บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 2

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5
>> ยอดขุนพล

เรื่อง : ยอดขุนพล

บทนำ

เป้นเรื่องเกี่ยวกับเด็กวัดธรรมดา(แต่ไม่ธรรมดา) ที่ต้องเข้าไปเรียนในโรงเรียนยอดขุนพล โรงเรียนที่รวมเหล่าเทพและทายาทจากวรรณคดีต่างๆ

เรืองนี้เป้นเรื่องที่เคยได้ยินคาถาของไทยในสมัยก่อนเลยเอามายำตามความคิดของตัวเอง ลองอ่านดุละกันครับ
 
ตอน1 ปฐมบทแห่งเด็กวัด

"นันโว้ย ตื่นได้แล้ว"

ผมได้ยินเสียงตะโกนเรียกจากข้างล่างจำต้องลุกขึ้นจากที่นอนมาอย่างงัวเงีย บิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนมองออกไปยังนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายังไม่สว่างดี แต่เพราะเสียงเรียกจึงทำให้ผมต้องรีบลุกลงไป ผ้าห่มก็ไม่ต้องพับสะบัดไปกองอยู่ปลายเท้า ขืนมัวแต่อ้อยอิ่งมีหวังโดนเจ้าของเสียงทำสายฟ้าฟาดใส่กลางกระหม่อมอันแสนจะชาญฉลาดของผม ผมออกจากห้องลงมาสัมผัสกับบรรยากาศเย็นยะเยือกของรุ่งอรุณ อูย หนาวชะมัดแต่ช่างมัน เดี๋ยวก็ร้อนแล้วทนเอาหน่อย ผมสวมรองเท้าแตะก่อนวิ่งไปคว้าถังเปล่าสีเหลืองขนาดย่อมใบหนึ่งก่อนรีบวิ่งไปหาเจ้าของเสียงที่ขณะนี้เดินออกไปอยู่นอกถนนแล้ว เจ้าของเสียงที่เรียกผมเป็นชายชราแต่ยังมีท่าทางแข็งแรง ผมสั้นเกีรยนหงอกขาวทั้งหัวเพราะเพิ่งตัดมาไม่นาน ท่าทางสำรวมแต่ใบหน้ามีแววดุถ้าใครไม่เคยสัมผัสมาก่อน อาจตายเพราะสายตาที่จ้องมาได้ง่ายๆ หากบอกเพียงแค่นี้คงไม่รู้ว่าท่านมีอาชีพอะไร หากบอกเพียงแค่นี้คงไม่มีคนรู้ว่าท่านเป็นใครแต่ถ้าบรรยายเพิ่มลงไปอีกเล็กน้อยว่าท่านสวมใส่จีวรสีแสดคร่ำคร่า อุ้มบาตรสีดำใบย่อม คงรู้ได้ทันทีว่าท่านเป็นใครและผมเป็นใครด้วย ยังไงก็ขอแนะนำตัวก่อนละกัน ผมชื่อนัน ตั้งแต่จำความได้ก้เป็นเด็กวัดแล้ว ส่วนสูงผม170 น้ำหนักน้อยไปนิดแค่50เอง ส่วนหน้าตาผมรึ บอกได้เลยว่าพี่ติ๊กยังอาย (ส่วนอายเพราะหน้าตาเค้าสู้ผมไม่ได้ หรืออายที่หน้าตาแบบนี้มาอยู่ในประเทศไทยได้ไง ควรไปอยู่ชายแดนมากกว่า ก็คิดเอาเองละกัน)

วันนี้ท่านก็ยังคงออกมาเป็นกิจวัตรประจำวันที่คอยออกโปรดสรรพสัตว์ตามเส้นทางที่เคยเดินมาตลอด17ปีที่ผมอยู่ที่นี่ เส้นทางที่ผ่านมีคุณป้าคุณยายแก่ๆคอยใส่บาตร หลวงพ่อก็มีหน้าที่คอยให้ศีลให้พร ส่วนผมมีหน้าที่หยิบกับข้าวจากในบาตรใส่ในถังทีหิ้วมาและแอบหาวโดยไม่ให้ใครเห็นเท่านั้น หลังจากเสร็จกิจวัตรประจำวันก็กลับมายังสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาเก่าคร่ำคร่า ริมหลังคามีพญานาคอ้าปากกว้างแลบลิ้นอยู่ ไม่ต้องบอกก็รู้นะครับว่าที่ไหน ผมนำกับข้าวที่ได้มาไปเก็บในกุฎิก่อนรีบวิ่งกลับไปเปลี่ยนชุด วันนี้ขนาดไปบิณฑบาตมาเกือบชั่วโมงอากาศยังหนาวเยือกอยู่เหมือนเดิมเพราะฉะนั้นเรื่องอาบน้ำลืมไปได้เลย(วัดนี่ครับ ไม่ใช่โรงแรมจะได้มีเครื่องทำน้ำอุ่น แล้วน้ำจากในตุ่มมันเย็นน้อยกว่าน้ำแข็งนิดเดียวเองมั้ง)

ผมแต่งชุดนักเรียนก่อนสวมเสื้อชอปทับไว้ อากาศเย็นๆแบบนี้ต้องสัมผัสให้เต็มที่ซักหน่อย วันนี้เป็นวันลอยกระทง ผมนัดกับเพื่อนไว้ว่าจะไปทำกระทงที่บ้าน หลังจากมองซ้ายมองขวาเป็นที่เรียบร้อย ผมตัดสินใจใส่ส้นหมาตราหางชี้โกยแน่บออกนอกประตูแต่ก็ต้องชะงักกึกเมื่อได้ยินเสียงจากคนที่ไม่อยากจะได้ยินมากทีสุดในขณะนี้

"จะออกไปไหนนัน ทำไมไม่แต่งตัวไปโรงเรียน" เสียงแก่ๆเข้มงวดแบบนี้มีอยู่คนเดียวเท่านั้น คนที่เรียกผมให้ตื่นนั่นแหละครับ ผมทำได้แต่ยิ้มแหะๆคิดในใจว่าซวยสุดๆ นึกว่าจะหนีพ้นซะแล้ว

"ไปไหนแกยังไม่ตอบหลวงพ่อนะ"

"ผมจะไปทำกระทงบ้านเพื่อนครับ" ผมตอบยิ้มแห้งๆ

"วันนี้ไม่ได้เป็นวันหยุด ทำไมแกไม่ไปโรงเรียน"

"โธ่ หลวงพ่ออยากให้ผมโดนยำตรีนใส่ส้นเยอะๆไม่เอาน้ำขอแบบเนื้อๆเป็นพิเศษหรอครับ วันนี้ทุกคนไม่ไปโรงเรียนกันนะครับ" ถ้าเกิดพูดหมดประโยคตามที่คิดมีหวังหัวผมได้กลายเป็นสายล่อฟ้าแต่เปลี่ยนจากสายฟ้าเป็นฝ่ามือแทน จึงบอกออกไปเพียงประโยคสุดท้ายเท่านั้น หลวงพ่อทำหน้าไม่พอใจบอก

"คนอื่นๆจะหยุดก็เรื่องของคนอื่นแต่แกต้องไปเรียน ไป กลับไปเปลี่ยนชุดไปโรงเรียนซะ หลวงพ่อจะยืนรออยู่ตรงนี้แหละ" นี่แหละคือสาเหตุที่ผมต้องรีบแอบออกไป ขณะที่คิดว่าจะต้องกลับไปเปลี่ยนชุดไปโรงเรียนก็ได้ยินเสียงจากสวรรค์เป็นพระลูกวัดเรียก

"หลวงพ่อ มีแขกมาขอพบด่วนครับ(ใช้ศัพท์ถูกรึเปล่าเนี่ย) หลวงพ่อหันไปตอบรับก่อนจะหันมามองผมที่กำลังยิ้มเผล่

"ผมไปเปลี่ยนชุดแล้วนะครับ" แต่ความจริงก็ไม่ได้ไปหรอก รอเวลาหลวงพ่อไม่สังเกตผมก็เผ่นแน่บออกไปอย่างสบายใจโดยที่ไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีเด็กหนุ่มเสื้อดำท่าทางสกปรกสะพายย่ามสีมอซอใช้สายตาคู่หนึ่งจับจ้องแอบมองผมอยู่ข้างทาง

 ผมออกมายืนรอเพื่อนที่หน้าหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน ระหว่างรอก็ต้อทนกับสายตาของรปภ.แก่ๆเฝ้าหมู่บ้าน (มันจะมองอะไรนักหนา ไม่เคยเห็นคนหล่อรึไง ถ้าเป็นสายตาสาวสวยหุ่นพอลล่าก็ว่าไปอย่าง) ความจริงผมก็รู้แหละว่ามองอะไรเพราะเสื้อชอปที่สวมบ่งบอกถึงสถาบันสายอาชีพที่มีชื่อเสียงโด่งดัง(ในด้าน...) ผมก็ไม่ได้อยากใส่มานักหรอกเพียงแต่ถ้าไม่ใส่มันก็ไม่แนวอะดิ(ก็นี่แหละคืออยากใส่) หลังจากรอมานานพอสมควร ผมก็ได้ยินเสียงเรียก

"ไง มารอได้ซักพักแล้วละสิ นัน(ไม่ซักแล้ว นี่แกตากซะจนแห้งสนิทพร้อมรีดเรียบร้อยแล้วแต่เพราะผมเป็นคนไทยก็ต้อง..) "เออ กรูไม่ได้ซักอย่างเดียวแต่ตากพร้อมรีดเรียบร้อยแล้ว(คนไทยก็โมโหเป้นนี่ครับ) และนี่แกจะเดินอ้อยอิ่งเป็นพิกวอล์คถึงเมื่อไร" เด็กหนุ่มที่กำลังเดินนวยนาดราวกับจะไปประกวดชื่อของมันคือวุฒิ เป็นคนรูปร่างแบบไหนอ่านบรรทัดบนก็คงพอเข้าใจนะครับ เจ้านี่สวมเสื้อช้อบมาแบบเดียวกับผมไม่มีผิดคงอ้างเหตุผลเดียวกัน วุฒิเป้นคนที่มีจุดเด่นตรงแก้มนี่แหละ สงสัยพระเจ้าปั้นมันโดยหมาหน้าย่นเป้นแบบ แก้มมันถึงย้อยแบบนั้น

"เพราะปากอย่างนี้แหละ ถึงไม่อยากจะรีบมา ช่างเหอะ ว่าแต่แกกินข้าวรึยัง" ผมส่ายหน้าเพราะว่าต้องรีบมานี่แหละ วุฒิจะเดินเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อซื้อขนมแต่ถูกยามไล่ออกจึงมาบอกผมด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

"เดี๋ยวไปกินบ้านก็ได้ เฮ้ย ไอ้นัน แกมารอตรงนี้ไม่รำคาญยามตรงนั้นบ้างรึไง เห็นแล้วหมั่นไส้โว้ย คิดว่าใหญ่นักเรอะไง"

"อย่ามัวแต่สนน่า รีบๆไปดีกว่า หิวจะตายแล้ว" ผมและวุฒิเดินออกไปยังบ้านของมันโดยมีสายตารังเกียจจองยามเป้นฉากหลัง
 
"เป็นเด็กเป็นเล็กมาทำตัวเป็นจิ๊กโก๋ พ่อแม่คงไม่รู้พฤติกรรมของลูกเลยมั้งถึงปล่อยให้มาทำตัวเกะกะแถวนี้" ชั้นคิดอยู่ในใจขณะที่มองไปยังเด็กสองคนนั้น ดูท่าทางคงกะจะนัดแนะพวกไปตีกันในวันงานลอยกระทงแน่ๆ เชอะ น่ารังเกียจพวกขยะสังคมแบบนี้จริงๆ ตัวชั้นรับจ้างเป็นรปภ.ให้กับหมู่บ้านแห่งนี้ วันๆไม่ต้องทำอะไรมากนักเพียงแค่คอยจับตามองคนต้องสงสัยไม่ให้เข้ามายุ่มย่ามในหมู่บ้าน เพราะไม่อยากให้พวกแบบนั้นเข้ามาเกะกะอยู่แถวนี้จึงไล่ออกไปซะ ทั้งที่พูดดีด้วยแล้วทำมาเป็นส่งสายตาอาฆาต อย่าให้เจอพ่อแม่ของแกละกัน เฮ้อ เครียดจริงๆ ขณะที่คิดอยู่นั้นชั้นก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มเร่ร่อนเสื้อดำสะพายย่ามเดินเข้ามาที่นี่ เฮอะ ยังเด็กอยู่ก็ออกมาเร่ร่อนซะแล้ว สังคมไทยช่างน่าอนาถจริงๆ เด็กหนุ่มตรงหน้าวิ่งเข้ามาพร้อมชี้ไปที่กระติก

"ลุงครับ ขอผมกินน้ำหน่อยได้มั้ยครับ" ใครจะปล่อยให้คนอย่างแกกิน เดี่ยวเชื้อโรคเข้าไปปะปนในน้ำขึ้นมาจะว่าไง ทั้งที่อยาจะบอกว่าไม่แต่ในใจกลับรู้สึกหวิว

"น้ำนี่ไม่อร่อยหรอก เดี๋ยวลุงเลี้ยงชาเย็นดีกว่า เจ้านี้อร่อยนะ" ไม่รุ้ทำไมแต่ชั้นกลับรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้ขึ้นมาจนถึงกับทำให้ฉันควักเงินตัวเองออกมาเลี้ยงน้ำแก่ผู้อื่นในรอบ20ปีเชียว เด็กหนุ่มเสื้อดำพยักหน้ารับก่อนจะหยิบชาเย็นที่ฉันเพิ่งซื้อมาไปดุดจนเกลี้ยงก่อนจะยื่นถุงทีมีแต่น้ำแข็งให้แก่ชั้นพร้อมบอก

"ฝากทิ้งด้วยนะครับ แล้วไม่ทราบว่าเห็นเด็กผู้ชายสวมชอปเขียวอยู่แถวนี้บ้างมั้ยครับ" ชั้นหยิบถุงชาเย็นที่ดูดจนหมดไปถือไว้ พยักหน้ารับคำก่อนตอบคำถาม

"เห็นเด็กคนนั้นออกเดินไปทางวัดสุกุลนี่แหละ รู้จักมั้ย" เมื่อเห็นเด็กหนุ่มส่ายหน้า ชั้นหยิบกระดาษขึ้นมาจดทางไปให้โดยไม่น่าเชื่อว่าชั้นจะทำให้ถึงขนาดนี้ทั้งที่ขนาดคนจากที่อื่นเข้ามาถามทางชั้นยังตอบไล่ให้มันกลับไปถามทางตำรวจทางหลวงเลย แต่สงสัยเป็นเพราะถูกชะตานี่แหละจึงทำให้ชั้นยอมทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาหลายๆอย่าง เด็กหนุ่มรับกระดาษที่ชั้นจดทางให้กล่าวขอบคุณก่อนจะเดินออกไปยังทิศทางวัดสุกุล แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเดินหายไป ชั้นเห็นเด็กหนุ่มพึมพำบางอย่างมาที่ชั้นก่อนจะหายลับไป ชั้นมองถุงน้ำแข็งในมืออย่างประหลาดใจว่าตัวเองหยิบมาตั้งแต่เมื่อไรและหยิบมาตอนไหน ทำไมถึงไม่รู้ตัวเลย
 

ตอน2 ลอยกระทง อตร.

ผมเดินมากับวุฒิไปทำกระทงที่บ้านมัน บ้านมันมีขนาดใหญ่มีหลายหลัง แต่ละหลังเป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทุกหลังคามีพญานาคอ้าปากแลบลิ้นอยู่ตรงขอบ แต่บ้านที่มันพาผมไปเป็นกระต้อบไม้เคยใหม่เมื่อสัก10ปีมาแล้ว(เดาออกรึยังครับว่าบ้านมันเป็นอะไร ก็เหมือนผมนั่นแหละ)วุฒิพาผมไปนั่งที่ลานไม้ยกระดับ แถวนั้นมีต้นไม้หลากชนิดให้ความร่มรื่น(แต่อากาศตอนนี้มันหนาวนะโว้ย ทำไมแกไม่พาตรงที่มันมีแดดสักนิดก็ยังดี) ข้างๆลานมีต้นกล้วยที่ตัดไว้ตั้งแต่เมื่อวานเรียบร้อย

"เดี๋ยวไปเอาขนมมา ส่วนมรึงมีหน้าที่หาดอกไม้ตกลงมั้ย" ผมพยักหน้ารอให้วุฒิเดินไปเสร็จแล้วผมก็นอนรอมัน(หนาวครับ หนาว ขอสักแป็บนึงเดี๋ยวค่อยหาก็ได้)แต่จนผ่านไป10นาทีผมก็ยังนอนรอมันอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่ผมขี้เกียจนะแต่มันหนาวจนไม่อยากจะลุกต่างหาก จนกระทั่งวุฒิมาถึงพร้อมถุงขนมหวานเมื่อเห็นผมยังนอนอยู่มันก็ถาม

"ไหนวะดอกไม้"

"โน่น ดอกบานไม่รู้โรยอยู่ใกล้ๆต้นมะม่วง ดอกดาวเรืองกูเห็นกระจุกอยู่ตรงข้างๆเสา ส่วนดอกพุดถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะอยู่..."

"ไอ้เชี่ย รู้แล้วทำไมไม่เก็บมา"

"ก็แกบอกให้หาไม่ใช่ให้เก็บซะหน่อย"ผมตอบยียวนเสี่ยงโดนฝ่าเท้าอีลีแฟนท์ที่ท่าทางโมโห

"เออ งั้นก็ไม่ต้องกินแล้ว ขนมเนี่ย" วุฒิตอบเสียงงอน

"เฮ้ย ทำอย่างงี้ได้ไง กรูไม่ได้ไปเก็บเพราะไม่รู้ว่าจะถูกใจมรึงรึเปล่า กรูเก็บมาเดี๋ยวจะเสียเปล่าต่างหาก"

"เก็บดอกไหนมาก็เหมือนกันนั่นแหละ" เอ็งจำคำพูดนี้ไว้ให้ดีนะ

 ผมกับวุฒิออกเดินเก็บดอกไม้ตามวัดพร้อมกับเสียงโหวกเหวก

"เฮ้ย เก็บดอกนั้นมาทำไม ยังไม่ตูมเต็มที่เลย"

"ดอกข้างๆนั่นกำลังสวยทำไมไม่เก็บวะ" มันต่างกันตรงไหน ก็เห็นอยู่ในต้นเดียวกัน ผมจะไปเก็บดอกดาวเรือง

"เฮ้ย ดอกนั้นสวยเกินไป ปล่อยให้มันอยู่กับต้นดูเจริญตากว่าเยอะ"

"สายตามึงให้เหมือนภุมเรศมองบุปผาสิวะ ไม่ใช่แมลงวันมองอุจจาระควาย" เออ กรูรู้แล้วโว้ยไอ้ภู-หมา-เละ(ใครที่อ่านแล้วชื่อภุมเรศก็ขออภัยอย่างสุดซึ้งนะครับ) กว่าจะเก็บเสร็จผมก็โดนมันด่าซะขี้หูกระจายไปหลายตลบ หลังจากเก็บดอกไม้ตามที่ต้องการพวกผมก็เริ่มประดิษฐ์กระทงเองโดยใช้วัสดุที่หาได้จากแถวนี้

 ผ่านไปแล้ว3ชั่วโมง ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายกว่าๆ ผมนอนกินขนมรอมันประดิษฐ์กระทง ไม่รู้ว่ามันจะใช้เวลาประดิดประดอยอะไรนักหนา

"เสร็จรึยังวะ"

"ขออีกหน่อย แล้วจะรีบไปไหนมีเวลาตั้งเยอะ" ระหว่างรอผมก็ชวนวุฒิคุยไปด้วย

"แต่ก่อนเห็นมรึงใช้โฟมทำไม่ใช่รึ"

"เออ ความจริงโฟมทำแล้วสวยกว่าใบตองเพราะมันเป็นรูปทรงสวย แต่นายบอกเองไม่ใช่รึไงว่าลอยกระทงเพื่อขอบคุณพระแม่คงคาไม่ใช่ซ้ำเติมนี่หว่า ว่าแต่จะลอยด้วยกระทงแบบนั้นจริงรึเปล่า" วุฒิมองมาที่กระทงผม

"มรึงอยู่ปวช.ปี2หรืออนุบาล2วะ ทำไมทำได้อุบาทว์เหลือเกิน" ความจริงกระทงผมก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่วุฒิว่าหรอกถึงแม้ว่าผมจะเรียนศิลปะตั้งแต่ประถมถึงปัจจุบันไม่เคยได้ถึงเกรด3สักครั้งเดียว เพียงแต่สำหรับคนเนี้ยบแบบมัน(อย่าบอกมันละว่าผมชม ไม่งั้นเดี๋ยวจะเห็นดัมโบ้(ช้างบินได้)สายตามันคงมองกระทงผมมีค่าเพียงแค่นั้นนั่นแหละ เมื่อดูกระทงของวุฒิที่จนป่านนี้มันยังทำไม่เสร็จ ไม่ใช่ไม่มีฝีมือนะครับ แต่มันเอาแต่เก็บเล็กเก็บน้อยเติมนู่นนิดนี่หน่อยจนกระทงมันขยายอลังการจนขนาดจะกลายเป็นเค้กวันแต่งงานอยู่แล้ว

"ช่างเถอะ แล้วเมื่อไรมรึงจะทำเสร็จซักที"

"ขออีกหน่อย" ปากพูดแต่สายตากับมือยังคงง่วนตกแต่งไม่หยุด

"ถ้ากระทงมรึงยังเป็นแบบนั้นไม่ไปลอยด้วยนะเว้ย"

"อะไรเล่า ถ้ามีกระทงธรรมดาหนึงอันกับสวยหนึ่งอัน กระทงกรูจะทำให้ของมรึงเด่นขึ้นนา"

"ไม่ได้ ต้องเนี้ยบทุกอย่าง"

"ถ้างั้นมรึงก็ทำให้กรูด้วยละกัน กรูรู้ว่ามรึงต้องอยากแก้ของๆกรู" ผมปล่อยคำพูดนี้ออกไปรอฟังคำตอบแล้วก็ยินดีเมื่อได้ยินว่า

"เออๆ ถ้าเสร็จเดี๋ยวทำให้ แต่หน่อยเดียวเท่านั้นนะ" ผมยิ้มแป้นกับคำตอบล้มตัวลงนอน รู้ดีว่าวุฒิมันไม่ทำแค่หน่อยเดียวอย่างที่บอกหรอก ตอนอยู่โรงเรียนมันก็คอยแก้งานของเพื่อนให้สวย ด้วยเหตุนี้ผมมักอยู่กลุ่มเดียวกับมันเป็นประจำโดยแลกกับความรู้วิชาด้านภาษาของผมเพราะมันอ่อนมากๆ ทั้งชีวิตจำได้อยู่แค่3ตัวเท่านั้นคือL-กอ-ฮอ(นี่แหละคือหนึ่งในสาเหตุที่ผมกับมันเป็นเพื่อนสนิทกัน)

 ..........วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำไหลนองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง.......

เสียงเพลงดังลั่นคลอมาระหว่างที่ผมกับวุฒิเดินมายังสถาปัตสมัยรัตนโกสินทร์ มีพญานาคแหกปากแลบลิ้นเฝ้าอยู่บนหลังคา(แบบเดียวกันเป๊ะแต่เปลี่ยนสถานที่)วัดนี้อยู่ห่างจากวัดที่ผมอยู่ค่อนข้างไกลพอสมควร แต่วัดนี้เป็นวัดที่รวยกว่าเพราะมีเมรุเผาศพ(หรือเรียกศาลานี่แหละ)ตั้งอยู่มากกว่า20แห่ง ทุกๆวันมีคนตายแล้วจองที่วัดแห่งนี้เรียกได้ว่าศาลาไม่เคยว่าง ทีนี่มีบึงขนาดใหญ่และเป็นสถานที่ๆพวกผมตั้งใจมาลอยกระทง ผมมองวุฒิถือกระทงต้องยิ้มกริ่มเมื่อเห็นมันถือราวกับแบกกระสอบปุ๋ยยังไงยังงั้นแต่ของๆมันก็สวยกว่าของผมอย่างเทียบไม่ติดเหมืนเอาพอลล่าไปยืนเทียบกับอีสร้อยหญิงชาวบ้าน ผมลืมไปว่ามันบอกต้องรอให้ของมันเสร็จก่อน ปรากฎว่าผมหลับไปตื่นหนึ่งก็แล้วสองตื่นก็แล้วจนถึงหนึ่งทุ่ม มันเพิ่งจะบอกว่าเสร็จ กระทงของวุฒิตกแต่งอย่างอลังการเป็นรูปชฎาสามชั้น แต่ละชั้นประกอบด้วยดอกไม้หลากชนิด ถ้าใครมองกระทงแล้วไม่เหลียวกลับมาดูอีกรอบถือได้ว่าคนผู้นั้นเป็นผู้พิการทางสายตาแน่นอน ส่วนกระทงของผมเป็นกระทงธรรมดาไม่ได้โดดเด่นไปกว่ากระทงสำเร็จรูป10บาทสักเท่าไร แต่ช่วยไม่ได้นี่ครับ ผมไม่ได้ทำกระทงเข้าประกวดสักหน่อย ผมลอยกระทงเพิ่อขอบคุณพระแม่คงคาต่างหาก ปล่อยให้วุฒิบ้าไปคนเดียวก็พอ

เมื่อพวกผมมาถึงวัดต้องตกใจกับจำนวนคนที่ทำให้วัดซึ่งมีขนาดค่อนข้างกว้างแคบไปถนัดตาเสียงเพลงลอยกระทงแข่งกับเสียงตะโกนโหวกเหวก เสียงปะทัดที่แอบนำเข้ามาเล่นดังปังๆ หนุ่มสาวถือกระทงมุ่งสุ่วัด พ่อแม่ลูกที่ไม่มีเวลาทำกระทงเองก็หาซื้อสำเร็จรูปเอาตามทางข้างทาง ตามข้างทางเดินมีของขายหลายอย่างทั้งขนมของกินเล่นน้ำอัดลมที่มีคนซื้อไม่ขาดสาย เสียงพูดคุยในงานดังลั่นขรมจนผมแทบต้องตะโกนคุยกับวุฒิทั้งที่อยู่ห่างกันไม่กี่ก้าว

"เฮ้อ ทำไมกรูต้องมาลอยกระทงกับผู้ชายด้วยวะ เห็นแล้วอุบาทว์ลูกกะตา" วุฒิกล่าวอย่างเซ็งๆ ผมหันขวับไปหา มันคิดว่าผมไม่เบื่อบ้างรึไงแต่ว่าแฟนของมันดันไปเที่ยวงานปีใหม่ต่างจังหวัด เมื่อเห้นสาวคนไหนมองกระทงมันมักจะพูด

"เฮ้ ดูหญิงคนนั้นสิน่ารักชะมัดเลย ไปขอเบอร์กัน"

"เดี๋ยวฟ้องยัยเจี๊ยบซะเลย" เจี๊ยบเป็นชื่อแฟนของวุฒิ ท่าทางมันยักไหล่ไม่ยี่หระ แต่ผมรู้ว่าที่จริงมันกลัวแฟนจะตาย วุฒิรีบดันผมไปยังบึงที่ตอนนี้มีหนุ่มสาวชายหญิงลูกเล็กเด็กแดงเต็มไปหมดกำลังลอยกระทง หนุ่มสาวบางคู่ถือโอกาสจับมือแฟนก็ครั้งนี้แหละ ผมกับวุฒิจ้องมองด้วยความหมั่นไส้(ที่จริงคืออิจฉานั่นแหละ) ในที่สุดก็ต้องละสายตาเปลี่ยนเรื่องคุย

"ไอ้นัน มรึงคิดว่าทำไมต้องใส่เหรียญในกระทงด้วย ไม่เคยเห็นหนังสือที่เรียนบอกเลยนี่หว่า" "สายตานายดีมากที่มาถามนักปราชญ์อย่างฉัน"

"ถุย ปราชญ์ เขียดตาปาดละไม่ว่า"

"สงสัยว่าคงเป็นค่าจ้างเก็บกระทงละมั้ง คิดดูสิ ลงไปเก็บกระทงในน้ำกลางฤดูหนาวแบบนี้คงไม่สนุกนักหรอก เผอิญคงมีคนเห็นใจเลยใส่เหรียญในกระทงเพื่อเป็นขวัญกำลังใจจนกลายเป็นประเพณี่ไปเลยมั้ง" ผมตอบด้วยสีหน้าครุ่นคิดเต็มที่ราวกับคิดสูตรแคลคูลัส จนโดนวุฒิตบหัวข้อหาแอ้คเกินจริง

"พอๆ ลอยได้แล้วจะได้รีบไปหาสาวๆต่อ" ทั้งผมกับวุฒินั่งคุกเข่าถือกระทงอยู่ริมน้ำ

"พระแม่คงคา ข้าขอขมาที่ล่วงเกินและขอขอบคุณท่าน ผลจากการลอยกรทงขอให้ข้าพเจ้าสอบได้เลขตัวเดียวด้วยเถิด ขอให้เงินเดือนขึ้น ขอให้ครูลืมเช็คเวลาเรียน ขอให้.." ไอ้วุฒิตั้งใจอธิษฐานอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับเชื่อว่าเพียงแค่อธิษฐานเรื่องราวจะสมปรารถนาทุกอย่าง แต่ผมก็ไม่ได้ด่าเพราะผมก็ทำแบบเดียวกับมันนั่นแหละ หลังจากลอยเสร็จเรียบร้อย ผมกับวุฒิเดินเที่ยวชมงานวัด เห็นสาวคนไหนน่ารักและดูท่าทางยังไม่มีคู่ก็ขอเบอร์เขาไปทั่ว ผมถามวุฒิถึงเจี๊ยบมันก็กล่าวสั้นๆ

"ช่างมัน อยากทิ้งกรูเอง" เสียงเพลงวันลอยกระทงแม้จะดังแค่ไหนพวกผมก็แทบไม่ได้ยินเมื่อจีบสาวจนกระทั่งดันไปจีบสาวหน้าตาน่ารักแต่นิสัยไม่ดีเพราะไม่ยอมให้เบอร์ ความจริงถ้าเกิดไม่ให้เบอร์พวกผมก็ไม่ได้ว่าอะไรอาจจะด่าลับหลังเล็กน้อย แต่นี่เล่นไปเรียกแฟนเจ้าหล่อนมาแล้วแฟนคุณเธอดันเป็นคู่อริกับโรงเรียนผมซะด้วย ความจริงมันก็ไม่รู้หรอกว่าผมอยู่โรงเรียนไหนแต่พวกผมดันสวมชอปมาด้วยนี่สิปัญหาใหญ่

"โอ่ง พวกนี้แหละที่มาจีบเรา"สาวน้อยหันไปอ้อนกับผู้ชายรูปร่างเหมือนอาโนล

"อ้าว ชอปแบบนี้ไม่ผิดแน่ พวกแกอยู่โรงเรียน....สินะ" มันบอกชื่อโรงเรียนที่ผมอยู่ จะปฎิเสธมันก็คงไม่เชื่อเพราะชอปที่สวมมันบอกทนโท่ ผมหันไปกระซิบกับวุฒิว่าหนีเถอะ แต่เมื่อหันหลังก็ต้องตกก้ะใจเมื่อพบเด็กผู้ชายรุ่นเดียวกับผมห้าคนกำลังล้อมพวกผมไว้ ไม่ทราบว่าพวกเอ็งกินหญ้าแทนข้าวรึไงทำไมแต่ละคนหุ่นอย่างกะไอ้ทุยไถนา เสียงเพลงวันเพ็ญเดือนสิบสองที่ไม่รู้ขึ้นมาเป็นรอบที่เท่าไรร้องดังขึ้นอีกครั้ง

 "นี่จ้ะ เอาไปเลย ยายให้ฟรี ไม่รู้ทำไมหน้าตาหนูถึงได้รู้สึกถูกชะตาแบบนี้"

"ไอ้หนุ่มเสื้อดำน่ะ มาเอาน้ำตรงนี้ไปกินก็ได้ วันนี้ขายได้กำไรเยอะแล้ว"

ผมหันไปรับปลาหมึกปิ้งจากคุณยายและหยิบน้ำส้มจากคุณตาขายน้ำกล่าวขอบคุณก่อนออกเดินหาเด็กหนุ่มสวมชอปเขียว ไม่น่าเผลอเลยแค่คลาดสายตานิดเดียวเจ้าพวกนั้นก็หายไปซะนี่ ขณะที่ผมคิดว่าควรจะกลับไปดักรอตรงทางเข้าวัดก็ได้ยินเสียงคนเรียกพรรคพวกที่อยู่ด้านนอกว่ามีคนจะตีกัน ผมหยิบปลาหมึกขึ้นมากัดคำหนึ่งก่อนจะเดินตามทิศทางที่คาดว่าใช่โดยสังเกตจากคนที่กำลังเริ่มมุง เสียงเพลงลอยกรระทงกำลังวนขึ้นมาอีกรอบ

 "ไอ้เ-ย กรูกำลังจะจีบหญิงได้แล้ว มาขัดจังหวะทำไมวะ"

น่าหงุดหงิดมากที่มีคนมาขัดตอนกำลังเข้าด้ายเชข้าเข็มแต่เมื่อได้ยินจากพรรคพวกว่าไอ้พวกนั้นเป็นเด็กโรงเรียนคู่อริกำลังแหยมข้ามถิ่น ผมไม่รอช้าวิ่งไปก่อนจะพบไอ้อ้วนกับไอ้ผอม ชั้นเรียกเพื่อนทีอยู่รอบๆให้มาดักไว้ก่อนที่มันจะหนี

..............วันเพ็ญเดือนสิบสองน้ำไหลนองเต็มตลิ่ง.............

เสียงเพลงลอยกระทงวนเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้จะเปิดซ้ำซากทำไม อยู่ท่ามกลางผู้คนจอแจอย่างนี้จะไปได้ยินยังไง ช่างเถอะ สนใจไอ้หน้าโง่สองตัวที่มาแหยมอยู่ตรงนี้ดีกว่า

...........เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง...........

เมื่อไม่กี่วันก่อน พวกในโรงเรียนของไอ้สองตัวเพิ่งเล่นงานรุ่นพี่เข้ารพ.เย็บไป5เข็ม คราวนี้ถึงทีพวกข้าเล่นกลับบ้างละ

.................ลอยๆกระทง ลอยๆกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วร่วมมารำวง............

ถามว่าทำไมถึงไม่ไปเล่นงานคนที่ทำตัวจริง ก็ต้องตอบว่าจะให้ไปหาแมวที่ไหนมาเล่นละ หน้าก็ไม่รู้จัก วิธีเดียวที่มันอาจจะรับรู้คือต้อวงเล่นคนที่อยู่ในรร.เดียวกันนี่แหละ ถึงแม้ว่าดูหน้าก็รู้ว่าสองคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนที่จะไปต่อยตีกับใครแต่ก็ต้องโทษดวงตัวเองแล้วกัน แล้วดันใส่ชอปโรงเรียนมาอีก แสดงว่าต้องเตรียมใจโดนกระทืบมาบ้าง เอาละสิ ทำหน้าตาเลิ่กลั่กใหญ่เลย ไม่ต้องห่วง ข้าขออัดพวกแกให้โดนเย็บ5เข็ม แต่ส่วนเพื่อนๆจะเล่นเอ็งเท่าไรก็ภาวนาเอาแล้วกัน

...............รำวงวันลอยกรทง รำวงวันลอยกระทง................

ไอ้อ้วนกระซิบอะไรกับไอ้ผอมเรื่องอะไรของมัน ทำไมไอ้ผอมมันเอามือป้องปากบ่นงึมงัมสงสัยสวดมนต์ ส่วนไอ้อ้วนทำหน้าตาขึงขังเหลือเกินคิดเรอะว่าสู้พวกข้าได้ เอาสิ 5ต่อ2เทียบรูปร่างยังไงพวกข้าก็กินขาด แถมไอ้เชนก็แอบพกปืนเผื่อมีเรื่องไว้เรียบร้อย

"เฮ้ย ยำแมร่งเลย ล้างแค้นให้พวกรุ่นพี่เผื่อด้วย" เสียงเรียกของไอ้โอ่ง ก็ถึงเวลาอัดมันแล้ว

...............บุญจะส่งให้เรา วัดดดดใจ.............

"อึก เสียงบ้าอะไรวะ ลำโพงพังแล้วรึไง ทำไมจู่ๆเสียงเพลงก็ดังผิดจากปกติ เนื้อเพลงก็เพี้ยนแถมเสียงยังทะลวงเข้าไปถึงประสาท ไอ้อ้วนกับไอ้ผอมวิ่งมาทางข้า ดี เข้ามาหาหมัดเองนะ เอ๊ะ ทำไมยกแขนไม่ขึ้น ไม่สิ ขยับไม่ได้เลย ไอ้สองคนนั้นวิ่งชนข้าจนล้มก้นจ้ำเบ้าก่อนจะวิ่งหนีออกไปนอกงาน ข้านั่งมึนงงอยู่พักก่อนตะโกน

"ไอ้เชน ยิงแม่งเลย จะปล่อยให้พวกมันวิ่งหนีไปเฉยๆรึไงวะ" เพื่อนข้าที่ชื่อเชนทำท่าเพิ่งรู้สึกตัว ก่อนจะคว้าปืนออกมา เสียงไทยมุงเริ่มร้องกรี๊ดกร้าดพากันแตกฮือ แต่ข้ากับพวกไม่สนแล้ว ขอยิงให้พวกมันมีรูเยี่ยวเพิ่มอีกรูหน่อยเถอะ กอ่นที่ไอ้เชนจะเล็งยิงไอ้เสื้อดำเร่ร่อนจากไหนไม่รู้เดินมาเตะปืนในมือกระเด็น

"เฮ้ย เ-อกอะไรด้วยวะ"

"เห็นโน่นมั้ย ตำรวจมาแล้วน้า"

ไอ้เสื้อดำชี้ไปข้างหลังส่วนอีกมือก็ดูดน้ำส้มด้วยท่าทางกวนโอ๊ยทำให้ข้ากับพรรคพวกหันไปดู ชิ ยุ่งไม่เข้าเรื่องจริงๆ ไม่มีงานอื่นให้ทำรึไงวะถึงโดดเวรมาอยู่แถวนี้

"หนีเถอะว่ะ แถวนี้ท่าจะไม่ดีซะแล้ว" เสียงของไอ้โอ่งเรียกทำให้ข้าต้องรีบหนี แต่ก่อนที่ข้าจะไปถ้าจำไม่ผิดข้าได้ยินมันพูดแปลกๆ

"วิ้ว นึกไม่นึกว่าจะมีวิชาติดตัวมาด้วย ไม่เสียแรงที่คอยติดตาม"

 ผมกับวุฒิวิ่งสุดฝีเท้าด้วยเวลาที่ค่อนข้างเหลือเชื่อ ถ้าเกิดมีใครมาจับเวลาไว้ ต่อให้นักวิ่งโอลิมปิคก็เถอะ ไม่ทันเห็นเงาด้วยซ้ำ

"เฮ้อ นึกว่าตายซะแล้ว บอกไม่เชื่อว่าอย่าใส่เสื้อชอปมา"

" ไอ้ห่-ใครจะไปรู้ว่าจะเกิดเรื่องพรรค์นี้ แล้วเอ็งบอกตอนไหนว่าอย่าใส่เสื้อ"

"ก็เมื่อตะกี้ไงเล่า"

"ฉันว่าฉันอัดแกแทนพวกนั้นดีกว่าว่ะ" ระหว่างเดินทางกลับบ้านผมกับวุฒิคุยกันถึงประสบการณ์สุดมันที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน ในจำนวนบทสนทนาก็มีเรื่องที่น่าสนใจ

"เกือบไปแล้ว ถ้าไม่มีเวทคุ้มครองตัวบ้างก็เสียทีที่อยู่วัดมาตั้งแต่เกิด สิ"

"รวมแล้วนี่ก็เป็นครั้งที่สามแล้วนะที่แกใช้อาคมประหลาดๆทีว่าเนี่ย ช่วยให้หลุดพ้นจากสถานการณ์อันตรายมาได้" ครั้งแรกก็เมื่อตอนทัศนศึกษาตจว. ต่อมาก็ตอนไปดูงานเมื่อปีที่แล้ว ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องยอมรับนะ ว่าแต่เมื่อไรแกจะสอนให้ฉันบ้างวะ"

"เฮ้ย ถึงวัดนายแล้ว ฉันกลับก่อนละ" ผมตัดบทสนทนา ซึ่งมันก็รู้แต่ไม่ว่าอะไร ผมบอกมันว่าเจอกันวันจันทร์ก่อนจะรีบวิ่งกลับวัดหลังจากมองดูนาฬิกา ถ้าเกิดผมกลับไม่ทันก่อน4ทุ่มครึ่ง มีหวังถูกหลวงพ่อลงโทษน่ๆ แต่ก่อนที่ผมจะเข้าประตูวัด ก็มีเด็กหนุ่มเสื้อดำสะพายย่ามยืนขวางทางก่อนเข้ามาทักผม

"ขอรบกวนนายเดี๋ยวเดียว"

"อะไรกัน จะเข้ามาขอตังค์รึไง ฉันไม่มีให้หรอกแต่ถ้าจะขอข้าวกินก็เข้าไปในวัดได้เลย" เด็กหนุ่มเสื้อดำส่ายหน้า

"เปล่า ถ้าเป็นเรื่องนั้นฉันไม่มาเสวนากับนายหรอก ฟังให้ดีนะ" เด็กหนุ่มเสื้อดำสูดลมหายใจเข้าปอดครั้งนึงก่อนพูดด้วยเสียงดังฟังชัด

"ต่อจากนี้เป็นต้นไป ฉันคือนาย นายเป็นฉัน ชื่อของนายคือพลายพลแก้ว แล้วฉันชื่ออะไรนายช่วยบอกทีสิ!"
 

ตอน3 เด็กหนุ่มผู้สับสน

ผมยืนอึ้งอยู่พักนึงมองเห็นสีหน้าท่าทางดูจริงจังไม่มีแววตลกแม้แต่น้อย ผมตัดสินใจเดินหนีเลยกลับเข้าวัดไป เดี๋ยวมันเกิดถามขึ้นมาว่าที่นายเป็นมนุษย์ดาวอังคารส่วนชั้นเป้นมนุษย์ดาวเสาร์ให้ทำไง ผมใช้คติอย่าถือคนบ้าแต่ด่าคนเมา(ว่ามันกินแล้วไม่ชวนผม)
ไอ้บ้าจอมตื๊อวิ่งกลับมักหน้าผมอีกครั้งและถามคำถามเดิม ผมคิดในใจว่าเอ็งก็ไปถามพระบิดาเอ็งบนสวรรค์สิวะ บ้ารึเปล้า(ซึ่งมันต้องบ้าแล้วแหง ใครที่ไหนจะมาสลับตัวกันง่ายๆเหมือนหยิบรองเท้าผิดคู่ยังไงยังงั้น) ผมพยายามเดินหนีอีกครั้งแต่คราวนี้เด็กหนุ่มเสื้อดำเพี้ยนๆกลับจับแขนผมไว้
"ฉันชื่ออะไร นายชื่อพลแล้วฉันละ ชื่อว่าอะไร" โว้ย เมื่อไรมันจะเลิกพูดอะไรติงต๊องแบบนี้สักที ผมจะสะบัดมือออกแต่ปรากฏว่าเด็กหนุ่มเสื้อดำกลับจับข้อมือผมแน่น
"นายช่วยตอบฉันทีสิว่าฉันเนี่ยชื่ออะไร" วันนี้ผมคงต้องวางคติอย่าถือคนบ้าชั่วคราวก่อนแล้ว ผมตัดสินใจหยิกหลังมือฝ่ายตรงข้ามซะ เล่นเอาร้องเสียงหลงปล่อยมือทันที
"ใช้วิธีนี้เอาตัวรอดไม่เท่เลยนะ พลายพลแก้ว"
"ใครคือพลายพลแก้ว กรูชื่อนัน ถอยไปได้แล้ว ฉันต้องรีบกลับเข้าวัด" ผมตะโกนใส่หน้ามันพร้อมมองนาฬิกา แย่แล้ว เลยมา5นาทีก็จะถึงเวลาปิดประตูวัด
"ถอยไปซักที อย่าให้ต้องใช้กำลังนะโว้ย"
"นายก็บอกฉันมาก่อนสิว่าตัวฉันชื่ออะไร" แพ่มไร้สาระอยู่นั่นแหละ ผมมองหาไม้ที่ใช้ไล่ตีสุนัขจรจัดที่ตกอยู่แถวพื้นขึ้นมาขู่
"จะถอยหรือไม่ถอย" ผมแค่ขู่แต่ไอ้หนุ่มจรจัดสีหน้าเรียบเฉยกล่าว
"นายกำไม้อย่างนั้นผิดแล้ว ถ้าเกิดฟาดแรงเกินไป แรงจะสะท้อนเข้ามือตัวเองทำให้ไม้หลุด ยังต้องฝึกอีกเยอะนะ ไม่งั้นนายใช้ชื่อพลายพลแก้วไม่ได้หรอก" อะไรวะ แทนที่จะกลัวมันกลับพล่ามไม่หยุดซะงั้น ผมไม่สนแล้ว พรุ่งนี้ผมไม่อยากล้างห้องน้ำวัด เลยตัดสินใจฟาดใส่พื้นเป็นทำนองบอกว่าผมฟาดจริงนะ(ความจริงไม่เคยฟาดใครนอกจากหมาตัวสองตัวเท่านั้น) แต่ไอ้เด็กเสื้อดำดันกล่าว
"กำด้ามอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน กลับไปเรียนมาใหม่ต้องตั้งใจฝึกมากกว่านี้นะ อย่าดีแต่ขู่ ฟาดมาเลย" ผมลังเลสองจิตสองใจ ก็คนไม่เคยทำร้ายคนทางร่างกายเลยนี่ครับ อย่างมากก็แค่ด่าให้คนเจ็บใจเล่น แหม แต่อยู่ๆก็มีคนเสนอหน้าบอกให้ลองหวดใส่ซักทีจะเป้นไร แต่ผมทำอย่างนั้นได้ที่ไหนละครับ ผมไม่อยากโดนข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา เลยขว้างไม้ใส่ไอ้เด็กเสื้อดำจนผงะก่อนจะรีบวิ่งจู้ดหนีเข้าไปในวัด สวดมนต์ขอพรให้โชคดี แต่สงสัยว่าขอพรผิดคนเพราะไปขอกับพระเลยต้องเจอกับหลวงพ่อยืนดักอยู่หน้าบ้านพัก จ้าก ซวยอีกแล้ว
ขณะนี้ผมเห็นหลวงพ่อยืนอยู่หน้าบ้านพักของผม (ความจริงไม่ใช่ของผมคนเดียวแต่มีน้องๆหลายคนอยู่ด้วยแถมไม่ได้ออกตังค์ซื้อซักกะบาทแต่ผมจะหน้าด้านเรียกว่าของผมใครจะทำไม) ตอนนี้มีคนเปิดไฟนีออนอยู่หน้าบ้านพัก หลวงพ่อยืนนิ่งไม่ขยับออกมาทนบริจาคทานให้แก่สรรพสัตว์(ยืนตากยุงไงครับ)เพื่อรอผม ช่างเป็นหลวงพ่อที่สุดแสนเลอเลิศราวเทวดาเช่นนี้ แต่สายตาผมเหมือนเห็นมัจจุราชยืนแสยะยิ้มรอลากคอผมไปลงโทษมากกว่า ขาผมชะงักกึกเหงื่อแตกพลั่ก คิดในใจว่าซวยแล้วไงเพราะไอ้จอน-ระ-จาด นั่นแท้ๆทำให้ผมเข้ามาสาย (ความจริงมันก็สายตั้งนานแล้วละ) ผมยิ้มสู้พระเดินไปหาหลวงพ่อ
"ไปไหนมาทำไมเพิ่งกลับ แล้วนี่ไม่ได้ไปโรงเรียนใช่มั้ย" หลวงพ่อถามด้วยน้ำเสียงดุชนิดคนไม่เคยฟังอาจช้อคด้วยความกลัวน้ำเสียงก็ได้ ถึงผมจะคิดไว้แล้วว่าต้องเจอคำถามแบบนี้แต่ก็อดสยิวกายไม่ได้อยู่ดี ผมกำลังคิดหาคำตอบหัวหมุนก็ต้องแปลกใจเพราะไม่ได้มีหลวงพ่อคนเดียวแต่มีชายที่ผมไม่รู้จักนั่งยืนอยู่เยื้องหลังหลวงพ่อด้วย
ชายคนนี้สวมชุดผ้าธรรมดาผิวเข้มโดยแทบไม่มีความเด่น ยกเว้นกล้ามของเขาที่ดูกำยำแม้ว่าจะเป็นตอนกลางคืนและมีเพียงแสงไฟนีออนแต่ผมก็เห็นได้จากไหล่ที่ปูดโปน ดูเผินๆแล้วเหมือนพี่วินัย ไกรบุตรเลยแฮะ
"แกไม่ต้องสนใจเรื่องอะไรทั้งสิ้นตอนนี้ รีบตอบคำถามของหลวงพ่อมาก่อนเร็ว" ราวกับหลวงพ่อรู้ว่าผมจะถาม ท่านเลยชิงว่ามาก่อน เยี่ยมมากๆ ผมคิดหาเหตุผลได้เสียนับ1-60ในใจพร้อมลอบสังเกตหลวงพ่อไปด้วยก่อนวัดใจตอบไปว่า
"หลวงพ่อรู้ได้ไงครับว่าผมไม่ได้กลับ ผมเข้ามาในวัดก่อนแล้วรอบหนึ่งค่อยออกไปแต่หลวงพ่อไม่เห็นเอง" ผมสังเกตชุดหลวงพ่อไม่เปียกน้ำค้างและเห็นหลวงพ่อไม่ไอเลย ถ้าออกมานานแล้วคงจะเห็นหลวงพ่อไอบ้างแน่ ยังไงท่านก็แก่แล้ว คนที่เอาชนะสังขารได้ไม่มีในโลกหรอกครับ แต่ผมต้องลุ้นว่าหลวงพ่อจะออกมาดูตอนเย็นรึเปล่าแต่เพราะมีแขกแปลกหน้าที่ผมไม่รู้จักนั่งอยู่ ตรงนี้แหละที่ไม่แน่นอนวัดใจไปเลย! หลวงพ่อนึ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนเอ่ยออกมาให้ผมหายใจโล่งปอดม้ามตับไต
"ถูกของแก หลวงพ่อเพิ่งออกมาเมื่อ5นาทีนี้เอง และวันนี้หลวงพ่อก็ไม่ได้ไปหาแกด้วย" ชายข้างหลังหลวงพ่อมีกริยาแปลกๆแต่ผมทันไม่สนเพราะยังไงผมก็รอดแล้ว เหลือแต่เรื่องลงโทษนี่แหละไม่รู้จะออกมาในรูปแบบไหน ผมกลั้นหายใจรอรับฟังคำพิพากษา ผลปรากฏออกมาว่า
"แม้เจ้าจะกลับมาเปลี่ยนชุดก็จริงแต่การที่ไม่รู้จักรักษาเวลาแบบนี้ไม่ดีเป็นอย่างยิ่งง พรุ่งนี้ไปทำความสะอาดลานวัดด้วย" ผมอ้าปากค้าง ทำไมมันเบาจังหว่า ต่อให้ทำทุกวันก็ไม่มีปัญหาเพรามันก็เป็นงานประจำอยู่แล้ว
"ม..มีแค่นี้หรือครับ ไม่มีต่อท้ายว่าไปทำที่รร.อนุบาล ลานบำเพ็ญสาธารประโยชน์หรือ..."
"อยากทำมากนักใช่มั้ย"
"เปล่าครับ" ผมส่ายหัวปฎิเสธ หลวงพ่อกับผมนึ่งไปพักหนึ่งก่อนบอก
"วันนี้มีแขกขอให้ไปนอนห้องเดียวกับเจ้าได้มั้ย" ผมแอบถอนหายใจ ว่าแล้วต้องมีอะไรแอบแฝง ถ้าให้ผมเลือกนะ ผมยอมกวาดลานงี่เง่านั่นดีกว่า แขกของหลวงพ่อแต่ละคนร้ายๆแล้วก็แก่เป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้นโดยเฉพาะ เอกลักษณ์อย่างหนึ่งเลยคือ ทุกคนนอนกรนเป็นบ้าราวกับรถไฟวิ่งอยู่ในห้อง ผมไม่รู้ว่าทำไมหลวงพ่อถึงไม่มีแขกผุ้หญิงเอ๊าะๆรุ่นราวคราวเดียวกับผมบ้างนะ
"เรียกเจ้าพลออกมาสิ"
"ครับ ผมอยู่นี่ครับ" นั่นมันไอ้จรจัดเสื้อดำนี่หว่า อย่าบอกนะว่าผมกับมันต้องนอนด้วยกัน เจี๊ยก ทำไมช่วงนี้ดวงสมพงษ์กับผู้ชายนักวะ ขอสาวสวยๆมานอนกกบ้างไม่ด้ายรึไง (นี่แกคิดว่าที่นี่เป็นวัดหรือม่านรูดกันแน่) ช่วยไม่ได้ ผมก็เป็นผู้ชายอายุ17แต่ยังไม่มีแฟนนี่นา บ้ะ นอกเรื่องทมากไปหน่อย ไอ้จรจัดยกมือไหว้หลวงพ่อก่อนที่ชายทีอยู่ข้างหลังกล่าว
"ขออนุญาตแนะนำตัว ผมชื่อทองดีสวนเด็กคนนี้ชื่อพลายพลแก้ว"
"เรียกฉันสั้นๆว่าพลก็ได้ นะ นัน" ชายทองดีแปลกใจ
"รู้จักกันแล้ว?"
"ครับ"พลตอบรับ ผมคิดไปเองรึเปล่านะว่าสายตาหลวงพ่อดูแปลกและสับสนชะมัดเวลามองมาทางผมกับพล หลวงพ่อไล่ให้ผมกับพลขึ้นไปนอโดยบอกว่าพรุ่งนี้ผมต้องตื่นแต่เช้ารับหน้าที่ใส่บาตรอีกวันหนึ่ง ผมก็ไม่ว่าอะไรเพราะชินอยู่แล้ว ผมเรียกพลให้ตามผมไปก่อนผมจะหันมาไหว้หลวงพ่อพร้อมเก็บความสงสัยไว้ในใจว่าชายที่ชื่อทองดีกับพลเกี่ยวข้องกันอย่างไร

 

หลังจากที่อาตมาไล่เจ้านันไปนอนแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงคนที่อยู่ข้างล่างคืออาตมากับโยมทองดี
"หลวงพ่อท่านรู้อยู่แล้วไม่ใช่รึครับว่าเด็กคนนั้นโกหก" เสียงลึกแหบห้าวถามหลวงพ่อ อาตมาตอบไปว่า
"เปล่าเลย โยมทองดี" ชายชื่อทองดีกล่าว
"ท่านเองใช้เวทโพธิสัตว์ตรวจโลกาก็รู้ได้แล้วไม่ใช่รึครับ" อาตมาได้แต่ถอนใจบอก
"นี่มันโลกกลางนะโยม อย่าได้ใช้วิชากับโลกแบบนี้เลย เก็บกลับไปใช้ที่โลกของโยมดีกว่า"
"ท่านทำยังงี้เท่ากับปล่อยให้เด็กเยาะเย้ยท่านได้นี่ครับ" อาตมาส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
"โยมเห็นว่าเด็กคนนั้นเป็นไงบ้างละ" คำถามนี้แฝงความนัยเล็กน้อย นายทองดีพยักหน้าหงึกหงักก่อนถามข้อสงสัย
"แต่ในเมื่อท่านรู้ว่าเด็กคนนั้นโกหกแล้วทำไมถึง..."
"เด็กคนนั้นใช้เหตุและผลในการตอบคำถาม อีกทั้งหลวงพ่อไม่ได้อกมาตรวจจริงดังนั้นหลวงพ่อยอมไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นกลับมารึเปล่า" อาตมากล่าวย้ำเพิ่มเติม
"ตราบเท่าที่ไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง ไม่ได้สัมผัสสิ่งนั้น และยังไม่ได้ฟังเหตุผล ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด เพราะอัตตาที่แฝงอยู่จะทำให้เราตัดสินผิดพลาดและสำหรับบางอย่าง การตัดสินใจผิดพลาดอาจทำชีวิตคนๆหนึ่งอาจต้องดับสูญเลยได้" อาตมานึกถึงเรื่องในอดีตอดถอนใจออกมาเบาๆ นายทองดีพยักหน้ารับรู้ก่อนขอตัวลา
"พรุ่งนี้ผมจะมาหาท่านใหม่ แล้วขอให้ท่านนำคำพูดของผมไปไตร่ตรองด้วยครับ ผมกราบลาครับ" นายทองดีก้มลงกราบแทบเท้าหลวงพ่อ ก่อนลลุกขึ้นพนมมืสวดบ่นงึมงำใช้สองมือลากไปตามเนื้อตัราวกับเขียนอะไรสักอย่าง จู่ๆลมยามดึกก็พัดแรงจัดจนหลวงพ่อต้องเบนสายตาและเดินกลับวัด แม้ว่าอาตมาไม่หันกลับไปก็รู้แล้วว่าบัดนี้นายทองดีไม่ได้อยู่ทีนั่นอีกแล้ว

 

"นี่ห้องนายเรอะเนี่ย ไม่ใช่ห้องเก็บของหรอ" ปากสร้างสรรค์เหลือเกินนะ เดี๋ยวไล่ให้ไปนอนในห้องน้ำซะเลย ผมพาพลมาที่ห้องของผมเรียบร้อย ขณะนี้ผมเริ่มจัดการเตะของให้เรียบร้อย ครับ เตะของ ขืนเก็บเดี๋ยวก็ต้องรกอีกอยู่ดี อีกอย่างวันนี้ผมก็เหนื่อยเพราะวิ่งหนีคู่อริโรงเรียนผมด้วย
"ไปอาบน้ำก่อนนะ" หลังจากผมถอดเสื้อเปลี่ยไปนุ่งผ้าเช็ดตัวหยิบเสื้อนอนของตัวเองในตู้ออกมา ผมบอกพลที่ตอนนี้นั่งอ่านการ์ตูนอยู่ ผมเกิดความสงสัยเล็กน้อย
"ย่ามน่ะ นายวางไว้ตรงหลังตู้ก็..."
"ไม่ต้องห่วงนักหรอก รีบๆไปอาบน้ำเถอะ"
"ฉันแค่บอกไว้เฉยๆ ไปอาบน้ำก่อนนะ เดี่ยวมา" ระหว่างผมเดินไปอาบน้ำผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าในย่ามนั้นมีอะไรกันแน่ ถึงขนาดอ่านการ์ตูนพลยังไม่ยอมปล่อยไว้ห่างตัว

 

เมื่อผมอาบน้ำเสร็จ และกลับมายังห้อง เพื่อมาบอกให้ พลไปอาบน้ำต่อโดยกะให้พลยืมชุดผมใส่แต่พลตบย่ามบอกว่ามีของตัวเองเรียบร้อบแล้ว เมื่อพลเดินออกไปจากห้อง ผมถาม
"นายรู้รึว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหน" เด็กหนุ่มหันมายิ้มกวนๆ
"นั่นสิ นายรู้ได้ไงกันทั้งที่นายเพิงมาที่นี่แท้ๆ พลายพลแก้ว ถามอะไรแปลกๆ ฉันก็ต้องรู้จักสิเพราะอยู่ที่นี่มาตั้งแต่จำความได้แล้ว" เอาอีกละไอ้ประสาทหลอน กรูชื่อนันโว้ยแล้วนายนะชื่อพล ทำไมหลวงพ่อต้องให้คนบ้าพรรค์นี้มานอด้วยกันในห้องผมด้วยนะ ผมเดินไปเปิดวิทยุหมุนหาคลื่นเพลงj-pop ลืมบอกไปว่าผมชอบเพลงแบบนี้มากเพราะรู้สึกมีลูกเล่นในเพลงมากกว่าเพลงไทยแต่ก็มีบางเพลงเท่านั้น เพลงของศิลบปินไทยังๆผมก็ฟังบ้างแต่ไม่บ่อยนัก อีกทั้งผมรู้สึกว่าเพลงญี่ปุ่นความหมายดีทุกเพลง(ความจริงฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกสักกระผีก))แต่เพราะแบบนี้เลยทำให้ผมฟังได้นานเพราะไม่รู้เนื้อร้องเนี่ยแหละ ระหว่างเปิดเพลงฟัง ผมก็ลากที่นอนหมอนสำรองที่เก็บไว้ในตู้ออกมาปู เสร็จแล้วก็นั่งฟังเพลงสบายๆของw-inds
สักพักหนึ่งพลก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง ตอนแรกผมกะจะถามว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงแต่ต้องอึ้ง นี่มันคนเดียวกับไอ้จรจัดที่เห็นเมื่อ10นาทีที่แล้วรึเปล่าเนี่ย หรือว่ามนุษย์ดาวอังคารลงมาเปลี่ยนตัว ใบหน้าที่ล้างคราบฝุ่นออกดูมีสง่าราศี ผมหยักศกเปียกน้ำเล็กน้อย ดูแล้วเหมือนพระเอกเลยแฮะ ขนาดผมเป็นผู้ชายยังต้องยอมรับ แต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไมต้องสะพายย่ามโกโรโกโสด้วย ดูแล้วขัดลูกตาชะมัด ผมอึ้งอยู่พักหนึ่งจนไอ้หล่อจรจัดหาวคำหนึ่งก่อนเดินมานอน
"ถ้าอยากรู้อะไรไว้ถามพรุ่งนี้ละกันนะ ง่วงชิปเป๋ง" พูดจบล้มตัวนอนทันที แต่พักหนึ่งก็หันกลับมาบก
"เดี๋ยวฉันวางย่ามไว้ตรงแถวหัวนอนนะ แล้วนายห้ามเปิดดูเด็ดขาด ถ้านายทำได้ฉันจะเล่าเรื่องทุกอย่างทีนายอยากรู้ให้ฟังทั้งหมด ตกลงนะ ราตรีสวัสดิ์พล" เมื่อเด็กหนุ่มถอดย่ามวางไว้เรียบร้อยก็หลับไปในเวลาไม่นาน ผมลุกไปปิดวิทยุและปิดไฟ ก่อนผมจะเปิดประตูเดินมายังอีกห้องหนึ่งข้างๆ ผมเปิดเข้าไปนั่งคุกเข่าจุดธูปเทียนหน้าหิ้งพระที่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่หลายองค์ก่อนผมจะเริ่มพนมมือสวดมนต์
"อะระหังสัมมา......สังฆังนมามิ" ผมเริ่มสวดมนต์ตามทีได้ปฎิบัติมาเรื่อยๆแต่เรื่อยๆของผมก็ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง น่าแปลกบางวันสวดแล้วรู้สึกดี แต่บางวันสวดแล้วยังงงว่าตัวเองพูดถึงไหนแล้ว แต่ผมก็ยังสวดมาทุกวันโดยไม่ต้องเปิดหนังสืออย่างชำนาญ ผมปฎิบัติมาจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันเกือบทุกครั้งยกเว้นตอนเช้าทีผมอาจจะออกเร็วเลยไม่ได้สวด บรรยากาศตอนสวดมนต์ บางครั้งผมรู้สึกว่าที่นี่เป็นอีกโลกหนึ่งก็ไม่ผิดความจริงเท่าไรเลย
 

ตอน4 อรรถาอธิบาย ความหมายยอดขุนพล

หลังจากผมสวดมนต์เสร็จก็กราบ3ครั้ง จัดการปิดไฟเปิดประตูกลับมายังห้องตัวเองก่อนเปิดไฟด้วยความเคยชิน ผมจึงเห็นพลหรี่ตาบังแสงงัวเงีย ผมจึงขอโทษ "นายนอนแล้วไม่ใช่รึยัง" พลพยักหน้าก่อนหยิบย่ามขึ้นมาหนุนหัว ผมละงงจริงๆว่าย่ามบ้านั้นใส่อะไรไว้กัน แต่ผมก็ปิดไฟนอนอยู่ดี

 
ผมไม่ทันสังเกตเลยว่าข้างหลังพลกำลังพนมมือบ่นงึมงำก่อนเป่าพรวดใส่หลังผม3คาบ พลยิ้มเชื่อมั่นเอาย่ามออกจากมาวางไว้บนหัวเตียง ก่อนจะหลับตาอย่างสบายอกสบายใจ

 

ขณะนี้คงจะตี3แล้ว ผมรู้สึกปวดหัวจี๊ดอย่างแรงพยายามมองนาฬิกา พบว่าตัวเองคาดการณ์ผิดถึง15นาที ตามปกติผเป็นคนที่นอนง่ายตื่นเร็ว ถ้าตั้งใจจะตื่นตอนไหนก็ลุกไหว ถือเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง เพราะผมชอบลุกมาฟังรายงานสดฟุตบอลต่างประเทศโดยตัวเองชอบลืมตั้งนาฬิกาปลุกอยู่บ่อยๆ ผมจึงพยายามกะการนอนทั้งความเหน็ดเหนื่อย ความง่วง ความหิว ว่าถ้านอนทั้งอย่างนี้จะเป็นยังไง ในที่สุดผมก็ลองจนสามารถกะเวลาการตื่นได้คลาดเคลื่อนบวกลบไม่เกิน10นาที
"โอ้ย ปวดหัวชะมัด" วันนี้มีบอลซะด้วย ขณะที่ผมกำลังจะลุกไปเปิดวิทยุก็นึกได้ว่าวันนี้มีคนเข้ามานอนด้วย(ช่วงนี้เบลอแฮะ เสียแรงตื่นฟรีเลย) อูย ปวดหัวจริงวุ้ย เกิดอะไรขึนกันแน่ ธรรมดาไม่เคยมีอาการแบบนี้นี่หว่า คลาดเคลื่อนผิดจากที่เคยตั้ง5นาที ผมคิดเรื่อยๆแต่สายตาผมก็เบนความสนใจไปที่ย่ามโกโรโกโสสีขาวขุ่นเห็นได้ชัดในความมืดที่พลวางไว้บนหัวเตียง ความง่วงเริ่มหายไปเล็กน้อยความสนใจเข้ามาแทนที่ ไอ้ย่ามนั่นต้องมีอะไรสักอย่างแน่ ไม่งั้นพลคงไม่ย้ำนักย้ำหนาว่าไม่ให้เปิด
ผมหันมามองพลเห็นว่ายังหลับตากรนคร่อกๆ ย่ามลึกลับนั้นแค่เอื้อมมือหยิบผมก็รู้แล้วว่ามันมีอะไรอยู่ หลังจากผมลุกขึ้นนั่งอยู่สักพักก็ตัดสินใจนอนต่อ ถามว่าทำไมผมถึงไม่อยากหยิบหรือ เอาเป็นว่าเดี๋ยวค่อยรู้พรุ่งนี้ละกัน ง่วงแล้ว แถมวันนี้ก็ปวดหัวแปล้บๆด้วย ขณะที่ผมฟุบลงไปก็ต้องแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงพล
"ทำไมไม่หยิบย่ามมาเปิดดูละ" ผมหันไปมองเพราะขณะนี้พระจันทร์เต็มดวงแสงจึงสว่างมากพอที่จะเห็นสีหน้าสงสัย ผมไม่รู้จะพูดอะไรดีจึงบอก
"ง่วงโว้ย อยากรู้เหตุผลอะไรไว้คุยวันหลัง"
"เฮ้อ ง่วงมากขนาดนั้นแล้วลุกมาทำไม" ถ้าเป็นแค่คนในวัดผมจะเอาผ้าห่มคลุมหน้าไม่สนคำพูด แต่เห็นว่าเป็นแขกของหลวงพ่อเลยบอก
"กรูลืม นึกว่าไม่มีใครอยู่ห้องด้วย รอให้ฉันหายง่วงค่อยคุยดีกว่าว่ะ"
"ทุกเรื่องเลยนะ" ผมเตรียมจะหันไปแหกปากถามว่ามันฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องก็ต้องแปลกใจที่เห็นหมอนั่นสวดมนต์งึมงำเป่าใส่ผม3ทีก่อนตบหลังผมเบาๆก่อนพูด "คลาย!!"แล้วกล่าว
"ตอบคำถามฉันมาก่อน นายหายง่วงแล้วใช่มั้ย" โกหกรึป่าว แค่โดนตบหลังเบาๆแค่นี้ แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกได้ว่าอาการปวดหัวแปล้บๆหายไปแล้วเหลือเพียงความมึนงงของคนเพิ่งตื่นนอนตอนดึกเท่านั้น ซึงเป็นอาการปกติที่ผมเป็นเมื่อลุกขึ้นมาฟังบอลตอนกลางคืน ผมยังคงงงงันอยู่ พลจึงลุกขึ้นเดินไปเปิดไฟ ก่อนกลับมานั่งบนที่นอน แล้วผมก็เป็นฝ่ายถามพลก่อน
"นายทำอะไรฉันเนี่ย"
"ฉันต่างหากที่อยากถามนาย ทำไมมนต์สะกดขุนช้างถึงใช้กับนายไม่ได้ผลเต็มร้อย" ตอนนี้สติผมยังมีอาการเบลอเล็กๆเลยต้องถามซ้ำ
"นายว่าอะไรแว่วๆ นะ มดกัดช้างใช่ปะ ช้างตัวเบ้อเร่อหนังหนาขนาดนั้นมดจะกัดได้ผลหรอ" พลบอกเน้นๆ
"มนต์สะกดขุนช้างลักนางวันทอง มีอานุภาพทำให้คนหลับไหลถึงขนาดเอาถ่านละเลงหน้าก็ไม่รู้สึกตัว ถึงฉันจะใช้ค่าเดชะไม่ถึงขนาดนั้นแต่ก็น่าจะทำให้นายหลับยาวสายโด่งตะวันส่องก้นได้เลยนี่นา" ผมชักงงแล้ว นี่ตกลงผมตื่นเต็มที่รึเปล่า ทำไมได้ยินคำพูดแปลกๆ
"หมาเตะหมาใช่มั้ย หมาตัวแรกตัวเท่าฟายเลยมั้งถึงเตะได้ ไปเจอที่ไหนละ " มันพูดอะไรแปลกๆจนผมไม่แน่ใจว่าใครตื่นหรือใครเบลอรึเปล่า
"ค่าเดชะว้อย"
"คืออะไรละ ไอ้ค่าเดชะที่ว่า" ผมถามอย่างสงสัย
"อธิบายไม่ถูกแฮะ เอาเป็นว่ามันเป็นค่าที่ใช้บ่งบอกว่าตัวเรามีพลังใช้คาถาได้มากน้อยเพียงใด" พลทำท่าอธิบาย โดยผมก็คิดในใจละว่ามันต้องละเมอขณะที่พูดแหงๆ แหม พูดซะเป็นเกมส์ไฟนอลแฟนตาซีเลยนะเอ็ง หลังจากที่พลตอบคำถามผม มันก็เป็นฝ่ายถามกลับ
"ฉันเห็นนายจ้องย่ามฉันตาเขม็ง และฉันก็บอกนายแล้วว่าอย่ายุ่งกับย่ามฉัน"
"แล้วฉันยุ่งรึยังเล่า อย่าบอกนะว่าย่ามใบนั้นเป็นรูปเมียเอ็งโป๊อยู่ถึงดูไม่ได้ "
"นั่นสิ นายบอกเหตุผลหน่อยสิว่าทำไมถึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะดูย่ามฉัน" ผมส่ายหัว
"ม่ายรุ" ผมเห็นพลทำสีหน้าแปลกใจเต็มประดาเลยบอก
"คติอีกข้อของฉันคือ อย่าได้ล้อเล่นกับความตั้งใจของมนุษย์ การที่นายเอาย่ามมานอนหนุนหัวตอนแรก แสดงว่าเจ้าสิ่งนั้นคงมีความสำคัญมาก แต่ถามว่าสิ่งนั้นมันสำคัญสำหรับฉันรึเปล่า ฉันไม่รู้ ถ้าเกิดในนั้นมีความลับที่ฉันไม่สนใจมันก็ไม่มีประโยชน์ อีกทั้งยังสร้างความบาดหมางระหว่างนายกับฉันอีกด้วย"
ไม่รู้เพราะอะไร แต่พออยู่หน้าหมอนี่ ผมกลับรู้สึกสงสารมันหากปกปิดความจริง ทั้งที่ผมไม่น่าเปิดเผยความรู้สึกทั้งหมให้คนแปลกหน้ารู้ด้วยซ้ำ ถึงจะเป็นแขกของหลวงพ่อก็เถอะ หลังจากที่พลฟังคำตอบผม มันทำหน้านิ่งซักพัก ก่อนเอ่ยคำพูด
"นายอยากถามฉันอะไรก็ถามมาได้เลย ฉันจะตอบนายเท่าที่ฉันรู้" ผมทำหน้างง
"หือ แปลกแฮะ เพราะอะไรนายถึงเปลี่ยนท่าทีเป็นแบบนี้ละ ไม่น่าไว้ใจเลยแฮะ"
"ฉันไม่ได้ตอบตกลงให้นายถามฉันฝั่งเดียวแต่ฉันก็สามารถถามนายกลับได้เช่นกัน ว่าไงตกลงมั้ย" ผมสูดอากาศตอนตี3เข้าปอดเต็มที่เพื่อขับไล่ความมึนงง เอาวะ ไหนๆก็มีโอกาสรู้เรื่องทั้งทีก็น่าสนใจในข้อเสนอเหมือนกัน
"ตกลง" "พลผายมือเป็นบริกร
"เชิญถามมาได้เลย" ผมนึกพักนึงก่อนถามคำถามที่ผมสงสัยที่สุด
"แกเป็นคนปกติรึเปล่า" ใบหน้าของพลแหยเล็กน้อย ก่อนถามกลับ
"นายคิดยังไงละ" ก็ฉันถามแกก่อน ไม่ได้แกมาย้อนถามฉันนะเฟ้ย
"คนปกติที่ไหนเขาจะเอาชื่อคนอื่นมาพูดเป็นชื่อของตัวเองละ ถ้านายเป็นคนบ้า ฉันก็ไม่แปลกใจเท่าไร แต่ถ้านายเป็นคนปกติ บอกจุดประสงค์ที่นายเอาชื่อฉันมาใช้ดีกว่า" เอาสิ ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร อย่าน้อยถ้าไม่ตอบ ผมก็ด่ามันไว้แล้วว่ามันเป็นไอ้บ้าตัวหนึ่ง พลนึกสักพักก่อนบอก
"ฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนปกติแต่ถ้านายฟังเรื่องที่ฉันพูดนายต้องว่าฉันบ้าแหงๆ เอาเถอะ จะบอกให้ฟังก็ได้ ชื่อฉันคือพลายพลแก้วทายาทพ-ลา-พลสกุลขุนแผน ส่วนคนที่อยู่ข้างหลังหลวงพ่อชื่อครูทองดี ต่อไปจะเป็นคนที่คอยดูแลนายด้วย"
"หือ หมายความว่าไง" แทนที่พลจะตอบให้ตรงคำถามมันดันกล่าว
"ครูทองดีเป็นครูสอนดาบฉันด้วยนะ"
"เอ่อ..ฉันไม่ได้อยากรู้เรื่อง.."
"ครูหน้าตาเหมือนวินัย ไกรบุตรเลยใช่มั้ยละ ฉันรู้ว่านายต้องคิดแบบนี้" พลทำท่าอธิบายสนุกปาก
"เฮ้ย ฉันจะถาม..."
"อ้อ อย่าไปพูดแบบนี้ให้แกได้ยินละ แกชอบบอกเสมอว่าเขาน่ะหน้าตาเหมือนครูต่างหาก ไม่ใช่ครูหน้าตาเหมือนเขา" ผมทนไม่ไหวต้องแทรกด้วยน้ำเสียงควมเร็วจรวดนาซ่าเพื่อจะได้หลุดพ้นจากวงโคจรบ้าน้ำลายของพล
"หยุดพล่ามนอกเรื่องสักทีสิโว้ย ฉันไม่คิดจะรู้เรื่องนิสัยครูทองดี ฉันอยากถามว่านายเป็นใครกันแน่ และทำไมชายคนนั้นหรือที่นายเรียกว่าครูทองดีต้องมาดูแลฉันด้วย" พลมองหน้าผมด้วยสีหน้าสะใจที่ทำให้ผมตบะแตกได้(สมควรแตกมั้ยละ พล่ามเรื่องไม่เป็นเรื่องรบกวนเวลานอนผมหมด) ผมถอนใจเฮือก คิดว่าไอ้หมอนี่มันกวนประสาทชะมัด ถ้ามันไม่ได้เป็นแขกของหลวงพ่อ ป่านนี้ผมถีบมันออกนอกห้องแล้ว กวนชิปเป๋ง ผมเห็นพลจะอ้าปากเลยชิงกล่าว
"แล้วไม่ต้องเจือกโม้นอกเรื่องละ เก่งอย่างนายก็เถอะ อย่าคิดว่าไม่กล้ามีมวยล่ะ" พลยิ้มแห้งๆ งึมงำ
"เกลียดคนรู้ทันจริงๆ" ในที่สุด พลก็เอ่ยกับผม
"เอาละ นี่พูดจริงจังแล้วนะ คำถามของนายข้อแรกฉันตอบไปแล้ว ส่วนข้อสองเรื่องก็มีอยุ่ว่า...."พลทำท่านึกอยุ่นานจนผมต้องกระตุ้น
"บอกมาเลย ล้างหุรอรับฟังอยู่" พลจึงตัดสินใจเล่าเรื่อง
"ไม่รู้ว่าจะเล่ายังไงให้คนธรรมดาเข้าใจอ่ะ เอาเป็นว่าจะเล่าตามที่ได้ยินมาจากครูทองดีละกัน นายจะว่าเพ้อก็ได้ แต่เรื่องมันก้มีอยู่ว่า..." ผมลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิตั้งใจฟังเต็มที่
"ปีศาจที่ปู่ของฉันผนึกไว้ชื่อว่าอวมารได้คลายสะกดออกมา อวมารเป็นปีศาจที่ชั่วร้ายและมีความคิดถึงขั้นครอบครอง3โลก คือสวรรค์ มนุษย์ และนรก เมื่อคลายผนึกออกมาก็ย่อมคิดที่จะตามฆ่าทายาทผู้ผนึกตัวเค้าไว้" ผมฟังแล้วไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนัก แต่ก็ถาม
" ครูทองดีรู้ได้ไงว่าปีศาจที่ชื่ออวมารหลุดออกมา" พลส่ายหัว
"ชั้นก็ไม่รู้ แต่คิดว่าครูทองดีเป็นผู้มีค่าเดชะท่สูงมากคนหนึ่ง ท่านก็คงมีวิธีของท่านเองแหละ" พลกล่าวต่อเรื่อยๆ
"แน่ละ ในฐานะที่ฉันเป็นทายาทวีรบุรุษคนสำคัญ ย่อมไม่อยากให้ฉันต้องเสี่ยงตาย แม้แต่จะให้เข้าไปเรียนอยู่ในโรงเรียนยอดขุนพลภายใต้การปกครองของผบ.คเนศก็ตาม" ผมถามด้วยความสงสัย
"ประเทศไทยมีโรงเรียนชื่อนี้ด้วยเรอะ เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน" พลอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"น้อยคนนักที่จะรู้จักโรงเรียนนี้เพราะเป็นโรงเรียนที่คัดเลือกนักเรียนเข้ามาเรียนด้วยตัวผบ.เอง นักเรียนในโรงเรียนนี้จะเป็นพวกทายาทที่ทางโรงเรียนคิดและเห็นว่ามีควมสำคัญ โรงเรียนยอดขุนพลมีผบ.คเนศเป็นผู้ปกครองสุงสุด โดยท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้มีค่าเดชะสูงมากคนหนึ่งใน3โลกเลยทีเดียว"
ผมเริ่มสนใจโรงเรียนนี้ขึ้นมาซะแล้ว แปลกดีที่บอกว่าคัดเลือกนักเรียนเอง แสดงว่าต้องมีเหตุผลไม่ธรรมดาจึงไม่สามารถรับนักเรียนตามปกติได้ พลยังคงกล่าวต่อ
"แต่ถึงกระนั้น ครูทองดีก็บอกว่าโรงเรียนนี้ยังไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด" ผมถาม"
"ไหนนายบอกว่าผบ.คเนศเป็นผู้มีค่าเดชะที่ว่าสูงคนหนึ่งไง แค่นี้ยังไม่ปลอดภัยอีกรึ" พลยิ้มขันๆส่ายหัวราวกับพยายามอธิบาย1+1=2ให้เด็กปญอ.ฟัง
"บอกแล้วไงว่าท่านเป็นผู้มีค่าเดชะสูงคนหนึ่งเท่านั้น แสดงว่ายังมีคนที่เก่งพอๆกันและมีคนที่เก่งยิ่งกว่าท่านเหนือขึ้นไปอีก เพราะเหตุนี้ครูทองดีจึงต้องหาหนทางที่ปลอดภัยมากกว่านี้" ผมพยักหน้ารับ เข้าใจได้ทันทีว่าแผนการของครูทองดีคือแทนที่จะไปอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของผบ.คเนศ สู้ส่งพลให้มาหลบซ่อนในสถานที่ๆคาดว่าค้นหาตัวได้ยากดีกว่า ฟังจากที่พูดแสดงว่า ปีศาจและผบ.คเนศคงจะมีพลังใกล้เคียงกัน หากเป็นคนปกติคงคิดว่าการส่งให้ไปอยู่ในความคุ้มครองของผบ.คเนศคงปลอดภัยกว่า ต้องชมคนคิดแผนที่กล้านำพลมาหลบอยู่ในที่ๆหาตัวพบได้ง่ายแบบนี้ ว่าแต่ มันเกี่ยวอะไรกับตรูที่ต้องครูทองดีคอยดุแลด้วยละ
"เอาละ ฉันบอกเรื่องของฉันแล้ว ครวนี้ตาฉันถามนายบ้างได้แล้วใช่มั้ย" ผมจะถามสิ่งที่คิดไว้แต่ก็เปลี่ยนใจ บอก
"เออ มีอะไรถามก็ถามเถอะ ตรูเริ่มง่วงแล้ว" พลจึงถามเรื่องประวัติความเป็นมา ซึ่งผมก็เล่าไปว่าเท่าที่จำความได้ก็อยู่ที่วัดนี้แต่แรกแล้วโดยมีหลวงพ่อเป็นคนอุปการะไว้ ถึงแม้จะไม่มีญาติหรือพ่อแม่ ผมก็ไม่สนใจเพราะชีวิตตอนนี้ถือได้ว่ามีความสุขพอตัวอยู่แล้ว จากนั้นพลก็ถามผมถึงประวัติการศึกษา ผมก็เล่าไปเรื่อยๆว่าจบจากที่ไหนจนกระทั่งมาถึงเรื่องนี้ พลเป็นคนเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน
"ขอถามนายบางอย่างสิ"
"หือ"
"ทำไมคาถาสะกดขุนช้างถึงใช้กับนายไม่ได้ผล นายไปทำอะไรมา" ผมก็งง ธรรมดาไม่เคยเจอคนใช้คาถาอัดใส่แล้วจะไปตรัสรู้เรอะว่าทำไมคาถานายถึงไม่ได้ผล
"เปล่านี่นา ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ" พลถาม
"ตอนที่นายออกไปนอกห้องนายไปทำอะไรมา"
"อ๋อ ออกไปสวดมนต์ไง เป็นกิจวัตรประจำทุกคืนเพราะหลวงพ่อบังคับให้ฉันต้องสวดทุกวัน อะไรว้า นายคือนันนี่นา ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงจำไม่ได้ นายเป็นทายาทเด็กวัดประสาอะไรเนี่ย" ผมแกล้งล้อมัน เห็นชอบอ้างตัวเองดีนักแต่มันไม่ยักตอบ กลับทำหน้าครุ่นคิดถามออกมา
"ไม่เข้าใจว่ะ นายใช้อะไรจึงหยุดพวกนักเลงได้แถมมนต์สะกดขุนช้างยังแทบไม่มีผลกับนายอีกด้วย คนธรรมดาไม่น่าทำได้หรอกจะบอกให้" ผมลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนบอก
"นายจะเชื่อรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่ฉันใช้หยุดพวกนักเลงเป้นคาถาที่ค้นพบเมื่อตอนทำความสะอาดกุฎิหลวงพ่อ"
"เป็นคาถาอะไร บอกชื่อรึเปล่า" ผมส่ายหัว
"ไม่รู้ เห็นจดอยู่ในเศษกระดาษเก่าๆ ส่วนบนที่น่าจะเป็นรายชื่อไม่รู้ขาดตกอยู่ที่ไหน รู้แต่ลงท้ายด้วยคำว่าดีนักแล ฉันก็เลยสวด" พลผงกหัวเป็นเชิงเข้าใจ เด็กหนุ่มนำมือแตะคางทำท่าใช้ความคิด
"คาถาทุกประเภทกว่าจะประสบผลต้องใช้เวลา ความเพียร สมาธิ ฉะนั้นนายน่าจะต้องสวดทุกวัน แต่ฉันไม่เห็นเลยว่านายไปสวดตอนไหน ไม่สิ นายน่าจะไปสวดตอนที่หายไปข้างนอกครึ่งชั่วโมงช่วงที่ฉันนอนใช่มั้ย" ผมพยักหน้ารับคิดในใจว่ามันหลับไปแล้วไม่ใช่รึ รู้ได้ไงเนี่ย ดวงตามันเป็นค้างคาวรึเปล่า พลถามอีก
" นายสวดคาถาอะไรบ้าง"
"คาถาธรรมดาที่คนทั่วไปสวดกันแหละ ก็มีอะระหังสัมมฯ อิติปิโสฯ นะโมตัสสะฯ แผ่เมตตา แล้วก็ชินบัญชรกับธัมมจัก ปิดด้วยคาถาที่พบในกุฏิหลวงพ่อ"ผมตอบตามความเป็นจริง ไม่รู้เพราะอะไร แต่ผมเคยอธิบายแล้วว่าอยู่ต่อหน้าหมอนี่ไม่อยากพูดโกหก
"ชินบัญชรกับธัมมจักมิใช่คาถาธรรมดา นึกไม่ถึงว่าคนธรรมดาจะท่องเนื่องจากบทสวดค่อนข้างเยอะ ทำไมนายถึงท่องละ" ผมบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ได้ยินว่าสวด2อย่างนี้แล้วไล่ผีได้" พลเลิกคิ้วสงสัยท่าทางไม่เชื่อ ผมเห็นท่าทางเลยบอกความจริง(ไม่ใช่อะไรครับ ง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้ว ขืนโยกโย้ก็ไปรับบิณฑบาตกับหลวงพ่อตอนเช้าไม่ไหวพอดี)
"ความจริงก็คือหลวงพ่อบังคับให้ฉันหัดท่องตั้งแต่เด็กๆ ท่านเคี่ยวเข็ญทุกวันจนกว่าฉันจะท่องได้คล่องปากโดยไม่ต้องดูหนังสือสวด อีกทั้งพอสวดเสร็จรู้กจิตใจสงบ ฉันเลยติดนิสัยสวดมนต์ถึงทุกวันนี้ แต่ฉันสวดเฉพาะก่อนนอนนะ ตอนเช้าไม่มีผีไม่รู้จะสวดทำไม" ผมกล่าวให้ออกฮา แต่พลกลับทำท่าครุ่นคิดหนักกว่าเดิมพึมพำเบาๆ
"อย่างนี้นี่เอง มิน่าคาถาเราถึงไม่ค่อยได้ผล ก็พี่แกเล่นอัญเชิญพระอรหันต์ลงคุ้มครองตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงแม้จะป้องกันได้ไม่ทั้งหมดก็เถอะ แต่คนที่สวดแล้วป้องกันคาถาของเราได้ถึงขนาดนี้ คนธรรมดาทำไม่ได้เด็ดขาด พอจะเข้าใจละว่าทำไมครูทองดีถึงพาเรามาที่นี่"
 

ไม่เกินศ-อ จะมาอัพเพิ่มอีกตอนครับ ฝากด้วยนะ

โดย : karab
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 13 ก.พ. ปี 2006 [ เวลา 21 : 48 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook