บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1

>>  สูมาคารวะ อีกหนึ่งSocialization แนวพุทธ

เรื่อง : สูมาคารวะ อีกหนึ่งSocialization แนวพุทธ

สูมาคารวะ อีกหนึ่ง SOCIALIZATION แบบพุทธ

“ เฮ้อ...คืนนี้กราบมาราธอนแหมแล้ว” น้องเณรจ้อยพูดพลางมือก็คัดเลือกดอกไม้ที่ยังคงไม่บอบช้ำมากนักในขันแก้วทั้งสาม ที่ชาวบ้านนำมาบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เมื่อเช้าที่ผ่านมา
“ มันเป๋นจะไดครับพระปี้ กราบมาราธอนนี่ ? ” น้องเณรเบสถามขึ้น ในขณะที่มือก็หอบเอาดอกไม้ซึ่งตนเองก็ไม่รู้หรอก ว่าจะเอาไปทำอย่างไร รู้แต่เพียงว่าเมื่อตอนกลางวันที่ผ่านมา “ขอให้สามเณรทุกรูปนำดอกไม้ ธูป เทียน แล้วไปรวมกันบนพระวิหารก่อนหนึ่งทุ่ม เราจะประกอบพิธีสูมาคารวะกัน” สามเณรวิเชียร ประธานสามเณรได้แจ้งให้ทราบผ่านเสียงตามสายภายในวัด หลังจากที่ฉันเพลเรียบร้อยแล้ว...เครื่องหมายคำถาม ”What is สูมาคารวะ and กราบมาราธอน” ผุดขึ้นในสมองของน้องเณร
“ เดียวสักกำ กะตึงจะฮู้คนเดียวว่ามันเป๋นจะได” เณรจ้อยตอบแบบให้ผู้ถามต้องลุ้นต่อไปว่ามันเป็นอย่างไร พลางมือซ้ายก็กำเอาดอกไม้ที่ตนเองคิดว่ามันคงจะเพียงพอแล้ว ในขณะที่มือขวาก็ยังคงเลือกเอาธูปและเทียนที่ปะปนกัน...ตามคำประชาสัมพันธ์ของท่านประธาน
ราวหกโมงเย็นเสียงประชาสัมพันธ์ข้อความเดิมของท่านประธานเล็ดลอดมาอีกครั้ง...ประหนึ่งว่ามันสำคัญมาก ทุกคนอย่าได้พลาดเลยเชียว... นั่นยิ่งทำให้น้องเณรเบสสงสัยใคร่รู้ต่อไป
...เวลาหนึ่งทุ่มโดยประมาณ พระภิกษุ สามเณร ศิษย์วัด นั่งพร้อมกันบนพระวิหาร ตามลำดับพรรษา อายุใครมีพรรษามากหน่อยก็ต้องนั่งแถวหน้า น้องเณรทั้งหลายที่เพิ่งจบการอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนทั้งหลายก็ต้องนั่งแถวสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุดเพราะยังมีศิษย์วัดอยู่เบื้องหลังนั่นเอง
“สุขา สังฆัสสะ สามัคคี” เมื่อทุกคนพร้อมเพรียงกัน หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านก็นำพระภิกษุ สามเณร ศิษย์วัด ประกอบพิธีขอขมา บอกให้เสื้อวัด ดวงวิญญาณของผู้ที่ปกปักรักษายังวัด ให้ทราบว่าผู้ที่มานั่งพร้อมกันในพระวิหารแห่งนี้จะขอสมาทานประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม ตลอดไตรมาสในอาวาสแห่งนี้
หลังจากที่หลวงพ่อนำประกอบพิธีแล้ว ก็หันหน้ามายังเหล่าลูกวัดทุกรูป/คน ท่านรองเจ้าอาวาสที่ถือว่ามีพรรษาอายุรองจากหลวงพ่อไม่กี่พรรษา ก็นำพวกเรากราบแล้วเปล่งวาจาเป็นภาษาบาลีว่า “อาจริเย ปมาเทนะ ทวารัตตเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต” หรือจะแปลเป็นภาษาไทยก็ได้ใจความว่า ขอท่านอาจารย์จงงดโทษ (ความผิด) ทั้งหมดที่พวกเราได้ประพฤติล่วงเกินทั้งทางกาย วาจา และใจ ที่ตั้งใจและความพลั้งเผลอ ให้กับพวกกระผมด้วย “อะหัง โว ขมามิ ตุมเหหิปิเม ขะมิตัพพัง”...เรางดโทษให้พวกท่าน แม้พวกท่านก็พึงงดโทษให้เราด้วย (เช่นกัน)...หลวงพ่อกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วช่างอ่อนโยนเสียนี่กะไร “อามะ ภันเต”...ขอรับครับท่าน... พวกเราเปล่งตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน
จากนั้นก็เรียงมาตามลำดับ...การกราบมาราธอนของน้องเณรจ้อยก็เริ่มขึ้น...จบที่ศิษย์วัด
การประกอบพิธีแบบนี้หลวงพ่อท่านเจ้าอาวาส ท่านได้บอกให้กับพวกเราทราบว่าท่านได้ทำมาตั้งแต่ท่านมาอยู่ยังวัดแห่งนี้ในปีแรก ก็คือปี พ.ศ. ๒๕๒๓ มาจนถึงปัจจุบัน โดยได้นำมาจากวัดบุพพาราม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นวัดที่ท่านได้จำพรรษาก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสแห่งนี้...วัดพระธาตุดอยสะเก็ด
การสูมาคารวะเป็นการแสดงออกถึงความนอบน้อมที่ผู้น้อยอย่างเราๆ จะพึงแสดงออกต่อท่านๆ นับว่าเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทางพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญ แม้ตอนพระให้พรเป็นภาษาบาลีท่านก็กล่าวไว้ “...อภิวาทนสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง...” “...ธรรมสี่ประการคืออายุ วรรณะ สุขะ พะละ ย่อมเจริญแก่ผู้มีปกติกราบไหว้ นอบน้อมผู้ที่มีอายุ พรรษา (วุฑฒิ) มากกว่าตน...” แต่เนื่องจากว่ามันเป็นภาษาบาลี คนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษามาก็อาจจะแปลไม่ออก บางทีคนที่แปลออกหรือพอจะรู้ความหมายก็ไม่ได้อธิบายให้ฟัง ดังนั้นการให้พรบางครั้งจึงเหมือนกับว่าเป็นการเสกอะไรสักอย่าง...ดูขลังซะจริง
เป็นธรรมดาการอยู่รวมกันหมู่มากย่อมนำมาซึ่งความบาดหมางระหว่างกัน...ไม่มากก็นิด...การเปล่งวาจาอันแสดงถึงความพลั้งพลาดที่ตนเอง(อาจ...เผลอ)ได้กระทำลงไป มันแสดงถึงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะนั่นมันหมายถึงความเอาใจใส่ต่อสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปแล้ว เป็นการหวนระลึกถึงบางสิ่งอย่างที่เราเผลอทำลงไป
คุณวุฒิ วัยวุฒิ นับเป็นสิ่งที่มองได้ยากมากขึ้น โดยเฉพาะวัยวุฒิที่ปัจจุบันมีครีม เครื่องบำรุง หน้าใส หน้าเด้ง มีกันทั่วตลาดให้คนเสาะแสวงหามาบำรุงตน บางครั้งบำรุงกันจนดูเกินงามและเกินวัย ดังนั้นหน้าตาบางทีมันก็บอกอะไรมิได้ว่าใคร “อาวุโส” กว่ากัน คุณวุฒิหรือความรู้ คุณงามความดี มิต้องกล่าวถึง สิ่งเหล่านี้ใช่ว่ามองหน้าปุ๊ปจะรู้ว่าคุณเป็นคนเช่นไร ความรู้มี/มิมีแต่อย่างใด
ปรากฏในคัมภีร์ธรรมบทมีสามเณรหรือพระภิกษุกลุ่มหนึ่งไม่รู้ว่าพระลกุณฏกภัททิยะเป็นพระเถระด้วยความที่ท่านมีสรีระร่างกายที่เล็กเปรียบประหนึ่งสามเณร ก็จึงหยอกล้อ เล่นหัวกับท่าน ภายหลังทราบว่าเป็นพระเถระก็เลยต้องมีการขอขมาลาโทษกันยกใหญ่…มองยากไหมครับท่าน
การสูมาคารวะจึงนับเป็นอีกหนึ่งกระบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) และระบบการปกครองของทางพระพุทธศาสนานอกจากพระธรรมและพระวินัย ถามว่าจำเป็นมากแค่ไหนในเมื่อพุทธศาสนาก็มีพระอริยบุคคล ๔ จำพวกกล่าวคือ พระอรหันต์ พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระโสดาบันอยู่ ก็พึงนับถือกันตามลำดับใช่หรือไม่...ตอบว่าสิ่งเหล่านี้ใช่ว่าใครจะรู้ได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีคุณธรรมหรือภูมิธรรมที่ต่ำกว่า ย่อมไม่รู้หรอกว่าใครจะสูงกว่าตน ...พระโสดาบัน ยากนักที่จะรู้ว่าใครเป็นพระอนาคามี พระสกทาคามี และพระอรหันต์ ตามลำดับ... หากแต่พระอรหันต์นั้น ย่อมรู้ว่าใครเป็นพระสกทาคามี พระอนาคามี และพระโสดาบัน ตามลำดับ...บางคนบ่นด้วยความหดหู่ใจของตนเองว่า “ทุกวันนี้พระอริยบุคคลประมาณว่าพระสุปฏิปันโนนั้นหายาก คงไม่มีแล้วละในโลกใบนี้” หรือเพราะตนเองมิได้อยู่ในชั้นทั้งสี่ดังกล่าวจึงมิเห็นท่านเหล่านั้นกันแน่นะ
แต่ก็อีกนั่นแหละในความเป็นจริงย่อมมีพระที่บวชได้ไม่นานแล้วบรรลุคุณธรรมชั้นสูงเป็นพระอรหันต์ (เมื่อครั้งพุทธกาลบางท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพขณะปลงผมเตรียมตัวจะบวชก็มี) ในขณะที่บางท่านบวชจนไม่รู้กี่พรรษากลับมิได้ปรากฏดวงตาเห็นธรรมแต่อย่างใด ยกตัวอย่างพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากที่บรรลุธรรมก็หลังจากพุทธปรินิพพานแล้วทั้งที่อยู่รับใช้พุทธองค์ตั้งนานหลายพรรษา เหล่านี้จึงมีพุทธบัญญัติให้สงฆ์ในพุทธศาสนามีความเคารพกันตามอายุพรรษา คุณธรรมก็สำคัญแต่เพื่อความพร้อมเพรียงกันก็เอาระบบ”อาวุโส”ก่อน มีสิกขาบทข้อหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติมิให้พระภิกษุในพุทธศาสนาแสดงคุณธรรมหรือคุณวิเศษทั้งที่มีและไม่มีในตนให้กับคนอื่นเห็น สิ่งนี้ยิ่งย้ำให้เห็นถึงระบบการปกครองสงฆ์ที่พระองค์ต้องการให้นับถือกันตามอายุพรรษา และท่านเหล่านั้นก็มีความรับผิดชอบต่อตนเองดี...มิเคยมีใครโกงอายุพรรษา...
สังคมไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนาในส่วนนี้มิใช่น้อย สิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดก็วันสงกรานต์ที่ลูกหลานมักจะหาขันน้ำโปรยส้มป่อยน้ำผสมน้ำอบน้ำหอมไป “ดำหัว” ผู้ใหญ่ที่ตนให้ความเคารพนับถือ หากแต่วันเวลาได้กลืนกินสรรพสิ่ง การเคารพผู้ที่อาวุโสกว่าเริ่มที่จะหดหายไป “ละอ่อนกู่วันนี้มันบ่าฮู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ บ่ามีสูมาการวะ” ฟังดูแล้วน่าใจหาย ปัญหาหลากประการก็ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาจากการที่คุณไม่รู้จักคำว่า “เคารพ” มิพักต้องโยงไปถึงความเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองที่เกิดเป็นปัญหาถกเถียงกันซะยกใหญ่ ก็คงเป็นเพราะการคำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิ” มากเกินงาม หรือการแปรรูปสถานบริการ โรงแรม ให้มีลักษณะคล้ายกับวัด ศาสนวัตถุ อนิจจาความเคารพจะหายไปจริงๆเหรอ สังคมไทย
เล่าประเพณีสูมาคารวะที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด ไยมาถึงเรื่องเหล่านี้ได้ มองอย่างไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินงามผมมองว่าประเพณีแบบนี้ ระเบียบวินัยที่พุทธศาสนาบัญญัติไว้ มันก็ได้หล่อหลอมให้พวกเราทุกคนรู้จักสิ่งเหล่านี้ เลือกที่จะปฏิบัติกันได้อย่างถูกต้อง พระหนุ่มเณรน้อยก็รู้จักปฏิบัติกับพระที่มีอาวุโสทางพรรษากว่า ในขณะที่ท่านเหล่านั้นก็ให้ความเคารพในความคิด ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากพระหนุ่มเณรน้อยอย่างเราๆ และที่สำคัญหลวงพ่อประมุขสงฆ์แห่งนี้ท่านก็มิต้องปวดหัวกับการมีพระภิกษุสามเณรจำนวนมากหลากที่มา...ด้วยทุกคนรู้จักคำว่า “เคารพ” คำว่า “อาวุโส” และพระวินัยที่พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงบัญญัติไว้...พระวินัยจึงเฉกเช่นเข็มและด้ายที่ใช้ร้อยดอกไม้หลากชนิดพันธุ์ ในขณะที่หลวงพ่อซึ่งเป็นผู้สืบทอดสิ่งอันดีงามจากพุทธองค์เป็นผู้ร้อยดอกไม้เหล่านั้นเป็นพวงมาลัยถวายเป็นพุทธบูชา
พิธีกรรมบนพระวิหารจบลงหลังหลวงพ่อได้เปล่งความปรารถนาดีจากจิตใจของท่านเป็นวาจา พวกเราต่างก็แยกย้ายกันไปกราบไหว้พระธาตุ เสื้อวัด รูปปั้นหลวงพ่อพระครูมงคลคุณาทร (ครูบาหมื่น) อดีตเจ้าอาวาส พระประจำวันเกิด และสิ่งที่เราให้ความเคารพนับถือ...มันคือการแสดงออกซึ่งความเคารพ
“ตื่น...ตื่น...” เสียงกระซิบจากน้องเณรข้างๆ พลางใช้ก้านธูปแหย่ที่สีข้างของน้องเณรเบส งานนี้หลวงพ่อคงชี้แจงให้โอวาทกันนานเสียจนน้องเณรเบสเราผล็อยหลับไปตามกำลังแห่งความง่วงอันเข้ามาแทนกำลังที่สูญเสียไปกับการทำงานในช่วงกลางวัน


โดย : สส.วรวิญญู
เมื่อเวลา :

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook