บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> Memory in my heart

เรื่อง : Memory in my heart


นิพนธ์เร่งเก็บข้าวของ หลังจากที่นั่งหลังขดหลังแข็งอยู่นานค่อนวัน จนตะวันเริ่มจวนลับฟ้า ภาพที่เขาวาดนั้นใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว
สาวในภาพคือรำไพที่ยืนนิ่งๆ อยู่ที่มุมริมระเบียงของตึกบ้านพัก เหม่อมองเศร้าๆ ผ่านม่านน้ำตาออกไปที่ถนนสายหนึ่ง ในทุกเย็นนั่นเอง..

เธอมักเป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ดร.สมิต แมคกวิน ได้ตายจากไป...

นิพนธ์เป็นนักศึกษาปีที่สองของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เด็กดอยอย่างเขา นับว่าโชคดีอย่างมาก ที่ได้รับความเมตตาจากดร.สมิต แมคกวิน นักวิทยาศาสตร์ที่เดินทางมาจากมหาวิทยาลัยในเมืองเบอร์มิงแฮม ดร. สมิต เดินทางมาวิจัยงานเกี่ยวกับเชื้อราบางชนิด ที่ดอยสูงซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา


และเมื่องานวิจัยได้เสร็จสิ้นลง ดร.ซึ่งได้รับว่าจ้าง ให้มาสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง รู้ว่าเขาอยากเรียนที่นั่นเหมือนกัน ขาดก็แต่ปัจจัยค่าเล่าเรียน จึงได้เอ่ยปาก เสนอความช่วยเหลือ โดยเสนองานจิปาถะ ที่ห้องทดลองส่วนตัวที่บ้านพักของดร.นั่นเอง


รำไพเป็นหญิงสาวสวย คนพื้นเมืองของที่นี่ เธอมาทำงานบ้านให้ ดร.สมิต ด้วยมารยาทที่เงียบสงบ และเป็นคนแต่งเนื้อแต่งตัว ผิดกับชาวบ้านทั่วๆไป ทำให้ ดร.สมิต แอบสนใจอยู่นานหลายเดือน ก่อนเอ่ยปากขอเธอแต่งงาน เธอก็ไม่รังเกียจ


แม้ว่า ดร.จะอายุมากกว่าเธอถึง 20 ปี ก็ตาม ชีวิตคู่ของ สองสามีภรรยาก็ราบรื่นดีมาตลอด 10 ปี ของการแต่งงาน มีขัดใจกันบ้าง ก็แต่เรื่องเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความน้อยใจของรำไพ ที่เธอต้องหงอยเหงา คอยเฝ้าดูแลลูกเล็กๆถึง 4คน ในขณะที่ดร. มักยุ่งกับการไปประชุมและค้นคว้างานตามที่ต่างๆอยู่เสมอ


“ที่รักจ๊ะ นี่นิพนธ์ลูกศิษย์ของฉัน เขาจะมาอยู่กับเรา เธอช่วยจัดตึกเล็กทางด้านหลังห้องทดลองให้เขาพักด้วยน่ะจ๊ะ”


นั่นคือครั้งแรกที่คนทั้งคู่ได้พบกัน นิพนธ์มองรำไพด้วยความทึ่งอย่างไม่เชื่อสายตาของ ตัวเอง โอ้!!พระเจ้า สาวแม่ลูก 4 ทำไมสวย เพรียวพริ้งหุ่นเรียวบาง ราวนางแบบก็ไม่ปาน และเกิดรักแรกพบทันที ในวัยหนุ่มอายุ เพียง20อย่างเขา ซึ่งต่างกับรำไพที่มอง เด็กหนุ่มอย่างเพียงรับรู้ด้วยความเฉยเมย


และทุกครั้งที่ดร.สมิต ต้องเดินทางไปประชุมงานที่ต่างประเทศ นิพนธ์จะมาอาสา ช่วยงานรำไพ ด้วยการพาเด็กทั้งสี่คนไปส่งที่โรงเรียนทุกเช้า และสุดสัปดาห์เมื่อกลับจาก มหาวิทยาลัย เขาก็ไม่ไปเที่ยวกับสาวๆที่มหาวิทยาลัย แต่กลับไปช่วย รำไพถือข้าวของ ที่ซุปเปอร์มาร์เกตใกล้บ้านอยู่เสมอ...


จากความแปลกหน้าเริ่มกลายมาเป็นคนคุ้นเคยกัน ..รำไพเริ่มไว้วางใจ ให้ความสนิทสนมกับนิพนธ์ ราวเพื่อนเก่าที่สนิทสนมมานานหลายปี จนเริ่มกล้าที่จะ ปรึกษาเขาในยามทุกข์ใจ หงอยเหงาที่สามีจากบ้านไปประชุมยังต่างแดน


“เมื่อฉันคิดถึงเธอ ฉันก็จะออกมา คุยกับเมฆขาวบนท้องฟ้า”


รำไพเล่าความรักของเธอกับดร. ให้นิพนธ์ฟัง ดร.บอกกับเธอว่า ตัวเขาเองก็คิดถึงรำไพมาก เมื่อต้องแยกจากกันไปไกล แต่งานที่ทำไม่อาจเลี่ยงได้ เพื่ออนาคตของครอบครัวด้วย ดร.มักมีีคำพูดซึ้งๆ มีความหมายดีๆ นำมาฝากให้เธอได้ประทับอยู่เสมอ


“เขาสอนฉันให ้ออกมานั่งคุยกับเมฆขาวบนท้องฟ้า เมื่อยามเหงา เขาบอกว่าคนเราเมื่อยามหงุดหงิด ถ้าได้ออกมาสูดอากาศบริสุทธ์ มองเมฆสวยๆ แล้วคุยกับมันบ้าง จะทำให้หายเครียดได้น่ะ”


“ในชีวิตฉัน ฉันแน่ใจว่ายังไม่เคย มีความรักกับใครเขามาก่อนเลย รู้แค่แต่ว่าเมื่อลืมตาดูโลก สิ่งที่พบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็คือความยากจนของทางบ้านเพียงอย่างเดียว รักรึกอะไร จึงไม่เคยมีอยู่ในความสนใจได้หรอกน่ะ”


“แต่เมื่ออยู่กับดร.ยิ่งนานวันไป ฉันก็ยิ่งคิดถึงเขา จะเรียกว่า รักหรือป่าวก็ชัก เริ่มไม่แน่ใจตัวเองเสียแล้วสิ?”


รำไพเล่าอย่างฝันๆในคืนวันหนึ่ง ที่ลูกๆเข้านอนแล้ว ขณะที่นิพนธ์ นั่งวาดรูป อยู่ที่หน้าห้องรับแขก รำไพเป็นคนล้ำสมัยมาก ผิดกับคนพื้นเมืองทั่วๆไปของที่นี่ ที่สืบประเพณีกันมานาน..ว่าเมื่อแต่งงานแล้ว..ต้องซื่อสัตย์ทั้งใจและกาย...กับสามีคนเดียวตลอดไป...และเมื่อสามีตายก็ควรครองตัวเป็นหม้ายตลอดชีวิต


แต่เธอกลับบอกกับนิพนธ์ว่า “รักของเธอ” แยกออกจากกันได้ ระหว่างการซื่อสัตย์ต่อสามี กับ “เสรีภาพทางใจ”


ปีที่สองที่นิพนธ์มาพักอยู่กับดร. ก็เกิดเหตุร้ายขึ้น ดร. สมิตเกิดอุบัติเหตุตอนทดลอง ซึ่งต่อมาตรวจพบว่าคือเชื้อ “Sars(ซาล์ส)”ที่ประเทศหนึ่ง และต้องอยู่รักษาตัวที่นั่น แต่สุดท้าย...เขาก็ได้จากไป ทิ้งรำไพและลูกเล็กๆถึงสี่คน ให้ต่อสู้กับชะตาชีวิตตามลำพังต่อไป


เมื่อดร.ตาย เธอกับลูกๆจึงต้องระเห็ดออกจาก บ้านพักของมหาวิทยาลัยไปอยู่ที่อื่น เธอตัดสินใจ นำเงินประกันชีวิตของดร. ไปเช่าตึกแห่งหนึ่ง


เปิดหน้าบ้านเป็นร้านขายอาหาร ส่วนด้านหลังทำเป็นที่อยู่อาศัยไปด้วย และได้ชวนนิพนธ์ไปพักอยู่ด้วย โดยเสนอแบ่งที่หน้าร้านด้านหนึ่ง ให้นิพนธ์รับจ้างวาดภาพเหมือนให้คนที่มาท่องเที่ยว ซึ่งเป็นงานอดิเรก ที่นิพนธ์ มีพรสวรรค์เป็นอย่างมาก แต่การที่ต้องหาเลี้ยงชีพตัวเองกับลูกอีกถึงสี่คน ทำให้เธอ ต้องรับภาระหนักมากเกินไป ในที่สุดเธอก็ล้มป่วยลง


เมื่อป่วย งานและลูกๆจึงตกเป็นภาระของนิพนธ์..ทำให้เขาเริ่มขาดเรียนบ่อยขึ้น จนเรื่องรู้ไปถึงหูพ่อแม่ที่ทางบ้าน พ่อของนิพนธ์ส่งจดหมายมาต่อว่า และสั่งให้กลับบ้านด่วน


ชาวบ้านก็เริ่มตั้งกลุ่มนินทาถึง.ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ แต่นิพนธ์ก็ยังคง.เป็นนิพนธ์ที่หยิ่งและเชื่อมั่น.ในความคิดตัวเองเสมอ..



“นิพนธ์ พี่ไพคิดว่าเธอควรกลับไปบ้าน อนาคตของเธอยังมีอีกไกล อย่ามาเดือดร้อนกับแม่หม้ายอย่างพี่เลยน่ะ”


“คุณไพ คุณน่ะป่วยออดๆแอดๆ แล้วทางบ้านคุณกับทางบ้านของดร. ก็ไม่ได้ส่งใครมาดูแลคุณเลย แล้วจะให้ผมทิ้งคุณไปได้อย่างไรกันนะ”


“ดร.แม้มีบุญคุณกับเธอบ้าง แต่เธอก็ช่วยพี่มามากพอแล้ว ปล่อยพี่ไว้ดีกว่าค่ะ อย่ามาพลอยเสียชื่อ เพราะปากชาวบ้านใจร้ายเหล่านั้นเลยน่ะ”


รำไพเริ่มร้องไห้ เพ้ออย่างน้อยใจปนหัวเสีย กับสายตา และคำพูดถากถาง จากคนรอบด้าน เมื่อตอนออกไปตลาดจ่ายซื้ออาหารสด


“ถ้าคุณไพ เบื่อหน่ายชีวิตที่ต้องเผชิญกับการนินทา จากพวกอิจฉาตาร้อน พวกนั้นละก้อ ผมมีวิธีครับ”


“ทำอย่างไรรึ?”


“เราต้องแต่งงานกันครับ”


“ตาบ้า!!!เด็กเปรต ฉันอายุมากกว่าเธอแค่ไหน รู้บ้างไหม?”


“แค่ 10 ปี สำหรับผมเรื่องจ้อยนิดเดียวครับ”


“ เธอคิดรึ? แล้วพ่อแม่พี่น้องของเราทั้งคู่ละ? ใครเขาจะยอม? เธออย่ามาคิดบ้า.แบบนี้เลย ไม่มีทางเป็นไปได้ดอกน่ะ”


“ทำไม เราต้องเดินตามทางที่สังคมลิขิตให้ล่ะครับ?”


“ฉันไม่พูดกับเธอดีกว่า พูดไปเธอก็ไม่เข้าใจ เธอยังอ่อนต่อโลกมากน่ะพนธ์”


“คุณไพ คุณคิดไปเองคนเดียวต่างหากละครับ แม้ผมเพิ่งอายุ 22 แต่ผมก็เชื่อมั่น และกล้าตัดสินใจมากกว่าคุณแน่ๆ”



จากวันนั้นเป็นต้นมา รำไพเริ่มคิดวุ่นวายใจ เกี่ยวกับนิพนธ์ ยามว่างงานจึงมักเดินไปยืนเหม่อใจลอยที่ริมระเบียง เธอเริ่มต้นพิจารณาเขาเงียบๆ. นับแต่วันที่นิพนธ์ย้ายมาอยู่กับเธอที่นี่ ก็ร่วมปีแล้วสิน่ะ เด็กๆก็ดูชอบพอเขา เพียงแค่เธอพยักหน้าตกลง ยอมแต่งงานกับเขา..เธอก็จะไม่เหงาและมีคนช่วยแบ่งภาระทุกอย่างได้.แต่ ทางบ้านเขา และทางพ่อแม่เธอละ? ถ้าวิญญาณดร.มีจริง เขาจะคิดช่วยเธอเช่นไรดีหนอ?...


“นิพนธ์เธอวาดรูปฉันทำไมน่ะ”


“ ผมคิดไว้แล้ว เมื่อวาดเสร็จ ภาพใหญ่นี่ ผมขอมอบให้คุณ ส่วนภาพเล็กผมจะนำติดตัวไว้ครับ”


รำไพมองเด็กหนุ่มเบื้องหน้า หน้าตาเขาบอกความจริงจัง.และจริงใจตามคำพูดอยู่เสมอ เขาไม่เคยเหลือบตา.แลมองสาวรุ่นคนใด ไม่เคยยอมรับคำเชิญชวนไปเที่ยวเตร่ จากนักศึกษาหญิงคนใด และกล้าที่จะให้เหตุผลตรงๆกับทุกคนว่า...


“ผมสนใจแม่หม้ายอยู่คนหนึ่ง ผมไม่ต้องการให้เธอได้รับรู้ข่าว เกี่ยวกับตัวผม ที่มีกับสาวคนใดทั้งสิ้น ดังนั้นผมขอรับแค่น้ำใจครับ”


ปีต่อมา เมื่อเขาจบรับปริญญา เขาก็ขอให้ รำไพไปร่วม แสดงความยินดี ให้กับเขาที่มหาวิทยาลัยด้วย เขาแนะนำกับเพื่อนทุกคนว่า


“คู่หมั้นผมครับ”


และในปลายเดือนนั้นเอง นิพนธ์ก็พาเธอกลับไปที่ดอยบ้านเกิด เพื่อแนะนำกับพ่อแม่ แต่ทางบ้านเขา เมื่อทราบข่าว ได้ส่งจดหมายมา ห้ามเขากลับไปที่ดอย ถ้าจะมีรำไพ ร่วมเดินทางไปด้วย


“แกเห็นแม่หม้ายคนนั้นดีกว่าพ่อแม่ ก็ไม่ต้องกลับมาอีก”


ส่วนทางบ้านของรำไพเอง พ่อแม่ของเธอ ก็ถ่อสังขารมาหา


“ นังไพ แกต้องเลือกน่ะ พ่อแม่อับอายขายหน้าเขามาก ที่แกทำตัวแบบนี้ แล้วไอ้เด็กเปรตนี่ เชื่อรึมันจะรักแกได้นาน?”


มารดาของรำไพ แม้จะเจ็บออดแอดอยู่เสมอ แต่ก็ยังมีแรง.พูดเชิงตะคอกใส่หน้าคนทั้งคู่ นิพนธ์ยืนนิ่ง มองสู้สายตาพ่อแม่เธอ ก่อนเดินมากุมมือเธอแน่น ตอกย้ำความมั่นใจเธอด้วยคำพูดว่า...


“ทุกชาติทุกภพ ผมขอสาบานจะรักคุณตลอดไปครับ”


เธอจึงถูกตัดขาดจากพ่อแม่ นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา


“นางแม่มดรำไพ ไม่รู้มันเสกอะไรใส่ลงในกับข้าว ทำให้เด็กคนนั้น.หลงรักเป็นบ้าเป็นหลังแบบนั้นอยู่ได้”


ชาวบ้านเริ่มแสดงความรังเกียจรำไพ จนถึงกับต่อต้านร้านอาหารของเธอ มีลูกค้าน้อยลงทุกวันและทุกครั้ง ที่รำไพไปจ่ายตลาด ชาวบ้านจะต่อต้าน และไม่ยอมขายอาหารสดดีๆให้


นิพนธ์จึงตัดปัญหาทั้งหมด ด้วยการออกรับหน้าที่แทนทุกอย่าง แล้วให้รำไพกลับเข้าไป อยู่หลังบ้านเพื่อดูแล ลูกๆเพียงอย่างเดียว


ทุกค่ำคืน เด็กหนุ่มกลับเข้ามาหลังร้าน.ด้วยสภาพร่างกาย.ที่มีเหงื่อชุก อับชื้นไปทั้งตัว หลังอาบน้ำก่อนนอน เขายังสละเวลาแวะเวียนมาปลอบโยนเธอ ให้อดทนต่อสู้ กับปัญหา ต่อไป อยู่เสมอ..เขาเองไม่เคยปริปากบ่น.และบ่นท้อแม้แต่ครั้งเดียว ...


รำไพเริ่มรักเขา
และเมื่อ พ่อแม่ของดร.สมิต ทราบเรื่องราวก็เดินทางมาเยี่ยมหลาน พ่อของดร. เห็นใจ และซาบซึ้งกับความรักที่จริงใจ..ของเด็กหนุ่มอย่างนิพนธ์ จึงเอ่ยปากช่วยเหลือทันที


“ผมมีที่ดินอยู่ผืนหนึ่ง อยู่ในป่าทางเหนือของที่นี่ ถ้าคุณสองคนไม่กลัวความลำบาก ผมจะยกให้ ส่วนเด็กๆผมจะส่งไปเข้าเรียนประจำก่อน.ถ้าคุณสองคนพร้อมที่จะสู้หน้ากับผู้คนเมื่อไร ค่อยไปรับกลับมาอยู่ด้วยกันอีกที ก็ได้น่ะ”


ในยามนั้น รำไพซึ่งได้รับความกดดันจากสังคมรอบด้าน จนแทบจะเสียสติอยู่แล้ว เธอจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้หลบไปจากที่นั่น กลัวก็แต่นิพนธ์เท่านั้น เพราะนิพนธ์อาจละทิ้งไปจากเธอก็ได้ แต่เมื่อนิพนธ์รู้ข่าว.เขาก็ไม่ทำให้เธอผิดหวังเลย


“ผมยินดีไปทุกที่กับคุณไพเสมอครับ”


ป่าลึกแห่งนั้นกับ ความลำบากต่างๆนานา กลับเป็นเครื่องพิสูจน์ ความรักของนิพนธ์ ให้รำไพได้เห็นมากยิ่งขึ้น ...และในวันนี้ 20 ปีได้ผ่านไปแล้ว นิพนธ์ในวัย 50ปีกับรำไพในวัย 60 ปี ก็เป็นเครื่องพิสูจน์กับทุกคนว่า


“รักไม่มีอายุ รักไม่มีความแก่อ่อน แค่เพียงมั่นใจและมั่นคง
ก็จะมีรักนั้นเสมอไป”





โดย : ยามี่จัง
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 29 ก.ค. ปี 2006 [ เวลา 22 : 43 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook