกถลาร่อนอยู่เหนือผิวน้ำพลางส่งเสียงร้องกระเส่าบ่งบอกถึงความโศกเศร้าสุดประมาณ นางเอาปีกโอบร่างสามีอันเป็นที่รัก แล้วก้มศีรษะลงซบแอบอิงพร้อมกับจุมพิตด้วยจงอยปากของนาง ทันใดนั้นร่างของท้าวซีอิกส์ก็เผยอขึ้นเหนือน้ำเหมือนราวกับว่ามีชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ร่างของท้าวซีอิกส์ได้กลายร่างเป็นนกอีกชนิดหนึ่งโผบินไปด้วยกันกับนางอัลซิโอนี ทั้งนี้เป็นเพราะเทพเจ้าสงสารจึงบันดาลให้ทั้งคู่กลายเป็นนกกะเต็นและชอบทำรังกกลูกบนผิวน้ำทะเลในช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกมากที่สุดในฤดูเหมันต์ (อยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 22 ธันวาคมของทุกปี) ทำให้คลื่นลมต่างก็พากันหลงใหลเสน่ห์ของนางระหว่างที่ไข่กำลังฟักอยู่คลื่นลมจึงสงบเป็นระยะสองสัปดาห์ ซึ่งในต่อมาก็ทำให้เกิดคำกล่าว alkyonides hemerai หรือ Halcyon Days ขึ้นโดยมีความหมายว่า “ช่วงที่เกิดความสุขสงบ หรือ ช่วงที่เป็นแห่งความเจริญรุ่งเรือง”
ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 alkyon ได้ถูกยืมมาใช้ในภาษาอังกฤษในรูปของ Halcyon เพื่อใช้ในความหมายของนกกินปลาชนิดหนึ่ง เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน Halcyon ยังถูกนำมาใช้เป็นคำคุณศัพท์โดยหมายความถึง ความเงียบสงบ ไม่มีลม ราบรื่น ปราศจากสิ่งรบกวน
สำหรับชาวจีนนั้นยังมองเห็นสีขนนกกะเต็นลักษณะเลื่อมลาย นกกะเต็นจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความงาม โดยทั่วไปชาวจีนยังเชื่อว่านกกะเต็นเป็นสัญลักษณ์ของความสุขฉันสามีภรรยา
นกกะเต็นอกขาว (White-throated Kingfisher: Halcyon Smyrnensis) หรืออาจเรียกว่า White-breasted Kingfisher ขึ้นอยู่กับบางชนิดย่อยที่บริเวณแถบหน้าอกมีสีขาวมากหรือน้อย เป็นนกที่คุ้นเคยอยู่ตามชนบทและบริเวณพื้นที่โล่ง
จัดอยู่ในตระกูล Family: Alcedinidae; Order: Coraciiformes; Class: Aves แต่นักธรรมชาติวิทยาบางกลุ่มได้แบ่งสกุลนกกะเต็นเป็น 3 วงศ์ คือ Alcedinidae, Halcyonidae และ Cerylidae เป็นความเข้าใจโดยสืบทอดกันมา แต่การแบ่งชื่อวงศ์ทั้งสามวงศ์นี้ยังไม่มีการแบ่งใช้อย่างเป็นทางการ
ยังมีชื่อเรียกหลายภาษาเช่นกันตามแต่ละท้องถิ่น เช่น
ภาษาจีน ภาษาจีนของนกกะเต็นสกุล Halcyon มีชื่อว่า fei-cui (เฟย-ชุ่ย) บางครั้งอาจเรียกว่า fei-cui niao (เฟย-ชุ่ย เหนี่ยว) ซึ่งสอดคล้องกับพจนานุกรมของจีนฉบับหนึ่งในยุคต้นคือ shuowen jiezi (ซิว เหวิน เจีย จือ) ในสมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 220) คำว่า fei-cui คือ การรวมคำ 2 คำ คือ fei (เฟย) คือ chi-yu-que (ชือ อวี เชวีย : Red-winged Sparrow) เป็นนกชนิดปีกสีแดง และ cui คือ qing-yu que (ชิง-อวี เชวีย : Green/Blue-winged Sparrow) คือ นกชนิดที่ปีกสีฟ้าหรือสีเขียว คำว่า fei-cui ต่อมาได้ถูกขยายความโดยหมายความถึง “หยก” ซึ่งเป็นหินที่มีค่าที่ชาวจีนนิยมซึ่งมีทั้งสีแดงและสีเขียว
ภาษาญี่ปุ่น นักธรรมชาติเรียกนกกะเต็นสกุล Halcyon ว่า Shoobin (ชูบิน) ซึ่งเขียนตัวอักษรแบบเดียวกับของจีน ซึ่งภาษาญี่ปุ่นใช้หมายความถึงนกกะเต็นสกุล Alcedinidae คำว่า Shoobin ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า Kawa-semi (คาวา-เซมิ) ซึ่งหมายถึงความหมายทั่วไปของคำว่า “Kingfisher” ซึ่งสำหรับผู้ที่ไม่สันทัดทางด้านภาษาแล้ว คำว่า Kawa-semi ดูจะคุ้นเคยมากกว่า
สำหรับภาษาต่าง ๆ ที่พอจะรวบรวมมีดังนี้
English: White-breasted Kingfisher, White-throated Kingfisher
German: Braunliest
French: Martin-Pecheur de Smyrne
Spanish: Martin Pescador Turco
Danish: Smyrna Isfugl
Swedish: Smyrna Kungsfiskare
Norwegian: Kastanje Isfugl
Chinese: Bai xiong fei-cui (ไป่ ซง เฟย ชุ่ย : White-breasted feicui), Cang fei-cui (ชาง เฟย-ชุ่ย : Blue feicui)
Vietnamese: Sa dau nau (Brown-headed Sa)
Japanese: Ao Shoobin (อาโอ ชูบิน : Blue shoobin)
Indian: Sadabuk Manchranga
Malayan: Pekaka Dada Putih
Java: Raja udang leher putih
ลักษณะที่สำคัญ เป็นนกขนาดกลางมีความยาวประมาณ 26 – 28 เซนติเมตร ความยาวจากปลายปีกด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งประมาณ 40 – 43 เซนติเมตร น้ำหนัก 75 – 110 กรัม เป็นนกที่ง่ายต่อการจำแนกโดยมีจงอยปากสีแดงขนาดใหญ่มีความยาว 6 – 7 เซนติเมตร มีขนคลุมปีกสีน้ำเงินสว่าง มีคอและหน้าอกสีขาวคล้ายผ้ากันเปื้อน และท้องมีสีน้ำตาล ในขณะที่นกบินอยู่จะปรากฏเห็นจุดสีขาวใหญ่ที่ปีก เป็นนกที่ส่งเสียงดังมากและร้องเสียงรัวเร็ว ถ้าร้องเพื่อปกป้องอาณาเขตของตัวเอง จะส่งเสียงดัง Kli-li-li-li-li และส่งเสียงแหลมสูงเหมือนเสียงหัวเราะ chake-ake-ake-ake-ake เคลื่อนย้ายจากคอนเกาะไม่หยุดหย่อน
ในช่วงระหว่างเดือนกันยายนจนถึงเมษายน นกกะเต็นหัวดำ (Black-capped Kingfisher : Halcyon pileata) บินอพยพเข้ามาเมืองไทยซึ่งเป็นนกที่มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน โดยที่นกทั้งสองชนิดสามารถแยกความแตกต่างได้ที่นกกะเต็นหัวดำมีศีรษะสีดำ ที่บริเวณคอและหน้าอกส่วนบนมีสีขาว มีลักษณะคล้ายสร้อยคอสีขาวแคบและมีหน้าอกสีส้มที่ต่ำลงมารวมถึงที่ท้อง มีโอกาสเห็นนกกะเต็นหัวดำตามแหล่งน้ำมากกว่านกกะเต็นอกขาว เช่น ชายฝั่งทะเล, พื้นที่ชุ่มน้ำ, แหล่งน้ำจืด และบึง แต่ก็สามารถเห็นได้ในพื้นที่ที่ห่างไกลจากทะเลโดยเฉพาะในฤดูการอพยพ
นกชนิดนี้ก็มีชนิดย่อยเหมือนกับนกในสกุลอื่น ๆ ตามแต่ละพื้นที่ทั่วโลกดังนี้
1. ชนิดย่อย H.s. smyrnensis นกเพศผู้มีศีรษะเป็นสีน้ำตาลแดงเข้มรวมถึงสีข้างและท้อง ที่คาง, คอและหน้าอกเป็นสีขาว ลำตัวด้านหลัง, ปีก และหางเป็นสีฟ้า ขนคลุมปีกเล็กกว่า ขนกลางปีกมีสีฟ้าเข้ม มีแต้มสีขาวที่ถัดจากขนปลายปีกสีดำ เห็นได้ชัดเจนในขณะที่นกบิน จงอยปากสีแดง มีม่านตาเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีหนังเปลือยเปล่ารอบตาสีแดง ขาและเท้ามีสีแดงสลัว ในขณะที่นกเพศเมียมีศีรษะและท้องเป็นสีจางกว่าเล็กน้อย นกตัวไม่เต็มวัยมีสีดูไม่แจ่มใสมากนัก หน้าอกและคอมีสีขาวและมีลายเกล็ดสีเข้ม
2. ชนิดย่อย H.s. fusca มีขนาดเล็กกว่า มีสีทึบกว่าเล็กน้อยและที่ลำตัวด้านหลังเป็นสีเขียวเจือปนเล็กน้อยปนกับสีฟ้า
3. ชนิดย่อย H.s.saruratior มีลักษณะคล้ายคลึงกับชนิดย่อย smyrnensis แต่ที่ศีรษะและลำตัวส่วนหน้ามีสีน้ำตาลเข้มกว่า
4. ชนิดย่อย H.s.gularis มีลักษณะคล้ายคลึงกับชนิดย่อย fusca แต่มีเพียงที่คางและคอสีขาว และขนกลางปีกมีสีเข้มกว่า
5. ชนิดย่อย H.s.perpulchra นกตัวเต็มวัยที่ศีรษะและท้องมีสีน้ำตาลแดงเข้ม ที่คางและคอยาวลงมาถึงตอนกลางของหน้าอกมีสีขาวอย่างเด่นชัด ตั้งแต่ลำตัวด้านหลังจนถึงหางและพื้นที่ส่วนมากของปีกมีสีฟ้าอมเขียว ขนคลุมหัวไหล่มีสีน้ำตาลแดงเข้มและมีแถบบนขนคลุมปีกสีดำ จงอยปากหนาเป็นสีแดงคล้ำ ในขณะที่นกบินจะแสดงให้เห็นถึงแต้มสีขาวขนาดใหญ่ตรงบริเวณถัดจากขนปลายปีก นกตัวไม่เต็มวัยที่ลำตัวช่วงบน, ปีก และหางมีสีไม่สดใสและที่บริเวณคอและหน้าอกมีลายเส้นเล็ก ๆ คดเคี้ยวเป็นคลื่นสีเข้ม มีจงอยปากเป็นสีน้ำตาล
พื้นที่อยู่อาศัย เป็นนกที่มักเห็นอยู่ตามชนบทและบริเวณพื้นที่โล่ง นกกะเต็นอกขาวได้รับการยกย่องว่าสามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี ดังนั้นนกชนิดนี้จึงมิได้อยู่ตามแหล่งน้ำเสมอไป เพราะสามารถพบนกกะเต็นอกขาวได้ตามทุ่งนา, แหล่งเกษตรกรรม, บึงน้ำ, บริเวณใกล้ทะเลสาบ, แอ่งน้ำ, คลอง, เขื่อน, ริมฝั่งแม่น้ำที่ประกอบด้วยต้นไม้และพุ่มไม้, ที่โคลนชายฝั่งหาดทราย ยังอาจพบว่าอาศัยอยู่ในบริเวณป่า เช่น ป่าผลัดใบแล้ง แต่ปกติไม่ใคร่อยู่ในป่าทึบ บางโอกาสยังอาจพบได้ตามสวนหย่อมและแหล่งเพาะปลูก การทำรังโดยการขุดโพรงค่อนข้างลึกตามริมฝั่งทรายหรือเนินดิน, ตามท้องร่อง, ลำธาร, แม่น้ำ, แอ่งน้ำเป็นบริเวณกว้าง บางครั้งอาจทำรังในจอมปลวก, ตามรอยแตกของโขดหิน ในอิสราเอลนั้นบางโอกาสทำรังในโพรงของนกจาบคา (Bee-eaters) รังอยู่ในโพรงลึกที่เอียงลาดมีความลึกประมาณ 30 – 150 เซนติเมตร อยู่ในระดับความสูงจากพื้นที่ราบจนถึง 1,525 เมตร
การแพร่กระจาย นกกะเต็นชนิดนี้พบได้ทุกหนทุกแห่งตั้งแต่แถบตะวันออกกลางไปจนถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ประชากรทางแถบตะวันออกกลางบินข้ามไปทางใต้ของจีนและฮ่องกง โดยมีนกบางกลุ่มบินอพยพโดยใช้ระยะทางอันสั้นขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของอาหารในแต่ละฤดูกาล มีความเป็นไปได้ที่อาจเกิดจากนกกำลังมีนกตัวไม่เต็มวัยด้วย
1. ชนิดย่อย H.s.fusca พบได้ง่ายมากเป็นนกที่มีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ยังเป็นนกที่หาพบได้ตั้งแต่อ่าวเปอร์เซีย, ตามชายฝั่งทะเลตอนใต้ของตุรกี และบางครั้งอาจพบในทางตอนเหนือของซีเรีย, ในอิสราเอลและจอร์แดน มีการผสมพันธุ์ที่เห็นได้ง่ายมากทางตอนใต้และภาคตะวันออกของอิรัก ยังพบในอินเดียและศรีลังกาไปทางตะวันออกจนถึงภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนและไต้หวัน และลงใต้ไปถึงหมู่เกาะสุมาตราและภาคตะวันตกของอินโดนีเซีย
2. ชนิดย่อย H.s.smyrnensis พบได้ในภาคตะวันตกและภาคใต้ของตุรกีลงใต้ไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอียิปต์และจากตอนกลางของอิรักไปทางตะวันออกจนถึงปากีสถาน, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถาน และภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ในอิสราเอลเป็นนกประจำถิ่นที่พบได้ง่ายทั้งในตอนกลางและภาคเหนือของประเทศ แต่มักไม่ใคร่เห็นในภาคใต้ของประเทศมีการบันทึกว่าบินเร่ร่อนในกรีซ, ไซปรัส และประเทศในแถบตะวันออกกลางหลายประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, ซีเรีย และคูเวต ยังพบได้ในพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียต
3. ชนิดย่อย H.s.saruratior พบในหมู่เกาะทะเลอันดามัน
4. ชนิดย่อย H.s.gularis พบได้ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์
5. ชนิดย่อย H.s.perpulchra อยู่ประจำถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอียิปต์, ทางภาคใต้ของตุรกี, ตะวันออกกลาง, พื้นที่ส่วนใหญของอินเดีย, ทางตอนใต้ของจีน, ไต้หวัน, หมู่เกาะฟิลิปปินส์, หมู่เกาะสุมาตรา, ภาคตะวันตกของอินโดนีเซีย
พฤติกรรมและการหาอาหาร สามารถกินอาหารได้หลากหลายทั้งแมลง เช่น ตั๊กแตน, จิ้งหรีด, แมลงสาบ, แมลงปีกแข็ง, ผึ้ง สัตว์เลื้อยคลาน เช่น กิ้งก่า, ยังกินสัตว์จำพวกหอย, ปู, และสัตว์เล็กต่าง ๆ เช่น กบ, ไส้เดือน, งู, นกและหนู มีเพียงบางโอกาสเท่านั้นที่กินปลา เป็นแบบอย่างที่มักเกาะและคอยล่าเหยื่อ ใช้นานในการเกาะที่คอนที่อยู่สูงขึ้นไป 10 เมตรจากระดับพื้นดิน เมื่อเห็นเหยื่อแล้วจะพุ่งเอาศีรษะลงไปในน้ำเป็นอันดับแรกหรือเอาเท้าแตะพื้นดินเป็นอันดับแรก สามารถบินอยู่กับที่ชั่วระยะหนึ่งเหนือผิวน้ำและมองหาเหยื่อก่อน เมื่อพบเหยื่อแล้วก็จะบินลงจ้วงเข้าหาเหยื่อ
การผสมพันธุ์ ในอียิปต์มีการผสมพันธุ์ในระหว่างเดือนมิถุนายน, ผสมพันธุ์ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมในอิสราเอลและอิรัก, ผสมพันธุ์ระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมในอินเดีย, ผสมพันธุ์ในระหว่างเดือนธันวาคมถึงสิงหาคมในมาเลเซีย และผสมพันธุ์ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายนในไทย, เกาะสุมาตรา และฟิลิปปินส์ เป็นนกที่มีคู่สมรสเดียวคือจับคู่ผสมพันธุ์กันตลอดชีวิต ถ้าหากนกมีการเร่งออกไข่เพราะเกิดจากปัจจัยแวดล้อมภายนอกก็จะแสดงพฤติกรรมการหย่อนตัวลงน้ำ บางโอกาสผสมพันธุ์ 2 ครั้งใน 1 ปี ออกไข่คราวละ 5 – 6 ฟอง ไข่มีสีขาว ขนาด 29.70 x 26.40 มิลลิเมตรโดยเฉลี่ย ทั้งพ่อแม่นกช่วยกันฟักไข่โดยใช้ระยะ 18 – 20 วัน พ่อแม่นกยังช่วยกันป้อนอาหารให้แก่ลูกน้อย
สถานภาพและการอนุรักษ์ ถ้านับทั่วโลกแล้วจัดว่าไม่เป็นนกที่เสี่ยงต่อการถูกคุกคาม โดยทั่วไปพบเห็นได้ง่ายทั่วทุกพื้นที่
เหล่าวงศ์นกกะเต็นจึงเป็นนกที่นักดูนกทุกคนใฝ่ฝันอยากจะเห็นแม้บางชนิดเราอาจเห็นได้เป็นประจำ แต่เมื่อใดที่ได้เห็นแล้วก็มักจะอดชมไม่ได้ว่า มันเป็นนกที่สวยงามสมควรแก่การเฝ้ารอ
แก่งกระจานในยุคนั้นจัดเป็นแหล่งที่ดูนกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย สามารถดูนกได้ในทุกบริเวณซึ่งค่อนข้างแตกต่างกันมากในปัจจุบันนี้ ในครั้งนั้นพวกเรายังเห็นนกตั้งล้อ (Great Barbet) มาเกาะบนคบไม้สูงในบริเวณพระตำหนักบนเขาพะเนินทุ่ง ยังสามารถพบบรรดานกปลีกล้วยต่าง ๆ อีกทั้งตลอดเส้นทางที่รถสัญจรตลอดแนวพวกเราจะได้ยินเสียงเหล่าปักษาส่งเสียงกันดังระงม คนขับรถต้องจอดรถเกือบทุกระยะเมื่อมีสมาชิกตะโกนให้จอดเพื่อคอยดูนกที่น่าสนใจ เช่น การพบไก่ฟ้าหลังเทา (Kalij Pheasant) การบินร่อนของเหยี่ยวชนิดต่าง ๆ สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าก็คือการที่ต้นไม้ทั้งสองฝากฝั่งโน้มเอียงเข้าหากัน มันช่างเป็นบรรยากาศยอดเยี่ยมที่หาที่ใดเสมอเทียมได้ยาก หวาดหวั่นเสียเหลือเกินที่สภาพป่าในแก่งกระจานจะไม่ต่างไปจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
เคยได้อ่านบทความหนึ่งของพี่สุธีในหัวข้อเรื่องเกริงกระเวียในความทรงจำ แต่อีกไม่นานเราอาจได้ยินคำนิยามอีกคำหนึ่งขึ้นมาว่า “แก่งกระจานแห่งความทรงจำ” บ้างก็เป็นได้

เอกสารอ้างอิง
1. เทวฝรั่งกรีก-โรมัน: อาจารย์สายสุวรรณ
2. คำนี้มีตำนาน II: อาจารย์สรรเสริญ สุวรรณประเทศ หน้า 37 – 39
3. Birds of Israel
4. A Photographic Guide to Birds of Malaysia & Singapore including Southeast Asia, the Philippines & Borneo page 182: Morten Strange
5. Photographic Library: Johnny Jensen
6. Cyberfair 2003 – Jurong Bird Park Birds
7. A field guide to the Birds of Thailand & Southeas-east Asia: Craig Robson
8. Birds of Thailand page 83 : Roland Eve & Anne Marie Guigue
9. Birds of Kolkata Page 9
10. สัญลักษณ์มงคลจีน สืบสาน จิต วิญญาณบรรพชน : ธวัชชัย ดุลยสุจริต เรียบเรียง หน้า 117
11. A Photographic Guide to the Birds of Thailand Including Southeast Asia & The Philippines page 182 : Morten Strange
12. CJVlang Birds Halcyon : Sibley & Monroe


โดย : พัฒนา สุดยาใจ
เมื่อ :

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook