บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 2

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5
>> ธรรมะกับชีวิต

เรื่อง : ธรรมะกับชีวิต

คำนำ
หนังสือเรื่องธรรมะกับชีวิตนี้ ผู้จัดทำได้มีโอกาสได้ไปมอบความรู้ให้กับนักเรียนนักศึกษาในแต่ละสถาบัน อาทิเช่น โรงเรียนประถมวัดสุทัศน์ โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดสุทัศน์ โรงเรียนเทคโนโลยีสยาม โรงเรียนพาณิชย์ราชดำเนิน - ธนบุรี และโรงเรียนวิมลพาณิชยการ ศรีย่าน ได้นำธรรมะประยุกต์มาใช้มอบความรู้เพื่อที่จะไม่ทำให้นักเรียนนักศึกษาเบื่อในการเรียนการสอนธรรมะของพระอาจารย์หรือครูอาจารย์ที่สอนในรายวิชาเกี่ยวกับศีลธรรม วิถีธรรมวิถีไทย ธรรมศึกษา และการอบรมธรรมมะเพื่อใช้ในการครองตนในอนาคตให้เด็กนักเรียนนักศึกษา ได้มีธรรมะเตือนจิตเตือนใจไม่ให้ทำความชั่วประกอบแต่สัมมาอาชีพ ไม่เป็นปัญหาของสังคมเพราะว่ามีธรรมเป็นเครื่องเตือนสติเสมอ
ฉะนั้น ผู้จัดทำเล็งเห็นประโยชน์ในการจัดพิมพ์หนังสือธรรมะกับชีวิตนี้ จึงได้รวบรวมประมวลเอาธรรมะที่เป็นกุศโลบาย ธรรมะประยุกต์ นิทานแฝงธรรม ตลกแฝงข้อคิดและคำคมต่าง ๆ ที่ใช้ในการเรียนการสอน หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้อ่านผู้ศึกษาไม่ว่าจะเป็น ครูบาอาจารย์ได้นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
ผู้จัดทำ


สารบาญ
หัวข้อหน้าที่
บทที่ ๑ ความหมายของคำว่าครูบาอาจารย์ ๑
บทที่ ๒ การทักทายอย่างประทับใจ ๓
บทที่ ๓ ว่าด้วยการตระเตรียมรับมือในการสอน ๕
บทที่ ๔ หลักอุปมาเชิงเปรียบเทียบธรรมชาติ ๗
- อุปมาที่ ๑ เปรียบดังต้นข้าว ๗
- อุปมาที่ ๒ เปรียบดังต้นไผ่ ๘
- อุปมาที่ ๓ เปรียบดังต้นหญ้า ๘
- อุปมาที่ ๔ เปรียบดังน้ำไม่ล้นแก้ว ๙
- อุปมาที่ ๕ เปรียบดังน้ำ ๙
- อุปมาที่ ๖ เปรียบศีลห้ากับสรรพสัตว์ ๑๐
บทที่ ๕ คำถามกวนๆ ชวนเฮฮา ๑๓
บทที่ ๖. คำกลอนขำ ๆ จำจนตาย ๑๖
- ข้อความปราบเซียน ๑๙
- ประโยคฮาตรึม ๒๐
- เกมส์สำหรับปราบเซียน ๒๑
บทที่ ๗. บทปราบเซียน ๒๓ - ๒๘
สรุป – บรรณานุกรม ๒๙ - ๓๐











































บทที่ ๑ ความหมายของคำว่าครูบาอาจารย์
หลักสำคัญที่ผู้เขียนใช้ในการปลูกฝังจิตใจตนเองให้เข้าใจความหมายของคำว่าครูบาอาจารย์ นั่นก็คือ
คำว่า ครู หมายถึงผู้หนักแน่น อดทน ผู้ฝึกฝนทั้งตนและผู้อื่น ประกอบด้วยเมตตา และไม่มีอคติทั้ง ๔ คือ ชอบ ชัง โกรธ และกลัว เป็นสาเหตุให้เป็นคนลำเอียง ต้องมีคติประจำใจว่า “ ชีวิตครู อยู่ง่าย กินง่ายจิตใจสูง ”
คำว่า อาจารย์ หมายถึง ความประพฤติดีงาม พร้อมทั้งความรู้ ดังที่ท่านกล่าวว่า ความรู้ต้องคู่กับคุณธรรม การจะเป็นครูผู้สอนคนอื่น ตนเองต้องสอนตนเองให้ดีก่อนเฉกเช่นคติที่ว่า ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน และ ดังพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
“ อตฺตนา โจทยตฺตานํ
จงเตือนตน ด้วยตนเอง ”
จงเตือนตนของตนให้พ้นผิด ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน
ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน ตนแชเชือนใครจะช่วยให้ป่วยการฯ
คำว่า ครูบาอาจารย์ จึงมีความหมายเปรียบดังบรมครูพุทธองค์ของเราที่ว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน คือต้องถึงพร้อมทั้งวิชาความรู้ ความประพฤติและคุณธรรมจึงเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่าครูบาอาจารย์

ส่วนตัวผู้เขียนเองก็ศึกษาและดำเนินตามหลักนี้มาบ้างถึงแม้ไม่ครบสมบูรณ์ตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ก็ตาม แต่ที่อยู่ในใจผู้เขียนอยู่เสมอนั่นก็คือ การจะเป็นครูบาอาจารย์ของนักเรียนนั้นต้องมีหลักการคุณธรรมอยู่ในใจ ๓ ประการ นั่นก็ได้แก่
๑ . เป็นเพื่อน ครูบาอาจารย์ต้องเป็นเพื่อนกับนักเรียนให้ได้ในทุก ๆ เรื่องที่พอจะช่วยเหลือตักเตือน ช่วยแนะนำในทางที่ถูกที่ควรได้เมื่อปฏิบัติตัวเป็นเช่นกับเพื่อนของนักเรียนแล้วสิ่งที่เป็นปัญหาของนักเรียนในแต่ละคน ตัวนักเรียนเองก็จะมาเล่าให้ฟังและขอคำปรึกษาจากครูบาอาจารย์เอง นั่นก็คือการแก้ปัญหาของวัยรุ่นในปัจจุบัน
๒ . เป็นพี่ ครูบาอาจารย์ต้องรู้จักเอื้อเฟื้อมีน้ำใจให้กับนักเรียนไม่ว่าจะเป็นสิ่งของอุปโภคบริโภคที่สามารถจะนำมาแจกให้เด็กได้รับน้ำใจได้ควรที่จะทำ หลักของการเป็นพี่นั้นก็ได้แก่ แบ่งปันสิ่งของให้กับน้องๆ ช่วยปกป้องคุมภัยบางขณะเวลา ให้คำปรึกษาในฐานะเป็นพี่ ทั้งหมดนี้ครูบาอาจารย์ต้องทำให้เป็นเพื่อลดช่องว่างระหว่างวัย
๓. เป็นพ่อเป็นแม่ ครูบาอาจารย์ต้องรู้จักไม้อ่อนไม้แข็ง เวลาเด็กหัวดื้อต้องสวมบทเป็นคุณพ่อคุณแม่ของเด็กได้ ตีโดยชี้ความผิดให้เด็กยอมรับผิดทั้งกายและใจ เป็นกำลังใจ เป็นที่พึ่งได้ทุกขณะเวลาที่นักเรียนมีปัญหา ครูบาอาจารย์ต้องน้อมตัวลงต่ำใช่แต่จะยกตนข่มนักเรียน ทั้งหมดนี้เป็นหลักที่ผู้เขียนได้ยึดไว้เป็นแบบอย่าง

บทที่ ๒ การทักทายอย่างประทับใจ
การจะบรรยายหรือเข้าสอนเป็นครั้งแรกนั้น การทักทายนักเรียนเป็นหัวใจสำคัญว่า นักเรียนนักศึกษาจะรับจะสนใจเราหรือไม่ หากทักทายกันครั้งแรกแล้ว นักเรียนนักศึกษาเกิดประทับใจ มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้และรับฟัง เพราะฉะนั้นการทักทายนักเรียนจึงเป็นจุดสำคัญประการแรก ผู้จัดทำได้ยกอ้างเอาแต่ละสถานศึกษา และแต่ละนักเรียนนักศึกษามาเป็นตัวประกอบให้เป็นสมญานามของตนเอง
สมญานามที่หนึ่งของผู้เขียนคือ พระอาจารย์โดเรม่อน เพราะว่าเป็นวิทยากรเข้าค่ายวิถีพุทธโรงเรียนวัดสุทัศน์ กลุ่มโดเรม่อน และอีกอย่างหุ่นก็ให้เป็นโดเรม่อนเพราะว่าชอบแจกของออกจากพุง และมีนักเรียนเบญจมราชาลัยม.๒ จำนวน ๘ คนกำลังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือข้างๆ วัดสุทัศน์ ผู้เขียนได้ออกไปกดเอทีเอ็ม พอออกไปห่างประมาณ ๔๐ เมตร นักเรียนทั้งหมดนับ ๑ ๒ ๓ ตะโกนพร้อมกันว่า พระอาจารย์โดเรมอน ผู้เขียนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
สมญานามที่ ๒ คือ พระอาจารย์แป๊ะยิ้ม ได้จากเด็กนักเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดสุทัศน์ ตอนเด็กไม่มาเรียนผู้เขียนได้โทรศัพท์ไปตามพอโทรไปก็ถามเด็กว่า “ผู้เขียน : จำพระอาจารย์ได้ไหมครับ” นักเรียน : จำได้ ผู้เขียนก็ถามต่อว่า : แล้วพระอาจารย์ชื่ออะไร
นักเรียนบอกว่า : จำไม่ได้ ผู้เขียน : อ้าวไหนบอกว่าจำพระอาจารย์ได้

เด็กนักเรียนตอบว่า : เออจำได้ว่านั่นใช่พระอาจารย์ที่หน้าเหมือนแป๊ะยิ้มใช่ป่าวครับ แล้วเด็กคนนั้นก็เที่ยวบอกเพื่อนให้ช่วยกันแซวผู้เขียนจนกลายเป็นสมญานามที่สองของผู้เขียน
สมญานามที่ ๓ คือ พระอาจารย์เสาหลักกิโล ครั้งที่ให้เด็กนักเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดสุทัศน์ ชั้นม.๒ ซึ่งผู้เขียนสอนเอง ให้เด็กนักเรียนคนนั้นมาหน้าชั้นแล้วถามว่า
ผู้เขียน : ทำไมนักเรียนจึงสูงจัง
นักเรียน : ดื่มนมมั้งครับ
ผู้เขียน : ทำไมนักเรียนดื่มนมแล้วสูงขึ้นข้างบน พระอาจารย์ดื่มประจำก็ได้แค่สูงออกข้าง สูงออกข้าง ( อ้วนขึ้นๆ )
แล้วแหงนหน้าถามเด็กว่า : อากาศข้างบนเป็นไงบ้าง เจ้าเสาไฟฟ้า
นักเรียนรีบตอบทันทีว่า : อากาศข้างบนดีครับพระอาจารย์เสาหลักกิโล คราวนั้นหละเพื่อนนักเรียนหัวเราะผู้เขียนเต็มที่เลย
สมญานามที่ ๔ ยังมีอีกมากอาทิเช่น พระอาจารย์ถังแก๊ส พระอาจารย์คชสาร ซึ่งแปลว่าช้าง อันนี้มาจากชื่อของผู้เขียนมีนามว่าคุณาสาฬห์ เด็กมักเรียกเพี้ยนว่า คชสาร นักเรียนชายบางคนเอามือมาลูบท้องผู้เขียนแล้วลูบหัวตัวเอง ผู้เขียนถามว่า ทำไมลูบท้องอาจารย์แล้วเอาไปลูบหัวตัวเอง เด็กนักเรียนตอบว่า ลูบท้องช้างจะได้เป็นสิริมงคลแก่ตัวครับผม โอ้ เวรกรรม

บทที่ ๓ ว่าด้วยการตระเตรียมรับมือในการสอน
เราต้องเตรียมเนื้อหาในการสอนส่วนหนึ่งอาทิเช่นศีล๕หลักการครองตนในอาชีพการงานในอนาคต เป็นต้น ส่วนที่ ๒ ต้องเป็นมุขตลก นิทานตลก ที่สามารถเล่าแล้วกินใจเด็กทำให้เด็กนักเรียนรู้สึกตัวเองว่าเรียนกับเราแล้วสนุกสนานกว่าเรียนกับครูบาอาจารย์ บางทีอาจจะโดนนักเรียนลองของซึ่งจะถามเชิงทะลึ่ง กวนๆ เช่น ผู้เขียนเคยโดนถามว่าพระอาจารย์ครับ ทำไมพระต่างประเทศถึงมีเมียได้ ทำไมพระไทยถึงมีเมียไม่ได้ ผู้เขียนต้องบอกเด็กนักเรียนไปว่า มันคนละเรื่องกันเลย อย่างถ้ามีควายอยู่ตัวหนึ่ง เธอนั่งส่วนหัว เพื่อนเธออีกสองคนนั่งตรงกลางและส่วนบั้นท้ายของควาย พระอาจารย์ถามว่าส่วนไหนหนักกว่ากัน นักเรียนคนที่ถามก็ตอบอย่างเสียงดังเลยว่าที่ตูดควายครับ ผู้เขียนเลยถามเด็กคนนั้นไปว่าเธอรู้ว่ามันหนักตรงนั้นแสดงว่าเธอเป็นควายหรือไง เพื่อนในห้องเรียนนั้นก็หัวเราะกันเกลียว นี่เป็นการรับมือสำหรับเด็กที่กวนๆ ไม่ค่อยตั้งใจฟัง หรือถามอะไรที่ไร้สาระ คอยที่จะแกล้งคนสอน ซึ่งนอกเหนือจากบทเรียนที่เตรียมไปสอนแล้ว มุขตลกหรืออุปกรณ์ในการสอนนั้นยังแบ่งออกเป็น
๑ . คำถามกวน ๆ อาทิเช่น ทำไมหินจึงจมน้ำ ตอบว่า เพราะว่าหินมันว่ายน้ำไม่เป็น
๒. คำกลอนที่ส่อถึงความตลก อาทิเช่น ไม่สวยแล้วยังขี้เหร่ไม่

เท่ห์แล้วยังอุบาทว์ เป็นต้นเป็นกลอนที่ไว้แซวเด็กที่แกล้งกวนคนสอน
ส่วนการที่จะหาสิ่งที่ตลกใหม่ๆนั้นไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวไปก็ได้แค่เพียงเราแนะนำตัวดีประทับใจเด็ก เด็กก็จะอยู่ในโอวาทของเราบอกให้ทำตามก็ทำทุกอย่าง แต่หากเด็กบางห้อง โตเกินไปเช่นปวส.ปี๑ - ๒ บางห้องเป็นเด็กผู้ชายล้วนเพราะว่าเป็นช่างกล บางห้องเป็นเด็กผู้หญิงล้วนเพราะเป็นพวกบัญชี ผู้เขียนเจอทั้งสองอย่างที่กล่าวแล้วนั้น ห้องแรกเจอเด็กช่างกล ปวส. ๑ เด็กผู้ชายล้วน พอผู้เขียนเข้าห้องกะว่าจะไปสอน เข้าไปก็เจอกับเด็กห้องนั้นโห่ ตะโกนเสียงดังใส่เรา ผู้เขียนก็บอกนักเรียนห้องนี้ไปเพียงคำเดียวว่า “ บ้านนอก” เด็กเงียบอาจารย์ที่คอยคุมนักเรียนกลับหัวเราะ แล้วผู้เขียนก็เริ่มแนะนำตัวให้ประทับอกประทับใจแก่เด็กนักเรียนและครูที่ประจำห้อง ห้องชายล้วนนี้จะเป็นเด็กที่พูดมากกว่าผู้หญิง เพราะฉะนั้นจึงต้องเพิ่มมุขตลกให้เด็กนักเรียนฟังจึงจะสามารถควบคุมเด็กได้
อีกกรณีหนึ่งผู้เขียนเจอเด็กบัญชี ผู้หญิงล้วน เป็นเด็กที่ไม่พูดเลยห้องนี้เงียบทั้งห้อง ผู้เขียนเข้าไปก็แนะนำตัวเองแบบตลก เด็กขำเป็นส่วนน้อย ผู้เขียนเองต้องบอกให้เด็กมีส่วนร่วมโดยบอกว่า “มีใครอยู่บ้างไหมเนี่ยห้องนี้ ไมเงียบเหมือนอยู่ป่าช้าเลย ลูกอย่าลืมหายใจกันนะ” เด็กก็ยังเงียบเลยต้องเจาะจงเอาเด็กที่เด่นที่สุดมาแซวเพื่อเป็นตัวโจ๊กในห้อง ผู้เขียนก็ได้เห็นเด็กคนหนึ่งซึ่งดูแก่เหมือนแม่บ้าน เลยเรียกเธอว่า

คุณแม่บ้าน จะรีบกลับบ้านไปหาลูกเหรอ ฮา ๆๆๆ
บทที่ ๔ หลักอุปมาเชิงเปรียบเทียบธรรมชาติ
บางครั้งเด็กนักเรียนอาจจะไม่ชอบคำสอน หรือธรรมะ เราควรที่จะมีวิธีแก้ไข เหมือนอย่างผู้เขียนจะไปสอนที่โรงเรียนเทคโนโลยีสยาม พอมาถึงก็มีเด็กนักเรียนห้องที่จะไปสอนมารับขึ้นลิฟต์ ผู้เขียนก็ได้สนทนกับเด็กนักเรียนที่มารับ พอคุยไปเด็กนักเรียนก็บอกว่า พระอาจารย์ไม่ต้องสอนธรรมะได้ไหม ผู้เขียนเลยบอกเด็กไปว่า อ้าวไม่ให้พระสอนธรรมะจะให้สอนดนตรีหรือไง เด็กก็ฮา เลยรับปากเด็กนักเรียนที่มารับไปว่าได้ พระอาจารย์จะไม่สอนธรรมะ ก็ได้ทีที่ผู้เขียนจะต้องใช้ไม้เด็ดนั่นก็คือไม่สอนธรรมะแต่ทำทุกอย่างที่แฝงธรรมะ หรือมีธรรมะซ่อนอยู่ เช่น
อุปมาที่ ๑ เปรียบดังต้นข้าว พอไปถึงห้อง นักเรียนทำความเคารพ บางคนทำแต่มือ หัวไม่น้อมลงทำความเคารพ ผู้เขียนจึงได้กดหัวเด็กผู้ชายให้ก้มลงเพื่อทำการกราบนมัสการ และทักทายกับเด็กแล้วเอ่ยขึ้นถึงต้นข้าว เลยถามนักเรียนไปบ้านใครปลูกข้าวบ้างหรือใครมาจากต่างจังหวัดให้ยกมือขึ้น แล้วถามเด็กนักเรียนที่ยกมือขึ้นว่า “เวลาข้าวสุกเต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้นมันจะเป็นยังไง” นักเรียนก็ตอบว่า “มันต้องโน้มลงดินครับ/ค่ะ” “อืมตอบได้ดี” แล้วได้อธิบายถึงคุณสมบัติของต้นข้าวนั่นก็คือ เวลาที่ข้าวดกเต็มเม็ดเต็มหน่วยไปด้วยน้ำนมข้าว ปลายต้นข้าว

ก็หนักโน้มลงสู่แผ่นดิน ถามเด็กว่าชาวนาจะเกี่ยวเอาข้าวที่โน้มลงดิน หรือตั้งตรงต่อฟ้า มาให้พวกเธอกินกันเล่า เด็กก็จะตอบว่าที่โน้มลงดิน เราต้องอธิบายว่าแสดงว่าต้นกล้าโน้มลงดินแสดงว่าพอที่จะเกี่ยวไปกินได้ ฉันใด เธอทั้งหลายจงทำตัวเหมือนต้นข้าว คือรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ว่าครูบาอาจารย์หรือหัวหน้างานก็จะได้รักในตัวของเราผู้อ่อนน้อมถ่อมตน
อุปมาที่ ๒ เปรียบดังต้นไผ่ เหมือนกับอุปมาดังต้นข้าวแต่เพียงยกให้เด็กนักเรียนเห็นว่า ถามนักเรียนว่าระหว่างต้นโพธิ์ กับต้นไผ่ ต้นไหนแข็งแรง เด็กก็มักจะตอบว่า ต้นโพธิ์ ทีนี้ผู้สอนต้องบอกว่า เวลาพายุเข้ารุนแรงพัดทุกอย่างไปถามว่าจะเหลืออะไรระหว่างต้นไม้สองต้นนี้ เด็กจะตอบว่าต้นไผ่จะเหลือ ต้องย้อนถามเด็กว่าทำไม เด็กก็จะตอบว่าเพราะว่าต้นไผ่ลู่ไปตามลม ต้นโพธิ์ต้านทานลม ผู้สอนต้องตอบว่าใช่ ถูกต้องต้นโพธิ์ปรากฏว่าโดนลมพัดไปทั้งรากไม่เหลืออะไร แต่ที่เหลือคือต้นไผ่ เพราะว่าต้นไผ่ไปตามลม ฉันใด นักเรียนต้องเป็นเหมือนต้นไผ่คืออ่อนน้อมถ่อมตน โอนอ่อนผ่อนตาม หนักไหนให้เว้น ฉันนั้น เหมือนคำกลอนที่ว่า “ผู้น้อยตั้งนะโมเข้าไปหา ผู้ใหญ่ตั้งเมตตาเข้ามารับ”คำว่านะโมก็คือความนอบน้อมอ่อนน้อมถ่อมตนโอนอ่อนผ่อนตาม
อุปมาที่ ๓ เปรียบดังต้นหญ้า คือแม้จะถูกเหยียบย่ำก็มีวันฟื้นคืนขึ้นมาได้ ไม่ท้อ อดทน เข็มแข็ง นี่เป็นคุณสมบัติของต้นหญ้า

ไม่มีวันที่จะถูกพายุพัดไป ทนทานต่ออุปสรรคขวากหนาม เพราะฉะนั้นอุปมาทั้ง ๓ นี้จึงมีความหมายว่า อ่อนน้อมถ่อมตน
อุปมาที่ ๔ เปรียบดังน้ำไม่ล้นแก้ว ซึ่งก็คือ เวลาเด็กนักเรียนไม่ค่อยตั้งใจฟัง ไม่สนใจที่จะเรียน ดูถูกผู้สอนว่าเป็นพระสงฆ์คงไม่รู้อะไร งานนี้ผู้สอนต้องขอน้ำดื่มกับเด็กนักเรียนเพื่อที่จะมาไว้ดื่ม แล้วยกแก้วน้ำขึ้น ถามว่า “น้ำในแก้วน้ำนี้เป็นน้ำเปล่า และเกือบเต็มแก้วแล้ว ถ้าพระอาจารย์ไม่อยากที่จะดื่มน้ำเปล่า ให้เธอไปเอาเป๊ปซี่ หรือน้ำแดงมาเทใส่แก้วที่เต็มด้วยน้ำเปล่านี้ เธอทั้งหลายว่าพระอาจารย์จะได้ฉันน้ำเป๊ปซี่หรือน้ำแดงหรือเปล่า” นักเรียนก็จะตอบว่า “ไม่ได้ฉันครับ/ค่ะ” ต้องถามเด็กว่า “ทำไมไม่ได้ดื่ม” เด็กก็จะตอบว่า “มันล้นแก้วครับ/ค่ะ” ผู้สอนต้องบอกว่า “ ใช่ มันล้นแก้วเลยไม่ได้ดื่มน้ำที่ชอบ น้ำที่ใช่และน้ำที่ถูกใจเรา ก็เปรียบเหมือนนักเรียนที่อวดเก่ง อวดดีไม่ยอมฟังสิ่งที่ดีๆ ที่พระอาจารย์ได้นำมาสอน มาเติมใส่ในชีวิตของตัวนักเรียนเอง หากนักเรียนยอมเทสิ่งที่ไร้สาระ สิ่งที่เปรียบเหมือนน้ำเปล่าออกเสีย นักเรียนก็จะได้ของที่ดีฉันใดฉันนั้น”ซึ่งก็หมายความว่า อย่าเป็นเหมือนน้ำที่ล้นแก้ว ไม่ยอมฟังใคร
อุปมาที่ ๕ เปรียบดังน้ำ แล้วอธิบายคุณสมบัติของน้ำว่า น้ำนั้นมีสถานะเป็นของเหลว ไหลไปได้ในทุกๆที่ ไม่ว่าจะทะลุผ่านหินก็ได้ดังคำที่กล่าวว่า “น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน”ให้คุณและ

ให้โทษกับพวกมนุษย์เรา น้ำใส่เข้าไปในแก้วก็มีรูปร่างเหมือนแก้ว ใส่ ในโถก็มีรูปร่างเหมือนโถ ใส่ตุ่มก็มีรูปร่างเหมือนตุ่ม น้ำเปลี่ยนร่างได้ฉันใด พวกเธอทั้งหลายก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกๆสถานการณ์ ทุกๆ ที่ได้เหมือนกับจิ้งจกสามารถเปลี่ยนสีได้แต่ไม่ใช่ให้กะล่อนแต่น้ำก็เปรียบเหมือนความอ่อนน้อมถ่อมตนของพวกเธอเองที่สามารถช่วยให้พ้นภัย เธอทั้งหลายจงรู้จักปรับตัวเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นดังที่กล่าวว่า
“จงเปลี่ยนแปลงเพื่อความเหมาะสม อย่าอยู่จมเพราะความเคยชิน”
อุปมาที่ ๖ เปรียบศีลห้ากับสรรพสัตว์ เช่นถ้าจะอธิบายศีลห้าต้องชี้ให้นักเรียนเห็นถึงผลร้ายของการผิดศีลห้า อาทิเช่น
ศีลข้อ ๑ ปาณาติบาต ท่านให้เว้นจากการเบียดเบียน การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต กักขัง หน่วงเหนี่ยว ทรมาน หากผู้ใดที่ฆ่าสัตว์เช่นฆ่าวัว ซึ่งเป็นสัตว์มีคุณต่อมนุษย์เรา ตายไป หัวเป็นวัวตัวเป็นคน อยู่ในนรกก็โดนตัดหัวเป็นว่าเล่น หมดกรรมขึ้นมาก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ ต้องเป็นวัวชดใช้กรรมให้เขาฆ่า นี่เป็นผลของปาณาติบาต ผู้ผิดศีลข้อที่หนึ่ง
ศีลข้อที่ ๒ อทินนาทาน ท่านให้เว้นจากการลักขโมย ฉ้อโกง จี้ ปล้น ยักยอก ฉกชิงวิ่งราว เป็นต้น หากผู้ใดผิดศีลข้อนี้ ตายไปต้องไปในนรก โดนตอกมือ ทุบมือ แม้กระทั่งหมดกรรมเวรจากนรกแล้วก็ต้องทิ้งนิ้วมือ ทิ้งอวัยวะบางอย่างไว้ในนรก เกิดมาก็ยังไม่ได้เป็นคน ต้องเป็นวัวควายชดใช้ให้กับผู้ที่ถูกขโมยของไป หากหมดกรรมเป็นคนก็ไม่คบ

๓๒ ประการ ง่อยเปลี้ยเสียขา
ศีลข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร เว้นจากการประพฤติผิดทางกาม นั่นก็คือไม่เจ้าชู้ ผิดลูกผิดเมียคนอื่น คนโบราณเขาห้ามเจ้าชู้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่เจ้าชู้แต่มีกิ๊ก ซึ่งตอนที่นั่งรถแท็กซี่ไปสอนหนังสือที่โรงเรียนเทคโนสยาม คนขับบอกว่าหลวงพี่ผมขับเร็วนะผมจะรีบไปกินข้าวกับผู้หญิงผู้เขียนได้ถามคนขับว่า “แฟนหรือภรรยาเหรอ” คนขับบอกว่า “ไม่ใช่ เป็นผู้หญิงที่เขาเรียกกันว่ากิ๊ก” ผู้เขียนถามว่า “แล้วที่บ้านคุณมีภรรยาอยู่อะป่าว” คนขับบอกว่า “มีครับ” อ้าวผิดศีลข้อ ๓ ชัดๆ เห็นหรือยังว่าคนปัจจุบันนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามที่ว่าห้ามเจ้าชู้ เขาก็เปลี่ยนกันเป็นคำอื่นคือคำว่า กิ๊ก
ผู้ใดผิดศีลข้อนี้ ผู้นั้นตายไปแล้วต้องไปเดินผ่านสระบัวหนามซึ่งเดินตัวเปล่าไม่มีเสื้อผ้า อวัยวะทั้งหลายก็จะโดนดอกบัวหนามตำ จากนั้นก็โดนสามง่ามของยมทูตแทงก้นให้ขึ้นต้นงิ้วหนามขึ้นไปก็เจอนกอีกาปากเหล็ก ลงมาก็มีสุนัขปากเหล็กกัด พอหมดกรรมจากนรกก็ขึ้นมาเกิดเป็นสุนัข เพราะว่า สุนัขจะเป็นสัตว์ที่ไร้สามัญสำนึก มีเพศสัมพันธ์กระทั้งผู้ให้กำเนิด พี่น้องของตัว จากนั้นถึงได้เกิดมาเป็นคนเมื่อเป็นคนก็ไม่ได้เป็นคนที่ดี ต้องเป็นหญิงโสเภณี หรือเมียน้อย เมียเก็บ
นี่คือโทษของบุคคลผู้ผิดศีลข้อที่ ๓ หากชายและหญิงผู้ใดไม่มียางอาย ผู้นั้นจะต้องเกิดเป็นหอย อยู่ในน้ำ เพราะว่าหอยจะใช้หน้าต่างเท้าไว้เดิน

วันไหนหอยมันเงยหน้ามองฟ้า แสดงว่ามันตาย นี่เป็นผลของความไม่มียางอาย เพราะฉะนั้นจงเป็นคนที่กล้าสู้หน้าฟ้าดินดังคำที่กล่าวว่า
“เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน อยู่เป็นยอดคน ตายเป็นยอดผี”
ศีลข้อที่ ๔ มุสาวาท เว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบคาย พูดเท็จนั้นคือหลอกให้เขาเชื่อ พูดส่อเสียดคือการประชดประชันให้ผู้อื่นเจ็บช้ำน้ำใจ พูดเพ้อเจ้อคือไร้สาระน้ำท่วมทุ่ง ส่วนพูดคำหยาบคายนั้นก็เป็นภาษาของพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งไม่เพราะหู
ผู้ใดผิดศีลข้อนี้ ตายไปตกนรกถึงโดนดึงลิ้นออกมาตัด ตายในนรกก็เกิดในนรกหลายร้อยชาติ หมดกรรมจึงได้เกิด ก็ยังไม่ได้เกิดเป็นคนต้องเกิดเป็นสัตว์น้ำคือ ปลา ซึ่งจะสังเกตได้ว่าปลาจะคลายอากาศออกทางปาก เพราะอะไร ที่จริงปลาใช้กรรมคือต้องล้างปากตัวเองโดนจับไปกินตายแล้วก็เกิดเป็นปลาเพราะว่าล้างปากที่พูดไม่ดีไป
ศีลข้อที่ ๕ สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน เว้นจากการเสพย์สิ่งเสพย์ติดทุกชนิด การเสพย์ไม่จำเพาะต้องกินดื่ม ดม หรือสูบ แต่ล้วนหมายถึงกิริยาที่ทำแล้วไม่ดีติด เช่นปัจจุบันนี้ก็มียาเสพย์ติดหลายชนิดอาทิเช่นเหล้า บุหรี่ กัญชา เป็นต้น และก็มีเกมส์คอมพิวเตอร์ เกมส์เพลย์ อะไรต่างๆ ที่เล่นแล้วติดไม่ต้องกินข้าวกินน้ำตามข่าวที่ออกมาว่าติดเกมส์งอม ตายคาคอม ก็มี ลูกติดเกมส์แม่ไปตามเลยลองเล่นดู กลายว่าเป็นเล่นเกมส์แข่งกับลูกก็มี นี่เพราะสาเหตุของการผิดศีลข้อที่ ๕

หากผู้ใดผิดศีลข้อที่ ๕ นี้ตายไปต้องตกนรกโดยยมทูตเอาน้ำในกระทะทองแดงที่เดือดพล่านกรอกปากให้กิน ผู้ที่ชอบเต้นในดิสโก้เทคทั้งหลายพึงสังวรระวังไว้ว่านรกก็มีให้เต้นเหมือนกัน คือมีตะแกรงวางให้เหยียบตายตะแกรงมีไฟสุมอยู่ พอหมดกรรมจากนรกก็ขึ้นไปเกิดเป็นคนบ้า สติไม่สมประกอบ ทั้งหมดนี้เป็นโทษของผู้ผิดศีล ๕
บทที่ ๕ คำถามกวนๆ ชวนเฮฮา
คำถามเหล่านี้ ใช้สำหรับนักเรียนประถมจนถึงมัธยมต้น ปวช.เป็นต้น เพื่อเป็นการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักเรียนให้มีความเป็นกันเอง ไม่ให้กลัวหรือเครียดในการเรียนการสอนมีอาทิเช่น
๑.ส้มบางไหนอร่อยที่สุด?ส้มบางลูก
๒.เครื่องบินชนกับเรือดำน้ำจะเหลืออะไร ?เหลือเชื่อ
๓.ก่อนจะนอนต้องทำอะไรที่ขาดไม่ได้?ต้องนั่งก่อน
๔.ทำไมต้องปิดตู้ยาเบา ๆ ? เพราะกลัวยานอนหลับตื่น
๕.ปลาอะไรสุภาพที่สุด ?ปลาคร๊าบ
๖.สัตว์สงวนอะไรอยู่ในตู้เย็น?กระทิงแดง
๗.ขี่ช้างจับอะไร ?จับแน่น ๆ
๘.มันอะไรหาไม่เจอ ?มันอยู่ไหน
๙.วัวอะไรเดินไม่ได้ ?วัวลืมตีน
๑๐.ปลาอะไรขี้เกียจ ?ปลาวาน (ปลาวาฬ)

๑๑.ปูอะไรมี 6 ขา ? ปูเสื่อนอน ๓ คน
๑๒.ทำไมยุงต้องวางไข่ ?เพราะกลัวแตก
๑๓.ไทยแข่งกับพม่าเราควรเชียร์ข้างไหน ?ข้างสนาม
๑๔.อะไรที่ขึ้นหน้าขึ้นตาคนกรุงเทพฯ  สิว
๑๕.ทำไมบนเรือต้องมีน้ำมัน ? เพราะกัปตันเอาไว้ทอดสมอ
๑๖.มีสิวที่ไหน กังวลใจน้อยที่สุด ?สิวที่หน้าคนอื่น
๑๗.กินอะไรถูกใจคนไทยมากที่สุด ?กินฟรี
๑๘.ต้มยำใส่อะไรถึงอร่อย ?ใส่ปาก
๑๙.หลวงพ่อคูณเก่งด้านไหน ด้านคณิตศาสตร์
๒๐.ทำไมนักเรียนต้องไปโรงเรียน  เพราะโรงเรียนเดินไม่ได้
๒๑.หนูโตขึ้นจะเป็นอะไร เป็นคนแก่ค่ะ
๒๒.สัตว์อะไรไม่ชอบเสียงดัง ?จิ้งจก (จุ๊ๆๆ)
๒๓.ของอะไรเอ่ยหายากที่สุด ของหาย
๒๔.สวรรค์คู่กับนรก แล้วน้ำตกคู่กับอะไร ก็คู่กับส้มตำไง
๒๕. ทำไมนกจึงเกาะสายไฟฟ้าได้ เพราะมันมีตีนไงหละ
๒๖.ช้างตายทั้งตัว...ต้องทำอย่างไร เอามือปิดตาตัวเอง
๒๗.ควายสี่ขามีกี่ตัว ทุกตัว เพราะมีทั่วโลก
๒๘.ปลาหมอตายเพราะอะไร เพราะไม่หายใจ

๒๙.ลมกลัวอะไร ?น้ำ (น้ำอัดลม)
๓๐.รถบัสกับหมูใครสูงกว่ากัน ?หมู ( ๓ ชั้น)
๓๑.น้ำอะไรกินฟรีได้ ?น้ำโอเลี้ยง
๓๒.อะไรยิ่งบีบยิ่งเขียว ?ยาสีฟันใกล้ชิด
๓๓.ก่อนจะนอนต้องทำอะไรที่ขาดไม่ได้ ?ต้องนั่งก่อน
๓๔..ถ้าเจอนกกระจอกเทศ จะทำอย่างไร ?ประนมมือ
๓๕.หมออะไรขับรถเร็ว ?หมอลำซิ่ง
๓๖.เจอเหรียญสิบบาท จะทำอย่างไร ?ไปทำแผล
๓๗.พระอะไรเข้ากุฏิไม่ได้ ?พระลืมลูกกุญแจ
๓๘.กล้วยเป็นเพศอะไร ?เป็นเพศหญิง
๓๙.พระใช้อะไรตีระฆัง ?ใช้เณรตีระฆัง
๔๐.หูใช้ทำอะไร ?ใช้ฉี่ - แพงหูฉี่
๔๑.กินอะไรถูกใจคนไทยมากที่สุด ?กินฟรี
๔๒.ถ้ากบบินจะเป็นอะไร ? เป็นไปไม่ได้
๔๓.เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตาย…?ก็เอาไปเผา
๔๔. พระเสริมหล่อที่ร้านไหน ร้านนะโม ( ตัสสะ )
๔๕. ปลาหมึกแถวไหนแพงที่สุด ปาโดนหัว
๔๖. จดหมายอะไรราคาแพงที่สุด จดหมายเรียกค่าไถ่

บทที่ ๖. คำกลอนขำ ๆ จำจนตาย
ผู้เขียนเคยสอนเด็กปวส.ผู้หญิงล้วน ของโรงเรียนเทคโนโลยีสยาม ซึ่งเด็กนักเรียนชั้นนี้ ไม่ค่อยสรวลเสเฮฮา แม้กระทั่งผู้สอนจะพูดมุขตลกขำขันไปก็เงียบ ผู้เขียนเลยนั่งอ่านบทกลอน ๒ - ๓ บทกลอนคือ
“เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยริมีผัว เมื่อเติบใหญ่เจ้าจะต้องรู้สึกตัว ว่ามีผัวตอนนี้ไม่ดีเอย”
แล้วเว้นช่วงอ่านต่อว่า
“ผู้เอ๋ยผู้ใหญ่ ทำไมต้องมายุ่งเรื่องของหนู จะมีผัวตอนไหนเรื่องของกู เรื่องของหนูผู้ใหญ่ไม่เกี่ยวเอย” ฮาตรึม
และอีกอันหนึ่งนั่นก็คือบทกลอนกล่าวถึงห้องน้ำได้แก่
ส้วมนั้นหรือคืออะไรใครรู้บ้าง คือที่สร้างจอมกวีศรีอักษร
คือที่นั่งผายลมชมบทกลอน ไว้พักผ่อนอ่านบทกวีตอนขี้เอย ฯ
ต่อด้วยบทกลอนที่ติดฝาผนังส้วมว่า
สักวานั่งขี้ดี ๆ หน่อย ค่อย ๆ ปล่อยบรรจงลงตรงถัง
กินน้อยขี้น้อยค่อยระวัง ขี้ติดถังล้างยากลำบากเอย ฯ
และบางอันกล่าวถึงบทกลอนกวนๆว่า
ผู้ใหญ่หาผัวใหม่ ให้สะใภ้ไว้ใช้งาน ผัวเก่าเราหัวล้าน
แขกกบาลแล้วเจ็บมือบ้าใบ้ลงเรือใบ ดูน้ำใสและสะดือ สิ่งใดอยู่บนขื่อก็กระสือเรืองรองเอย ฯ

ส่วนกลอนสำหรับเด็กเรียนก็ได้แก่
เกรด A นั้นหายากต้องลำบากจดโพยไป
นั่งลอกบานตะไทใช้ทั้งหมึกเปลืองปากกา
ต้องเก็บวางให้ไวซ่อนเอาไว้ที่ลับตา
เก็บไม่มิด F ลอยมา…โอ้เธอจ๋าจำจงดี ฯ
นักเล่นตัวยง
เจ็ดวันเว้นจั่วไพ่ กันที
เป็นหนี้ห้าวันหนี ไม่ใช้
สามวันจากป๊อกเด้ง ไฮโลมาแทน
วันนี้เล่นไม่ได้ ต้องไป…สอนอฯ
กลอนในห้องน้ำ
ส้วมนั้นหรือคืออะไรใครรู้บ้าง
คือที่สร้างจอมกวีศรีอักษร
คือที่นั่งผายลมชมบทกลอน
ไว้พักผ่อนอ่านบทกวีตอนขี้เอยฯ
กลอนในห้องน้ำ
ถ่ายแล้วกลบฉันเห็นว่าเป็นแมว
ถ่ายแล้วแจวฉันเห็นว่าเป็นหมา
ถ่ายแล้วราดคือผู้ดีมีจรรยา
จงพิจารณาท่านอยู่ในหมู่ใดฯ

กลอนที่ฮาติดท้ายรถดังนี้
- แซงซ้ายถูกด่า แซงขวาถูกถีบ
- ความรักมีครั้งเดียว แต่โรเนียวได้หลายแผ่น
- แซงซ้ายไม่ว่า ปาดหน้าถูกเหยียบ
 ท่านที่นั่งหลับก็ขอให้หลับอย่างมีสัมมาคารวะหน่อย
-ขับช้าช้า โดนพร้าเล่มงามงาม
-ขับเร็วว่ากินม้า ขับช้าว่าม้ากิน
-ขับเร็วว่ากินม้า ขับช้าว่าหมาไม่แดก
- คนสวยนั่งหน้า คนชรานั่งหลัง
-เมียหลวงสั่งถอย เมียน้อยสั่งลุย
-นางฟ้าอยู่ในรถ แม่มดอยู่ที่บ้าน
-ขอเถอะจ่า ค่านมลูก
เรียนเป็นหลัก รักเป็นรอง ได้ทั้งสองก็โอ เค
 กูนึกว่าแล้วมึงต้องอ่าน ไอ้หน้าด้านอ่านอยู่ได้
- รถติดเป็นมรดกไทย อนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน
- เผลอใจจนเสียคน เผลอตนจนเสียตัว
- ชีวิตฝากพวงมาลัย หัวใจฝากเมีย
- เมียทหารนับขวด เมียตำรวจนับแบงค์
 ร้อยชู้หรือจะสู้เมียตน เมียร้อยคนสู้น้องเมียไม่ได้

ข้อความปราบเซียน
- เช้าฟาดผัดฟัก เย็นฟาดฟักผัด
- ชามเขียวคว่ำเช้า ชามขาวคว่ำค่ำ
- ยานัตถุ์หมอมี แก้ฝีแก้หิด ยานัตถุ์หมอชิด แก้หิดแก้ฝี
- ทหารบกแบกปืน มาเบิกปูนไปโบกตึก
- ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก ยักษ์เล็กไล่ยักษ์ใหญ่
- ปิดประตูโบสถ์ เปิดประตูโบสถ์
- เกิดปีขาล วันอังคาร เดือนเก้า เกิดตอนเช้า เดือนเก้า วันอังคาร
- สาวแสนสวย ใส่เสื้อสีแสด สวมสายสร้อย สามสิบสองเส้น
- วันนี้ไม่สบาย ไม่ได้ไปโรงเรียนวันนี้อาเจียนโรงเรียนไม่ได้ไป
- ระยอง ระนอง ยะลา ฉะเชิงเทรา เสาชิงช้า พาหุรัด พัทยา
- กินมันติดเหงือก กินเผือกติดฟัน กินทั้งมันกินทั้งเผือก ติดทั้งเหงือกติดทั้งฟัน
- ตาตี่ตกต้นตาล ตอตำตัวตาย
-โรงเรียนสะอาดเธอช่วยกวาดฉันช่วยถู โรงเรียนจะน่าดูเธอช่วยถู ฉันช่วยกวาด
- เด็กดีเขาไม่ดื้อ เด็กดื้อก็ไม่ดี เด็กดื้อถูกตี เด็กไม่ดี เด็กดื้อ
- รถยนต์ล้อยาง รถรางล้อเหล็ก
- หมู หมึก กุ้ง

ประโยคฮาตรึม
 ชายหญิงใดที่ไร้สิวบนใบหน้า เปรียบเสมือนท้องฟ้าที่ไร้ดาว
 สิ่งใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง กินข้าว ๓ กะละมังยังหมดได้
 เยาวชนดีชอบแก้ไข แต่เยาวชนจัญไรชอบแก้ผ้า
 อายครูไม่รู้วิชา อายภรรยาไม่มีบุตร แต่ถ้าได้ครูมาเป็นภรรยา จะได้ทั้งวิชาและบุตร
 ไอคิวเตี้ย ไอเดียต่ำ ปัญญานิ่ม
 จากไปดี ดีใจด้วย จากไปซวย ช่วยไม่ได้
 ใบหน้าชราแถมปัญญาเด็ก
 ใครจะว่าหน้าขี้เหร่ไม่ถือสานี้แหละเขาว่ามีหน้าตาเป็นอาวุธ
 ศรัทธาศรัททวย พระใบ้หวยโยมจึงมีศรัทธา
 ศรัทธาศรัทธิต พอพระใบ้หวยผิดโยมก็หมดศรัทธา
 ศรัทธาศรัทธวด พอลูกชายบวชโยมจึงมีศรัทธา
 ศรัทธาศรัทธึก พอลูกชายสึกโยมก็หมดศรัทธา
 สติดีจะมีรอยยิ้ม สติถูกทิ่มรอยยิ้มไม่มี
 สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา
 สติมาหมาไม่กัด สติถูกตัดจะกัดกับหมา
 สติมาปัญหาหาย สติตายโชคร้ายแน่นอน

เกมส์สำหรับปราบเซียน
เกม…สุดแต่ใจจะไขว่คว้า
เป้าหมาย เพื่อฝึกการตัดสินใจ การรู้จักวิเคราะห์ และการรู้จัก
มองเรื่องต่างๆ ในมุมมองที่หลากหลาย
อุปกรณ์ ใบคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่ให้เลือก ดังนี้
คำชี้แจง : ให้เลือกกากบาท ( X )ทับข้อที่ถูกใจตัวเองที่สุด 1 ข้อ
ข้อ 1ขอเบอร์โทรถามชื่อแม่ขอจับมือวิ่งหนีสุดชีวิต
ข้อ 2นั่งร้องไห้เอาไม้เขี่ยเล่นแจ้งตำรวจยืนดู
ข้อ 3บ่อยครั้งนานๆ ครั้งไม่เคยกำลังวางแผน
วิธีดำเนินกิจกรรม
1. ผู้นำกิจกรรมแจกใบคำถาม แล้วให้ผู้เล่นเลือกตอบปัญหาข้อละ 1 ข้อ โดยที่ยังไม่ต้องอ่านคำถาม ให้ผู้เล่นเลือกเสร็จเสียก่อน
1.ผู้นำเกมอ่านคำถามทั้ง 3 ข้อ
1)ถ้าเธอเจอคนบ้าเธอจะทำอย่างไร ?
2)ถ้าเพื่อนเธอกำลังจะจมน้ำเธอจะทำอย่างไร ?
3)ในชีวิตเธอเคยอาบน้ำบ้างไหม ?

ข้อ 1เพศชายเพศหญิงเพศเดียวกันแล้วแต่กรรมแล้วแต่อารมณ์
ข้อ 2พระครูขอทานนักมวยศิลปิน
ข้อ 3วัดห้างฯโรงพยาบาลบ้านหลังโรงเรียน
ข้อ 4ห้องนอนห้องน้ำห้องครัวห้องรับแขกโรงเก็บรถ
ข้อ 5มือปากเท้ารักแร้หน้าผาก
ข้อ 6เสียวจักจี้เฉยๆชอบแล้วแต่อารมณ์
ข้อ 7ชมพูเขียวเหลืองม่วงแดง
ข้อ 8เอาอีกทีคนบ้าดีจังเลยทะลึ่งน่ะเดี๋ยวคนเห็น
ข้อ 9ผ้าปูโต๊ะผ้าเช็ดเท้าผ้าเช็ดรถผ้าปูที่นอนผ้าถูพื้น
ข้อ10ฟันด้วยศอกใช้กำปั้นทุบตีด้วยเข่ากระโดดถีบเตะก้านคอ
ข้อ11ลิงสุนัขหมีแมวควาย
1)ถ้ามีแฟนเธอจะเลือกเพศไหน ?
2)เธออยากให้แฟนประกอบอาชีพอะไร ?
3)จะนัดเจอกันครั้งแรกที่ไหน ?
4)หลังจากรู้จักกันดีแล้ว ถ้านัดเจอกันที่บ้านจะต้อนรับที่ใด ?
5)ถ้าแฟนขอจับอวัยวะในร่างกาย จะให้จับส่วนใด ?
6)เมื่อโดนจับแล้วจะเกิดอาการใด ?
7)เมื่อเกิดอาการต่างๆ แล้ว หน้าจะออกสีอะไร ?
8)เมื่อหน้าออกสีต่างๆ แล้วยังไม่หายอาย จะพูดอย่างไรดี ?
9)เมื่อยังไม่หายอายจะทำอย่างไรต่อไป ?
10)ใช้ผ้าต่างๆเช็ดหน้าหรือปิดหน้าแล้วยังไม่หายอายแล้วจะออกอาการอย่างไร ? 11)สรุปแล้วแฟนเธอมีหน้าตาคล้ายอะไร ?

บทที่ ๗ บทปราบเซียน
บทนี้ทำไมต้องเรียกว่า “ บทปราบเซียน” เพราะว่า เวลาที่ผู้เขียนเข้าสอน ณ ที่ไหนก็ตามมักจะมีเด็กที่ก้าวร้าว พูดจาไม่สุภาพ อาจลบหลู่พระรัตนตรัยไม่เคารพผู้สอนจึงต้องมีบทปราบเซียนนี้ขึ้น ประกอบด้วย
หิริโอตัปปะ คือการทำให้เด็กนักเรียนมีความละอายแก่ใจในคำ
พูดการกระทำของเด็กนักเรียนเองที่ส่อแววไม่ดี ไม่ถูก และไม่ควร อาจ
จะยกถึงเรื่องของเปรตวัดสุทัศน์ก็ได้ ซึ่งผู้เขียนใช้บ่อยในการไปสอนหนังสือที่มีนักเรียนดื้อไม่ค่อยเคารพเชื่อฟัง จึงได้เล่าถึงเรื่องเปรตว่า “ทำ
ไมวัดสุทัศน์จึงขึ้นชื่อเรื่องเปรต ก็เพราะว่าคนทำไม่ดีต่อพระ ต่อพ่อแม่ ต่อวัดสุทัศน์จึงมีเปรตอาศัยอยู่ หลักการเป็นเปรตนั้นมีไม่ยากนั่นก็คือ
๑. ด่าว่าพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ด่าพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์อย่างพระอาจารย์ด้วยทั้งต่อหน้าและลับหลัง ผู้ที่ด่าจะได้เกิดเป็นเปรตเฝ้าวัด เปรตจำพวกนี้มีปากเท่ารูเข็ม ส่วนท้องใหญ่เท่าภูเขา เวลามันร้องจะเสียงแหลมเพราะว่ามันถูกความหิวกัด กระเพาะมัน จำพวกนี้ไม่มีสิทธิ์ได้กินอะไรแม้กระทั่งบุญกุศล
๒. ทุบตีทำร้ายร่างกาย พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พระสงฆ์องเจ้า ผู้ที่ทุบตี ทำร้ายร่างกาย บุคคลเหล่านี้จะเกิดในเปรตจำพวกมือโตเท้าโต โตขนาดเท่าใบพายเรือ หรือใบตาล ถูกหนอนกัดกินพบกับความทรมาน
๓. พวกที่กินของวัด เอาของวัดของพระสงฆ์ไป ผู้นั้นจะไปเกิด

เป็นเปรตเฝ้าวัดวาอาราม เพื่อชดใช้หนี้สงฆ์ สมัยก่อนแม้กากินอาหารแค่คำเดียวก่อนที่เขานะเอามาถวายพระ กาก็ต้องเกิดเป็นเปรต
อนึ่งถามว่า ทำไมในวัดถึงมีสุนัขเป็นจำนวนมาก ก็เพราะว่าคน
ทำผิดต่อวัด ต่อพระรัตนตรัยมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จึงเกิด
เป็นสุนัขขี้เรื้อนอยู่ในวัด หากนักเรียนไม่อยากเป็นเปรตก็ตาม สุนัขก็ตามจงสังวรระวัง เพราะว่าสุนัขเวลามันคันมันไม่มีมือเกา มันต้องพึ่งพา
เสาบ้าง ฝาผนังบ้าง เราเป็นคนแล้วคงไม่มีใครอยากเกิดเป็นสุนัขใช่ไหม
วันนี้พระอาจารย์ จะได้มาช่วยนักเรียนให้พ้นจากการเป็นเปรตเป็นสุนัข
เพราะได้ทำผิดในพระอาจารย์ ขอให้นักเรียนจงตั้งใจสำนึกผิดเพราะการ
สำนึกผิดเท่านั้นถึงช่วยได้ ดังพระเทวทัตที่ทำลายพระพุทธเจ้าทุกอย่างทุกประการ เวลาใกล้มรณภาพ เขายังสำนึกผิด และขอขมาพระพุทธเจ้า
เขาบังเกิดในนรกทรมานนานแล้วจะได้ไปเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นี่
เป็นตัวอย่างของการสำนึกผิด (สำนึกบาปที่ได้ก่อไว้) ดังโบราณกล่าวว่า
“ความผิดเท่าภูเขา ลบล้างได้ด้วยคำว่าสำนึก”
ฉะนั้นวันนี้ขอให้นักเรียนตั้งใจเพื่อจะขอขมาพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์รวมทั้งพระอาจารย์ ขอขมาพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ที่เราได้ด่าได้ว่า ( เตรียมแก้วน้ำใส่ดอกไม้และน้ำให้เต็มเพื่อให้เด็กใช้ขอขมาลาโทษ ) แล้วอธิษฐานขอขมาต่อพานใส่ดอกไม้ และอธิษฐานต่อเครื่องบูชานี้ เวียนให้ครบด้วยความตั้งใจแล้วกล่าวตามพระอาจารย์ว่า

“กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสาวา พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยายัง พุทโธ ปะฏิคัณหาตุ อัชชะยันตัง กาลันตะเล สังวะริตุง วะพุทเธ”
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอขมาต่อพระพุทธเจ้า หากข้าพเจ้าได้ล่วงเกินไปด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ขอให้พระพุทธเจ้าจงยกโทษอันล่วงเกินนี้แก่ข้าพเจ้าด้วยเพื่อความระวังในพระพุทธเจ้าในกาลต่อไป
“กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสาวา ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยายัง ธัมโม ปะฏิคัณหาตุ อัชชะยันตัง กาลันตะเล สังวะริตุง วะธัมเม”
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอขมาต่อพระธรรมเจ้า หากข้าพเจ้าได้ล่วงเกินไปด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ขอให้พระธรรมเจ้าจงยกโทษอันล่วงเกินนี้แก่ข้าพเจ้าด้วยเพื่อความระวังในพระธรรมในกาลต่อไป
“กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสาวา สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยายัง สังโฆ ปะฏิคัณหาตุ อัชชะยันตัง กาลันตะเล สังวะริตุง วะสังเฆ”
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอขมาต่อพระสงฆเจ้า มีพระอาจารย์เป็นต้น หากข้าพเจ้าได้ล่วงเกินไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ขอให้พระ
สงฆเจ้าและพระอาจารย์จงยกโทษอันล่วงเกินนี้แก่ข้าพเจ้าด้วยเพื่อความระวังในพระสงฆ์ในกาลต่อไป”
กล่าวจนเวียนพานดอกไม้ครบทั้งห้องแล้วจึงเอามาบูชาพระรัตน
ตรัย ให้นักเรียนทุกคนนั่งสมาธิเพื่อแผ่จิตเมตตาต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย และเจ้าที่เจ้าทางในห้องนั้น

แล้วให้ลืมตาขึ้น แล้วย้ำถึงการสำนึกผิดว่า “เรามีใจสำนึกผิดต่อบาปที่ทำแล้วนี้ยังไม่พอ ใจสำนึกแล้ว ต้องจดจำ นำไปปฏิบัติอย่าให้ผิดอีกเพราะว่าเวลาที่เธอทั้งหลายเป็นเปรตพระอาจารย์คงไม่มีเวลาไปส่งส่วน
บุญให้พวกเธอหรอก ฉะนั้นขอให้เธอจงรักษาคุณงามความดีต่อไป”แล้วจึงสรุปเวลาที่เราได้เข้ามาสอน โดยฝากข้อคิดวิธีดังนี้คือ
การตีให้ตื่น คือการขอเข้าสู่ธรรมะ เวลาที่เหลือไม่กี่นาทีนี้ให้นักเรียนตั้งใจ พระอาจารย์จะขอฝากข้อคิดไว้ อาจจะเครียดหน่อยก็ไม่เป็นไรเพราะว่านักเรียนได้รับความสนุกสนานมาพอสมควรแล้ว พอเด็กนักเรียนสงบเราต้องออกคำสั่งว่า “ให้นักเรียนหายใจเข้าอย่างเดียว” นักเรียนบอกว่า “ทำไม่ได้ครับ / ค่ะ เพราะว่าจะตาย” สั่งใหม่ว่า “ให้นักเรียนทุกคนหายใจออกอย่างเดียว” นักเรียนบอกว่า “ทำไม่ได้ครับ / ค่ะ เพราะว่าจะตาย” สรุปการสูดลมหายใจนี้ว่า “ นักเรียนทุกคนคิดว่าตัวเองจะอายุยืนถึง ๑๐๐ ปีหรือเปล่า ๖๐ ปี หรือ ๕๐ ปี ใครจะมารับรองว่านักเรียน จะมีอายุถึงตามที่ได้ตั้งไว้ แค่นักเรียนหายใจเข้าลืมหายใจออกก็ตาย หายใจออกลืมหายใจเข้าก็ตาย เพราะฉะนั้นชีวิตของนักเรียนขึ้นอยู่กับอะไรถ้าไม่ใช่ลมหายใจถูกหรือเปล่า” ประโยคนี้เป็นประโยคตีให้ตื่นจากความฝัน ความมัวเมาในคู่ครอง เป็นต้น แล้วต้อง
ย้อนมองส่องตน ย้อนมองส่องตนยังไง ก็ต้องถามนักเรียนว่า
“ เธอรู้จักชื่อพ่อของปู่ หรือเรียกว่าทวดของเธอได้หรือเปล่า”นักเรียนจะ

ตอบว่า “จำไม่ได้ครับ / ค่ะ” เราก็ถามต่อไปว่า “ทำไมเราจำไม่ได้” เด็กนักเรียนจะเงียบ แล้วเราต้องถามว่า “นักเรียนรู้จักพระพุทธเจ้า หรือพระเยซูเจ้า ( ในกรณีที่มีเด็กนักเรียนศาสนาคริตส์อยู่ด้วย ) หรือเปล่า” เด็กก็จะตอบว่า “รู้จักครับ / ค่ะ” เราต้องย้อนถามเด็กว่า “ทำไมเราถึงรู้จักท่านหละ ที่เราทั้งหลายรู้จักท่านก็เพราะว่าท่านได้สร้างคุณงามความดีไว้แก่โลก เป็นผู้สร้างประโยชน์ให้แก่ชาวโลก ใช่หรือเปล่า แล้วทำไมเราจำชื่อทวดผู้เป็นแม้กระทั่งต้นตระกูลของเราไม่ได้ เพราะว่าท่านไม่เคยทำประโยชน์อะไรฝากไว้ให้ลูกหลานได้รู้จักใช่หรือเปล่า แล้วพวกเธอหละไม่คิดที่จะทำประโยชน์อะไรฝากไว้ในโลกนี้บ้างหรือ เธอทั้งหลายจงจำเอาไว้นะว่า ชีวิตพวกเธอ ลมหายใจเป็นตัวกำหนดว่าจะอยู่ได้หรือไม่ดังกลอนที่ท่านกล่าวว่า
“วันหนึ่งผ่านไปน้อยไปอีกวันหนึ่ง
ปีหนึ่งผ่านไปน้อยไปอีกปีหนึ่ง
วันนี้ขึ้นเตียงนอนอยู่ดีๆ
พรุ่งนี้จะตื่นหรือไม่ใครรับรอง ”
เมื่อเธอทั้งหลายรู้อย่างนี้แล้วจงรีบทำคุณงามความดีฝากไว้ให้กับลูก
หลานของพวกเธอดีกว่าปล่อยให้ตายไปพร้อมกับลมหายใจที่คืนสู่ธรรม
ชาติ พระอาจารย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเธอทั้งหลายคงจะใช้ชีวิตให้มีค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ”

จากใจสู่ใจ
บันทึกความในใจของพระอาจารย์
นักเรียนที่รักทุกคน พระอาจารย์ได้มาให้ความรู้นักเรียน บางครั้งแค่วันเดียว บางครั้งหลายวัน แต่เธอทั้งหลายจงรู้นะว่า “เป็นศิษย์อาจารย์กันวันเดียว เท่ากับเป็นศิษย์อาจารย์กันชั่วชีวิต” สิ่งที่พระอาจารย์ห่วงที่สุดนั่นก็คือ หากเป็นลูกศิษย์ผู้หญิง ไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว ไม่เข้มแข็ง หากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ให้ใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา ไม่ควรคิดสั้นเพื่อจบปัญหาชีวิต จงรักษาชีวิตและสิ่งที่พ่อแม่ให้มา อย่าทำตนให้ด้อยค่าหมดราคา ถึงแม้จะอกหัก แต่เรายังมีคนที่รักอยู่ข้างหลังนั่นก็คือพ่อแม่ ส่วนถ้าเป็นลูกศิษย์ผู้ชาย พระอาจารย์ห่วงว่า จะทำให้ผู้หญิงเขาเสียใจ ไม่รู้จักรักตัวเอง ชอบคบเพื่อนฝูง เชื่อในเพื่อนฝูงมากกว่าพ่อแม่ ชอบอวดเท่ห์ อวดสาว เอาชีวิตตนเองมาล้อเล่น เช่นขี่รถมอเตอร์ไซด์แข่งกัน ตีกันเพราะว่าแย่งผู้หญิง และปัญหาอีกปัญหาหนึ่งนั่นก็คือยาเสพย์ติด เพราะว่าผู้ชายมักจะเริ่มต้นจากบุหรี่ก่อนแล้วจึงค่อยๆลองของใหญ่ขึ้นอย่างยาบ้า ยาม้าเป็นต้น หวังว่าสิ่งที่ได้สอนสั่งไปคงจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย ที่จะคอยเตือนสติศิษย์รักทุกคน ไม่ให้หลงผิดในสิ่งที่ไม่ดี ที่พาตนเองตกต่ำ ท้ายที่สุดนี้พระอาจารย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกศิษย์ทุกคนจะถนอมรักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อที่จะตอบแทนคุณของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์และของชาติสืบต่อไป

สรุปบทเรียนที่ได้เขียนมา
ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้เขียนมา ผู้เขียนได้ใช้เวลาในการไปสอนและจดจำวิธีการสอนที่จะช่วยไม่ให้ในห้องเรียนเครียด มองโลกในแง่ลบ มองพระในทางลบ วิธีและแนวการสอนทั้งหมดนั้น จะสำเร็จได้ก็ด้วยความตั้งใจจริง และมีใจรักในการสอนอย่างแท้จริง ปัญหาทุกอย่างจึงจะผ่านพ้นไปด้วยดีได้ดังคำกลอนที่ว่า
“อุปสรรคมีไว้ฟันฝ่า ปัญหามีไว้ฝ่าฟัน”
ธรรมะกับชีวิตเล่มนี้ ยังมีสิ่งที่ขาดตกบกพร่องไปเป็นอย่างมากเพราะว่าผู้เขียนยังด้อยประสบการณ์ และด้อยสติปัญญา หากมีสิ่งหนึ่งประการใดที่ขาดตกบกพร่องไปผู้เขียนขอขมาไว้ ณ ที่นี้ด้วย
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านที่มีใจรักในการสอนทุกท่านจะเห็นอนาคตของชาติเป็นสำคัญ อย่าได้เห็นแก่เงินเดือนเลยดังที่ท่านกล่าวว่า
“เห็นค่าจ้างดีกว่าสิ่งใดหมด คือคนทรยศต่ออุดมการณ์ของครู”
ท้ายที่สุดนี้ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน จงเป็นผู้มีพละกำลังแข็งแรงสมบูรณ์ อายุมั่นขวัญยืนกันถ้วนทั่วกัน คิดสิ่งหนึ่งประการใด ที่เป็นไปด้วยชอบประกอบด้วยธรรมจงพลันสำเร็จ พลันสำเร็จ ทั่วหน้ากันทุกคนทุกท่านเทอญ .

ผู้จัดทำ


บรรณานุกรม
หนังสือคู่มือพุทธบุตร : ว.วชิรเมธี
หนังสือสะเก็ดเพชร : ว.วชิรเมธี
หนังสือคู่มือเข้าค่ายคุณธรรมของคณะพระวิทยากร

















จัดทำโดย
พระมหาคุณาสาฬห์ สุคุณโสภี ( รำไพ ) นธ.เอก
ป.ธ. ๕ คณะ ๙ วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร
ประวัติการทำงาน
-เป็นครูสอนร.ร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา
-เป็นวิทยากรอบรมบวชสามเณรภาคฤดูร้อน จ.สารคาม
-เป็นวิทยากรอบรมบวชสามเณรภาคฤดูร้อน จ.พะเยา
-เป็นครูสอนร.ร.พุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดสุทัศนเทพวราราม
-เป็นครูสอนร.ร.ประถมวัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพฯ
-เป็นครูสอนร.ร.เทคโนโลยีสยาม กรุงเทพมหานคร
-เป็นครูสอนร.ร.พาณิชยการ ราชดำเนิน-ธนบุรี
-เป็นครูสอนร.ร.กวดวิชาวัดสุทัศน์ อ.ละเมียด
-เป็นครูสอนร.ร.วิมลพาณิชยการ ศรีย่าน














โดย : สุคุณโสภีภิกขุ
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 7 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 15 : 25 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook