บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 3

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5
>> ปีศาจ

เรื่อง : ปีศาจ

ปีศาจ
กริ๊งงง... กริ๊งงง... กริ๊งงง...
นาฬิกาปลุกสีเงินวาวกรีดเสียงร้องดังสนั่นไปทั่วห้อง
ปลุกให้เด็กหนุ่มที่นอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนา ลืมตาโพรงขึ้นในความมืด เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นกลางหน้าผาก เขาหายใจแรง ลมหายใจร้อนผ่าว มือและเท้าบิดเกร็งแน่น ภาพฝันเมื่อครู่ยังติดค้างอยู่หลังเปลือกตา- แค่ฝัน... แค่ฝัน เขาพึมพำ หลับตาลง และสูดลมเข้าจนเต็มปอด แล้วนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น...จนสุดกลั้น เฮออ...
นพเอื้อมมือคว้านาฬิกาปลุกขึ้นดู... 6.00 น.
มือที่ชุ่มเหงื่อยันกายขึ้นจากเตียง ม่านสีเทาถูกเปิดออก แสงอ่อนๆของวันใหม่จับอยู่กับกลุ่มเมฆที่ขอบฟ้า แม้บัดนี้เขาจะตื่นจากภาพอันน่ากลัวในฝัน อยู่ในโลกแห่งความจริง บอกตัวเองว่าสิ่งที่ได้เห็นและสัมผัสเมื่อครู่เป็นแค่ฝันร้าย แต่เขากลับยังรู้สึกถึงความชั่วร้ายบางอย่างในโลกจริงแท้แห่งนี้ มันน่ากลัวซะยิ่งกว่าภาพฝัน มันทำให้นพขนลุกซู่ ความเย็นวาบแล่นขึ้นกลางหลัง บางอย่างที่น่ากลัว บางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในตัวของเขา...
ของเหลวสีขาวขุ่นกลั่นตัวหล่นจากปลายจมูก กระทบบนพื้นพรม แล้วซึมหายไป...
.......................................................................................................

เสียงน้ำฝักบัวดังขึ้นไม่ขาดสาย ละอองน้ำเล็กฝอยกระเซ็นเกาะอยู่บนแผ่นกระเบื้องสีดำ เมื่อรวมตัวกันมากพอ มันก็จะไหลเป็นสายลงสู่พื้นเปียกแฉะ ก่อนไหลลงท่อระบายน้ำไป
กว่ายี่สิบนาทีแล้วที่นพยืนนิ่งอยู่ใต้ฝักบัว ปล่อยให้สายน้ำเย็นยะเยียบไหลปะทะผิวกายอย่างไม่สะทกสะท้าน เขาเหม่อมองดวงไฟเปลือยที่ติดอยู่กับเพดานฝ้า แทบไม่เขยื้อนกายส่วนใด นอกจากมือที่กำแน่น เล็บกดจิดเนื้ออ่อนบางกลางฝ่ามือเป็นรอยลึก จนเลือดเริ่มซึมไหลเป็นทางยาว
แม้จะพยายามมากสักเพียงใด แต่เขาไม่เคยลืมมันได้เลย...
นพเกิดในครอบครัวของชนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน ที่แม้ไม่ถึงกับร่ำรวย แต่ก็มีความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนใดๆ เขาจึงเป็นคุณหนูของบ้าน ที่พ่อแม่คอยประคบประหงม เอาใจทุกอย่าง จนนพไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความหิวเป็นอย่างไร
นพเกิดและเติบโตในเมืองใหญ่ ทั้งพ่อและแม่ต่างเป็นนักธุรกิจ ผู้มีหัวก้าวหน้า ปัญญาชนรุ่นใหม่ อันเป็นผลิตผลของสังคมเมืองอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่าจะสืบย้อนต้นตระกูลขึ้นไปทางใด บรรพบุรุษของทั้งคู่ต่างเกิดและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาชั่วนาตาปี
แม้นพเกิดครอบครัวคนเมือง ซึ่งโดยวิถีแล้ว มักเร่งรีบ แข่งขันกัน แสวงหาเงินทองให้ได้มากๆ เพื่อใช้มันแลกความสุขสบายทางกายและตอบสนองความต้องการอันไม่สิ้นสุด จนเวลาดูเหมือนเป็นสิ่งขาดแคลนสำหรับคนเมือง แต่โชคดีที่ครอบครัวของนพไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม้พ่อและแม่จะเป็นนักธุรกิจใหญ่ ที่มีงานรัดตัวแทบทุกวัน แต่คนทั้งคู่ก็เจียดเวลาว่างอันน้อยนิด มาคอยสอนการบ้าน เล่นขี่คอ และเล่านิทานก่อนนอนให้นพฟังเสมอ
ในตอนแรกนั้นครอบครัวของนพมีสมาชิกเพียงสามคน คือ พ่อ แม่ และตัวเขา แต่ด้วยความที่กลัวนพจะเหงาและไม่มีเพื่อนเล่น พ่อและแม่จึงตัดสินใจเพิ่มสมาชิกในครอบครัวอีกหนึ่งคน สามปีหลังจากนพเกิด พ่อพาเขาไปเยี่ยมแม่และน้องสาวที่เพิ่งคลอดของเขาที่โรงพยาบาล เขายิ้มร่าด้วยความดีใจ เฝ้ามองน้องสาวอย่างไม่วางตา
ชีวิตของนพดูเหมือนจะสมบูรณ์เกือบทุกด้าน ตัวนพเองก็ไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตตนขาดพร่องสิ่งใด เขามีพ่อแม่ที่รักและเอาใจใส่ มีน้องสาวที่น่ารัก มีของเล่นราคาแพง มีบ้าน มีเตียงนอนอุ่นนุ่ม มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ชีวิตวัยเด็กพึงได้รับ
จนกระทั่งเหตุการณ์หนึ่งเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล....
.......................................................................................................

แสงแดดเริ่มแผดแรงขึ้น ภาพวัฎจักรอันซ้อนซ้ำเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ที่ป้ายรถประจำทาง รถคันแล้วคันเล่าแล่นมาหยุดลง คนทุกเพศ ทุกวัยต่างเบียดเสียดเยียดยัดกัน เพื่อจับจองพื้นที่ว่างที่มีอยู่อย่างจำกัดในตัวรถ การสามารถแย่งอาณาบริเวณเล็กๆ ในรถมาได้ คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของคนเมือง ภาพผู้คนเหล่านั้นสะท้อนอยู่ในดวงตาเหม่อลอยของนพ แม้รอบบริเวณจะเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงของยวดยานน้อยใหญ่ แทรกด้วยเสียงร้องแหลมของแตรรถที่ดังขึ้นเป็นระยะ แต่โลกของเขากลับเงียบงัน
ทว่าในความเงียบนั้น เขาสำเหนียกเสียงหนึ่ง...
อีกฟากของถนน เด็กชายในชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกันกับเขากำลังพยายามหาจังหวะที่ถนนว่างจากรถรา เด็กคนนั้นรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนข้ามถนนมาหยุดยืนข้างเขา
“สวัสดี” เด็กชายเอ่ยทักทาย เมื่อเห็นเพื่อนร่วมโรงเรียน
แต่ดูเหมือนว่าเสียงนั้นไม่สามารถแทรกผ่านโสตประสาทของเขาเข้ามาได้แม้แต่น้อย
“หวัดดี... เฮ้ย ได้ยินไหม” เด็กคนนั้นเน้นน้ำเสียงให้ดังขึ้น
มือของเขากำแน่น ดวงตาเต้นระริก ประหนึ่งกำลังลุ้นให้ตัวเอกในภาพยนตร์ระทึกขวัญหนีการไล่ล่าของฆาตกรโรคจิตได้สำเร็จ
“เฮ้ย ชื่อไรวะ... เฮ้ย ได้ยินกูพูดไหม” เด็กคนนั้นมองมาที่เขา ในขณะพูดขึ้นด้วยเสียงแข็งกร้าว
ครั้งนี้ได้ผล ตัวของเขากระตุกเล็กน้อย ก่อนจะหันมาทางต้นเสียง
“เอ่อ...พูดกับผมเหรอครับ”เขากล่าวอย่างละล่ำละลัก
“ก็พูดกับมึงนั่นแหละ ชื่อไรวะ...จะไปสอบแข่งขันเข้ามหาลัยที่โรงเรียนใช่ไหม”
เขามองผู้ถามอย่างพินิจ เมื่อเห็นว่าอยู่โรงเรียนเดียวกัน จึงเปลี่ยนท่าที
“เออ จะไปสอบที่โรงเรียน กูชื่อ นพ แล้วมึงชื่ออะไร”
“กูชื่อ สิง เออ...มึงอ่านมาเยอะรึเปล่า ไม่ฟิตระวังจะอดนะเว้ย ปีนี้คนสมัครสอบเยอะ มีแต่พวกเด็กเก่งๆซะด้วย ไม่รู้จะแห่มาทำไมเยอะแยะ ทั้งที่พวกนั้นก็มีที่เรียนกันหมดแล้วตั้งแต่สอบรอบแรก มาเบียดเบียนที่เรียนเด็กโง่ๆอย่างกู...” สิงบ่นอย่างไม่สบอารมณ์
“กูว่ามันก็ธรรมดาว่ะ ใครๆ ก็ต้องเลือกสิ่งดีที่สุดให้ตัวเอง มีโอกาสก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อน” เขากล่าวอย่างคนกร้านโลก
“มันก็ใช่... แต่มึงอย่าลืมว่า ทุกครั้งที่พวกนั้นยื่นมือมาคว้าโอกาสเอาไว้ โอกาสของพวกเรามันก็น้อยลงไปด้วย...” เด็กหนุ่มตัดพ้ออย่างน้อยใจ
“พวกนั้นที่มึงว่า มันก็เด็กรุ่นเดียวกับพวกเรา ที่มันเก่งก็เพราะมันตั้งใจเรียน ขยันอ่านหนังสือ ถ้ามึงขยันแบบนั้น กูว่าโอกาสมันก็เท่าเทียมกัน แล้วก็ไม่ต้องแบ่ง พวกนั้น พวกเรา หรือพวกไหนๆอีก” เขารู้สึกว่า ก้อนความดีในตัวกำลังขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
แม้สิงจะนิ่งเงียบ แต่แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยคำเย้ยหยัน...
ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะเอ่ยอะไรต่อ รถบัสสีครีมแดงก็เข้าเทียบป้าย ทั้งคู่เบียดเสียดผู้คนขึ้นไปยืนแออัดกับผู้โดยสารคนอื่นๆบนรถ
นพเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ขณะรถเคลื่อนตัวผ่านแนวกระจกสีชาของตึกระฟ้า เขาเบนสายตามองภาพสะท้อนในกระจก...
กระจกบานนั้นสะท้อนทุกสิ่งภายในรถอย่างชัดเจนจนเหลือเชื่อ เห็นแม้กระทั่งเหรียญบาทที่กระเป๋ารถยื่นทอนให้หญิงชราคนหนึ่ง สายตาเขากวาดมองไล่ไป นั่น...สิงกำลังเบี่ยงตัวอย่างยากเย็น หลบให้คนที่กำลังจะลงป้ายหน้า แล้วนั่น นั่นมัน...
ข้างๆสิง ในตำแหน่งที่ควรเป็นภาพสะท้อนตัวเขา...มันกลับไม่ใช่
ตัวเขาแข็งเกร็ง เหงื่อเย็นชื้นชุ่มแผ่นหลัง ไม่สามารถละสายตาจากภาพนั้น เขารู้สึกถึงความกลัวที่แผ่ซ่านอยู่ในตัว ภาพในฝันตามมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง
.......................................................................................................

ในวันเกิดปีที่เก้าของน้องสาวของนพ บรรยากาศอบอุ่นและชื่นมื่นลอยอบอวลอยู่ทั่วบ้าน
“...แฮ้ปปี้เบิร์ดเดย์ แฮ้ปปี้เบิร์ดเดย์ แฮ้ปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู”
อีกชั่วอึดใจ... เทียนวันเกิดสีสันสดใสทั้งเก้าเล่มก็ถูกเป่าดับลง ตามด้วยเสียงปรบมือของทุกคนในครอบครัว
“สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะ” ทั้งพ่อและแม่กล่าวขึ้นแทบจะพร้อมกัน ขณะยื่นกล่องของขวัญสีเขียวและชมพูให้
“ขอบคุณค่ะ คุณพ่อคุณแม่”
เด็กหญิงรับกล่องของขวัญกอดไว้แนบอกด้วยแววหน้าเปี่ยมสุข
“เอ้านี่ ของขวัญของพี่”
น้องสาวของนพรับไว้พร้อมกับโผเข้ากอดเขา
“ขอบคุณค่า พี่ชาย...”
น้องสาวเขาพูดด้วยน้ำเสียงกระเซ้าแหย่ นพเองก็พลอยมีความสุขไปด้วย เมื่อเห็นรอยยิ้มของน้องสาว...
หลังจากรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และการพูดคุยที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความสุขผ่านพ้นไป เวลาล่วงเลยจนจันทร์ดวงกลมโตลอยสูงโด่งอยู่กลางฟ้า สายลมเอื่อยเย็นของรัตติกาลพัดกิ่งใบต้นก้ามปูให้ลู่เอนเป็นระลอก หนึ่งในพวกมันโชยผ่านกระจกบานเลื่อนที่เปิดแง้มไว้ ตีม่านสีครีมให้ปลิวสะบัดขึ้นเล็กน้อย ความเย็นที่แผ่เข้ามาอย่างเงียบเชียบปลุกนพจากห้วงความฝัน เขาเอื้อมมือดึงผ้าห่มขึ้น ซุกตัวเข้าในผืนผ้า
ม่านผืนยาวยังคงไหวไปมาด้วยแรงลม ความเย็นที่ไหลทะลักเข้ามาตามกระแสลม ปลุกนพให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เปลือกตาของเขายังคงปิดสนิทขณะลุกขึ้นจากเตียง สีหน้าบ่งความหงุดหงิดเล็กๆที่ถูกปลุกขึ้นกลางดึก
นพลุกเดินไปปิดหน้าต่างบานเลื่อน ลงกลอน แล้วเดินกลับมาที่เตียง ขณะกำลังล้มตัวลงนอนนั้นเอง เขาได้ยินเสียงบางอย่างมาจากห้องข้างๆ
กึก... กึก...
เขาลองเงี่ยหูฟัง แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดมา เขาจึงลมตัวลงนอน แล้วปิดตาลง...
ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ขณะนพกำลังจะจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา
กรี๊ด... นพผวาลุกขึ้นในความมืด เมื่อสัมปชัญญะกลับคืนมา เขาจึงแนบหูเข้ากับผนังห้อง กรี๊ดดด... กรี๊ด... คราวนี้นพมั่นใจว่าเขาไม่ได้หูแว่วไปเอง อีกทั้งเขายังรู้จักเสียงร้องนั้นเป็นอย่างดี นพรีบลุกจากเตียงและวิ่งไปที่ประตูห้อง
.......................................................................................................
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูโรงเรียน กระแสลมแรงวูบหนึ่งก็พัดเข้าปะทะหน้าเขาอย่างจัง จนต้องเบือนหน้าหนี เสียวหวีดหวิวของมันแทงทะลุโสตประสาท เข้าไปกระทบบางอย่างในตัวเขา เกิดความรูสึกแปลกประหลาดชำแรกขึ้นในจิตใต้สำนึก ...
จากนั้นทุกอย่างก็สงบเงียบเหมือนกระแสลมนั้นพัดมาจากห้วงกาลอันไกลโพ้น
เพราะแสงแดดจ้าที่แยงเข้าตา เขาจึงเบี่ยงเส้นทางเดินเข้าสู่เงาของหอนาฬิกา ที่ทอดตัวยาวบนพื้นด้านหน้าโรงเรียน เขาเงยหน้าขึ้นดูเวลาบนหน้าปัดมหึมา ยังเหลือเวลาอีกพอสมควรก่อนถึงเวลาสอบ คงด้วยวันนี้ เขาออกจากบ้านเร็วกว่าปกติ มันคงไม่ดีแน่หากมาสายในวันที่มีสอบสำคัญเช่นนี้ เขาเหลียวซ้ายหันขวาเพื่อหาที่นั่งสงบๆสักแห่ง แต่ดูเหมือนว่า เขายังเร็วไม่พอ ม้าหินเกือบทุกตัวที่มีในโรงเรียนล้วนแต่คลาคล่ำไปด้วยบรรดานักนักเรียนในชุดเครื่องแบบหลากหลาย บ้างง่วนอยู่กับการทบทวนตำรา บ้างก็คุยเล่นหัวกันอย่างสบายอารมณ์ เขาตัดสินใจเดินตัดผ่านอาคารห้องประชุมใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่สอบ อ้อมไปทางพื้นที่ว่างเล็กๆด้านหลังโรงเรียน
พื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างทึบทึม เพราะโดยรอบปกคลุมด้วยเงาครึ้มของไม้ใหญ่นับสิบต้น ทำให้บรรยากาศดูมืดมัวเมื่อเทียบกับส่วนอื่นของโรงเรียน โดยมากบริเวณนี้มักร้างผู้คน ไม่ค่อยมีใครย่างกรายเข้ามา
เขากวาดตามองจนทั่ว ดูเหมือนว่ายังมีอีกคนหนึ่งที่ใจตรงกัน เขาเดินไปนั่งลงที่ม้านั่งใต้ต้นหูกวาง ด้านในสุดติดกับกำแพงโรงเรียน
“ว่าไง... มานั่งทำอะไรตรงนี้” เขาเอ่ยขึ้น พร้อมกับตบไหล่สิงเบาๆเป็นเชิงทักทาย
สิงเหลือบมองขึ้น พยักหน้าเพื่อรับรู้การมาของเขา แล้วก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเล่มหนาในมืออย่างตั้งอกตั้งใจ นพลอบมองหนังสือในมือสิง แล้วพูดขึ้นเบาๆ
“มึงว่าพวกเราจะสอบติดไหม” นพไม่รอคำตอบจากสิง
“ถ้าไม่ติดแล้วจะทำยังไงดี...” นพถอนใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย
สิงหันมามองเขาด้วยแววตาจริงจัง พร้อมกับโยนหนังสือเล่มหนาใส่ตัวเขา
“มัวแต่บ่น แล้วเมื่อไรจะติด มึงพูดเองไม่ใช่เหรอว่าถ้าขยัน โอกาสมันก็เท่าเทียมกัน รีบอ่านซะตอนที่ยังมีเวลา”
นพพลิกหนังสือเปิดอย่างเชื่องช้า เขาไม่ได้อ่านมัน ไม่ได้มองด้วยซ้ำ ตาเขาเหม่อมองต้นไม้ที่ไหวตามแรงลม หากเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยปิดไม่ได้ เขาก็เหลือเพียงสองทางให้เลือก อาจต้องสมัครเรียนมหาวิทยาลัยเปิด หรือหางานทำด้วยวุฒิการศึกษามัธยมปลาย แต่ดูเหมือนว่า ทางเลือกที่หนึ่งนั้นจะตีบตันสำหรับเขา แม้ว่าเขาจะอยากเรียนมากเพียงใด ด้วยทุกวันนี้เขาก็อยู่ได้ด้วยเงินที่พ่อและแม่เหลือทิ้งไว้ให้ ซึ่งเขาและน้องสาวมีสิทธิ์ครึ่งหนึ่งในทรัพย์สินทั้งหมดตามกฎหมาย อีกครึ่งเป็นของปู่และย่า เนื่องจากตายายนั้นเสียไปตั้งแต่เขายังเด็ก
หลังจากเหตุการณ์นั้นปู่และย่าทำใจยอมรับให้เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ หากแม่ไม่ด่วนจากไปอีกคนก็คงจะดี เขายังอาจมีหลักให้พึ่งพิง และเป็นแสงส่องทางในช่วงเวลาที่ใจเขามืดมัว แต่แม่กลับตรอมใจจนจิตใจและร่างกายที่อ่อนแอแผ่วจางไปกับสายลมแห่งความตาย ส่วนน้องสาวผู้ผ่านความโหดร้ายในค่ำคืนแสนสุขมา ก็มีอาการเห็นภาพหลอน และหวาดกลัว ไม่พูดจากับใคร หลังจากคืนนั้นครอบครัวอันมั่นคงของนพก็พินาศลงในพริบตา
มรดกจากนน้ำพักน้ำแรงของพ่อแม่นั้น แม้นพจะพยายามใช้อย่างกระเบียดกระเสียรเพียงใด แต่มันก็หมดไปอย่างรวดเร็ว เมื่อต้องเจียดเป็นค่ายาระงับประสาทของน้องสาวทุกเดือน ระยะหลังนพจึงต้องไปรับจ้างขนผักขึ้นรถบรรทุกที่หน้าตลาด เงินที่ได้สำหรับใช้จ่ายในแต่ละวัน ไม่เคยมีเหลือถึงวันรุ่งขึ้น นพพยายามจะไม่เบิกเงินจากกองมรดกของพ่อและแม่มาใช้โดยไม่จำเป็น เขารู้ดีว่าน้องสาวของเขาต้องการมันมากกว่าตัวเขา
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น นพไม่อาจทนอยู่บ้านนั้นได้อีก ทุกครั้งที่เขาเดินผ่านห้องห้องนั้น ภาพต่างๆมักฉายขึ้นชัดเจนจนเขารู้สึกกลัว แม้หลับตา ภาพนั้นยังชัดเจนอยู่หลังเปลือกตา นพยังจดได้ยินเสียงร้องโหยหวนของน้องสาวดังแว่วมา เขาจึงสละสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบ้านหลังนั้นให้แก่ปู่และย่ามีสิทธ์อย่างเต็มที่ ส่วนตัวเขานั้นโชคดีที่เพื่อนของพ่อยอมให้ที่พักแก่เขาโดยแลกกับการทำงานเล็กๆน้อยๆให้ นพจึงอยู่ย้ายไปอยู่ที่นั่น...
“เฮ้ย เป็นอะไร นั่งนิ่งเชียว” สิงสะกิดไหล่นพเบาๆ
“ฮ...ฮะ... เออ ว่าไง” นพตอบเลิกลัก เหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์
“เป็นอะไร อ่านหนังสือเข้าสิ นั่งเหม่ออยู่ได้” สิงเตือนนพด้วยน้ำเสียงจริงจัง
นพแหงนมองท้องฟ้าที่อยู่ๆ ก็เริ่มมีเงาเมฆทะมึนครึ้มลอยมาบดบังแสงจ้า ลมเริ่มกรรโชกแรงขึ้น หนังสือในมือของสิงถูกตีด้วยแรงลม ส่งเสียงดังพรึบพรับ นพได้ยินเสียงบางอย่างจากในตัวของเขา...
นพแสยะยิ้มที่มุมปาก เมื่อคิดอะไรได้บางอย่าง...
เขานั่งลงที่ม้านั่ง แล้วกางหนังสือออก หยิบกระดาษสมุดมาฉีกออกเป็นชิ้นเล็กๆ เขียนอะรบางอย่างลงไป สลับกับหันมาดูหนังสือ เขาทำอยู่อย่างนั้น จนสิงเริ่มผิดสังเกต
“เขียนอะไรอยู่เหรอ”
“กี่โมงแล้ว” นพถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“อีกยี่สิบนาทีสอบ แล้วเขียนอะไรอยู่น่ะ” สิงถามอย่างสงสัย
นพไม่ตอบ ตายังคงจับจ้องสลับไปมาระหว่างกระดาษชิ้นเล็กกับหน้าหนังสือ ขณะมือยังคงเขียนเป็นระวิง
สิงโน้มตัวมามอง เมื่อเห็นสิ่งที่นพกำลังเขียน เขาถึงกับร้องลั่น
“เฮ้ย มึงจะโกงสอบเหรอ”
นพฉีกยิ้มกว้างแล้วพยักหน้านิดหนึ่ง ก่อนเอื้อมมาหยิบหนังสือในมือสิงไป
“ทำอย่างนี้ไม่ได้นะเว้ย เอาเปรียบคนอื่นเขา อีกอย่างมันทุเรศว่ะ” สิงต่อว่านพด้วยท่าทีโกรธเคือง
“ทำไมจะไม่ได้ มึงไม่พูด กูไม่พูด แล้วใครจะรู้”
“ถ้ามึงทำ กูจะไปบอกเจ้าหน้าที่คุมสอบ…” สิงประกาศกร้าว
นพหยุดมือที่เขียนอยู่ หันมามองสิงตาขวาง เขารู้สึกถึงบางสิ่งภายใน มันสั่งให้เขาทำบางอย่าง…
นพกำหมัดแน่น แล้วก้าวเข้าประชิดตัวสิง
ลมโหมพัดกิ่งหูกวางจนสั่นไหวอย่างรุนแรง เมฆดำทะมึนลอยต่ำ แผ่คลุมแผ่นฟ้าเกือบทั้งหมดไว้ อีกไม่นานฝนคงจะตก...
.......................................................................................................

นพวิ่งอย่างตื่นตระหนกออกจากห้อง มาหยุดยืนหน้าห้องน้องสาว เขาเปิดประตูห้องเข้าไปโดยไม่เอ่ยถามใดๆ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ ร้องเสียงดังเชียว” นพถามขึ้นทันทีทีเปิดประตูห้องออก
ในความสลัวลางนั้น แสงจันทร์ที่ส่องเข้าทางหน้าต่าง ตกกระทบบนร่างสองร่าง หนึ่งในนั้นเขาจำได้เกือบจะทันทีจากผมสยายยาวถึงกลางหลัง แต่อีกหนึ่งนั้นเขาไม่แน่ใจ
นพเดินไปกดสวิตซ์ไฟบนผนังห้อง ทันทีที่แสงสีส้มของมันสว่างวาบขึ้น ก็เผยให้เห็นสองร่างนั้น นพแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง...
นพเดาถูก ร่างหนึ่งนั้นคือน้องสาวเขา แต่อีกร่างนั้น เป็นใครคนหนึ่งซึ่งเขาไม่คาดคิด
พ่อของเขาเอง...
สิ่งที่เห็นนั้น พ่อของนพอยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน สวมเพียงกางเกงแพรสีเทาตัวเดียว ส่วนน้องสาว มีสีหน้าหวาดกลัว รีบดึงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยขึ้น ถอยไปนั่งคุดคู้อยู่มุมผนัง
ใจหนึ่งนั้น นพไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาพอที่จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อีกใจหนึ่ง นพภาวนาให้นี่เป็นแค่ฝันร้าย เขาหวังจะตื่นขึ้นและพบตัวเองบนเตียง
“นพเข้ามาทำไม กลับไปห้องซะ ไม่มีอะไรหรอก” พ่อพูดด้วยท่าทีตระหนก ขณะหยิบเสื้อขึ้นสวม
“พ่อ ทำไมพ่อทำอย่างนี้ ทำไมพ่อทำกับน้องอย่างนี้”นพพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“พ่อไม่ได้ทำอะไร นพกลับห้องไปซะ พ่อมีเรื่องจะคุยกับน้อง” พ่อขึ้นเสียง พร้อมกับผลักเข้าด้านของนพอย่างแรงไปที่ประตู
นพพยายามขืนตัวไว้ แต่เด็กอายุสิบสองไหนเลยจะต้านทานแรงผู้เป็นพ่อได้ แม้นพจะพยายามขัดขืน แต่สุดท้ายผู้เป็นพ่อก็ผลักลูกชายออกจากห้อง และล็อกประตูได้สำเร็จ
“พี่นพ ช่วยหนูด้วย... อ๊ะ อย่า พ่อจะทำอะไรหนู” นพได้ยินเสียงร้องของน้องสาวจากภายในห้อง
“พ่อ พ่อ เปิดประตูนะ เปิดประตู อย่าทำอะไรน้องนะ” อารามตกใจ นพตะโกนพลางทุบประตูห้อง
นพยังคงได้ยินเสียงน้องสาวร้องให้ช่วย น้ำเสียงนั้นแฝงแววหวาดกลัวและเจ็บปวดอย่างรู้สึกได้
นพใช้ไหล่กระแทกประตูอย่างแรงเพื่อให้เปิดออก แต่ไม่เป็นผล เขาพยายามเพียงไรก็ไม่สามารถเปิดประตูได้ จึงวิ่งไปตามทางเดินแคบๆสู่อีกห้องหนึ่ง วิ่งเข้าไปเขย่าตัวผู้หญิงที่นอนอยู่
“แม่ครับ แม่ แม่ตื่นเถอะ” นพเขย่าตัวแม่เท่าใด แม่ก็ไม่มีทีท่าจะตื่นขึ้น ข้างเตียงมีแก้วใบหนึ่งหล่นกลิ้งอยู่ น้ำสีส้มไหลซึมไปบนพรม
เสียงอันน่าเวทนาของน้องสาวเร่งเร้าให้นพต้องทำอะไรสักอย่าง...
นพวิ่งขึ้นไปหยุดที่บันไดขั้นบนสุด แล้ววิ่งกระโจนใส่ประตูห้องน้องสาว ใช้เท้าถีบสุดแรง ประตูเปิดออก ภาพที่เห็นตรงหน้า พ่อของเขาทับร่างตัวเองบนตัวน้องสาวของเขา แหงนหน้าขึ้นหลับตาพริ้ม หายใจถี่หอบ น้องสาวของเขาร้องลั่น น้ำตานองหน้าด้วยความเจ็บปวดขณะพยายามเสือกตัวหนี เลือดสดๆนองเปื้อนผ้าปูที่นอนสีขาว
ภาพของน้องสาวที่ตนรัก ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานจากการกระทำของผู้เป็นพ่อ ดั่งเชื้อประทุ ที่ตอนนี้มันได้จุดไฟโกรธในใจของนพขึ้น เสียงร้องอันเจ็บปวดนั้นช่วยโหมกระพือให้ไฟในใจให้ลุกไหม้ และหยดน้ำตาบางใสนั้นคือ เชื้อเพลิงชั้นยอด
ความเจ็บแค้นและเดือดดาลหม่นไหม้ใจของเด็กชาย จนสติเลือนหาย และปีศาจร้ายเข้าครอบงำตัวเขา...
นพหยิบกรรไกรขึ้นจากโต๊ะเขียนเขียนหนังสือ เดินตรงไปยังร่างที่สั่นไหวอยู่บนเตียง จ้วงแทงเข้ากลางหลังอย่างบ้าครั้งนับสิบครั้ง จนร่างนั้นแน่นิ่งไป
นพทรุดกายลงกับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้มของเขาด้วยความรู้สึกที่มิอาจอธิบายได้...
.......................................................................................................
นพก้าวอาดๆเข้ากระชากคอเสื้อของสิงจนกระดุมเม็ดบนหลุดออก ในเบื้องแรกนั้น สิงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่เมื่อรวบรวมสติได้ เขาก็ผลักนพอย่างแรงจนนพกระเด็นไปกองกับพื้น นพกัดฟันกรอด ลุกขึ้นมาซัดหมัดขวาเข้าเต็มกรามของสิง ฟันซี่หนึ่งหลุดออกมาพร้อมเลือด สิงคลำช่องเหงือกที่ฟันหลุดออกด้วยความเจ็บปวด ก่อนแลกหมัดกับนพอย่างอุตลุด...
“ไอ้สิง กูถามมึงอีกครั้ง มึงจะไปบอกเจ้าหน้าที่เรื่องกูรึเปล่า” คำถามแรกหลุดจากปากนพหลังผ่านไปห้านาที
“กูจะบอก กูไม่ยอมให้มึงโกงได้หรอกไอ้นพ” สิงยังคงยืนยันคำเดิม
เสียงฟ้าร้องครืดคราดดังก้อง ลมแรงจนกิ่งไม้เล็กๆ ถูกกระชากหลุดออก
ภาพเหตุการณ์ในคืนวันเกิดของน้องสาวถูกชักลงปิดบังดวงตาของนพ ดั่งม่านอดีตกาลที่ห่อหุ้มใจเขาไว้
ความโกรธแค้นแล่นขึ้นเป็นริ้ว เขามองหน้านพเหมือนเช่นหน้าชายผู้ที่เขาเรียกว่าพ่อ
นพวิ่งรี่เข้าหาสิงและชกหน้าเขาเต็มแรง สิงล้มไม่เป็นท่า แต่ดูเหมือนปีศาจร้ายตนนั้นจะยังไม่สาแก่ใจ มันจึงหยิบหินก้อนขนาดกำปั้น ทุบเข้าที่หน้าของสิง สิงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด พยายามกระเสือกกระสนหนีสุดชีวิต แต่ใจของปีศาจตนนั้นยังคงอวลด้วยความเกรี้ยวกราด มันจึงขึ้นค่อมร่างของสิง แล้วกระหน่ำทุบหินใส่หน้าของสิง ร่างของสิงดิ้นเร่าๆด้วยความพยายามที่จะเอาชีวิตรอด แต่มันคงไร้ความหมาย...
เลือดไหลทะลักจากร่างของสิงเจิ่งนองเต็มพื้น...
ฝนเม็ดหนึ่งหยดลงบนหน้าผากของนพ จากนั้นเม็ดฝนนับอนันต์ก็เทสาดลงมา
หยาดน้ำตาร่วงหล่นจากดวงตาแดงกร่ำของนพ มันไหลกลืนหายไปในสายฝนอันหนักหน่วง
“ทำไม”
เสียงร้องนั้นถูกกลบด้วยเสียงคำรามจากฟ้าเบื้องบน...




โดย : เอก รัตนิน
เมื่อเวลา :

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook