บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 2

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5
>> ทวนเทวดา

เรื่อง : ทวนเทวดา

ตอนที่ 1 บุรุษพเนจร

ท่ามกลางหิมะโปรยปรายและหนาวเหน็บ ในยามค่ำ ไกลหมู่บ้านออกไปไม่มากนัก ไม่มีผู้ใดออกมาเดินเป็นแน่ เหตุเพราะมันดึกและเงียบเกินไปนั่นเอง หรือเพราะไม่มีกิจที่จะทำในยามนี้ น่าประหลาดใจยิ่ง กลับปรากฏร่างบุรุษหนุ่มดูวัยประมาณ 2o กว่า ปี เดินดูเหมือนรีบเร่ง มันจะไปไหน เหตุใดจึงเดินทางคนเดียวกลางดึกเช่นนี้ ไม่มีใครบอกหรือคาดเดาได้ นอกจากตัวมันเองเท่านั้นที่รู้ ท่าเดินของมันดูรีบเร่งก้อจิง แต่ไม่มีวี่แววของคนเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย เสื้อผ้าของมันเป็นสีเทาดูเก่าและจางซีด เส้นผมบนศรีษะยาวปะบ่าและหยุ่งเยิงเล็กน้อย มันเดินอย่างองอาจและดูสง่า ราวกับว่า ไม่ต้องเกรงใจและนอบน้อมคัยในโลกนี้ ดุจชาวนาเก็บข้าวกล้าของมัน ไม่ต้องอาศัยโรงทานผู้อื่น ที่ทำให้มันดูน่าเกรงขามกว่านั้นก้อคือห่อผ้า ที่พันห่อหุ้มอะรัยสักอย่างสะพายบนหลังมัน หรือจะเป็นอาวุธของคนพเนจรที่ต้องใช้ป้องกันตัวในการเดินทาง มันคือ หันซิ่น คนพเนจร 10กว่า ปี ที่แล้ว หันซิ่นเป้นเพียงเด็กหนุ่มชาวบ้าน อาศัยอยู่กับพี่ชายและพี่สะใภ้ในหมู่บ้านใกล้แม่น้ำฮวงโห และภูขาเสียงซัน คนในหมู่บ้านต้องอดอยากเพราะต้องเผชิญกับโจรภูเขาที่ปล้นสะดมในแต่ละปี สะเบียงที่ได้จากทำนาข้าวของที่เก็บไว้มักถูกแย่งชิงไป มีกระทั่งชาวบ้านบางคนที่ถูกทำร้าย และหญิงสาวที่ถูกลักพาตัวไป ชาวบ้านรู้ว่าหัวหน้าพวกมันคือ ขุนโจรปวยโฮ่ว แต่ไม่เคยมีคัยเคยเห็นมัน เพียงแต่ได้ยินลูกน้องของมันกล่าวถึง มีครั้งหนึ่งหันซิ่นเพียงเที่ยวหาของป่าแถบ เชิงเขาเสียงซัน จนเกิดพลัดหลงเข้าป่าลึกมันเดินหาทางออกเกินเวลาค่อนวัน จนกระทั่งเจอลำธารเล็กๆ เป็นลำธารที่แปลกมากผิดธรรชาติของสายน้ำ นั่นคือ ลำธารที่ไหลย้อนกลับ ธารที่ไหลขึ้นสู่ยอดเขา สิ่งอัศจรรย์ปานนั้น ทำให้ หันซิ่นเกิดความอยากรู้สิ้นสังสัย มันลัดเลาะและปีนป่ายโขดหินตามริมธารขึ้นสู่ยอดเขาเสียงซัน ที่สุดแห่งธารน้ำ ปราฏแอ่งน้ำขนาดเล็กน้ำใสสีมรกตไม่ทราบว่าลึกเพียงใด มันนั่งลงบริเวณนั้นด้วยความเหน็ดเหนื่อย และหิวกระหายเป็นกำลัง ความกระหายทำให้มัน ก้มลงวิดน้ำจากแอ่งน้ำนั้น ดื่มเพียง2 อึกเท่านั้น พลันแอ่งน้ำเกิดเป้นนคลื่นระลอกบางๆจากนั้นพลันสะเทือนอย่างรุนแรงหมุนวนลงดิ่ง เด็กหนุ่มหันซิ่นตกใจคิดพลันขยับถอย ผิดท่าอะไรสักอย่างมันพลันถล่ำล้มไปข้าหน้าตกลงไปในแอ่ง ความรู้สึกอึดอัด สภาพแรงหมุนของน้ำรอบตัว ทำให้หมดความรู้สึกไป นานเท่ารัยมิอาจทราบหันซิ่นค่อยลืมตาขึ้น ไม่ใช่ที่เดิม สภาพรอบด้านกลับกลายเป็นถ้ำที่กว้างและโล่งยิ่ง เพดานถ้ำสูงโปร่ง มันพลันรู้สึกว่าตนเองยังคงแช่อยู่ในแอ่งภายในถ้ำ ลองขยับตัวแล้ว เกาะขอบแอ่งค่อยพยุงตัวขึ้นมาอย่างลำบาก รู้สึกเมื่อยไปทั้งร่างมันเดินพรางหสำรวจมองรอบด้าน ภายในถ้ำมองไม่เห้นช่องที่แสงสว่างภายนอกจะสาดเข้ามาได้ แต่ถ้ำกลับสว่าง และพนังถ้ำยังปรากฏเป็นสีเขียวเรืองๆ ยังมีโขดหิน และบางบริเวณมีกอหน้า และพืชขึ้นอยู่ตามแอ่ง มันเดินเข้าไปลึกสุดทางถ้ำ ตรงผนังด้านในสุดเห็นเป็นช่องแคบๆ มองดูไม่รู้ว่าสิ้นสุดที่ใด พลันคลานลอดเข้าช่องนั้นทันที หันซิ่นรู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออกซ้ำยังมืดอีกด้วยฝืนพยายามคลานต่อไปไม่นานนักก้อทลุปรากฏเป็นถ้ำอีกห้องหนึ่ง ซึ่งกว้างและโล่งพอประมาณ ไม่มีช่องใดๆที่แสงจากภายนอกจะเข้าส่องเข้ามาได้ในถ้ำกลับสว่างอย่างน่าอัศจรรย์ ที่น่าสนใจยิ่งคือตรงผนังถ้ำด้านหน้าปรากฏมีรูปปั้นหินเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งยืน ตะหง่านสูงประมาณ 8 ศอก ในท่ายกขาข้างหนึ่งในมือถือทวนแม้ทวนก้อเป็นหิน รูปลักษณ์ใบหน้าของเทวรูปน่าเกรงขามยิ่งมองดูคลายนักรบผู้กล้า ดูอย่างองอาจราวมีตัวตนอยู่จริง หันซิ่นเดินเข้าไปเพ่งมองด้วยความสนใจ มันพลันบังเกิดความนับถือเคารพในท่าทางอันองอาจและน่าเกรงขามของรูปเทพเจ้าหิน ไม่คาดคิดหันซิ่น ก้มลงคุกเข่าคำนับรูปเทพเจ้าถึง 3 ครั้ง เมื่อไม่มีวิธีใดอื่นอีกมันนั่งพักตรงนั้นไม่นานล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย เนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบ ..ภายใต้มโนภาพอันปรากฏเป็นนิมิต มันได้รับการสั่งสอนวิทยายุทธ์ศาสตร์แห่งการต่อสู้ด้วยเพลงทวนจากเทพเจ้าหิน ทุกกระบวนท่ามันจดจำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำราวปาฏิหาริย์ ภายในนิมิตมันไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยประการใด จวบจนผ่านไปหลายกระบวน มันรู้สึกปรอดโปร่งยิ่ง คล้ายร่างของมันมีพลังบางอย่างไหลเวียนอยู่ทั่ว 18กระบวนท่าเพลงทวน มันจดจำและได้ฝึกได้อย่างคล่องแคล่วภายใต้นิมิตมหัศจรรย์นั้น หันซิ่นไม่เคยฝึกเพลงยุทธมาก่อนเลยมันเป้นเพียงเด็กหนุ่มชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อครบจบ18 กระบวนเพลงทวนแล้ว หันซิ่นคุกเข่าคำนับเทพเจ้าหินเคารพยิ่ง สามครั้ง... ความรู้สึกค่อยๆกลับมาหันซิ่นขยับตัวเล็กน้อย ลืมตาขึ้น มันผุดลุกขึ้นนั่งที่แท้เป็นเพียงนิมิต มันยังคงทบทวนนิมิตที่มันพึ่งผ่านมาช่างแจ่มแจ้งยิ่งคล้ายเป็นเรื่องจริง มันพึ่งรู้สึกว่าความหิวและความอ่อนเพลียหายไปสิ้น ร่างกาย ปรอดโปร่งและรุ้สึกถึงพลังในร่างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนที่แท้น้ำที่มันดื่มเพียง 2 อึกนั้นเป้นน้ำทิพย์ดูดซึมพลังจากฟ้าดินไว้ ประสานกับเพลงยุทธิ์ภายในบังเกิดพลังปราณบริสุทธิ์.. หันซิ่นอาศัยอยู่ในถ้ำเป้นเวลาหลายวัน มันประทังชีวิตด้วยพืชแลเง่าไม้อันที่จะกินได้และดื่มน้ำในแอ่ง สิ่งที่มันจะขาดไม่ได้คือการฝึกและทบทวนเพลงยุทธที่มันได้รับจากเทพเจ้าหินในนิมิตนั้น ผู้คนไม่อาจเชื่อได้ เพลงยุทธที่มันฝึกอาศัยท่อนไม้ยาวเหมาะมือและหินแหลมคมผูกมัดด้วยเครือเถาวัลย์ที่ปลายทำเป้นทวนด้วยมือมันเอง สามารถ ฝึกจนชำนาญบังเกิดเป้นเพลงยุทธน่าอัศจรรย์ มันเรียนค่อยรู้การเดินพลังปราณในร่างผนึกประสานกับเพลงทวน ด้วยตัวมันเอง สามารถถ่ายทอดพลังสู่ทวนได้ ยามกวัดแกว่งทวนพลันบังเกิดแสงเจิดจ้า เสียงกัมปะนาดราวอัสนีบาตสะท้าน ทั่วถ้ำแห่งนั้น เพลงทวน18 กระบวนท่าพลันแปลกแยกมากมายอย่างพิศดาร ไม่รู้จบ..หันซิ่นยังอาศัยอยู่ในถ้ำนั้นแม้มันต้องกลับบ้านก้อไม่อาจ ไม่มีช่องทางออกไม่มีประตู ผ่านไปเป้นเวลาครบ 7 เดือน จนกระทั่งวันนั้น มันฝึกเพลงยุทธอย่างโลดโพน กระโจนและเหาะทยานอย่างเต็มที่ กวัดแกว่งทิ่มแทงฟาดทวนกลางอากาศเสียง สะท้านกัมปนาดดังทั่วทั้งถ้ำ ถ้ำใหญ่กว้างใหญ่เพียงนั้นกลับสั่นสะเทือนรุนแรง มันพลันทะยานอีกทีสูงขึ้นไปอีกกวัดแกว่งและทิ่มทวนใส่ผนังถ้ำ พลันเกิดเสียงระเบิดตูมเศษหินกระจาย ปรากฏแสงสว่างส่องเข้ามา ผนังถ้ำเกิดเป็นช่องใหญ่มันยินดียิ่ง ทะยานออกไปทันที ภายนอกกว้างยิ่งสูงสุดแห่งเขาเสียงซัน มองลงไปเห้นเบื้องล่างเส้นทางแลขุนเขาอื่นอีก มันแหงนหน้าขึ้นสูดอากาศเข้าเต็มปอด ท้องฟ้าเป็นสีครามก้อนเมฆน้อยใฟญ่ลอยยตามลมแลกระจายอยู่ทั่วท้องฟ้ากว้างสุดบรรยาย แสงอาทิตย์ยังคงอ่อนแสงถูกบัดบังด้วยเมฆก้อนใหญ่ อากาศและบริเวณภายนอกเย็นสบาย เป้นทัศนีย์ภาพที่สวยงาม หันซิ่นคิด”มันกลับบ้านได้แล้ว พลันนึกได้บางอย่างมันกลับเข้าไปในถ้ำอีก มันตรงเข้าไปในห้องเทพเจ้าหิน คุกเข่าคำนับด้วยความเคารพอย่างทราบซึ่ง สำนึกที่ให้มันได้พบกับเรื่องน่าอัศจรรย์แล วิทยายุทธสูงส่งมีค่ายิ่งมันได้รับ จากนั้นหันซิ่นกลับออกจากถ้ำแลสถานที่นั้น
ทันที ..หลายวันเดินทางหันซิ่นถึงหมู่บ้านของมันแล้วเรื่องอันไม่คาดคิดพลันบังเกิด ภาพหมู่บ้านกลับปรากฏอ้างว้างว่างเปล่าผู้คน กระทั่งบ้านเรือน ของชาวบ้านเป็นเหมือนถูกไฟเผาผลาญมันรีบตรงไปบ้านของมันทันที ภาพในสายตาเป้นเช่นเดียวกันบ้านที่มันเคยอาศัยกลับเป้นเถ้าถ่าน ไม่ปรากฏร่างพี่ชายพี่สาว
ของมัน ไม่มีจริงๆๆมันรู้สึกเดือดดาลยิ่ง มันหลุดคำพูดเบาๆ เป็นฝีมือของใคร โหดเหี้ยมเพียงนี้ พลันมันนึกถึงเรื่องราวที่ขุนโจรปวยโฮ่วพึงกระทำ มันไม่รู้เป็นฝีมือใครทั้งไม่รู้ว่าพี่ของมันยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วแต่มันต้องตามหาพี่ของมันและสืบเรื่องราวจากขุนโจรปวยโฮ่วให้ได้ ..
หันซิ่นกลายเป้นคนพเนจรตั้งแต่นั้นมา มันเดินจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้านผ่านไป เป้นเวลา 10 ปี เพื่อตามหาพี่ของมัน ระหว่างการเดินทางได้อาศัยเพลงทวนคุ้มครองชีวิต ทวนที่อยู่บนหลังมันบัดนี้ป็นทวนที่มันได้จากการต่อสู้สังหารโจรป่าผู้หนึ่งซึ่งหัวเราะเยาะทวนด้ามไม้ปลายหินของมัน เป็นทวนเหล็กธรรดา แต่อาศัยมัน กลับเป็นอาวุธที่ร้ายกาจนัก สังหารคนร้ายมามากนักแล้ว มันไม่เคยลงมือกับคนบริสุทธิ์ มันเพียงป้องกันชีวิตของมัน และช่วยเหลือคนบริสุทธิ์จากคนโหดร้ายเหล่านั้น ยิ่งผ่านการต่อสู้มัน ยิ่งชำนาญเพลงทวน ผลิกเพลงไปมากมายยากคาดเดา จนถึงระดับ คนกับทวนเป้นอันเดียวกัน คนใช้เพลงทวน เพลงทวนอันพิศดารและร้ายกาจเป้นเพลงทวนที่มันได้รับการสั่งสอนจากเทพเจ้าหิน ภายในนิมิตฝันนั่นเอง เป็นเรื่องที่ผู้คนไม่อาจเชื่อ แต่มันเป้นจริงแล้ว
.....หันซิ่นเดินมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านที่ปรากฏข้างหน้าไม่นานนักเข้าเขตหมู่บ้าน มันหวังจะได้พักผ่อนหลับนอนเอาแรงสักครู่ ผู้คนพากันหลับใหล หมดแล้ว จันทร์เสี้ยวบนฟ้าส่องแสง พอเห็นเงาบางสิ่งได้บ้าง ผ่านบ้านหลังหนึ่งเห้นมีคอกม้า และกองหญ้าแห้งกองใหญ่มันอ้อมเข้าด้านหลังกองหญ้าอย่างเงียบๆ มันเอนตัวลงนอน และหลับไป...




ยอดมือกระบี่อันดับ1

ณ เมืองเซียงกวงภายในตึกจันทร์เพ็ญห้องอันโอ่โถ่งประดับตกแต่งอย่างวิจิตร โต๊ะสลักลาย แจกันเครื่องตกแต่งอันมีค่า เป้นของหายากในแผ่นดิน พื้นปูด้วยพรมสีแดงอ่อนนุ่มและสะอาด ผนังห้องรอบด้านเป็นภาพเขียนวิจิตรศิลป์รูปจันทร์เสี้ยว และภาพอื่นอีกที่ทำให้ผู้คนจินตนาการถึงเรื่องราวในแดนสวรรค์ ชายดูวัยประมาณ 40ปีเศษ นั่งบนเก้าอี้มีพนักพิงตัวใหญ่ ชุดที่สวมใส่เป็นชุดสีเหลืองสดดูสะอาดและมีราคาแพง ถึงจะดูเป้นวัยประมาณนี้แต่ทว่าผมบนศรีษะของกลับเป้นสีขาวโพน ดูสงบนิ่งสายตาจับจ้องที่วัตถุบางอย่างในมือของมัน เป็นกระบี่ กระบี่คมกริบที่ยาวถึง 5 เซียะ ลำตัวกระบี่แคบบาง และมีน้ำหนักเบา มันลูบครำตัวกระบี่เบาๆพรางคิดไปไกล กระบี่นี้สร้างชื่อเสียงให้กับมัน ความมั่งคั่งทรัพย์สินล้วนได้มาจากกระบี่เล่มนี้ กระบี่สร้างชื่อให้กับคน คนสร้างชื่อให้กระบี่ กระบี่ไม่ว่าวิเศษปานใด อาศัยคน ด้อยฝีมือไม่อาจเป็นกระบี่ลือนามได้ คนเช่นดียวกันอาศัยฝีมือตนและเพลงกระบี่จึงสามารถมีชือเสียงและสร้างชื่อให้กระบี่ได้ นามกระบี่จันทร์เย็น กระบี่มีชื่อ แล้ว คนเล่า? ทันใดได้ยินเสียงเรียก “ นายท่าน’
บุรุษนั้นเอ่ยขึ้นคำเดียว ‘ เข้ามา ’ โดยไม่เหลียวมองไปทางเสียงแม้แต่แว็บเดียว ท่านั่งยังคงสงบสายตา คงจ้องที่กระบี่เหมือนเดิม ชายคนนั้นเข้ามา เป้นชายสูงอายุมันเป้นพ่อบ้านดูแลและรับใช้ตึกนี้ชื่อมัน เตียวกุก ท่าทาง อย่างกริ่งเกรง เข้ามาพูด ว่า นายท่าน เจ้าสำนักแส้ทองส่งมอบเทียบมาเชิญพรางยื่นส่งให้ บุรุษนั้นรับมา ค่อยเปิดอ่านทันที ข้อความว่า ด้วยความเคารพยิ่ง แด่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งนามเทพกระบี่จันทร์เย็น ข้าน้อย.... ได้จัดการประลองยุทธขึ้น เพื่อค้นหายอดฝีมือรุ่นหลัง เปิดโอกาสให้จอมยุทธทั่วหล้าแสดงฝีมือ และจัดอันดับยอดฝีมือขึ้นมาใหม่จึงเชิญท่าน ให้เกียรติ เป้นประมุข พิธีครั้งนี้ ในเดือนฤดูชุนชิว 15 ค่ำ อีก 6 เดือนข้างหน้า ด้วยเคารพคารวะยิ่ง.. อ่านจบ แล้ว มันเอ่ยขึ้นอย่างเป้นจังหวะ ดี ดี เพียง2 คำ ดวงตามีแววประกายขึ้นมา ผิดกลับเมื่อครู่นี้ ที่แท้บุรุษผมขาวคนนี้คือ ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งยุค นามเทพกระบี่จันทร์เย็น
พ่อบ้านเตียวกุก ประหลาดใจ กล่าวว่า นายท่าน เพียงแค่นั้นหยุดคำพูด เพราะมันเกรงในฐานะของมัน ซึ่งเกี่ยมจู่ กล่าวว่า น่ายินดีนัก เจ้าสำนักแส้ทอง จัดการประลองยุทธขึ้น เชิญข้าเป็นประมุขพิธี พ่อบ้านเตียวกุก กล่าวว่า นายท่าน เห้นว่าในยุทธภพนี้คงไม่มีคัยเทียบ กระบี่จันทร์เย็นได้ อันดับหนึ่งยังคงเป้นกระบี่จันทร์เย็น เตียวกุก พูดได้คล่องยิ่ง เนื่องจากบางที มันเป็นคนรับใช้ในบ้านที่มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิด ซึ่งเกี่ยมจู่ ซึ่งเกี่ยมจู่ไม่ได้ถือสามัน เหตุนี้เองนายและบ่าวจึงสนทนากันได้บางเวลาได้คล่องยิ่ง ซึ่งเกี่ยมกล่าวว่า เตียวกุก ท่านคิดว่ากระบี่ของข้าเป็นเยี่ยงรัย มันยกกระบี่ขึ้น เล็กน้อยมองอย่างภูมิใจ เตียวกุก “ เป็นกระบี่ที่ดีเยียมข้าไม่เคยเห้นกระบี่ที่งดงาม และทรงอานุภาพเช่นนี้มาก่อนเลย กระบี่นายท่านคมยิ่งนัก สามารถตัดน้ำผ่านหยกไม่เห้นหยดน้ำแต่อย่างใด “ มันพูดเหมือนยกย่องเกินไป แต่นั้นเป็นความจริงถึงจอมยุทธทั่วไปก้อให้การยอมรับเช่นนั้น ซึ่งเกี่ยมจึงกล่าวว่า พ่อบ้านไม่คิดว่ายังมีกระบี่ที่ยอดเยี่ยมอื่นอีกหรือ ท่านไม่รู้ พ่อบ้านเตียวกุกกล่าวว่า นายท่านทราบ ซิ่งเกี่ยมจู่กล่าว พักนี้มีข่าวว่ามียอดฝีมือปรากฏตัว เที่ยวท้าประลอง ลือว่าฝีมือเพลงกระบี่ของมันลึกล้ำนัก อีกกระบี่ที่มันใช้เห้นว่าเป็นสีน้ำเงินประกาย ท่านรู้ไม่ว่า เป็นกระบี่เช่นรัย ซึ่งเกี่ยมจู่หยุดกล่าวหน่อยหนึ่ง เมื่อเห้นว่าเตียวกุกเงียบ ..ไม่กล่าววาจาเช่นใด พลันกล่าวต่อไปว่า กระบี่ของมัน เป้นกระบี่วิเศษอิงตำนาน ชื่อกระบี่เจ็ดดาว เล่าลือกัน ว่ากระบี่นี้หลอมจากเหล็กดำ และเกร็ดมังกร เข้าด้วยกัน มีความคมบางและแกร่ง กระทั่งตัดหินแบ่งซีกได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเกี่ยมจู่ กล่าวต่อว่า แต่ยังไม่มีคัยทราบมันได้กระบี่วิเศษนี้มาจากที่ใด กระทั่งชื่อแซ่ของมันก้อยังไม่ปรากฏ พ่อบ้านเตียวกุกกล่าวว่า นายท่าน ข้าคิดว่ามันคงต้องมาร่วมการประลองครั้งนี้แน่ เพราะมันต้องการพิสุจย์ตนเอง และก้าวสู่อันดับยอดฝีมือ
ซึ่งเกี่ยมจู่ ข้าก้อคิดเช่นนั้นเหมือนกัน ข้าเองไม่ได้จับกระบี่มา10 ปีแล้ว ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ คลื่นลูกใหม่ ประโยคนี่มันกล่าวอย่างลอยๆ และไม่มีน้ำหนัก เตียวกุกพอเข้าใจความหมายอยู่ บ้าง
ซึ่งเกี่ยวจู่ พลันกล่าว เจ้าออกไปได้แล้ว ไม่ต้องเอ่ยอีก เตียวกุก เดินถอยหลังอย่างเคารพ ออกจากห้องทันที กระบี่จันทร์เย็น ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับเนิ่นนาน..
สำนักแส้ทอง ยามเช้าอากาศสดใส ภายในสวน ดอกไม้บานสะพรั่ง หลากสีสัน มีบ้างนกบางตัวบินไล่ล่าจิกกินแมลงตามพื้นหญ้าแลใบไม้ ยังมีธารน้ำใสที่ไหลเวียน ไม่ขาดสาย และฝูงปลาใหญ่น้อยที่แหวกว่ายไปมา ยังมีทางเดินและโขดหินเล็กไว้ให้ผู้คนได้เดินชมดู ทั้งต้นไม้น้อยใหญ่ถูกตกแต่งกิ่งมองดูร่มรื่น ภายในสวนยังมีศาลาน้อยถูกจัดไว้เป้นที่นั่งพักผ่อนอีกด้วย.. หยางโซ่ เจ้าสำนักแซ่ทอง และเจ้าของสวนอันสวยงามนี้ กำลังนั่งดื่มน้ำชา ภายในสวน ซึมซับบรรยากาศยามเช้า อันอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกไม้ หยางโซ่ว มักมานั่งและจิบน้ำชาที่ศาลาน้อยในยามเช้าเสมอ ทว่าวันนี้มันมิได้นั่งคนเดียวแต่กำลัง สนทนากับชายชายผู้หนึ่งดูเกินวัย40 ปี ดูใบหน้า ไว้หนวดและเครายาวแต่ตกแต่งเรียบร้อย จมูกมันงองุ่มเหมือนปากนกแร้ง ตาของมัน
เป้นสีขาวเรียวยาว ชุดที่มันใส่เป็นสีดำยาวคลุมร่าง ยามมันนั่งสนทนาหลังงอ ไว้ท่าหน่อยหนึ่ง ที่แท้มันเป้นเหมิงสือคนเจ้าล์และชอบสอดแนมขุดคุ้ยเรื่ยงราวในยุทภพ ไม่ทราบว่ามีจอมยุทธมากน้อยเท่ารัยที่ตกเป็นขี้ปากของมัน แต่มันยังคงให้ความยำเกรงต่อเทพกระบี่จันทร์เย็น และเจ้าสำนักแซ่ทองอยู่ เนื่องเพราะมันต้องอาศัยคนเหล่านี้เป็นที่พึ่งพิง หน้าตาของมันในยุทธภพ
เจ้าสำนักแส้ทองกล่าวว่า “ท่านคิดเห็นอย่างไร งานประลองที่กำหนดขึ้น “ เหมิงสือ กล่าว” 10 ปีที่ผ่านมาเทพกระบี่จันทร์เย็นเป็นอันดับสุดยอดแห่งยุค ช่วงนี้มีข่าวจอมมีฝีมือหลายคนปรากฏตัว พวกมันต่างหวังได้รับย่องย่องเป้นอันดับยอดฝีมือ ข้าได้ข่าวว่ายังมีนักกระบี่คนหนึ่งที่พกพากระบี่เจ็ดดาวเที่ยวประลองฝีมือ “ เจ้าสำนักแส้ทอง เอ่ยขึ้นว่า ใช่กระบี่เจ็ดดาว กระบี่วิเศษที่อิงตำนานหรือไม่ “เหมิงสือ “ ใช่ เป็นกระบี่เจ็ดดาวจริง “ ท่านเห้นหรือว่าเป็นกระบี่เจ็ดดาวจริง “ เจ้าสำนักแส้ทองถาม เหมิงสือสายตาเป้นประกายวาบทันที กล่าวว่า ท่านไม่เชื่อหรือ ข้าไม่เพียงได้เห้น ยังได้ทดสอบฝีมือมันอีกด้วย เจ้าสำนักแส้ทอง กล่าว ทดสอบฝีมือ ใช่ “ เหมิงสือกล่าวว่า ยามนั้น ข้าเพียงจู่โจมบนต้นไม้หมายเบื้องหลังศรีษมัน มันไม่ได้หลบหลีกทั้งยังไม่หันกลับมองด้วยซ้ำ เพียงชักกระบี่ของมันจากฝักเร็วยิ่งประกายสีฟ้าระยิบพลันพุ่งออก ข้าหลบได้หน่อยหนึ่ง เพียงโดนประกายกระบี่คุกครามเฉียดไหล่เท่านั้น ทำเอาเสื้อตรงไหลขาด มันไม่ลงมือซ้ำทั้งไม่สนใจข้าด้วย คงคิดว่าข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน “เหมิงสือหยุดกล่าว ดวงตาดูหดลงเล็กน้อย
หยางโซ่ว กล่าวขึ้น กระบี่ร้ายกาจ คนก้อร้ายกาจ ข้าเชื่อ ท่านไม่เพียงมีวิชาตัวเบาสูงส่ง ท่าร่างยังว่องไว ไม่อาจหลบพ้น รังสีกระบี่ได้ งานประลองครั้งนี้มันต้องมาแน่ ข้าเองก้ออยากเห้นกระบี่เจ็ดดาวเช่นกัน

พลันมีเสียงสดใสร้องเรียกมาแต่ไกล ท่านพ่อ อยู่นี้เอง ท่าน เหมิงสือก้ออยู่ด้วย เห้นร่างสาวน้อย นางหนึ่ง วิ่งเข้ามาจนใกล้ ปรากฏเป้นสาวเยาว์วัยยิ่งรูปร่างนาง สมส่วน ใบหน้าและผิวของนางเป็นสีชมพูเรื่อ ทว่ารอยยิ้มของนางมีแววเป้นคนดื้อร้น หยางโซ่วพลันเอ่ย “ เกียวยี้เจ้าอย่าซนได้ไหมเมื่อกี้พ่อเห้นเจ้าวิ่ง เกรงว่าเจ้าจะหกล้ม เป้นอะไรไป “ นางท่าทางกระเง้ากระงอด กล่าวว่า “ท่านพ่อ ข้าโตแล้วนะท่านไม่ต้องเป้นห่วง
หยางโซ่ว ระบายลมหายใจหน่อยหนึ่งกล่าวว่า ยิ่งเจ้าโตขึ้นเป้นสาว ข้าก้อยิ่งเป้นห่วง เกรงว่าเจ้าจะซนรบกวนคนอื่น จะพานไปเจอคนไม่ดีเข้า เจ้าจะลำบาก เกียวยี้ กล่าว “ ข้าเป้นถึงลูกสาวของเจ้าสำนักแส้ทอง ใครกล้ารังแก อีกอย่างข้ามาบอกท่านพ่อ วันนี้ ข้าจะไปเที่ยวในเมือง ข้าไม่ได้ไปหลายวันแล้ว “
หยางโซ่ว “ เจ้าอย่าประมาทในยุทธภพมีทั้งคนพาลและบัณฑิต คนร้ายกาจและเจ้าเลห์มีมากนัก รู้หน้าไม่รู้ใจ ใจคนลึกล้ำยากหยั่งถึง เจ้ายังเยาว์ พ่อผ่านยุทธภพ รู้จักคบหาคนมากมาย เกรงว่าเจ้าจะเสียทีคนร้ายกาจ “ ท่านพ่ออย่าห่วงเลย ข้าดูแลตนเองได้ นางกล่าวจบ หันหลังเดินจากที่นั่นทันที นางเองเข้าใจที่บิดากล่าวเช่นนั้น แต่นางยังต้องผ่านการเรียนรู้อีกมากถ้านางยังขลาดแล้วนางจะเติบโตอย่างเข้มแข็งได้อย่างไร หยางโซ่ว มองตามหลังบุตรสาวคนเดียวด้วยแววตาที่เป้นห่วง ตนมีบุตรสาวเพียงคนเดียว หวังไม่ให้ลำบากในภายหน้า จวบจนนางไปแล้ว จึงหันมาเอ่ยวาจาต่อเหมิงสือ ทั้งสองสนทนากันไม่นานนัก
เหมิงสือลากลับ..
หมู่บ้านไร้นาม แสงแดดยามเช้าเจิดจ้าส่องจนหิมะละลาย หันซิ่นยังคงนอนอยู่ที่กองหญ้าดังดิม มันเริ่มรู้สึกตัวจากแสงแดดส่องใบหน้าพลิกกายหน่อยหนึ่งพลันได้ยินเสียง ท่านพ่อท่านตื่นได้แล้ว ข้าทำกับข้าวเสร้จแล้ว เป็นเสียงหญิงสาวดังมาจากในบ้านนั้น บางทีอาจเรียกว่ากระท่อมด้วยซ้ำไปเนื่องจาก เป็นบ้านชั้นเดียว มุงด้วยหญ้ามีลักษณะคล้ายกระท่อม มันรีบขยับตัวจะลุกขึ้น พลันประตูถูก
พลักออกปรากฏเป็นหญิงสาวเจ้าของเสียงรูปร่างบอบบาง นางสวมเสื้อผ้าธรรดาอย่างสาวชาวบ้าน ทันทีที่นางพลักประตูออกมาหันซิ่นทำท่าจะลุกขึ้น บัดดลสายตานางกับหันซิ่น พลันประสบกัน นางตลึงงันกับที่ตกใจไม่คาดคิด ไม่อาจขยับได้แม้กระทั่งริมฝีปากอันบอบบาง ชั่วขณะ เช่นเดียวกับหันซิ่นที่ตลึงงันและไม่รู้จักอธิบายต่อนางเยี่ยงรัย มันถึงแม้เป้นจอมยุทธ หูตาไว แต่กับสตรีด้วยแล้วไม่เคยใกล้ชิดพัวพันแม้เพียงสบตา ครั้งนี้มันถึงกับทำอะไรไม่ถูก หัวใจมันตื่นตัวความรู้สึกแปลกใหม่พลันปรากฏ มันเองก้อไม่อาจอธิบายได้เหมือนกันว่าเป้นความรู้สึกอย่างรัย เนื่องจากมันไม่เคยมีความรุ้สึกอย่างนี้มาก่อน ปกติมันเพียงมีใบหน้าคล้ายชาด้าน และบุคคลิกที่แข้งก้าว แววตาที่ดูเศร้าและหมองหม่นล้ำลึก ยากที่ผู้ใดจะพบเห็นรอยยิ้มของมัน ..ครู่หนึ่งความเงียบงันพลันถูกทำลายลงด้วยเสียงของสตรีนางนั้น นางเองตั้งสติได้ก่อนกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า ท่านเป็นใคร ไฉนจึงเข้ามาบริวณนี้ได้ หรือท่านเป้นโจรขโมยของ พวกเราไม่มีทรัพย์ให้ท่านขโมยได้.. หันซิ่นยังไม่มีโอกาสได้อธิบายต่อนางแม้เพียงขยับปาก พลันนางหยุดชงักคล้ายคิดอะรัยได้บางอย่าง รีบพรุ่นพลัน อ้อมเข้าด้านหลังกองหญ้าทันที หายไปแล้ว หายไปจริงๆนางกล่าว
“ เป็นท่านขโมยไป ใช่หรือไม่ ซันซิ่นกล่าว “ ข้าไม่ใช่โจรขโมย ทั้งไม่ทราบว่าสิ่งใดของแม่นางหายไป
ข้าแค่หลบนอนตรงนี้เท่านั้น พลันมีเสียงไอดังขึ้นถี่ๆ ชายวัยชราเดินออกมาจากกระท่อมแล้ว ตรงมายังนาง ที่แท้เป็นบิดาของนาง ชายชราเหลือบดูหันซิ่น กล่าวว่าท่านเป้นใคร หันซิ่นกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า
ข้าเป็นคนพเนจร เมื่อคืนผ่านมาทางนี้อากาศหนาวเหน็บได้เข้าอาศัยคอกม้า ของท่านหลับนอน ไม่ได้บอกกล่าวก่อน ขอท่านลุงให้อภัย ชายชราพยักหน้างึมงัน งั้นเข้าไปคุยกันในบ้าน พลันหญิงสาวกล่าวว่า”ท่านพ่อไฉนท่านจึง..” ชายชรา ถ้าเขาเป้นคนขโมยม้าจริง คงหนีไปนานแล้ว คงไม่รอปานนี้ อีกอย่างเขาไม่ทำร้ายพวกเรากลับกล่าววาจาน่าฟังยิ่ง นางพลันเข้าใจคำบิดากล่าว ..ภายในบ้านไม่ได้ตกแต่งสวยงานประการใด หากยังมีอุกรณ์ในการทำงาน และเครื่องใช้ในครัว ทั้งยังมีเสื้อผ้าดูเหมือนเก่าสีจางซีดไม่กี่ชุด คนทั้ง 3 ได้สนทนากัน ชายชราเอ่ยกล่าว “ข้าเป้นชาวบ้านพักอยู่ที่นี้กับบุตรสาวนานแล้วลำพังฐานะข้าไม่อาจรับรองท่านได้อย่างดี หันซิ่น กล่าว” ท่านลุงกล่าวเกินไปแล้ว ข้าก้อเป้นคนชาวบ้านเหมือนท่าน ท่านลุงให้ข้าเข้าบ้าน ไม่ตะเพิดไล่ก้อเป็นวาสนาของข้าแล้ว หันซิ่นกล่าวได้อ่อนน้อมยิ่งผิดกลับใบหน้าที่เย็นชา และบุคลิกที่แข็งกร้าวของมัน ชายชรากล่าวว่า ชาวบ้านเรียกข้าว่าลุงฉิน ท่านทำตัวตามสบาย พลันบอกกับบุตรสาวว่า ไทซุ่ เจ้าไปยกกับข้าวมา พวกเราหิวแล้ว ที่แท้นางชื่อไทซู่ นางว่าง่ายยิ่ง พรางเข้าครัว ยกสำรับมาทั้งสามสนทนาและรับประทานอาหารกัน จวบจนเสร็จกิจ ไท่ซู่ ปลีกไปทำภาระ ชายชราและหันซึ่น จึงได้สนทนาต่อกัน หันซิ่นกล่าวว่าเรื่องม้าที่หายไปท่านลุงวางใจข้าจะช่วยตามหาให้ ชายชรา “ ท่านต้องเดินทาง ไม่ใช่หรือ จะทำให้ท่านเสียเวลา หันซิ่น” ข้าได้รับประทานอาหารท่านลุงนับ ได้ติดหนี้ท่านลุงแล้ว ไม่อาจจากไปโดยไม่ตอบแทน ท่านลุงอย่าได้คิดถึงการเสียเวลาของข้าเลย “ ชายชรา“ เจ้าจะเดินทางไปที่ไหนหละ เจ้าคนเดียวเดินทางคงมีจุดหมาย บอกข้าเผื่อบางทีข้าช่วยเจ้าได้ หันซิ่น “ ข้าตามหาพี่และสืบเรื่องราวบางอย่าง “ ท่านลุงเคยได้ยินชื่อ ขุนโจรปวยโฮ่วหรือไม่ข้าต้องการทราบเรื่องราวบางอย่างจากมัน “ ชายชรา หยุดคิดนิดหนึ่งพลันกล่าวว่า ข้าเคยได้ยินชื่อนี้จากชาวบ้านตำบลอื่นเดินทางผ่านมาเช่นกัน ฟังว่า กลุ่มโจรปวยโฮ่วล่มสลายแล้ว พวกมันโดนสังหารบาดเจ็บบ้างล้มตายเป้นอันมากภายในคืนเดียว กระทั่งปวยโฮ่วผู้มีวิชาผ่ามือสลายวิญญาณเองยังไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว “ หันซิ่นพลันถามขึ้น “ท่านลุงไม่ทราบว่าใครเป้นคนสังหารพวกมัน “ ชายชรา” ฟังว่า จอมยุทธ์ท่านหนึ่งกับกระบี่สีเงินสังหารพวกมัน มันเพียงคนเดียวต่อสู้กับโจรนับร้อย ลือว่าฝีมือมันร้ายนักบางทีอาจเป้นรองเทพกระบี่จันทร์เย็น หรือเทียบเท่ายอดฝีมือดาบใหญ่ต้าเตา “ หันซิ่น ” มันเพียงคนเดียวกับกระบี่สีเงิน ท่านลุงทราบหรือไม่มันไปที่ใด บางทีข้าอาจได้ข่าวเรื่องราวจากมัน “ ชายชรากล่าว “ ข้าไม่ทราบว่ามันเดินทางไปที่ใด เพียงได้ยินมาเท่านี้ “ หันซิ่น กล่าว” ท่านลุงรู้เรื่ยงราวในยุทธภพได้อย่างไร จนกระทั่งชื่อเทพกระบี่จันทร์เย็น ท่านยังทราบ “ ชายชรากล่าว “ หมู่บ้านแห่งนี้เป้นหมู่บ้านเล็กๆซ้ำยังไม่เติบโตก้อจริงแต่เป็นทางผ่านไปยังตำบลอื่น ผู้คนและพ่อค้ากองเกวียน ล้วนใช้เส้นทางนี้เดินทางไปในเมือง กระทั่งเมืองตันหยง ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และมั่งคั่ง ไกลจากที่นี้มาก ก็ใช้เส้นทางนี้ ข้าอยุ่ที่นี่มานาน ได้ทราบเรื่องราวในยุทธภพจากพ่อค้าและคนเดินทางมามาก ข้ายังทราบมาอีกว่า อีก 6 เดือนข้างหน้าจะมีการจัดประลองยุทธิ์ขึ้น ที่เมืองตันหยง ฟังว่าเทพกระบี่จันทร์เย็นก้อมาเป็นเกียรติงานครั้งนี้ เมื่อเขามามีหรือที่ยอมยุทธ์ยอดฝีมือท่านอื่นจะไม่มาร่วม ท่านเองก็เถอะ แม้ข้าจะเป้นชาวบ้านแก่ๆ ก้อพอมองออกว่าท่านเป้นจอมยุทธ์มีฝีมือคนหนึ่ง ซ้ำยังใช้อาวุธยาวอีกด้วย “ จากคำพูดกล่าวของลุงฉิน ทำให้หันซิ่นพลันคิด ท่านลุงคนนี้ไม่ธรรดาจริงนอกจากรู้เรื่องราวในยุทธภพแล้ว หูตายังว่องไว มันไม่ได้เห็นด้วยซ้ำว่าชายชรามองดูห่อผ้าพันทวนของมันแต่เมื่อใด “ชายชรากล่าวต่อ ท่านเองก้อหน้าจะไปลองสืบข่าวพวกเขาในงานประลอง เอ้าหล่ะ พวกเราสนทนากันเท่านี้ก่อน ท่านก้อพักกับเราเสียที่นี้สักคืน กล่าวจบ ชายชรา เดินจากไปทันที..หันซิ่นยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่คิดอะไรอีก. เพียงนึกว่าวันนี้ต้องสืบหาม้าที่หายไปให้ได้เราควรไปที่ใดถามแม่นางไทซุ่คงรู้ หันซิ่นเดินไปยังครัวทันทียังไม่ทันเข้าไปเพียงถึงหน้าประตู เห็นนางกำลังง่วนทำอะไรบางอย่างอยุ่ ใบหน้าของนางเปลื้อนเขม่า รวมทั้งเสื้อผ้าของนาง หันซิ่นทั้งไม่ส่งเสียงแตกลับลอบเพ่งมองนาง ทรวดทรงรูปร่าง และ อากัปกิริยาของนาง ราวจะจดจำประทับไว้ไม่ให้ลืม มันพลันนึกได้ ไฉนจึงเสียมารยาทลอบมองดูนางเช่นนี้
ครู่หนึ่งมันกระแอมขึ้นเบา นางหันควับมาทันทีท่านมาแต่เมื่อรัยข้าไม่ทันรู้ นางกล่าวใบหน้ากลับเป็นสีแดงระรื่อ
กล่าวต่อท่านลอบมองข้า หันซิ่นกล่าวตะกุกตะกัก”ข้าเพียงแต่ต้องการถามเรื่องม้า ไทซุ่ ท่านรอเดี๋ยว เสร็จธุระแล้ว
พวกเราไปกัน หันซิ่น “ท่านจะไป ไทซุ่ ถ้าข้าไม่ไป ท่านจะรู้หรือว่าม้าข้าตัวไหน หันซิ่นไม่กล่าวมากความ รอจนนางทำธุระสร็จแล้ว ค่อยกล่าว พวกเราไปที่ใด ไทซุ่ ข้าไม่คิดว่าคนในหมู่บ้านจะขโมยไปชาวบ้านที่นี้ล้วนเป้นคนดี เมื่อวานมีพ่อค้าม้าผ่านมาพักที่หมุ่บ้านนี้ และคงเดินทางต่อไปหมู่บ้านข้างหน้าไม่ไกลนัก หันซิ่น “ ท่านสงสัยเป็นพวกมัน “ไทซุ่ ข้าคิดเช่นนั้น บางทีข้าอาจเห้นม้าของข้าปะปนอยู่กับพวกของมัน หันซิ่น “แม่นาง ท่านเป็นสตรีไปกับข้า เกรงว่าจะได้รับอันตราย ข้าคนเดียวไปไม่ดีกว่าหรือ ไทซู่ กล่าว“ ท่านจะไม่คุ้มครองข้าหรือ ข้าไปกับท่านอาจบอกเส้นทางได้ หันซิ่นรุ้สึกงงงวยกับคำพูดของนางเล็กน้อย แต่ไม่ใส่ใจอะรัยอีก กลับกล่าว พวกเราไปกัน ไท่ซุ่ กล่าวทันที อ้อ อีกอย่างข้าบอกแก่ท่าน ท่านไม่ควรเรียกข้าว่า แม่นาง เพียงเรียก ไทซู่ พอ หันซิ่นพยักหน้า รับความ ทั้งสองเดินทางไม่นานถึงอีกหมู่บ้านหนึ่ง หมู่บ้านนี้ค่อยเติบโตหน่อย มีเพิงขายสินค้า มีโรงเตี๊ยมเล็กๆต้อนรับคนเดินทาง บริเวณโรงเตี๊ยม

อ่านต่อ ฉบับหน้า แนะนำ ติชมด้วยครับ









โดย : นะ
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 11 ธ.ค. ปี 2005 [ เวลา 14 : 22 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook