บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 3

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5
>> โลกาภิวัตน์ครอบงำสังคมมนุษย์

เรื่อง : โลกาภิวัตน์ครอบงำสังคมมนุษย์

โลกาภิวัตน์ครอบงำสังคมมนุษย์

เมื่อพูดถึง “โลกาภิวัตน์” เราจะนึกถึงคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อกับทุกมุมโลก อินเตอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสาร และการทำธุรกิจ ดูเหมือนว่าเรายิ่งโลกาภิวัตน์กันมากเท่าไร ก็จะดูเป็นประเทศเจริญแล้ว เศรษฐกิจยิ่งเติบโต การสื่อสารรวดเร็ว ค้าขายกับต่างประเทศได้คล่อง มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมาก ๆ ขายที่ดิน ขายหุ้นกันได้กำไรงาม ก็ว่าเป็นเพราะโลกาภิวัตน์ พอตกมาถึงยุคฟองสบู่แตก เงินทองพากันไหลออกนอกประเทศ ประเทศเป็นหนี้ล้นพ้นตัว ข้าวของขายไม่ออก ธุรกิจ บริษัทเล็กต้องหยุดกิจการ คนว่างงานเพิ่มขึ้น ห้างยักษ์อย่างแมคโคร เทสโกโลตัส บิ๊กซี พากันมายึดหัวหาดกิจการค้าปลีก ร้านค้าปลีกไทยขายไม่ได้ ก็เป็นเพราะโลกาภิวัตน์

โลกาภิวัตน์ คืออะไร

คำศัพท์ของโลกาภิวัตน์มาจากภาษาอังกฤษว่า globalisation คำนี้เริ่มใช้กันครั้งแรกเมื่อปี 2528 โดยใช้เรียก “กระบวนการผสมผสานเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เข้ากับตลาดระดับโลก” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นมากขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
“โลกาภิวัตน์” เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นในภาษาไทยเมื่อประมาณ 6-7 ปีมาแล้วนี่เอง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน โลกาภิวัตน์ แปลว่า “การแพร่กระจายไปทั่วโลก การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ ”
คำแปลนี้ยังไม่ครอบคลุมถึงส่วนที่เป็นแกนหลักของกระบวนการโลกาภิวัตน์ คือ
ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งได้แก่ การลงทุน การผลิตสินค้าและบริการ และการค้าขายแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดนประเทศ นั่นเอง อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า “กระบวนการโลกาภิวัตน์ คือ กระบวนการเศรษฐกิจโลก
ไร้พรมแดน” หรืออาจเรียกว่า “กระบวนการทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียว” หมายถึง การทำให้ทุนนิยมโลก ได้แก่ ระบบเงินตรา เงินทุน การผลิต การขายสินค้า และบริการต่าง ๆ สามารถทะลุทะลวงพรมแดนของประเทศต่าง ๆ ได้โดยเสรี โดยโลกทั้งโลกคือ ตลาดเดียว อาจมองขบวนการโลกาภิวัตน์ว่าเป็น ขบวนการครอบโลก
ลัทธิการครอบโลก (Globalisation) หมายถึง การใช้ความเหนือกว่าของทุน เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และอิทธิพลทางการเมือง ผ่านกลไกต่าง ๆ ขององค์กรระหว่างประเทศมาบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ของประเทศที่มีก้าวหน้ากว่า ภายใต้แนวคิด "การค้าเสรี" ประชาชน
ผู้ด้อยโอกาสทั้งโลกกำลังตกเป็นเหยื่อของลัทธินี้ โดยรัฐบาล และกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศกำลังพัฒนาได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างไม่รู้ตัว หรือด้วยความสมยอม ลัทธิการครอบโลก
ทำไมกระแสโลกาภิวัตน์ จึงแปรเปลี่ยนสังคมโลก
นักวิชาการที่ศึกษากระบวนการโลกาภิวัตน์ได้พยายามวิเคราะห์ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดกระแสโลกาภิวัตน์ที่เข้มข้นขึ้นในช่วงนี้ สาเหตุและปัจจัยหลักที่มีผู้วิเคราะห์ไว้มีดังนี้ :
 วิกฤตในระบบทุนนิยมโลก
 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างแพร่หลาย
 การล่มสลายของสหภาพโซเวียต และระบบสังคมนิยมในประเทศอื่น ๆ
เราจะลองมาดูรายละเอียดของสาเหตุและปัจจัยดังกล่าว กับปรากฏการณ์ที่เป็นผลจากปัจจัยเหล่านี้ พร้อมกับดูข้อคิดเห็นของฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายค้านโลกาภิวัตน์ประกอบไป

วิกฤตของลัทธิทุนนิยม

หลายคนมองว่าโลกาภิวัตน์ คือ ชัยชนะของลัทธิทุนนิยม แต่คนอื่นมองว่าโลกาภิวัตน์ คือ สภาวะที่ลัทธิทุนนิยมกำลังกระเสือกกระสนพยายามเอาตัวรอด คนกลุ่มนี้ชี้ว่าในช่วง 20 กว่าปีแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ประมาณ พ.ศ. 2488-2512) เศรษฐกิจของประเทศทุนนิยมตะวันตกเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดบริการสวัสดิการสังคมให้แก่ประชาชนเพิ่มขึ้น โดยรัฐเป็นผู้ดำเนินการ แม้ประเทศที่ได้รับเอกราชใหม่ ๆ ในโลกที่สามก็ยังมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นในช่วงนั้น แต่พอมาถึงต้นทศวรรษที่ 1970 (ประมาณปี พ.ศ. 2513-2518) ลัทธิทุนนิยมก็เริ่มประสบปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือ ประการแรก โรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าออกมาล้นหลามเกินกว่าความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ เรียกว่า มี “การผลิตเกินขนาด” ประการที่สอง บริษัทใหญ่ ๆ หลายบริษัทสะสมกำไรได้เป็นจำนวนมหาศาล แต่ไม่มีที่ทางให้ลงทุนได้ เรียกว่ามี “การสะสมทุนเกินขนาด” เมื่อเศรษฐกิจตะวันตกประสบปัญหาการผลิตเกินขนาด และการสะสมทุนเกินขนาด นายทุนในประเทศตะวันตกจึงต้องมองหาลู่ทางอื่นที่จะทำกำไร ซึ่งก็ทำได้หลายวิธี
วิธีแรก นายทุนที่ยังคงผลิตสินค้าและบริการต่อไป ก็จะมองหาตลาดใหม่ ๆ ที่จะขาย สินค้าได้และวิธีการผลิตใหม่ ๆ ที่จะช่วยลดต้นทุนให้ต่ำลง นี่คือสาเหตุที่บริษัทจำนวนมากย้ายฐานการผลิตบางส่วนมาตั้งในทวีป
เอเชีย และละตินอเมริกา ซึ่งมีแรงงานราคาต่ำกว่า และเป็นตลาดใหม่ที่กำลังขยายตัว สามารถรองรับสินค้าที่ผลิตเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ บริษัทยังใช้วิธีว่าจ้างบริษัทในประเทศอื่นให้ผลิตชิ้นส่วนบางอย่างของสินค้าที่สามารถผลิตได้ถูกที่สุด แล้วขนส่งข้ามประเทศมาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์เต็มรูปในอีกประเทศหนึ่ง
วิธีที่สอง นายทุนต้องพยายามทำกำไรโดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานที่มีอยู่ โดยการจัดระบบการผลิตแบบรีดไขมันออกจนเหลือแต่เนื้อล้วน หรือปรับโครงสร้างกำลังงานเสียใหม่ เช่น การใช้คนน้อยลง ให้ทำงานหนักขึ้น ใช้เครื่องจักรแทนแรงงาน ทั้งนี้เพราะบริษัทธุรกิจถูกบีบให้จำต้องปรับตัวเองเพื่อเพิ่ม “ความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ” มากขึ้น เพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ ทั่วโลก
การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันหมายความว่า คนงานจะถูกเรียกร้องให้ผลิตสินค้าและบริการในปริมาณมากขึ้นภายในเวลาเท่าเดิม และต้นทุนคงเดิม เรียกว่าเพิ่ม “ผลิตภาพของแรงงาน” ในหลาย ๆ กรณี บริษัทจะตัดคนงานออกส่วนหนึ่ง คนงานที่เหลือมักจะถูกคาดหวังให้ทำงานใหม่และทำหลายอย่างขึ้น แต่ละคนจะต้องมีทักษะที่หลากหลาย เรียกว่าเป็นการ “ปรับลดขนาด” ของธุรกิจ ส่วนนายทุนคนอื่นจะเลิกทำการผลิตไปเลย แล้วหันไปใช้วิธีการเอากำไรที่สะสมได้ไปปล่อยเงินกู้เพื่อกินดอกเบี้ย และไป “เก็งกำไร” (โดยการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และซื้อขายเงินตรา เพื่อเอาผลต่างระหว่างราคาซื้อกับขายเป็นกำไร) ทั้งเงินกู้และเงินทุนเก็งกำไรจำนวนมากจึงไหลเข้าประเทศกำลังพัฒนา และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตหนี้สินในประเทศเหล่านี้หลายครั้งในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา รวมทั้งวิกฤตการเงินในเอเชียที่เริ่มต้นที่ประเทศไทย เมื่อปี 2540 นี้ด้วย
คนที่มองว่าโลกาภิวัตน์เป็นผลพวงของวิกฤตของระบบทุนนิยม เสนอข้อโต้แย้งว่า กระบวนการ
โลกาภิวัตน์มีขอบเขตอันจำกัด ไม่สามารถจะเป็นทางออกของวิกฤตนี้ได้ตลอดไป เนื่องจากจำนวนตลาดใหม่ ๆ ในโลกนี้ที่จะสามารถสนองกำไรให้แก่บริษัทธุรกิจได้มีอยู่จำกัด และคนงานซึ่งเป็นมนุษย์ก็มีข้อจำกัดในการเพิ่มผลิตภาพของตนเอง ที่สำคัญ ทรัพยากรธรรมชาติของโลกมีขีดจำกัดในการรองรับและดูดซับมลภาวะที่เกิดจากการผลิตและการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทุกขณะได้ ดังจะเห็นได้จากภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น
นอกจากนี้ คนกลุ่มนี้มองว่าการลงทุนที่เป็นไปในทางเก็งกำไรเพิ่มขึ้นทุกขณะ เป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้เพราะการเก็งกำไรอาจจะทำกำไรได้ในระยะสั้น และระยะกลาง แต่ในระยะยาวแล้ว เศรษฐกิจจะมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพอยู่ได้ด้วยการลงทุนทางด้านการผลิตเท่านั้น คนกลุ่มนี้เชื่อว่ากำไรที่ได้จากการซื้อขายใบกระดาษย่อมจะต้องล่มสลายในที่สุด เพราะใบกระดาษไม่ได้มีสินค้าหรือบริการอะไร
รองรับ นี่คือลักษณะหนึ่งของ “เศรษฐกิจฟองสบู่” ที่เราเคยประสบมาแล้วนั่นเอง

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

ทุกคนเห็นพ้องกันในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้ โลกได้ก้าวกระโดดทางด้านเทคโนโลยีอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ และต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในการแพร่ขยายกระบวนการโลกาภิวัตน์ บทบาทดังกล่าวมีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้
 คอมพิวเตอร์ทำให้สามารถส่งข้อมูลหรือเงินอย่างไม่จำกัดปริมาณ ไปทั่วทุกมุมโลกภายในชั่วขณะที่ปลายนิ้วสัมผัส เช่น หมายความว่าธุรกิจสามารถจะรับรู้เหตุการณ์รอบโลกได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถตัดสินใจและดำเนินการทำธุรกิจในลักษณะที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทยสามารถค้นข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ ของบริษัทในสหรัฐอเมริกาทางอินเตอร์เน็ท เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็สามารถติดต่อบริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยทางอีเมล์ เพื่อสั่งซื้อสินค้าที่ต้องการ โดยจ่ายเงินโดยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทผู้ขาย โดยทางบริการอิเลคทรอนิคส์ของธนาคาร เมื่อ 20 ปีที่แล้ว กิจกรรมข้างต้นนี้จะต้องใช้เวลาเป็นวัน ๆ หรือเป็นสัปดาห์ เพราะต้องพึ่งการไปรษณีย์ แต่ปัจจุบันนี้ใช้เวลาทั้งหมดเพียงไม่กี่นาที
 เทคโนโลยีด้านโทรศัพท์ทำให้คนสามารถพูดกับใครที่ไหนก็ได้ในโลกได้ทุกเวลา ทั้งกลางวันกลางคืน การมีโทรศัพท์มือถืออยู่กับตัวตลอด ยังหมายความว่าคนจะติดต่อเจรจากันได้ไม่ว่าจะทำกิจวัตรอะไรอยู่ในขณะนั้น
 คอมพิวเตอร์ผนวกกับบริการขนส่งผู้โดยสารทางเครื่องบินที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้คนและสินค้าสามารถเดินทางไปทั่วทุกแห่งในโลกอย่างสะดวกและคล่องตัว
โดยสรุป ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้การสื่อสารทางไกลรวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น เป็นผลให้บริษัทธุรกิจ รัฐบาล องค์กรต่าง ๆ และปัจเจกบุคคลสามารถทำธุรกิจกันได้สะดวกและกว้างขวางมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินกิจการทั้งในสำนักงานและโรงงาน มีผลให้คนงานคนหนึ่งสามารถทำงานที่เดิมเคยใช้คน 3-10 คนทำ การเพิ่มผลิตภาพของแรงงานในลักษณะนี้ ย่อมส่งผลให้คนทำงานบางส่วนต้องตกงานไป
ฝ่ายสนับสนุนโลกาภิวัตน์ เสนอว่า การแพร่กระจายของเทคโนโลยีการสื่อสารช่วยให้ทุกคนในโลกใกล้ชิดกันเสมือนเป็นสมาชิกของชุมชนเดียวกัน เรียกว่า “หมู่บ้านโลก” โดยยกสถิติการใช้อินเตอร์เน็ทที่เพิ่มมากขึ้น
ฝ่ายค้านโลกาภิวัตน์แย้งว่า “หมู่บ้านโลก” ไม่สามารถเป็นจริงได้สำหรับทุกคน เพราะเทคโนโลยียังคงอยู่ในมือของคนจำนวนน้อย คนส่วนใหญ่ในโลกคือประมาณ 80% ยังไม่มีโทรศัพท์ใช้เลย และ 70% ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยซ้ำ ไป พร้อมกับเสนอว่าเทคโนโลยีที่ควรพัฒนาขึ้นมาควรจะมุ่งตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์และปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ แทนที่จะเป็นของเล่นฟุ่มเฟือย และเป็นเครื่องมือเพิ่มพูนอำนาจให้แก่คนรวย

การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและระบบสังคมนิยมในประเทศอื่น ๆ

หลายคนมองว่าการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและระบบสังคมนิยมในประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นจุดจบของสงครามเย็น เป็นการปรับเปลี่ยนดุลอำนาจในโลก สหรัฐอเมริกากลายเป็นอภิมหาอำนาจอยู่ประเทศเดียว โดยไม่มีสหภาพโซเวียตถ่วงดุล นอกจากนั้น ประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมของโลกอื่น ๆ เป็นทุนนิยมทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจนี้จึงเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการแผ่ขยายอุดมการณ์ตลาดเสรี ซึ่งบางคนเรียกว่าเป็น “ระเบียบใหม่ของโลก” ทว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและนัยยะต่อโลกาภิวัตน์ ยังมีแตกต่างกันอยู่ ฝ่ายสนับสนุนโลกาภิวัตน์ เชื่อว่าการล่มสลายของระบบสังคมนิยมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ เพราะลัทธิสังคมนิยมไม่สามารถทำงานได้ จึงล่มสลายในที่สุด ฝ่ายนี้มองว่านี่คือชัยชนะของทุนนิยม และเป็นความก้าวหน้าก้าวใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ฝ่ายค้านโลกาภิวัตน์มองว่าการล่มสลายของสหภาพโซเวียตหมายความเพียงว่า ในช่วงนี้ยังไม่มีทางเลือกอื่นแทนโลกาภิวัตน์ นอกจากนี้ หลายคนยังแย้งว่าระบบสังคมนิยมใน
สหภาพโซเวียตและประเทศอื่นในยุโรปตะวันออก เป็นระบบทางเลือกที่ไม่พึงประสงค์อยู่แล้ว เพราะไม่เป็นประชาธิปไตยและไร้ประสิทธิภาพ แม้ระบบทุนนิยมจะมีชัยชนะในขั้นนี้ แต่อาจจะมีทางเลือกอื่นในอนาคต

กรอบแนวคิดเบื้องหลังของ โลกาภิวัตน์

กระบวนการโลกาภิวัตน์ ที่ฝ่ายสนับสนุนผลักดันวางอยู่บนฐานความคิดชุดหนึ่ง ที่เรียกว่า ลัทธิทุนนิยมแบบตลาดเสรี หรือบางครั้งก็เรียกว่า ลัทธิเสรีนิยมใหม่ หลักการที่เป็นแก่นของลัทธิทุนนิยมแบบตลาดเสรี ก็คือ ธุรกิจเป็นพลังที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ เพราะถ้าธุรกิจสามารถทำกำไรได้มาก เศรษฐกิจจะเติบโตมาก ผลประโยชน์ก็จะ “ไหลรินลงล่าง” ตกถึงมือทุกคนถ้วนหน้ากัน
ในทางทฤษฎี ตลาดเสรีจะทำงานอย่างนี้ : เมื่อเจ้าของกิจการธุรกิจทำกำไรได้ ก็จะเอากำไรนั้นไปลงทุนใหม่โดยการสร้างโรงงานขึ้นใหม่ หรือขยายโรงงานเดิมให้ผลิตได้มากขึ้น ซึ่งก็จะต้องจ้างคนงานเพิ่มขึ้นเพื่อจะได้ผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น เมื่อมีการจ้างงาน จำนวนคนที่มีรายได้จะเพิ่มขึ้น ก็จะมีเงินที่จะนำมาจับจ่ายได้จำนวนมากขึ้น เมื่อมีคนมีรายได้มากขึ้น ก็ต้องผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อให้มีพอให้คนได้ซื้อหาได้ นี่จะนำไปสู่รอบของการทำกำไรครั้งต่อไปของเจ้าของกิจการ ซึ่งจะนำกำไรไปลงทุนใหม่อีก และจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ จะเห็นได้ว่า กุญแจสู่ความสำเร็จในแบบจำลองกลไกเพื่อความเติบโตของเศรษฐกิจแบบนี้ คือกำไรที่เจ้าของธุรกิจ หรือนายทุนแต่ละคนจะต้องได้รับ เพราะเหตุนี้ อุดมการณ์ตลาดเสรีจึงส่งเสริมความเป็นปัจเจกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสวงหากำไร และความสำเร็จส่วนตนของนักธุรกิจและผู้ประกอบการเป็นสำคัญ
ตามอุดมการณ์ตลาดเสรีนี้ ในฐานะที่รัฐมีหน้าที่ดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตเพื่อที่ประเทศจะได้พัฒนา
บทบาทหลักของรัฐจึงอยู่ที่การส่งเสริมให้ธุรกิจทำกำไรให้มากที่สุด มาตรการด้านนโยบายที่จะสนับสนุน
อุดมการณ์ตลาดเสรีที่รัฐต้องดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับอุดมการณ์นี้ มีอยู่ 3 ประการ ได้แก่
1. การแปรรูปกิจการของรัฐให้เป็นของเอกชน 2. การยกเลิกระเบียบข้อบังคับ และ 3. การเปิดเสรีด้านการค้า
และการเงิน มาตรการด้านนโยบายดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการโลกาภิวัตน์
องค์กรการค้าโลก ให้นิยามใหม่แก่คำว่า “การค้าเสรี” ว่าหมายถึง สิทธิของบริษัทที่จะลงทุนในที่ใด ๆ ได้ตามต้องการโดยถูกแทรกแซงน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เสรีภาพทางธุรกิจ หมายถึง การจำกัดเสรีภาพของ
รัฐบาล และพลเมืองของประเทศนั้น ๆ ทำให้ดูเหมือนว่า WTO คือ “คณะรัฐประหาร” ระดับโลกนั่นเอง

โดย : ยรรยง สินธุ์งาม

โดย : ยรรยง สินธุ์งาม
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 29 เม.ย. ปี 2006 [ เวลา 16 : 34 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook