บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 2

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5
>> promise ตอน 2

เรื่อง : promise ตอน 2

ตอน 2
พลบค่ำ…..
เอเลซซาร์กลับมาที่บ้านของอาจารย์พบทุกคนกำลังวุ่นวาย ผู้คนเดินกันงุ่นง่าน คบเพลิงถูกจุดเรื่อเรืองไปทั่วบริเวณ เสียงตะโกนโหวกเหวกเรียกหากันดังไปทั่ว เมื่อเข้าไปในบ้านเขาก็พบใบหน้าอันวิตกกังวลของอาจารย์ ส่วนเก้าอี้ใกล้ตัวก็มีองค์โทปาซประทับนั่งอยู่ แววตาสับสนกึ่งกังวลเร่งร้อนอย่างผิดวิสัยของยุวราชองค์นี้ที่เคยสุขุมเยือกเย็นเสมอ เขาค่อยๆก้าวเดินเข้าไปใกล้ “พี่ชาย”ที่เขาให้ความเคารพอย่างบริสุทธิ์ใจช้าๆ ดวงตาสีทองกลมโตหันมามองเขาช้าๆคว้ามือเขาไว้
“เอเลซซาร์เจ้าเห็นน้องข้าบ้างไหม!? เขาหายไปตลอดเย็น ข้าไม่เห็นเขาเลย เสด็จแม่กำลังกรรแสงไห้ เสด็จพ่อสั่งทุกคนให้ตามหาจนทั่ววังก็ยังไม่พบ ตอนนี้ทุกคนก็วุ่นวายตามหาเขากันอยู่ เจ้าเห็นเขาบ้างไหม น้องข้าติดเจ้ายังกับอะไรนี่นา เจ้าเห็นเขาไหม!!?”นัยน์ตาสีเขียวเข้มเบิกกว้าง ใช่แล้วเจ้าตัวน้อย ข้าทิ้งเจ้าตัวน้อยไว้ ป่านนี้แล้วเจ้ายังไม่ออกจากป่าอีกงั้นหรือ!?ทำไม!?ร่างบางรีบผุดลุกฉับไววิ่งไปยังป่าที่เขาจากมาเมื่อตอนกลางวัน แม้โทปาซร้องเรียกตามด้วยความสงสัยเขาก็ไม่ได้ยิน เพราะในใจเขาห่วงเพียงอย่างเดียว
“อเมทิสต์!!! เจ้าตัวน้อยของข้า!!!เจ้าอย่าพึ่งเป็นอะไรนะ พงไพรเอ๋ยกรุณาเถิด ปกป้องเจ้าตัวน้อยด้วย!!!”
ป่าไม้ร่มรื่นเมื่อยามกลางวันกลับกลายเป็นป่ารกชัฏยามราตรี ที่คงไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงเข้าไปเมื่อไร้คบไฟนำทาง หากยามนี้ดูเหมือนไม่มีอะไรหยุดเจ้าของนัยน์ตาสีเขียวได้อีกแล้ว ป่าทั้งป่าราวกับจะแหวกทางให้เขาที่กำลังเร่งร้อนด้วยหัวใจที่ดั่งเหมือนจะถูกไฟสุม การเคลื่อนไหวด้วยสายเลือดแห่งพรายเจ้าผู้เป็นเจ้าแห่งป่าเงียบเชียบหากว่องไวยิ่ง…ซอกซอนเข้าสู่ใจกลางป่าได้อย่างรวดเร็วราวสายลม สายตาทั้งคู่พยายามมองหา “เจ้าตัวน้อย”เมื่อไม่เห็นร่างนั้นอยู่ในที่ที่เคยอยู่ หัวใจเขาเหมือนถูกมีดกรีด “อเมทิสต์”เจ้าหายไปไหน!!!?
“เอเลซซาร์!!!”
รอยยิ้มไร้เดียงสาส่งมาทางเขาตามเสียงเรียกเป็นสัญญาณว่าจะวิ่งมากอดเขาดังที่เคยเป็น เขาจึงอ้าแขนรับยิ้มตอบอ่อนโยนแฝงด้วยความยินดีสุดแสนจนทำให้สัญชาตญาณการระวังตัวอ่อนลงไปเขาจึงไม่ได้สังเกตเห็นร่างที่ซ่อนมากับความมืด กรงเล็บขาววาววับฟาดฉับลงกลางหลังของเจ้าตัวน้อยที่กำลังวิ่งยิ้มร่า ความแหลมคมของมันบาดลึกเข้าร่างเล็กๆจนล้มฟุบลงไปทันที เอเลซซาร์ใช้ความเร็วเข้าไปคว้าร่างที่จมกองเลือดนั้นออกมาก่อนที่มันจะโจมตีอีกครั้งได้แม้ตัวเขาเองจะหลบไม่พ้นกรงเล็บกลายเป็นบาดแผลยาวพาดมาตามไหล่เรื่อยลงมาถึงกลางหลังทว่าความเจ็บปวดของบาดแผลกลับไม่อาจเทียบได้กับความหวาดหวั่นเมื่อเขาสัมผัสร่างที่ล้มลงไปก่อนหน้าแล้วพบว่า ร่างน้อยเย็นเยียบราวกับไร้เลือดไหลเวียน หน้าซีดเผือดแน่นิ่งไม่ไหวติง ชั่วเวลานั้นเองที่ความโกรธเกรี้ยวอยู่เหนืออารมณ์ใด เขาหันไปมองเจ้าร่างสีดำอย่างคลั่งแค้น ดวงตาสีเขียวส่องประกายกล้าราวกับมีไฟฟอนมอดไหม้ เร่งพลังสีเขียววาบจ้าที่มือน้อยๆทันที เมื่อร่างดำใหญ่นั้นถาโถมเข้ามาแสงสีเขียวก็เปล่งประกายแปรเป็นดาบเฉือนร่างมันเป็นชิ้นๆ เลือดสีแดงไหลหลั่งลงจากบาดแผลที่เปิดมากยิ่งขึ้นจากการฝืนใช้พลังเต็มที่กำจัดสัตว์ร้ายทว่าร่างบางไม่มีทีท่าจะสนใจค่อยๆก้าวไปหาร่างน้อยๆที่สลบอยู่แล้วกอดไว้เร่งพลังที่เหลืออยู่รักษาบาดแผลบนร่างนั้นจนหาย แต่ตัวเองกลับหมดแรงล้มลงตรงนั้นด้วยพิษบาดแผลเสียเอง โชคยังดีที่มีผู้สังเกตเห็นพลังสีเขียวนั้นพุ่งขึ้นสู่ฟ้าแล้วมาช่วยทั้งสองไว้ได้ทัน
อเมทิสต์ครางเบาๆออกมาด้วยพิษไข้ที่เป็นมาถึง 2 วันเต็มๆ ก่อนที่นัยน์ตาสีม่วงกลมโตจะกะพริบถี่ หยัดกายลุกขึ้นมา พระราชินีการ์เน็ทรีบคว้าร่างน้อยมากอดไว้ร่ำพระเนตรด้วยความปีติล้นตลอด 2 วันที่ผ่านมาดวงพระหทัยแทบจะขาดเสียให้ได้ยามที่มองพระโอรสตัวน้อยนอนซมด้วยพิษไข้ เพ้อร่ำไม่เป็นศัพท์ เจ้าตัวน้อยดิ้นคลุกคลักอยู่ในอกพระมารดา อ่อนเพลียบ้างทว่าไม่หนักหนาด้วยวัยที่มีเยาว์นักทำให้การฟื้นตัวมักจะเร็ว ชั่วครู่นั้นเองที่เจ้าชายตัวน้อยได้สติถามถึงอีกร่างที่อยู่ใกล้เคียงกันก่อนที่เขาจะสลบไป
“เสด็จแม่…เอเลซซาร์ล่ะครับ เอเลซซาร์ไปช่วยข้าไว้นี่นาแล้วเขาอยู่ไหนล่ะครับ!?”
“เอเลซซาร์….เด็กนัยน์ตาสีเขียวเข้มผมสีทองที่เป็นเพื่อนเรียนกับโทปาซน่ะเหรอจ้ะ….”
“ครับ….ท่านแม่ตอนนี้เขาอยู่ไหน ข้าอยากขอบคุณเขาครับ…”
“ถ้าเด็กคนนั้นล่ะก็ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกจ้ะ…”
“แล้วเขาอยู่ที่ไหนกันล่ะครับ!?”
ดวงตาสีม่วงกลมแป๋วจ้องมองมายังผู้เป็นมารดาไม่ยอมลดละซึ่งผู้ตอบก็ดูเหมือนจะลำบากใจที่จะตอบอย่างมากเพราะคนที่ลูกกล่าวว่าเป็น “ผู้มีพระคุณ”กลับเป็น “สายเลือดศัตรู”แห่งพระสวามี….เธอควรจะบอกความจริงลูกหรือไม่หนอ
“เสด็จแม่…บอกลูกมาเถอะพะยะค่ะ”
องค์ราชินีทรงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะบอกความจริงเพราะทนการรบเร้าจากเจ้าตัวจ้อยที่เป็นดั่งดวงใจไม่ไหวในที่สุด
“ตอนนี้เด็กคนนั้นอยู่ที่ห้องคุมขังน่ะจ้ะ เสด็จพ่อกำลังเสด็จไปลงอาญาฐานที่เด็กคนนั้นพาเจ้าไปในสถานที่อันตรายจนบาดเจ็บกลับมา”
“อะไรนะ!!! เสด็จพ่อจะทรงทำเช่นนั้นกับเอเลซซาร์ไม่ได้นะพะยะค่ะ!!! คนคนนั้นเป็นเพื่อนรักลูก เป็นผู้มีพระคุณของลูกนะพะยะค่ะ!!!”
“แต่ในสายตาเสด็จพ่อเด็กคนนั้นน่ะเป็น…”
“ลูกไม่สนใจหรอกพะยะค่ะ แต่ลูกไม่ให้ใครทำร้ายเขาแน่!!!”สิ้นคำร่างน้อยเผ่นแผล็วรีบรุดไปตามสถานที่ที่พระมารดากล่าวอย่างไม่สนใจคำทัดทานจากมารดา
“อเมทิสต์ เจ้ายังไม่หายดี อย่าวิ่งลูก อเมทิสต์ ใครก็ได้…ช่วยจับลูกชายข้าไว้ที”
แต่พระเสาวนีย์ช้าเกินไปกว่าทหารจะได้ยินรับสั่ง ผู้ที่จะถูกจับก็พ้นสายตาไปไหนต่อไหนแล้วด้วยหัวใจร้อนรนเต็มไปด้วยความห่วงใย
“เอเลซซาร์!!!”
……………………………………………………………………………………………………………..
ห้องคุมขัง…
ลาพิสแลสซูรีย์มองร่างน้อยที่ถูกคุมขังอยู่อย่างเป็นห่วงในอาการ 2 วันแล้วที่เด็กที่เขาสัญญากับตัวเองว่าจะปกป้องถูกขังลืมอยู่ในห้องนั้นโดยไม่ได้รับความกรุณาแม้แต่จะรักษาแผลใหญ่ที่แขนและหลังด้วยประกาศิตแห่ง “องค์ราชา”จนบัดนี้….ร่างน้อยๆอ่อนแรงลงเรื่อยๆทว่าดวงตาสีเขียวยังคงส่องประกายกล้าไม่ยอมแพ้ราวกับ “รอ “อะไรบางอย่าง
“เทกต์ไทต์…เจ้าไม่คิดจะห้ามเอเลซซาร์รึไง…เด็กคนนั้นจะทนไม่ไหวแล้วนะ”
ดวงตาสีดำมันขลับหันไปมองเพื่อนรักแวบหนึ่งก่อนจะสบตากับร่างที่กำลังหอบหายใจอยู่ในกรงขัง
“ตราบใดที่เด็กคนนั้นยังไม่ยอมแพ้ ข้าจะไม่พูดอะไร…ทั้งสิ้น”
แลสซูรีย์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น เพื่อนเขาพูดจริงและเขาก็รู้ดีว่าเพื่อนเขาเองก็กำลังสู้เช่นเดียวกับเด็กคนนั้น “สู้”กับอีกตัวตนกับตัวเองที่จะไม่คว้าร่างนั้นมากอดไว้ด้วยความเป็นห่วงสุดแสน…โดยไม่กิน ไม่หลับไม่นอน เช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ในกรงขัง
เอเลซซาร์แอบยิ้มกับตัวเองเล็กน้อยที่อาจารย์เข้าใจเขา…สำหรับเขาแล้วบาดแผลที่มีไม่เจ็บปวดเท่ากับหัวใจที่ถูกกรีดด้วยคำพูดแห่งองค์ราชาที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนที่ทหารวังจะลากเขามาขังไว้ที่นี่
“ลูกข้า…อเมทิสต์ไม่เคยเข้าไปในป่านั่น ถ้าหากไม่ใช่พวกสายเลือดพรายที่ขี้ขลาดชอบหมกตัวอยู่ในป่าอย่างเจ้าพาเขาเข้าไป แล้วเจ้ายังนำอันตรายมาสู่เขาอีก เจ้ามันมีสายเลือดต้องสาปเสียเหลือเกินนะ คราวก่อนก็น้องข้า คราวนี้…ก็ลูกข้า สายเลือดต่างเผ่าอย่างเจ้านี่มัน…หนักแผ่นดินจริงๆ!!!!”
สายตาชิงชังที่มองมาเขายังจำได้ดี จนแทบไม่อยากเชื่อว่านั่นคือ “ลุง”ของเขาเอง สายเลือดเดียวกันแต่ใน “ใจ”มิใช่เรื่องนี้เขาทราบดี แต่ที่เขาเจ็บปวดใช่เพราะเรื่อง “สายเลือด”ที่ถูกชิงชัง แต่เจ็บปวดที่ในคำตรัสเสียดสีมีคำที่ “ถูก”และสร้างความเจ็บปวดให้เขายิ่ง นั่นคือเรื่องของเจ้าตัวน้อย….เจ้าของดวงตาสีม่วงใส องค์กษัตริย์ตรัสถูกต้อง หากเขาไม่พาเจ้าตัวน้อยเข้าไปในนั้น เจ้าตัวน้อยคงไม่….
“ดูเหมือนว่า…เจ้าจะอดทนได้เก่งกว่าที่ข้าคาดไว้นะ”เสียงตรัสชิงชังดังขึ้นอีกครั้ง ทุกผู้ทรุดลงน้อมทำความเคารพแด่องค์กษัตริย์ผู้งามสง่า…ดวงตากร้าวแกร่งสีวัชระส่องประกายกล้า ท่วงท่าราวกับพระยาสิงหราชแม้นไม่มีมงกุฎที่ประดับอยู่ที่พระเศียรก็เชื่อได้แน่ว่า ทุกคนที่พบเห็นก็พร้อมจะยำเกรงและทำความเคารพพระองค์อย่างสูงสุดกันถ้วนทั่ว….ราชบุตรที่เสด็จตามมานั้นเล่าก็งามไม่แพ้ใคร แม้ไม่องอาจเท่าพระราชบิดาแต่องค์โทปาซก็แผ่ความอบอุ่นให้ทุกผู้ที่ได้พบเห็น คู่ควรยิ่งกับตำแหน่ง “รัชทายาท”
“เป็นอย่างไร สายเลือดพราย…เจ้าพร้อมให้ข้าลงโทษเจ้าหรือยัง!?”ดูเอาเถิด ทรงชิงชังแม้แต่จะเรียกชื่อเขา ทว่าเขาก็ไม่ได้ปรารถนาให้ทรงเรียก “ชื่อ”ที่บิดาเขาเป็นผู้ตั้งให้นักหรอก
“องค์ไดมอนด์ โปรดทรงกรุณาด้วย หากหม่อมฉันไม่รั้งเด็กคนนี้ไว้ล่ะก็….”
แลสซูรีย์พยายามแก้ต่างให้เขา หากพระนัยน์ตาเย็นเยียบมองไปที่ผู้กราบทูลอย่างไม่สนใจในคำพูดนั้น
“ข้าไม่ได้ถามท่านนะ แลสซูรีย์…”
แล้วดวงตาคู่นั้นก็จับจ้องมาที่ตัวเขาอีกครั้ง ชิงชัง เย็นเยียบจนเขาสะท้าน หากเขาไม่ยอมที่จะล้มลงไป แต่ค่อยๆเงยใบหน้าที่ซีดเผือดจ้องตอบดวงตานั้นแทนคำตอบ
“ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับหรือไม่ ข้าก็จะลงโทษเจ้าเดี๋ยวนี้ล่ะ!!!!ทหาร!!!”ทหารเดินเข้าไปในห้องขังอย่างรู้ถึงคำสั่งต่อไป ทั้งหมดกุมดาบเตรียมรับคำสั่งนั้น ในขณะที่นัยน์ตาสีดำสบตาดวงตาสีฟ้าอ่อนอย่างรู้กันเริ่มแตะดาบที่อยู่ข้างเอวกระชับมั่น
“ประ…หา”ก่อนที่สิ้นสุดพระราชโองการ ก่อนที่ทหารจะทันขยับตัว ก่อนที่ขุนศึกหนึ่งและราชบริพารหนึ่งจะทันขยับตัวเสียงเล็กๆเสียงหนึ่งดังขึ้นทัดทานสุรเสียงทรงอำนาจ
“ช้าก่อน!!!!”


โดย : ฟ้าเหนือฟ้า
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 24 ม.ค. ปี 2006 [ เวลา 12 : 30 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook