บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 2

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5
>> จุดเริ่มต้นของความฮา

เรื่อง : จุดเริ่มต้นของความฮา

คงไม่มีใครหรือจะมีก็ส่วนน้อย ที่มีโอกาสเป็นนักศึกษา 2 สถาบันอย่างดิฉัน โดยที่ไม่ได้รีทาย ซ้ำชั้น ติดไอ ติดเอฟ คือว่าอีชั้นเนี่ยนะฮะเป็นเด็กเรียนดี ความประพฤติดี และเป็นเด็กที่ค่อนข้างดี ถึงดีมาก นี่ไม่ได้ชมตัวเองนะคะ แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ
เอ๊า! เข้าเรื่องเลยละกัน พร่ามมาก็หลายบันทัดแล้วมันเปลือง ที่ว่าเป็นเด็กที่เรียนดีถึงขั้นเรียนจบปริญญาตรี ใน 2 สถาบัน ขอบอกก่อนนะคะว่า 4 ปีเหมือนชาวบ้านเค้าค่ะ อย่าคิดเป็นอื่นไกลเด็ดขาด ฉะนั้นขอแนะนำตัวก่อนนะคะ คืออีชั้นเนี่ยเรียนจบม.ปลายจาก โรงเรียนรัฐบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง ตอนเข้าก็ยัดเข้าไป อยู่ อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี ชื่อโรงเรียนอะไรนั้นก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าปากเกร็ด จ.นนทบุรี เรียนจบมาด้วยดี มีความประพฤติดี เห็นได้จาก ประกาศนียบัตินักเรียนเรียนดี ประกาศนียบัตรผู้ชนะการวาดภาพ รองอันดับ 2 และอันดับ 3 ติดต่อกัน 3 ปี 5555 (ของอย่างนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่) แล้วก็ใบประกาศวุฒิการศึกษาว่าดิฉับจบม.6 มาจริง ปี 1 ที่ราชภัฎพระนคร ปี 2-4 และจบที่ราชภัฎพิบูลสงคราม
เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อมาถึงฤดูกาลใกล้สอบ Ent’ ซึ่งปีนั้นคือ ปี 42 เป็นการเอ็นทรานส์ระบบใหม่ปีแรก ที่มีการสอบ 2 ครั้ง (เป็นที่รู้กันนะคะคงไม่ต้องอธิบายมาก) เพื่อจะได้เลือกเอาผลสอบครั้งใดก็ได้ที่คิดว่าเจ๋งที่สุดมาใช้ พร้อมทั้งมีคะแนนพิเศษที่ประเมินโดยโรงเรียนต้นสังกัด หรือGPA ี่ นั่นเอง ซึ่งอีชั้นก็ได้เลือกสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด 4 อันดับเท่าที่เค้าให้เลือกแหละ อันดับที่ 1 ม.เกษตรศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ เลือกไปงั้นแหละ หาได้ดูตัวเองไม่ อันดับที่ 2 ม.ธรรมศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน หัวสูงอ่ะแหละ มหาลัยยอดฮิต ใครๆเค้าก็เลือกแล้วยังเสือกไปเบียดเลือกกับเค้าอีกทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้ เอาน่ะครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าได้ขึ้นมาจะปิดหมู่บ้านเลี้ยงหมูย่างคนละไม้เลย อันดับที่ 3 ม.ศิลปากร คณะศิลปกรรม คือเนี่ยชอบมาก เป็นเด็กหัวศิลป์มีประกาศนียบัตรรับรองดัวย 3 ปีซ้อน จะไม่ได้ยังไงก็ยังเคยได้เลือกน่านะ และสุดท้าย อันดับ 4 ม. ศรีนครินทร์วิโรศน์ ประสานมิตร คณะคุรุศาสตร์ ไม่ชอบแต่ดูสถิติแล้วคะแนนเราน่าจะผ่าน หากรวมกับ GPA ของโรงเรียน เพราะอีก 3 มหาลัยที่กล่าวมาจะไปบนบานต่อศาลที่ไหนที่ชั่วที่สุดยังไงก็ไม่ได้ (อีชั้นเปล่าลบหลู่นะคะ)
อย่างไรก็ตามการเรียนเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตเอาเป็นว่าเผื่อไว้เดี๋ยวกูจะไม่มีที่เรียน ก็เลยไปลงโควต้าสถาบันราษภัฎพระนคร โควต้าเรียนดี (ก็บอกแล้วว่าเป็นเด็กเรียนดี) คณะวิทยาการจัดการ เอกนิเทศศาสตร์ ไอจะเอาความสามารถทางด้านกีฬา ดนตรี หรืออะไรก็แล้วแต่ อีชั้นไม่มีหร่อก แค่เรียนดีอย่างเดียวสามารถหากินได้ตลอด ก็โควตาเรียนดีเค้าเอาแค่ 2.7 ขึ้นไป ไอเรารวมกันได้ 2.99 มันก็ไม่ผิดกติกานี่นา ก็เป็นอันว่าไปลงซะงั้น แล้วก็เผื่อไว้อีกนะหากไม่ได้ดังใจหวังก็คงจะต้องไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกพ่อขุนกันละเพราะเค้าก็อ้าแขนถ่างขารับคนเอ็นไม่ติดทั่วประเทศอยู่แล้ว ส่วนมหาลัยเอกชนคงไม่ไปเรียนหรอกค่า เพราะถือคติที่ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกันแหละมันอยู่ที่ตัวเราต่างหาก (อันที่จริงไม่มีปัญญาหาเงินไปเรียน พ่อแม่ก็จน เรียนจบชั้น ม.6 แล้วยังไม่มีผัวก็ดีถมไปแล้ว) ทั้งหมดนี้ก็เป็นแผนการเรียนของเดี๊ยนเองเป็นไงล่ะแยบยลม๊ะ

แล้วก็เป็นอันว่าได้เรียนที่สถาบันราชภัฎพระนคร ตรงเป้าเด๊ะเลย ช่วงสอบเอ็น มีเรื่องฮา ฮาเยอะขอยิบยกเอาแค่เบาๆ ก่อน อย่างตอนเลือกสอบ เราเลือกคณะศิลปกรรมไว้ด้วย ซึ่งมีดีกรี ได้รับรางวัลประกาศนียบัตรที่ 2 และที่ 3 ถึง 3 ปีซ้อน ทำให้มีความมั่นใจพอสมควร ถึงจะเก่งอย่างไร แต่ก็ยังไม่ประหม่าไปเรียนวาดรูปเพิ่ม วันแรกไปสอบ Drewing สนามสอบสาธิตจุฬา เช็คลายชื่อเข้าห้องสอบเสร็จ เหลียวซ้ายแลขวาก็มีแต่ผู้ชาย พวกเรียนเพาะช่างกันทั้งนั้น แต่ก็เอาวะพวกมึงได้รางวัล 3 ปีซ้อนเหมือนกูรึปล่าว
ว่าแล้วผู้คุมสอบก็เอาโจทย์มาให้ (เฮ้ยเวร?!#$% เค้ามีแจกขนมให้กินก่อนสอบด้วยหรอวะ) เออดีๆ และแล้วไอ้ขนมที่ว่าเนี่นมันเป็นโจทร์ ให้Drewing ห่อขนม ฉีกมันออกมา แกะให้เห็นฟล์อยระยิบระยับข้างในและเนื้อขนม แล้วกูจะวาดยังไง ตั้งแต่กูเกิดมาจนโตขนาดนี้แล้วกูยังไม่เคยว่าเลย (ชิป...ล๊อสท์ Lostที่แปลว่าหายน่ะ ) เคยเรียนมาแค่วาดตัวหนีบสีดำ วาดมือ อะไรอย่างเนี้ย ไอเกินไปกว่านี้ยังไม่เค้ยไม่เคย แต่ไม่เป็นไร สู้ๆ สู้ตาย อยู่แล้ว จากนั้นก็ทำการบรรเลงดินสอไม่ต่ำกว่า 2B จนแล้วเสร็จ ก่อนเสร็จแอบไปมองของชาวบ้าน ก็แอบยิ้มในใจ มึกก็วาดไม่ได้เหมือนกูนะแหละ อย่างน้อยของกูก็ดูอ่อนหวานกว่ามึงละกัน จากนั้นก็เดินออกจากห้องสอบอย่างไว แล้วกลับบ้านเลย
เดี๋ยวเบรกนิดนึงที่ป้ายรถเมล์ (หน้าสถานที่สอบน่ะแหละ) ได้ยินไอพวกเพาะช่างมันพูดกัน ไอ้คนหัวตั้งมันพูดกับไอ้หัวแอปเปิ้ลว่า เฮ้ย! มึงวาดได้รึปล่าววะ? กูเหรอ หมูๆ วาดอะไรไม่วาด วาดซองขนม ก็เข้าทางกูอะดิ ไอหัวตั้งพูดต่ออีกว่า แล้วมึงวาดเห็นฟอล์ยเยอะป่าววะ โถ่โว้ยฟงฟอยอะไรก็โจทย์ให้วาดซองขนมไม่ใช่หรอ ได้ยินอย่างนั้นแล้วอีชั้นเกือบจะขำกลิ้ง ไอ้ควายมึงอ่านโจทย์ยังงัยของมึง 55555 แต่ต้องรักษามาดเบญจกัญยานี ไม่แสดงท่าทางเยาะเย้ยผู้อื่นในที่สาธารณะ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามีคนแบบนี้บนโลกมนุษย์แปลโจทย์ไม่ออก ไอ้พวก....... แค่โจทย์มึงยังไม่รู้เรื่องแล้วมึงจะไปทำมาหาแดกอะไรได้ อย่างเราองค์ประกอบครบหมด อย่างไม่ได้ก็น่าจะ 50 คะแนน up กลับถึงบ้านก็ไปคุยอวดชาวบ้านว่าวาดได้ ชิว ชิว สบายมาก น่าจะได้คณะนี้แหละมีแววแล้ว
อีตอนประกาศผลสอบเค้าก็จัดส่งทางไปรษณีย์มาที่บ้านอันบิดามารดาก็ไม่ทราบไม่คิดว่าเป็นผลสอบเอ็นฯ เลยเก็บไว้ให้ลูกสาวเปิดเอง พอดิฉันกลับบ้านมาได้รับสารนั้นก็ตื่นเต้นมากๆๆ ตะโกนออกไปสุดแรงแรดผสมช้าง ป๊าผลสอบเอ็นท์! เจ้าพระคุณเอ๊ย อันบิดามารดากรูกันมาขอดูผลคะแนนที่ออกมา วิชาอื่นไม่ขอพูดถึง (เพราะเอ็นไม่ติด) แต่วิชาที่มั่นใจล้นเหลือเนื่ย ทันใดนั้นเมื่อพ่อแม่บังเกิดเกล้าได้เห็นประจักแก่สายตาเช่นนั้นก็มิได้ถนอมน้ำใจของลูกเลยสักนิดพากันหัวเราะออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แถมยังเป็น PR. ประจานให้ชาวบ้านเค้ารู้อีก ว่าลูกกูสอบศิลปะเต็ม 100 แล้วได้ 1.....เติมเอาเองละกัน! แบบไม่ให้กำลังใจแล้วยังซ้ำเติมกันอีก พอละนี่กลายเป็นว่าไม่มีอะไรทำมาประจานตัวเองลงหนังสือซะงั้น




ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น รับน้องหรรษา
การรับน้องเป็นกิจกรรมที่บรรดารุ่นพี่ทั้งหลายตั้งหน้าตั้งตารอคอย ไล่ไปตั้งแต่พวกที่เพิ่งโดนรับน้องไปเมื่อปีที่แล้วที่สั่งสมภาพหลอกหลอนที่กัดกินจิตใจจนถึงปู่ย่าตายายสถาบัน ที่เหมือนห่าจะลงถ้าพวกคุณมึงทั้งหลายไม่ได้รับน้อง เพื่อระบายความเฮี้ยและสันดารชั่วๆ ออกมาให้น้องๆ รับรู้และยอมรับในสันดารดิบของพวกมึงแต่ละคน ไม่รู้ว่าพวกมันเก็บกดมาจากไหนญาติเสีย เตี่ยตาย ยายจะหาแฟนใหม่หรอ ยิ่งไอ้พวกใกล้จบ ปี 4 หนังเหี่ยวแล้วนะมึงไม่ได้สำนึกเลยว่าพวกมึงจะต้องไปฝึกงานต้องทำโปรเจ็ค อาจารย์ให้คิดโปรเจ็คคิดไม่ออกทีแกล้งน้องล่ะสมองแล่นชะไม่มี ไม่รู้พวกมึงไปคิดวิธีแกล้งน้องพิสดารพวกนี้มาจากไหน?? (นี่เป็นเสียงของน้องใหม่ทั้งหลายทั้งปวง) หารู้ไม่ว่าถ้าพวกมึงเป็นรุ่นพี่เมื่อไหร่มึงจะรู้ถึงความมันส์..........แค่ไหน ใหม่ๆ ก็อย่างนี้แหล่ะเขินอาย ไม่ต้องรอนานหรอกแค่พวกมึงขึ้นปี 2 มึงก็หายเองแหละและนี่เป็นเสียงสะท้อนจากรุ่นพี่ มันเป็นประเพณีของแต่ละสถาบัน ถึงจะมีเสียงคัดค้านการรับน้องยังไง ที่สุดแล้วมันก็ต้องมีอยู่ดีแหละ ขอให้ทุกท่านปลงซะเถิด
และรับน้องทุกที่จะต้องมีพี่ซุ่ม พี่แอบ พี่...อะไรก็ตามที่มันคิดว่าหนังหน้ามันยัง 19 อยู่ มันหลอกมาเป็นรุ่นน้องปี 1 ขั้นแรกต้องแนะนำตัวก่อน เอ้า...ต้องเสียงดัง เด็กนิเทศนอกจากหน้าตาดีแล้วต้องเสียงดังฟังชัด มันให้ลงไปอยู่ในถังขยะปิดฝาแล้วตะโกนแนะนำตัว ไอ้!?#%*}โครตพ่อโครตแม่มึงจะได้ยินหรอให้กูกล่องเสียงแตกรึงัย ตะโกนอย่างนั้นจนเป็นที่สาแก่ใจรุ่นพี่แล้วมันก็ปล่อยออกมา แล้วมันยังก็ให้แนะนำตัวเป็นสระอวยอีกต่างหาก น้องๆ อินโนเซ็นส์ ที่ไหนมันจะรับได้ เพื่อนอีชั้นค่ะเป็นเด็กต่างจังหวัดเจอแจ็คพอทให้แนะนำชื้อด้วยสระมหาภัยนี้ ถึงกับร้องไห้ รุ่นพี่ก็พากันฮาขี้แตก ตดแตกกันเป็นแถว อีชั้นก็ฮาค่ะแต่ไม่แสดงออก (ขืนหัวเราะออกมาจะได้เข้าทางพวกมันดิ)
มาต่อกันที่พี่ซุ่ม มันแนะนำตัวว่า ผม นายอัณฑละ นามสกุล โอฬารนะ ชื่อเล่นชื่อหว่อง แต่เพื่อนๆ เรียกไข่ เฮ้ย! ในโลกนี้มีคนชื่ออย่างนี้ด้วยหรอ???? พ่อแม่หรือคนตั้งชื่อมึงเป็นอะไรมากรึปล่าวเนี่ย ทำไปได้ แล้วตระกูลมึงนอกจากชื่ออัณฑละแล้ว ยังมีอะไรโอฬารนะอีกมั้ยเนี่ย ไอ้เราก็คิดไปโน่น และก็เชื่อสนิทก็ใครจะไปคิดล่ะว่ามันเป็นรุ่นพี่ปลอมมา เอาละขำ-ขำน่า ไอเรื่องเต้นไก่ย่งไก่ย่างน่ะหรอ เด็กๆ รุ่นพี่นิเทศฯสถาบันนี้ไม่สน บ้าพลังอย่างเดียว อะไรที่ต้องแหกปากล่ะขอให้บอก ซึ่งเราการันตีได้ด้วยแชมป์กองเชียร์มาหลายชั่วอายุ ไม่ว่าแดดจะร้อนเผาผิวกายตอนเที่ยวจนดำปี๋โดยไม่ห่วงเรื่องมะเร็ง จวบจนบูมคณะ หรือจะสถาบัน ถึงกูจะบูมฟังไม่รู้เรื่องยังไงแต่เสียงกูดังไม่เป็นรองใครแน่นอน จนกลายเป็นความเคยชินเมื่อตอนที่จะต้องไปเรียนต่อที่ท้องทุ่งทะเลแก้ว ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นต้องติดตามต่อไป เพราะอีชั้นจะกล่าวถึงที่พระนครต่อฮ่ะ
จากเด็กอาโนเนะ กลายเป็นแก่น เซี้ยว เปรี้ยว ซ่า เป็นพฤติกรรมการเจริญเติบโตทางสังคมและจิตใจในรั้วมหาลัยได้ดีอีกทางหนึ่ง ไม่ถูกตี ไม่ถูกจนชื่อส่งครู ไม่ถูกครูด่ารายวัน ทำให้มีอิสระทางความคิดมากขึ้นมึงอยากทำอะไรมึงก็ทำ มึงจะโดดเรียนก็เรื่องของมึงเงินพ่อแม่มึง ไม่เหมือนดั่งตอนเรียนมัธยมชนิดที่เรียกได้ว่า สู่อิสระ เสรี สีสันได้ดั่งใจ เปิดโลกกว้างมาอีกระดับหนึ่ง ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเอง ไม่มีใครช่วยมีแต่ทำชั่วแล้วมั่วให้เพื่อนรับไป รู้จักมุมมองของการคบเพื่อนที่หลากหลายขึ้น และที่สังคัง เอ้ย ที่สำคัญต้องรู้จักประคับประคองเนื้อตัวให้ดี-ดี ที่ต้องบอกเช่นนี้ ก็เพราะว่าตัวผู้เขียนเองเนี่ยเป็นหญิง เมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิยาลัยแล้วเนี่ยอันตรายมีอยู่รอบตัว สิ่งยั่วยุ และเพื่อนใหม่ๆ ร้อยพ่อพันแม่มันแห่กันเข้ามา จากเดิมมีเพื่อนตอนอยู่มัธยม มีแค่ 4 คนในแก๊งค์ พอมาอยู่ที่นี่เพื่อนแม่งมาเป็นโขลง แล้วก็ลดลงๆไปเรื่อยๆ จนเหลือแค่คนสองคน มาไวไปไวอะไรแบบนั้น นึกจะไม่คบกูก็ทิ้งกูไปซะอย่างนั้น แค่กูแรด ดอกทองเหมือนมึงไม่ได้กูก็กลายเป็นขยะสังคมของพวกมึง แถมยังเอากูไปเผาอีก
เรื่องของภัยหญิงในมหาลัยแล้วพูดยาก เพราะไม่มีใครมาสอนใครหรอก การอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ต้องมีความหนักแน่น คิดไปที่เป้าหมายและเหตุผลที่มาเรียน ไม่ใช่มาหาผัวเพราะมหาวิยาลัยเป็นแหล่งศึกษาไม่ใช่เป็นมาลัยไทยรัฐนะคะจะได้มาหาคู่กันในนี้ นึกถึงหน้าพ่อหน้าแม่เอาไว้บ้าง ที่บอกเนี้ยเพราะคนเขียนอยู่มา 2 สถาบันทั้งเมืองกรุง ทั้งบ้านนอกยังหาไม่ได้เลย เป็นตัวเป็นตน เจอแต่พวกดูถูกเพศเดียวกับแม่มันทั้งนั้น (อีชั้นไม่ได้กล่าวหาผู้ชายทั้งหมดนะคะ แค่พวกเดียวเท่านั้น) ผู้หญิงก็เหมือนกันหัดหวงแหนที่นาของท่านไว้บ้างอย่าให้ใครเข้ามาบุกรุกที่ทำกินได้ง่ายๆ นะจ๊ะ เสียไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้เด้อ เอ้าเทศน์กันมาพอสมควรก็เก็บเอาไปคิดกันละกัน
จะว่าไปแล้วเด็กปีหนึ่งจะต้องอยู่ใต้เบื้อง....ของรุ่นพี่ ไม่ว่ามันจะพูดอะไรรุ่นน้องไม่มีสิทธิ จนกว่าน้องๆ ทั้งหลายจะผ่านพ้นปี 1 ขึ้นปี 2 เพราะฉะนั้นเมื่อมันเป็นเช่นนี้ พวกรุ่นพี่ทั้งหลายมันเรียกน้องเจอทุกวัน มันรับน้องได้ทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ มันยังไม่เว้น นัดน้องมา ไม่รู้มันเป็นอะไรมากรึปล่าว โรคจิตกำเริบเห็นเด็กปีหนึ่งไม่ได้ ถ้าพวกมึงไม่เจอสักวันมึงจะลงแดงตายเหรอ ? ขู่สารพัน จะเช็คชื่อ ถ้าไม่มาจะให้ตกกิจกรรมถ้าตกกิจกรรมก็ไม่จบ มันใช้วิชามารจูงใจสารพัดเพื่อให้ทุกคนมา ด้วยความที่ยังอินโนเซ็นส์อยู่มากก็มาดิ ก็กลัวไม่จบนี่นา มันยังบอกอีกเพื่อสร้างความกลมเกลียวในหมู่คณะทุกคนจะได้รู้จักกัน น้องรู้จักพี่ พี่ก็รู้จักน้อง มึงจะให้กูรู้จักมึงได้ยังไง หน้าพวกมึงยังไม่ให้มองเลย พอมันเรียกเข้าห้องได้มันก็สั่งก้มหน้าๆๆๆๆ ตะคอกไส่ประดุดนักโทษกับยมทูต มึงพูดกับกูดี-ดีกูก็ก้มหน้าแล้ว ทำไมต้องแหกปากใส่หูกันด้วย กูไม่ได้หูหนวกนะ และถ้ากูจะหูหนวกก็เป็นเพราะพวกมึงเนี่ยแหละ
ก้าวขึ้นสู่ ปี 2 เพราะจะเริ่มรู้ทางละ เริ่มไม่เชื่อฟัง และมีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว ประมาณว่าพวกมึงเป็นโคตรพ่อโคตรแม่กูเหรอถึงได้มาโขลกสั่บกูอยู่ได้ แล้วมันเป็นธุระอะไรของกูที่จะต้องทำตามพวกมึงทุกอย่าง เรียกยังไงก็ไม่มาแทบจะกราบตีนกว่าจะมาได้ นอกจากพวกกูว่างๆ เหงาๆ ก่อนพวกกูถึงจะมาแต่อย่างหวังนะว่ากูจะทำตามมึงทุกอย่าง กูจะมาก็ต่อเมื่อนัดอบรมเด็กปีหนึ่งเท่านั้น น่านนนนสันดารธาตุแท้ของความเป็นรุ่นพี่ก็เริ่มขึ้น ความแค้นที่สะสมมา 1 ปี ก็จะได้ปลดปล่อยแล้วววว และมันจะเป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กูโดนอย่างไรมาพวกมึงดาดำๆ จงรับไปเถิด ถ้ามึงโกรธแค้น มึงก็ไปทำเช่นนี้กับรุ่นน้องของมึงต่อไปละกัน เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของชีวิตน้องใหม่ ที่จะเกิดขึ้น 1 ปีในชีวิตเท่านั้น ถ้าท่านยังติดใจชอบแนวซาดิส์+ผจญภัยในชีวิตปี 1 อยู่ล่ะก็ ขอแนะนำให้ลาออกแล้วไปซ้ำปี 1 อีก ครั้ง และขอแนะนำอีกหน่อยว่าให้เป็นสถาบันอื่น จะได้เรียนรู้ชีวิตและประสบการณ์ที่แปลกแหวกแนวต่างๆ กันไปที่หาไม่ได้ในปี 2 ปี3 หรือปี4 หรือปี5 ปี6......แล้วแต่ว่าใครจะรักสถาบันขนาดไหน และยังไม่พร้อมที่จะไปประกอบอาชีพ
ว่ากันเรื่องอาชีพ ไม่มีอาชีพใดสุขใจเท่ากับการเป็นนักศึกษา ที่ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าเดี๋ยวนี้นักเรียนนักศึกษากลายเป็นอาชีพยอดฮิตไปแล้ว ใครๆ ก็อยากประกอบอาชีพนี้กันทั้งนั้น อ้าวจะไม่ดีได้ยังไง มีเงินใช้ เงินหมดก็ขอพ่อขอแม่ ไม่ต้องดิ้นรน ไม่เหนื่อย เดินไปเดินมา ว่างนั่งคุย เรียนก็คุย แดก แต่งสวย ฯลฯ ไปวันๆ จะเรียนไม่เรียนกูก็จบซะงั้น แล้วมึงจะเรียนไปทำไม (ไปเป็นกะหรี่ไม่ดีกว่าเหรอ) มากินเหงื่อพ่อเหงื่อแม่มึงอยู่ได้ ไม่ได้ซิ...มันชั้นต่ำ ไม่เปรี้ยว ดูไร้ค่า ถูกๆๆ เดี๋ยวนี้เค้ามองแต่เด็กมหาลัยกัน ว่าไปนั่น สังคมเดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างนี้จริงๆ มิหนำซ้ำยังมีนักศึกษาปลอม (เป็นกระหรี่ แม่เล้า ฯลฯ) ใส่ฟร์อมนักศึกษาแล้วมาหากินในสถาบัน ทำให้ภาพพจน์ของนักศึกษาไทยสมัยนี้ กลายเป็นอาชีพยอดฮิตในหมู่กระหรี่ทั้งหลาย หนูๆ ทั้งหลายฟังทางนี้ เรียนไปเถอะลูก ไม่มีอะไรมีค่าเท่ากับความรู้ ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ถือซะว่าการที่เข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยดูพฤติกรรมชาวบ้านไว้ เป็นเยี่ยง แต่ไม่ต้องไปเอาอย่างนะจ๊ะนักเรียน และถ้าจำเป็นต้องแวดล้อมไปด้วยอีชะนีพวกนี้ ก็ต้องเข้มแข็งไว้ สู้ๆ สู้ตาย ฝากไว้แค่นี้แหละ!



สถาบันราชภัฎเค้าจะเรียกว่าโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ ซึ่งในหลักสูตรแล้วเนี่ย ปี 1 ก็เรียนง่ายๆ พื้นๆ เหมือนทบทวนวิชาที่เรียนตอนม.ปลาย เป็นการปรับพื้นฐานของนักเรียนที่มาจากที่ต่างๆ ต่างบ้าน ต่างภาษา หรือถ้าง่ายๆ ก็คือให้สามารถพูดภาษาเดียวกันได้ก่อน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นิเทศศาสตร์ มันเพิ่งหัดพูดกันหรืออย่างไรถึงได้ Talk ๆๆๆ ทั้งชั่วโมง ทั้งวัน และทุกวัน ที่ชนกลุ่มนี้มันมาเจอหน้ากัน ไม่เป็นอันร่ำเรียนกันแล้ว ไม่รู้มันขุดเรื่องอะไรมาพูดไม่ซ้ำกันทุกวัน เจอกันทีไรทั้งเสียงและท่าทางประกอบ เหมือนเปรตมาจัดปาร์ตี้กัน หวยหวน กรี๊ดกร๊าด เป็นเรื่องธรรมดา นี่เป็นพฤติกรรมของเด็กนิเทศฯ โปรแกรมวิชาที่เป็นศูนย์รวมของนักพูดทีมชาติ ครูบาอาจารย์มีหน้าที่สอนก็สอนไปกูจะรับไม่รับมันเป็นสิทธิของกูซะงั้น ประมาณว่าอาจารย์จะเป็นใครมาจากไหนกูไม่สนบางคนเรียนจบไปยังไม่รู้เลยว่าอาจารย์ชื่ออะไร อาจารย์ที่จะเข้ามาสอนโปรแกรมวิชานี้ต้องมีทักษะชั้นเชิง ไอ้มาปิ้งข้าวเกรียบสอน พูดจาเพราะๆ นักศึกษาคะ นักศึกษาขา เปิดหน้านั้นหน้านี้ล่ะ ฝันไปเถอะ คนเหล่านี้เค้าไม่สนใจหรอก แต่ถ้าเข้ามาด่า# % & * # ! @ เรื่องใต้สะดือ พวกนี้จะสนใจที่จะเรียนรู้และจะเงียบนั่งฟังซึมสับข้อมูลและจดจำได้เป็นอย่างดี





















โดย : Kartai
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 19 ม.ค. ปี 2006 [ เวลา 11 : 59 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook