บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 3

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5
>> บ้านปีกไม้กับหัวใจสองดวง(ตอนที่1)

เรื่อง : บ้านปีกไม้กับหัวใจสองดวง(ตอนที่1)

บทที่1
สายตาของหญิงสาวเหม่อมองอกไปนอกหน้าต่างรถทัวร์สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ทัศนียภาพภายนอกช่างงดงามนัก หมอกยามเช้าปกคลุมไปทั่วบริเวณชวนให้หนาวสะท้าน หญิงสาวกระชับผ้าห่มผืนบางแนบลำตัวเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้หัวใจของหญิงสาวอบอุ่นแม้แต่น้อย เมื่อนึกไปถึงเรื่องที่ทำให้ตนต้องจากบ้านมาไกลถึงเพียงนี้
“ทำไมจะต้องเป็นเราที่พบเจอกับเรื่องแบบนี้”
หญิงสาวเฝ้าถามตนเองซ้ำๆ ตลอดการเดินทางอันยาวไกลนี้ แต่ก็ไม่สามารถให้คำตอบกับคำถามของตนเองได้ หญิงสาวหลับตาลงเพื่อกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลรินออกมา ทั้งๆ ที่คิดว่าน้ำตาจะหมดไปแล้วตั้งแต่คืน แต่พอคิดถึงเรื่องนั้นทีไรน้ำตาก็ไหลลงมาไม่หยุด
หญิงสาวเผลอหลับตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้สึกตัวก็ตอนที่รถมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว พอมองดูนาฬิกาก็รู้ว่าเพิ่งจะสิบเอ็ดโมงเช้า เธอจึงถือกระเป๋าเดินไปที่ตู้สาธารณะ คิดว่าเพื่อนของเธอน่าจะว่างเนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ หญิงสาวกดหมายเลขที่จำได้ขึ้นใจ รอสายอยู่ชั่วอึดใจก็มีเสียงตอบรับ
“สวัสดีค่ะ” เสียงที่เธอจำได้ขึ้นใจดังมาตามสาย เสียงที่คอยปลอบยามเธอทุกข์ เสียงที่คอยให้กำลังใจยามที่เธออ่อนแอ คิดไปน้ำตาก็พานจะไหลออกมาดื้อๆ
“พิณนี่นัฐเองนะ จำนัฐได้มั้ย” น้าเสียงสั่นเครือเพราะกลั้นแรงสะอื้นที่ดังตอบมาตามสายทำให้ปลายสายเงียบไป ทำไมเพียงพิณจะไม่รู้ เพื่อนสนิทที่เคยแจ่มใส อารมณ์ดีตลอดเวลาอย่างนัฐมน จะมีน้อยครั้งนักที่เสียงจะเศร้าถึงเพียงนี้ เพื่อนของเธอคงจะมีเรื่องทุกข์ใจมากอย่างแน่นอน
“นัฐมีอะไรรึเปล่า ตอนนี้อยู่ที่ไหน” เสียงของหญิงสาวอีกคนเอ่ยออกมาด้วยความห่วงใย
“สถานีขนส่งเชียงใหม่”
“รออยู่ที่นั่นนะเราจะรีบไปหา”
“จ๊ะ” เท่านั้นเองน้ำตาไม่รู้จากที่ไหนมากมายก็ไหลรินลงมาอาบแก้มหญิงสาว คงเป็นเพราะเหตุนี้นี่เองที่ทำให้เธอมั่นใจนักที่จะมาเชียงใหม่ ก็เพราะเพื่อนแท้อย่างเพียงพิณนี่เอง เพื่อนที่เธอรักมากที่สุด นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้เจอกัน ตั้งแต่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ 5 ปีแล้วซินะ นับตั้งแต่ครอบครัวของเธอต้องย้ายตามบิดาซึ่งเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่เพียงพิณก็ยังเป็นเพียงพิณคนเดิม คนที่รักเพื่อน ห่วงใยเพื่อนเสมอมา หญิงสาวยิ้มกับตนเอง ก่อนจะออกมารอเพื่อนที่จุดพักผู้โดยสาร


“นัฐ” เสียงเรียกที่ดังมาปลุกให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์ เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทที่กำลังเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาเธออย่างรีบร้อน
“เฮ้อ นัฐนึกว่าจะ.....” สายตาที่มองสบมาของหญิงสาวอีกคนทำให้เพียงพิณพูดไม่ออก ยิ่งได้เห็นหน้าเพื่อนเธอยิ่งมั่นใจว่าเพื่อนของเธอคงจะมีเรื่องทุกข์ใจมาก อีกทั้งแววตาที่เคยสดใส มาบัดนี้กลับเศร้าหมอง รอยยิ้มที่คอยส่งให้คนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา กลับหายไปมีเพียงหยาดน้ำตาที่เพียงกระตุ้นนิดเดียวก็คงจะไหลรินลงมาอักแน่ๆ การที่เพื่อนของธอเป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้เธอไม่สบายใจยิ่งขึ้นไปอีก
“พิณ” เสียงสั่นเครือที่ดังออกมาทำให้เพียงพิณรีบวิ่งเข้าไปโอบกอดเพื่อนรักเอาไว้
“นัฐไม่เป็นไรแล้วนะเราอยู่นี่” เพียงแค่ได้ยินเสียงของเพียงพิณ น้ำตาก็ไหลรินลงมาอาบแก้มทั้งสองของนัฐมนอีกรอบ ทั้งๆ ที่คิดไว้แล้วว่าพอเจอหน้าเพื่อนเธอจะไม่ร้องอีกแล้ว
เพียงพิณโอบกอดนัฐมนไว้ปล่อยให้น้ำตาของเพื่อนไหลลงมาเรื่อยๆ เธอจะไม่ปลอบใจเพื่อนหรอก เธอรู้ดีการปลอบใจมันมีแต่จะไปกระตุ้นให้เพื่อนของเธอคิดถึงเรื่องนั้นและเพื่อนของเธอก็จะยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก ไม่เป็นไรวันข้างหน้านัฐมนเพื่อนของเธอจะต้องกลับมาเป็นนัฐมนคนเดิม คนที่ร่าเริงแจ่มใส เธอมั่นใจ แม้วันข้างหน้าจะยาวไกลแต่เธอก็มั่นใจว่าเธอจะต้องทำได้แน่นอน
“ไหนดูซิ หนูนัฐของเราขี้แยจังเลยไม่เจอกันแค่ 5 ปีกลายเป็นเด็กขี้แยซะแล้ว เฮ้อ สงสัยต่อไปเราคงต้องคอยเช็ดน้ำตาให้เด็กขี้แยทุกวันละมั้ง” เพียงพิณเอ่ยอย่างล้อๆ เมื่อคลายอ้อมกอดออกปล่อยให้หญิงสาวอีกคนเป็นอิสระ
เสียงแซวที่ดังขึ้นทำให้นัฐมนที่เพิ่งเช็ดน้ำตาหัวเราะออกมาได้ เพียงพิณเป็นอย่างนี้เสมอจะปล่อยให้เธอร้องให้จนพอใจแล้วก็จะพูดอะไรให้เธออารมณ์ดีขึ้น
“บ้าน่า ใครกันเด็กขี้แย” นัฐมนเอ่ยปนหัวเราะ ต่อไปเธอจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอถ้าเธอไม่ยอมก็ไม่มีใครมาบังคับเธอได้ คิดได้ดังนั้นหญิงสาวก็ยิ้มออกมา แต่ลึกๆ แล้วหญิงสาวก็อดที่จะคิดถึงบิดามารดาไม่ได้ ถ้าพวกท่านต้องการเช่นนั้นจริงๆ เธอก็คงจะไม่กล้าขัด
“ไม่ขี้แยก็ได้ แต่เราคงต้องหาอะไรทานกันแล้วล่ะ ดูซิไม้รู้ท้องใครเริ่มส่งเสียงไม่พอใจแล้ว”เพียงพิณพูดพลางดึงกระเป๋าออกจากมือเพื่อนมาถือไว้ซะเอง
“อย่าแซวซิอายคนอื่นเค้า ดูซิเค้าหันมามองกันใหญ่แล้ว” เพียงพิณลอบยิ้มกับตนเอง ที่คนอื่นมองน่ะไม่ใช่เสียงท้องร้องหรอก แต่เป็นเรื่องอื่นต่างหาก แล้วหญิงสาวก็ต้องรีบเดินตามไปเพราะเพื่อนของเธอหันกลับมาเรียกพร้อมกับโวยวายยกใหญ่
“นี่ๆ หิวจนไส้จะกิ่วแล้วนะ เมื่อไหร่จะถึงซะทีล่ะร้านที่เธอว่าอร่อยน่ะ”
“จ้า ใกล้ถึงแล้วล่ะข้างหน้านี่เอง”
เพียงพิณจอดรถที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งถ้าไม่สังเกตก็คงจะไม่เห็น
“ที่นี่เหรอรถเยอะจังเลย” นัฐพูดพร้อมกับหันไปมองรถที่จอดอยู่เต็มสองฝั่งของถนน
“ก็อาหารเค้าอร่อยนี่นา” เพียงพิณกล่าวพลางเดินนำหญิงสาวอีกคนเข้าไปภายในร้าน
บรรยากาศของร้านคล้ายบ้านริมสวนมองดูเงียบสงบ ร่มรื่น แต่พอเดินเข้ามาข้างในกลับมีคนมากมายมานั่งรับประทานอาหารที่นี่จนแทบจะเต็มทุกโต๊ะ เพียงพิณพานัฐมนไปนั่งที่โตต๊ะมุมสุดของร้าน แล้วเริ่มสั่งอาหารมามากมายจนนัฐมนต้องบอกให้หยุด กลัวว่าจะกินกันไม่หมด
“ไม่รู้จะสั่งมาทำไมมากมายขนาดนี้ เรากินกัน 2 คนเองนะ ไม่ได้เลี้ยงคนเป็น 10 ซะหน่อย” ถึงจะพูดไปอย่างนั้นแต่พออาหารมาเสิร์ฟหญิงสาวก็กินชนิดที่แชมป์ก็คงอาย
เพียงพิณเพียงแต่ยิ้ม สายตาก็มองดูเพื่อนทานข้าวไปด้วย ดูซิเอาแต่บ่นตัวเองกินจนจะหมดทุกจานแล้ว คนอะไรตัวก็เล็กนิดเดียวกินอย่างกับผู้ชาย พลันก็คิดไปถึงพี่ชายถึงจะคนละแม่ แต่ทั้งสองก็สนิทกันมาก อาจจะเพราะอายูที่ห่างกันเพียง 2 ปีก็เลยทำให้สนิทกันมากกว่าพี่น่องคนอื่นๆ ยิ่งคิดรอยยิ้มก็ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก ถ้าพี่ชายเธอมาเจอนัฐมนเพื่อนของเธอตอนนี้จะต้องอึ้งแน่ๆ ก็ดูซิกินข้าวไปตั้ง 2 จาน ปากก็ยังบ่นไม่เลิก
“นี่ยิ้มอะไรน่ะ กำลังคิดถึงแฟนเหรอ” นัฐมนมองดูเพื่อนที่นั่งตาลอย ปากก็ยิ้มไปด้วย ทำให้เธออดแซวไม่ได้
“ไม่ใช่ซะหน่อย เรายังไม่มีแฟน” เพียงพิณรีบปฏิเสธเพื่อนของเธอทันที
“โธ่เอ้ย เพื่อนรักกันแท้ๆแค่นี้ก็ไม่ยอมบอก”เสียงที่เอ่ยออกมาติดจะงอนนิดๆ
“อย่าเลยนัฐ เราไม่หลงกลหรอก” เพียงพิณเอ่ยอย่างรู้ทัน
นัฐมนรีบก้มหน้าก้มตาทานข้าวต่อ รู้ดีว่าถึงจะพูดอะไรออกไปก็คงจะถูกเพื่อนรู้ทันอยู่ดี พลันก็นึกไปถึงบุพการีทั้งสอง เมื่อเธอพูดหรือทำอะไรท่านมักจะรู้ทันเธอไปหมดซะทุกอย่าง ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างนะไม่ได้เจอกันมาตั้งสองปีนับตั้งแต่ที่หญิงสาวได้ทุนไปเรียนต่อเมืองนอก หญิงสาวคิดว่าจะกลับมาเซอร์ไพรท่านแต่กลับต้องมาได้ยินเรื่องที่ทำให้เธอต้องดั้นด้นมาไกลถึงที่นี่ทั้งที่ยังไม่ทันได้เข้าไปทำความเคารพท่านด้วยซ้ำ คิดไปก็รู้สึกน้อยใจ น้ำตาก็พลันจะไหลลงมาอีกรอบ ทำไมนะทั้งๆ ที่สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่คิดถึงเรื่องนี้อีกแล้วเหมือนกับว่ายิ่งเธอพยายามจะลืมมันมากเท่าไหร่เธอกลับคิดถึงแต่เรื่องนี้ หญิงสาวจึงรีบรวบช้อนเสียกลัวเพื่อนจะจับอาการผิดปกติได้
“อ้าวนัฐอิ่มแล้วเหรอ” เพียงพิณร้องทักออกไปเพราะอยู่ดีๆ นัฐมนก็รวบช้อนขึ้นมาซะดื้อๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ท่าทางจะยังไม่อิ่มง่ายๆ
“อืม กินไปตั้ง 2 จานแล้วนี่นาไม่อิ่มก็เกินคนแล้ว” หญิงสาวแกล้งทำร่าเริงออกไป กลัวว่าเพื่อนจะไม่สบายใจกับเรื่องของตน
นัฐมนยืนรอเพื่อนจ่ายเงินอยู่ด้านหน้าร้าน พอเพียงพิณเดินออกมาทั้งสองก็ออกจากร้านไป โดยมีสายตาสงสัยคู่หนึ่งมองตามทั้งสองไปจนลับสายตา


ระหว่างทางเพียงพิณลอบสังเกตเพื่อนที่นั่งหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ เธอ แล้วก็คิดไปถึงเมื่อตอนที่ทั้งสองเรียนอยู่ด้วยกันพวกเธอมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา ถ้าเห็นคนหนึ่งก็จะต้องเห็นอีกคนหนึ่ง จนมักจะโดนแซวว่าเป็นฝาแฝดกัน ทั้งๆ ที่พวกเธอก็แตกต่างกันมาก ทั้งหน้าตาและนิสัย
นัฐมนจะมีนิสัยที่ร่าเริงแจ่มใส อัธยาศัยดีเข้ากับคนอื่นได้ง่าย อีกทั้งหน้าตาก็น่ารัก วงหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโตออกแววฉลาด จมูกรั้นๆ บ่งบอกถึงนิสัยแม้จะว่าง่ายแต่พอบทจะดื้อขึ้นมาใครก็ฉุดไม่อยู่ รวมทั้งริมฝีปากแดงอิ่มที่มักจะแย้มยิ้ม พูดคุยอยู่ตลอดเวลา คิดมาถึงตอนนี้เพียงพิณก็ลอบยิ้มกันตนเอง นัฐมนไท่เคยเปลี่ยนเลยเมื่อก่อนเป็นยังไงตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม คงจะมีเพียงอย่างเดียวที่เปลี่ยนแปลงไปคือ สายตาที่เศร้าโศกของหญิงสาว ทำไมเพียงพิณถึงจะไม่รู้ว่าเพื่อนของเธอแกล้งยิ้มสดใส เพื่อทำให้เธอสบายใจ เพื่อนของเธอมักจะเป็นเช่นนี้เสมอไม่อยากให้คนรอบข้างทุกข์ใจไปด้วย คิดมาถึงตรงนี้หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เหนื่อยเหรอพิณ” เสียงงัวเงียของนัฐมนถามออกมาอย่างห่วงใย
“อ้าวนัฐตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่เรากำลังคิดอะไรเพลินๆ ก็เลยไม่ทันสังเกต” พูดไปสายตาก็หันไปชำเลืองเพื่อนแวบหนึ่ง
“ก็ตอนที่เธอถอนหายใจนั่นแหละ”
“เราทำให้เธอตื่นเหรอ”เพียงพิณพูดออกมาอย่างรู้สึกผิด
“ไม่หรอก ว่าแต่ใกล้ถึงรึยังล่ะนานแล้วนะ ทำไมตอนเรานั่งรอเธอยังไม่นานขนาดนี้เลย” ว่าพลางสายตาก็มองออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างสนใจ
“พอดีตอนนั้นเราเข้าไปทำธุระในตัวเมืองน่ะก็เลยได้ไปรับเธอเลยไม่งั้นนะเธอก็นั่งรอเราไปอีกนานเลยล่ะ”
“อ้าววันนี้เธอทำงานด้วยเหรอ เรานึกว่าเธอหยุดซะอีกแล้วเธอจะไม่โดนเจ้านายว่าเหรอ”
“ไม่เป็นไร เราทำงานอยู่ที่รีสอร์ทชายเราเอง ไม่มีใครดุหรอก ถ้าจะมีก็คงจะเป็นพี่ชายเราเองแหละ”
“พี่ชายของเธอดุเหรอ” นัฐมนกล่าวออกมาอย่างหวั่นๆ
“ก็นิดหน่อย”
“แล้วเราจะโดนดุด้วยมั้ยเนี่ย” นัฐมนพึมพำกับตนเองเบาๆ
“นี่ถึงแล้วรีสอร์ทบ้านปีกไม้ของพี่ชายเราจอมดุของเราเอง” เพียงพิณแนะนำเพื่อนด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะเลี้ยวรถเข้าไปตามทางคอนกรีตซึ่งทอดยาวไปสู่บ้านปีกไม้หลังหนึ่ง
“ที่นี่เหรอ”
“ไม่ใช่ ที่นี่คือที่ติดต่อจองที่พักน่ะ เอ่อเดี๋ยวเราเข้าไปคุยธุระนิดหน่อย นัฐออกไปเดินเล่นรอบๆ ก็ได้นะ”พูดจบเพียงพิณก็หันมาส่งยิ้มแล้วเดินขันบันไดไป
นัฐมนมองไปรอบๆ บ้านปีกไม้มากมายที่ปลูกเรียงกันอย่างเป็นระเบียบไม่ใกล้จนเกินไปเพื่อให้แขกที่มาพักมีความเป็นส่วนตัว อีกทั้งโคมไฟรูปสัตว์ต่างๆ ที่ตั้งไว้ตามทางเดินช่วยให้มองเห็นบรรยากาศยามค่ำคืน ดอกไม้ยามราตรีส่งกลิ่นหอมโชยมาตามสายลมพาให้เท้าของนัฐมนก้าวเดินออกไปตามทางโรยกรวดสายตาก็มองหาที่มาของกลิ่น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นต้นไม้ใหญ่มีดอกสีขาวอยู่เต็มต้นแผ่กิ่งก้านสาขาลงมาปกคลุมหลังคาของบ้านปีกไม้หลังหนึ่งอยู่
หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้คล้ายกับตกอยู่ในมนต์สะกด ภาพนี้ช่างงดงามยิ่งนัก คืนที่พระจันทร์เต็มดวง ดวงดาวพร่างพรายเต็มท้องฟ้า อีกทั้งยังไม่มีเมฆมาบดบังที่สาดส่องลงมายังบริเวณโดยรอบ บ้านปีกไม้หลังงามซึ่งมองดูแปลกตากว่าบ้านปีกไม้หลังอื่นๆที่เธอเดินผ่านมา บ้านหลังใหญ่ตัวบ้านยกพื้นสูง ระเบียงกว้างมีโต๊ะไม้และเก้าอี้เข้าชุดกันตั้งอยู่ริมสุดของระเบียง ส่วนอีกด้านเป็นประตูไม้เชื่อมต่อเข้าไปในตัวบ้าน รอบๆ บ้านมีดอกไม้นานาชนิดปลูกอย่างเป็นระเบียบสวยงาม แสดงถึงความดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ถัดจากระเบียงทางฝั่งโต๊ะไม้ออกไปมีต้นไม้ขนาดใหญ่บดบังแสงจันทร์เกิดเป็นเงาทาบทับลงบนตัวบ้าน
นัฐมนมองไปรอบๆ บ้านอีกครั้ง ก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ ซึ่งมีดอกไม้สีขาวนวลหล่นเกลื่อนกลาดเต็มพื้น หญิงสาวก้าวเท้าออกไปทางทิศนั้นทันที
“นี่ดอกอะไรนะหอมจังเลย” ว่าพลางก็ยกดอกไม้ขึ้นแตะจมูกสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ พลัมก็มีเสียงหนึ่งกล่าวตอบกลับมา
“ดอกปีบน่ะ หรือที่ชาวเหนือเราเรียกดอกกาซะลอง”
นัฐมนหันมาทางต้นเสียงด้วยสีหน้าตื่นตกใจ แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าเธอขณะนี้กลับไม่ใช่สิ่งที่เธอนึกกลัว แต่กลับเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่างามคล้ายคนที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดีหญิงสาวเหลือบตาขึ้นไปมองด้านบนก็พบกับสายตาคมเข้มที่มองสบกลับมา แต่ที่ทำให้เธอแปลกใจคงจะเป็นดวงตาสีน้ำตาลเข้มรับกับจมูกโด่งเป็นสันเกินชาวไทยช่วยขับให้หน้าตาดูคมเข้มยิ่งขึ้น อีกทั้งริมฝีปากบางที่ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนมองก็อดที่จะอิจฉาไม่ได้กำลังส่งยิ้มมาทางหญิงสาว
“เอ่อ คือฉันตามกลิ่นดอกไม้มาน่ะค่ะ” หญิงสาวก้มหน้าลงเพื่อหลบสายตาที่มองมาอย่างขบขับ
ชายหนุ่มไม่ตอบเพียงแต่มองหญิงสาวยิ้มๆ
“งั้นขอตัวก่อนนะคะ” นัฐมนพูดพลางค้อมตัวลงตามมารยาทแล้วเดินจากไป
ชายหนุ่มมองตอมหญิงสาวไปจนลับสายตา แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลขโทรออก พลางก็นึกไปถึงเมื่อตอนกลางวัน ขณะที่นั่งรอเพื่อนอยู่ที่ร้านอาหาร สายตาก็เหลือบไปเห็นน้องสาว ชายหนุ่มกำลังจะเดินเข้าไปทักทาย แต่ก็ต้องชะงักเพราะเห็นหญิงสาวอีกคนกำลังเดินออกมาด้วยกัน
ใครกันนะผู้หญิงคนนี้มากับน้องสาวของเขาได้ยังไงกัน ถ้าเพื่อนของน้องสาวเขาก็น่าจะรู้จักทุกคนนี่นา แต่เด็กคนนี้เขากลับไม่เคยเห็นมาก่อน เด็กสาวหน้าตาน่ารัก แก้มแดงอมชมพู รูปร่างบอบบาง ผมยาวถูรวบมัดเป็นหางม้าอย่างเรียบร้อย แต่ที่สะดุดใจเขาคงจะเป็นแววตาที่มักจะเผยรอยเศร้าออมาเมื่อหญิงสาวเผลอ
พลันความคิดของชายหนุ่มก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อมีเสียงตอบรับจากปลายสาย


โดย : ศศพินทุ์
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 4 พ.ค. ปี 2006 [ เวลา 17 : 56 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook