บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 1

>> พรุ่งนี้ฉันก็จะรอเธอ

เรื่อง : พรุ่งนี้ฉันก็จะรอเธอ

ร่างชายผู้หนึ่งที่คนอื่นมองดูว่าไร้สติ นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงคนไข้ที่ปูด้วยฝูกหนา ขาเตียงมีล้อเลื่อนเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้ายหากมีเหตุจำเป็น หัวเตียงทางซ้ายมีเสาเหล็ก 2 เสาแขวนภาชนะรูปร่างเหมือนขวดที่ผู้มาเยี่ยมเยี่ยนคงต่างรู้ได้ว่าเป็นขวดน้ำเกลือ และยากระตุ้นหัวใจ ส่วนฝั่งตรงข้ามมีเครื่องช่วยหายใจขนาดใหญ่ซึ่งมีสายทอดยาวเข้าไปในปากของคนไข้หนุ่ม ที่ดูเหมือนว่าการหายใจของเขาจะไม่ได้เป็นไปด้วยตนเอง แต่เป็นเพราะเจ้าเครื่องที่ว่านี้ เช้าวันนี้เป็นเช้าวันที่ 2 ที่เขานอนอยู่บนเตียงโดยไม่มีท่าทีว่าจะรู้สึกตัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงของคนไข้หนุ่มที่บ้างก็นั่งยืนทั้งในและนอกห้อง ต่างก็ให้กำลังใจ และหวังอย่างสูงว่าผู้ที่หลับใหลอยู่ตรงหน้าจะลืมตาขึ้น
“เฮ้ย กฤษเข้มแข็งไว้ พวกเพื่อนยังรอเอ็งตื่นมานะ” บอย หนึ่งในกลุ่มเพื่อนของคนไข้ที่ยืนอยู่ข้างๆ กล่าวขึ้น
ทุกๆ คนในที่นั้นไม่ทราบเลยว่าทุกคำพูด ทุกเสียงที่เกิดขึ้นในห้อง กฤษผู้ที่นอนอยู่ตรงหน้าพวกเขานั้นจะได้ยินโดยตลอด ในความมืดจากการที่ไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้นั้น กฤษรู้สึกถึงช่วงเวลาของชีวิตที่ไม่นานต่อจากนี้อาจดับสูญไป เขาคิดถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมา ทุกเรื่องเขาไม่นึกเสียดายใดๆ หากแต่ยังมีเรื่องที่อาจยังสงสัย และผิดหวังที่ยังไม่ได้บอกถึงความรู้สึกที่มีต่อคนที่เขารัก เมื่อย้อนคิดไปถึงช่วงเวลาเก่าๆ ช่วงเวลาที่เขาได้รู้จักกับเธอเมื่อ 2 ปีก่อน หากเวลานั้นความรู้สึกของเขา เป็นเช่นเดียวกับวันนี้ ทุกอย่างอาจชัดเจน แต่ความจริงมิใช่อย่างที่คิด เวลานั้นอ้อกลับเป็นเพียงน้องสาวที่น่ารักคนหนึ่งเท่านั้น
กฤษและอ้อได้พบกัน ร่วมงานกิจกรรมต่างๆ ทำให้มีโอกาสพูดคุยกันพอสมควร แต่ด้วยงาน และความมุ่งมั่นทั้งในที่จะเรียนให้จบพร้อมเกียรตินิยม ทำให้กฤษตั้งใจ ทุ่มเทเวลา และความคิดให้กับทั้งสองเรื่องนี้มาก ช่วงเวลาสนุกสนานก็เป็นไปกับเพื่อนฝูง ไม่เคยคิดว่าจะมีใครบางคนที่คอยชำเลืองมองอยู่บ่อยๆ เวลานั้นกฤษไม่เคยคิดว่าจะมีใครมาแอบชอบพอเขา และก็ไม่สนใจด้วย แต่อีกฝ่ายหนึ่ง อ้อ เด็กสาวตัวเล็ก ผิวขาว ผมสอยสั้น สวมแว่นกรอบบางๆ ผู้ที่ใครได้พูดคุยกับเธอจะรู้สึกได้ถึงความเฉลียวฉลาด มั่นใจในตัวเอง กลับเกิดความรู้สึกประทับใจพี่คนนี้อย่างบอกไม่ถูกแต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังคงต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้เพียงลำพัง อาจมีเพียงเพื่อนสนิทที่สุดของเธอ ที่จะคอยเป็นเพื่อนคุยในเรื่องนี้


“เฮ้ย มีไรกันน่ะ กฤษเดินเข้าไปในวงสนทนาด้วยที่มีเพื่อนอยู่ร่วมวงราว 4-5 คน”
“อ้า...มาแล้วเว้ย” ทุกคนส่งเสียงออกมาขณะหันหน้ามาทางกฤษ
เมื่อกฤษนั่งลง บอยเอื้อมมือกอดคอและถาม “เฮ้ยกฤษ เอ็งว่าอ้อนี่น่ารักมั้ยวะ”
“อะไรว่ะ อะไรเอ็งเนี่ย”
“อ้อท่าทางจะชอบเอ็งแน่เลยว่ะ” บอยบอก
“เหรอ”
“แต่น้องเค้าก็รู้แล้วว่ะว่าเอ็งมีแฟนแล้ว เลยไม่รู้ว่าเลิกชอบไปยัง”
“อ้าวใครบอกว่าข้ามีแฟนว่ะ เออ แต่ก็ดีแล้วอย่ามาชอบข้าเลย”
“เออ ก็จริงอย่าเอาน้องเค้าลงมาจมปลักกับเอ็งเลย ฮา...” ทั้งกลุ่มต่างหัวเราะ ดูเป็นเรื่องสนุกสนานไปให้เวลานั้น แต่ไม่รู้ว่าเพราะการได้รับรู้จากคำบอกเล่าครั้งนั้นหรือเผล่าที่ทำให้ความ รู้สึกที่กฤษมีต่ออ้อเริ่มค่อยๆเปลี่ยนไป”
ในช่วงเวลา ที่กฤษต้องมีเรื่องราวประดังเข้ามาทั้งงานโครงการนำนักเรียนมัธยมทัศนศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์ที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ และเรื่องการเรียน เวลานั้นเขาเองไม่มีใครที่คอยคุยเวลาเครียด ไม่มีใครจะมาเป็นที่ปรึกษา บางครั้งเขารู้สึกเหงา เมื่อต้องอยู่ในห้องพักเพียงลำพัง ความเงียบงันนั้นช่างเป็นความรู้สึกที่คงอยู่นานเสียเหลือเกินโดยไม่มีทีท่าว่ามันจะผ่านไปง่ายๆ ด้วยเหตุนี้การต้องร่วมงานกัน ทำให้ความรู้สึกชื่นชมอ้อของกฤษเริ่มมีมากขึ้น อ้อเป็นคนขยัน เป็นผู้หญิงที่มีความคิดดี ไม่ยึดติดกับกรอบ เธอเป็นผู้ที่คิดว่าไม่ควรให้การเล่าเรื่องราวประวัติต่างๆ ของสถานที่หรือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในอดีตของสิ่งที่พบเห็นให้เด็กเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะให้การคุย ถามและชักชวนให้เด็กที่จะร่วมทัศนศึกษาสงสัยและคิดหาเหตุผลรวมถึงข้อคัดค้านสิ่งที่เคยเรียนหรือสิ่งที่ตัวพี่ๆ เองได้เล่า
แม้ความรู้สึกดีๆ ต่ออ้อจะมีมากขึ้น แต่อ้อกลับมีทีท่าต่อกฤษต่างไปจากก่อนหน้านี้ มิใช่ขาดหายไปในทีเดียว แต่แววตาการพูดคุยของเธอเริ่มเปลี่ยนไป ทำให้กฤษคิดต่อไปว่าการเปลี่ยนไปครั้งนี้คงเปลี่ยนไปพร้อมกับความรู้สึกที่เธอเคยมีต่อเขาเองด้วย
เมื่อเวลาผ่านไปกฤษก็จำต้องออกไปทำงาน ขณะที่อ้อยังคงเรียน ทั้งสองต้องห่างเหินกันไป หากแต่ความว้าวุ่นในใจของกฤษยังคงเกิดขึ้นเสมอ และอาจเริ่มมีมากขึ้นด้วยความเครียดและเหน็ดเหนื่อย สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้คือใครซักคนที่จะมาเป็นเพื่อนคุยยามเหงา กฤษหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นกดเบอร์ของอ้อขณะที่ในใจกลับไม่มีความมั่นใจ ไม่รู้ว่าจะคุยอะไร เขารู้แต่เพียงว่าอยากได้ยินเสียงเธอ แม้การได้คุยกันในครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่มันกลับไม่ได้กลับเป็นอย่างที่กฤษคิด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเธอมีท่าทางที่ไม่ค่อยต้องการคุยซักเท่าไร กฤษมีความคิดเช่นนี้หลังการโทร
ระยะเวลาเกือบ 1 เดือนที่กฤษยังพยายามกดโทรศัพท์มือถือคู่ใจของเขาโทรไปหาอ้อ แม้มันจะดูเป็นเวลาที่น้อยสั้นสำหรับการจะเอาชนะใจใครซักคน แต่มันเป็นเวลาที่ยาวนานมาสำหรับกฤษเพราะว่าการโทรไปแต่ละครั้งดูเหมือนไม่ต่างอะไรกับครั้งแรก เขายังไม่มีความรู้สึกว่าหญิงสาวที่คุยอยู่กับเขาจะต้องการให้การสนทนาแต่ละครั้งยาวนาน บางครั้งเขาก็คิดว่าจะไม่โทรอีกตามสไตล์คนหนุ่มที่หยิ่งในตัวเอง ไม่เคยยอมใคร เขาคิดว่าเมื่อคนไม่มีใจให้ก็ไม่จำเป็นต้องตามตื้อ แต่ความคิดเช่นนี้ก็มักจะเลือนหายไป ทุกครั้งที่เขาที่ภาพของอ้อปรากฏขึ้นยามเขาหลับตา
ส่วนในใจของอ้อก็มิได้เย็นชา แข็งแกร่งราวกับหินดั่งที่ใครๆ มอง หากแต่ยังคงมีกำแพงปิดกั้นอยู่เพราะไม่อยากเสียใจอย่างที่เคยเป็นมา เธอไม่ต้องการให้กฤษมารบกวนจิตใจเธอ เธอพยายามลืมความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนยิ่งพยายามลืมเท่าไรเหมือนมันยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
“รู้สึกแปลกๆ จังเลย ไม่รู้ซิ” อ้อบ่นทางโทรศัพท์ไปยังเพื่อนสนิท เหมือนที่ทำอยู่ประจำ
“วันนี้พี่กฤษโทรมาหรือเปล่า” จ๋าเพื่อนสนิทของอ้อถาม จ๋า เป็นเพื่อนคนเดียวที่อ้อมักใช้เป็นที่ปรึกษาในทุกๆเรื่อง รวมถึงเรื่องนี้ด้วย
“เปล่า... ไม่ได้โทรมา 2 วันแล้ว” อ้อตอบ “แต่วันนี้รู้สึกไม่ค่อยดีเลย ไม่รู้ซิบางครั้งก็กลัวพี่เขารู้สึกไม่ดีกับฉัน แต่ก็....”.
“ก็ยอมรับว่ายังไงก็ห่วงเขาใช่มั้ย” จ๋าจี้ถาม แต่ไม่ได้รับคำตอบจากอ้อ “เธอเคยเสียใจและโกธรตัวเองที่ว่าทำไมต้องรู้สึกชอบเขาโดยที่เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับเราซักนิด แต่นั้นมันผ่านไปแล้ว อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไป” จ๋าหยุดเพื่อรอฟังเสียงจากคู่สนทนา แต่เมื่อไม่มีคำพูดใดๆ เธอจึงว่าต่อ
“ อ้อ บางครั้งเธอก็ไม่จำเป็นต้องกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึงนะ ทำตามใจตัวเอง ผลจะเป็นยังไงก็เป็นเรื่องอนาคต แต่เราจะยิ่งเสียใจหากเราไม่ได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่เราต้องการ” คำพูดของจ๋า จากอีกปลายสายโทรศัพท์ทำให้เธอคิดจะตัดสินใจอะไรใหม่


ช่วงสายของวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝน สายลมที่เคยพัดเบาๆ กลับค่อยๆเพิ่มความเร็วและแรงขึ้นเป็นลำดับ อ้อตัดสินใจที่จะทำตามสิ่งที่ตัวเธอเองต้องการ เธอจะโทรหากับพี่ที่เธอชื่นชมมาตลอด แต่แสดงให้เขารู้ว่าเธอยินดีจะพูดคุยกับเขาและจะไม่เขารู้สึกว่าเธอเย็นชากับเขาอีกต่อไป แต่ดูเหมือนอะไรๆจะสายเกินไป
“สวัสดีค่ะ ....” อ้อกล่าวเมื่อมีเสียงรับโทรศัพท์ แต่เสียงที่ตอบมาจากปลายสายฟังไม่เหมือนเสียงที่เคยได้ยิน “ พี่กฤษอยู่มั้ยค่ะ” อ้อถาม
“เอ่อ.... ตอนนี้กฤษรับสายไม่ได้ครับ เค้าอยู่ที่โรงพยาบาล”


“พี่กฤษปวดหัวมากเมื่อคืน” บอยเล่าเรื่องที่ตนเองได้ทราบมาจากหมอให้อ้อผู้กำลังยืนอยู่ข้างๆเตียงด้วยความตกใจ เสียใจ และยังไม่เข้าใจเรื่องต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นได้ฟัง “รู้สึกว่ามันปวดหัวบ่อยๆ มานานแล้ว เมื่อคืนปวดมากพี่ชายมันเลยพามาโรงพยาบาล”
“หมอว่าไง พี่เขาเป็นอะไร” อ้อถาม
“หมอบอกว่ามันเป็นเนื้องอกในสมอง เมื่อคืนผ่าตัดด่วน แต่วันนี้ก็ยังไม่รู้สึกตัว ยังรับรองอะไรไม่ได้ ก็คงทำได้แต่ให้กำลังใจน่ะ” บอยเล่าเพิ่มเติม


ตลอดเวลาที่กฤษคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาในขณะที่เปลือกตายังคงหลับอยู่ เขารู้สึกเสมอว่า ข้างๆ มีใครซักคนอยู่ คอยจับมือเขาไว้ไม่ห่าง เขารู้สึกว่าวันนี้มีคนเต็มไปหมด เดินไปเดินมาบ้างก็พูดคุยกัน บ้างก็ดูเหมือนจะร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ความรู้สึกชัดเจนที่เขาสัมผัสได้คือผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาตลอดคืออ้อ ผู้ที่เขาหวังว่าจะได้มีโอกาสนั่งคุยกันใกล้ชิดในขณะที่เขาเป็นปกติ หากแต่วันนี้เขายังคงทำเช่นนั้นไม่ได้
ในห้อง หมอเจ้าของไข้ไปมา บ้างก็คุยกับผู้ที่ยืนอยู่ กฤษไม่ได้ยินว่าเขาพูดคุยอะไรกัน แทบไม่ได้มีการตอบโต้จากอีกฝ่ายที่ได้แต่พยักหน้า จากนั้นก็เดินมาข้างๆ ตรวจดูขวดยาที่แขวนอยู่บนขาตั้งสูง จากนั้นก็เดินออกไป ทางขวาของกฤษ อ้อนั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างเตียง ดวงตาเธอมีแต่คราบน้ำตาที่มันแคบไม่มีที่จะไหลออกมาได้อีกแล้ว กฤษรู้สึกว่าหญิงสาวข้างๆ เขากำลังพูดอะไรกับเขา โดยที่เขาได้ยินอย่างชัดเจน
“ทำไมมันต้องเป็นอย่างนี้ด้วย ดูเหมือนว่าอ้อช้าเกินไป อะไรๆ มันเร็วจนตามไม่ทัน ถ้าย้อนกลับไปได้อ้อคงจะตัดสินใจทุกอย่างให้เร็วกว่านี้ อ้ออยากบอกว่าอ้อไม่เคยลืมพี่เลยความรู้สึกดีๆ ที่มีให้พี่ตั้งแต่วันแรกกับวันนี้ไม่ต่างกันเลย แต่อ้อรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ และก็คงจะไม่ขอให้มีปาฏิหาริย์อะไรมาทำให้ย้อยเวลากลับไปหรอก เพราะวันนี้อ้อได้พูดในสิ่งที่อยากพูดแล้ว ที่นี้ก็เหลือแต่พี่ล่ะค่ะว่าจะตื่นขึ้นมามองหน้ากันอีกมั้ย อ้อยังอยากให้พี่ตื่นขึ้นมานะ อ้อยังรอพี่อยู่ค่ะ...” อ้อฟุบหน้าลง หน้าฝากสัมผัสลงกับมือของกฤษ ดูเหมือนเธอกำลังรอคอยการกลับมาของเขาแม้มันดูม่าว่าจะเป็นไปได้ก็ตาม
ท้องฟ้าของเช้าวันนี้ช่างสดใส เมฆดำทะมึนที่เคยปกคลุมทั่วบริเวณ ตอนนี้ไม่หลงเหลือให้เห็นอีกแล้ว พายุฝนที่เทกระหน่ำมาตั้งแต่เมื่อวานดูเหมือนจะค่อยๆจางหายไป หากไปมันจางหายไปพร้อมกับลมหายใจของกฤษนี่เอง


โดย : อนามิกา





โดย : อนามิกา
เมื่อเวลา :

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook