บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> วันฝนตก

เรื่อง : วันฝนตก

วันฝนตก..................โดย อนุพร

“พ่อ !! หิวข้าว”
แววตาอันใสซื่อบริสุทธิ์คู่นั้น สีหน้าเขาดูเนือยๆ คงเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินตากแดด ตากลมมาทั้งวัน เสียงเล็กๆ แหบแห้งนั่น ทำให้ผมสงสารเขามากเหลือเกิน...สงสาร...สงสารลูกที่เกิดมาในครอบครัวของผม...ครอบครัวที่ไม่มีอะไร
ความจริงผมไม่อยากให้เขาเกิดมาเสียด้วยซ้ำ...ผมไม่น่าปล่อยให้เขาเกิดมาเลย...
ผมน่าจะทิ้งเขาไว้ที่โรงพยาบาล บางทีเขาอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้เพราะคงมีคนเมตตาเขาและรับเลี้ยงเขา...
นั้นสิ! ทำไมผมไม่ทำแบบนั้นตั้งแต่แรก...หรือไม่ก็ทิ้งเขาไว้ข้างถนน หรือไม่ก็...ฆ่า...ฆ่าเขาเสียตั้งแต่เขายังตัวแดงๆ
ทำไมผมถึงปล่อยให้เขาโตมาจนป่านนี้...
เฮ้อ! คิดแล้วกลุ้ม แต่ละวันที่ผ่านไป ในหัวใจของผมคิดแต่เพียงเรื่องจะหาอะไรมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของผมและเลี้ยงคนอีกสามคนที่ฝากความหวังและชีวิตทั้งชีวิตไว้กับผม
ผม...ผมที่เป็นหัวหน้าครอบครัว...ผม ที่มีแต่ตัว...ไม่มีอะไร...มีแต่ชีวิตเน่าๆ ที่ใช้ไปวันๆ
“พ่อ !! หิวข้าว !!” เสียงร่ำร้องที่ดังก้องอยู่ในหู
“พ่อ !! หิวข้าว !!” เสียงเรียกร้องเดิมที่ปลุกให้ผมตื่นมาพบความจริง หลังจากที่สติเตลิดคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
“รอหน่อย พ่อจะพาเอ็งกลับบ้านแล้ว เดี๋ยวไปกินข้าวพร้อมกันที่บ้านเรานะ รอหน่อย”
สายตาอันใสซื่อของเขาสบตากับสายตาอันเหนื่อยล้าของผมพร้อมกับพยักหน้าแสดงการรับรู้ ว่าเขาต้องรอ...

ผมจูงมือเขาเดินไปเรื่อยๆ ในมือข้างเดียวกันนั้นก็ถือถุงอาหารมื้อเย็นสำหรับครอบครัวเรา ไม่มีอะไรมากมายมีเพียงข้าวเปล่าสามถุงและกับข้าวอีกสองอย่าง
ผมมองไปรอบๆ รถราวิ่งกันขวักไขว่ บีบแตรใส่กันเสียงดังลั่น ตึกรามบ้านช่องพวกเขาช่างใหญ่โตนัก บ้างเป็นตึกแถวแออัดกันจนดูอึดอัด บางบ้านมีรั้วสูงท่วมหัว มีหมาตัวโตเฝ้าบ้านเป็นฝูง ค่าอาหารหมาแต่ละมื้อนั้นคงทำให้ครอบครัวผมมีข้าวกินเป็นอาทิตย์เลยทีเดียว

ผมคิดอยู่เสมอว่าผมจะทำงานหาเลี้ยงลูกเมีย สร้างบ้านสวยๆ สักหลัง มีรถสักคันเอาไว้ขับไปบีบแตรใส่กันเหมือนคนอื่นๆ บ้าง แต่ตอนนี้ผมไม่มีอะไรเลยก็เพราะ เมื่อครั้งทำงานคุมเครื่องจักรในโรงงานแห่งหนึ่ง ผมประสบอุบัติเหตุเครื่องจักรหนีบแขนจนต้องตัดแขนทิ้งไปข้างหนึ่ง

ผม...กลายเป็นคนพิการ!!

กว่าผมจะหายดี เงินชดเชยที่ผมได้มานั้นก็หมดเกลี้ยง เมื่อไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับเข้าทำงานเพราะความพิการของผม ครอบครัวผมต้องเร่ร่อน หางานทำ หาที่อยู่ใหม่
ผมกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งสำหรับครอบครัว เมียผมต้องแบกรับภาระทั้งหมดเพียงลำพัง เธอรับจ้างเย็บผ้าในโรงงานเพื่อหาเลี้ยงผม ทั้งที่เธอท้องแก่ใกล้คลอด
ช่วงนั้นอาการผมเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ไม่รู้เวรกรรมอะไรของเรา เธอกลายเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขา หลังจากคลอดลูกคนที่สองได้สองเดือน และตอนนี้เธอทำได้แค่เพียงคอยดูแลลูกอยู่ที่บ้านเท่านั้น
ผมกับลูกเดินมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว...ผมมอง แผ่นป้ายโฆษณาเก่าๆ ผุๆ สีซีดจางจนอ่านไม่ออกแล้วว่าเป็นแผ่นป้ายโฆษณาของสินค้ายี่ห้อใด นำมาตีๆ ปะๆ จนได้ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีพื้นทางด่วนต่างหลังคาช่วยกันแดดฝน มันเป็นหลังคาที่ดีที่สุดและแพงที่สุดที่ครอบครัวเราจะมีได้
ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ มีแคร่ไม้ไผ่เก่าๆ เป็นเตียงนอน ผ้าห่มเก่าๆ ขาดๆ กับกระสอบตัดเย็บรวมกัน เป็นเครื่องกันหนาว มีหม้อกับกระทะ ที่เขม่าดำเกาะติดสนิทแน่นจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน จานสังกะสีกับช้อนที่ใช้มานานมากแล้ว เป็นเครื่องครัวที่พอมีอยู่ในตอนนี้
กล่องกระดาษหลากหลายชนิดถูกนำมาปูเป็นพื้นบ้าน คราบดินโคลนเกาะหนาเต็มที ซึ่งผมยังไม่มีเวลาหามาเปลี่ยนใหม่ และทั้งหมดทั้งมวลนี้เราเรียกกันว่า “บ้าน” แม้หลายต่อหลายคนจะมองมันว่าไม่ใช่ บ้าน แต่เป็นเพียงที่ซุกหัวนอนก็ตามที
ที่นี่ไม่ได้มีเพียงครอบครัวเราเท่านั้น แต่ยังมีเพื่อนบ้านผู้ยากไร้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งอีกหลายครอบครัวเข้ามาจับจองพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ อาศัยเป็นแหล่งพิงพัก นานวันเข้าที่นี่จึงกลายเป็น “แหล่งชุมชนแออัด”
เจ้าตัวเล็กผละมือจากผมวิ่งไปหาแม่และน้องที่อยู่ข้างในบ้าน
“พี่ เป็นไงบ้างล่ะวันนี้” เสียงเมียผมร้องทักเมื่อผมก้าวเข้าไปยืนในบ้าน
“แย่!! แทบไม่มีอะไรเหลือให้เราเลย ออกไปช้านิดเดียวเอง” ผมตอบด้วยอารมณ์หงุดหงิด เพราะวันนี้ไม่มีขยะที่ขายได้ราคาดีเหลือให้ผมเก็บไปขาย วันนี้ผมขายขยะได้เงินมาไม่ถึงร้อยบาท แค่ซื้อกับข้าวมือเย็นนี้เงินก็หมดแล้ว
ดูสิ...แม้แต่ขยะยังมีค่า มีราคา ยังขายได้ ชีวิตผมเองมันก็ไม่ต่างจากขยะ ทำไมถึงไม่มีค่าไม่มีราคาอะไรเลยจะขายให้ใครก็ไม่มีใครเอา มีแต่คนที่รังเกียจและคอยเหยียบย่ำผมเท่านั้น

“พี่ ดูไอ้หนูมันอาการไม่ค่อยดีเลยนะพี่ ตัวมันร้อนๆ” เมียผมบอกอาการลูกด้วยความเป็นห่วง
“วันนี้ แดดแรงมาก อากาศมันก็อบอ้าวมาหลายวันแล้ว ร้อนอ้าวๆ เหมือนฝนจะตกเลย ไอ้หนูมันคงไม่สบายแน่ๆ ว่าแล้วเชียวไม่น่าให้ไปด้วยเลย” ผมก้มดูลูก ใช้หลังมือสัมผัสหน้าผากลูกอย่างแผ่วเบา
“ตัวอุ่นๆ รุมๆ นะ” ผมจัดการเช็ดตัวลูก
“เดี๋ยวกินข้าวกันก่อน จะได้หาหยูกหายามาให้ไอ้หนูกิน”

*--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------*

วันนี้ฟ้ามืดครึ้ม ฝนตั้งเค้าแล้วดูท่าจะตกหนักเสียด้วย
“พี่ๆ ยาแก้ไข้หมดแล้ว” เสียงเมียผมตะโกนเรียกจากในบ้าน ผมรีบเก็บจานชามเข้าที่แล้วเข้าไปดูลูก
“ไม่มีเหลือบ้างเลยเหรอ” เมียผมพยักหน้า
“อีหนูก็ตัวร้อนเหมือนกัน วันนี้ร้องไห้ทั้งวันเลย ไอ้หนูก็มาไม่สบายอีก” เมียบอกกับผมด้วยความเป็นห่วงลูก
สวรรค์เล่นตลกอะไรกับผมอีก ทำไมครอบครัวผมต้องเจออะไรแบบนี้ด้วย ผมไม่เคยทำชั่ว แต่ทำไมต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก ความเจ็บปวดขนาดนี้ด้วย...ทำไมครอบครัวเราถึงโชคร้ายอย่างนี้...
ผมมองดูลูกทั้งสองคนของผม ในใจอดสงสารลูกไม่ได้...อีกใจหนึ่งก็อยากให้เขาไปให้พ้นจากความแร้นแค้นนี้ ไปให้พ้นๆ ผม ไปให้พ้นครอบครัวที่ยากไร้นี้ ไป...ไปด้วยวิธีใดก็ได้ ผมไม่อยากให้พวกเขามาทุกข์ยากกับผมอีก
...ผมมันไม่เอาไหน...
น้ำตามันเอ่อท่วมหัวใจ แม้อยากจะร้องไห้สักเท่าไร ผมก็ไม่สามารถที่จะทำได้ ผมจะอ่อนแอต่อหน้าคนในครอบครัวของผมไม่ได้ ผมจึงเดินเลี่ยงออกมานอกบ้าน
ผมต้องไปหาเงิน หาเงินมารักษาลูกผม
ครืนๆ ๆ เสียงฟ้าร้องดังใกล้เข้ามาทุกทีๆ
“ว่าแล้วเชียวคืนนี้ ฝนต้องตก ท่าทางจะตกหนักเสียด้วย”
“พี่!! ไอ้หนูไอใหญ่เลย อีหนูก็ตัวร้อนมากด้วย” เมียผมร้องเรียก ผมรีบวิ่งกลับเข้าไป
“เราต้องพาลูกไปหาหมอ” ผมบอกเมียด้วยความร้อนใจ อยากพาลูกไปหาหมอเสียในตอนนี้
“แต่เราไม่มีเงิน จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่ารถ ค่าหมอ” เมียผมเริ่มร้องไห้
ใช่เราไม่มีเงินเลย โรงพยาบาลก็อยู่ไกล ทำยังไงดี ทำไงดี ผมเริ่มหงุดหงิด แล้วผมจะพาลูกไปหาหมอยังไง รถก็ไม่มี เงินก็ไม่มี โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยย
“พี่เราจะทำยังไงดี” เมียผมเริ่มสะอึกสะอื้น
ใช่เราจะทำยังไงดี!!!! ผมต้องทำอะไรสักอย่าง.....
รอพ่อนะ...เดี๋ยวพ่อกลับมา...พ่อจะพาลูกไปหาหมอให้ได้...รอพ่อก่อนนะ
ผมวิ่งพรวดออกจากบ้าน สายฝนเริ่มโปรยปรายและทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะที่เท้าของผมย่างย่ำลงกับพื้นดินที่เริ่มเฉอะแฉะด้วยน้ำฝน.........ผมวิ่งฝ่าสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมาดั่งฟ้าจะถล่ม เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าที่ดังกึกก้อง
...น่ากลัว
ผมรู้สึกถึงความเหน็บหนาวเย็นเยือกที่เข้ามาเกาะกุมหัวใจ หนาว...หนาวเหลือเกิน ความหนาวนี้ไม่ใช่หนาวเพราะอากาศหนาว แต่เป็นความหนาวใจจากความกลัว ที่กัดกินขั้วหัวใจของผมอยู่
กลัว...กลัวทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น หนาว...หนาวเหลือเกิน

ผมวิ่งอย่างไร้จุดหมายปลายทาง ผมจะวิ่งไปไหน...ถึงตอนนี้ น้ำตาจะไหลออกมาก็คงไม่มีใครเห็นมัน น้ำตาไหลไม่ยอมหยุด!!! ผมเองก็ไม่หยุดวิ่งเช่นกัน........
แฮ่กๆๆๆ .....ผมวิ่งมาไกลเท่าไรไม่รู้...ขาของผมอ่อนล้าเหลือเกิน ก้าวขาไม่ออกแล้วตอนนี้ ผมไม่อยากหยุดวิ่งแต่ขาของผมมันไม่สามัคคีกับใจของผมเลย ขาของผมมาหยุดลงตรงบ้านหลังงามหลังหนึ่ง....ผมมองดูด้วยความอิจฉาอยู่ในใจ ครอบครัวนี้คงรวยมากและคงมีความสุขมากด้วยที่มีบ้านมั่นคงถาวร คุ้มฟ้าคุ้มฝน มีรถคันโก้ที่จะพาพวกเขาไปไหนก็ได้ทุกหนทุกแห่ง......ต่างกับครอบครัวผมที่ไม่มี...ไม่มีอะไรเลย...
ผมมัวคิดอะไรอยู่ ตอนนี้ลูกๆ กำลังรอผมอยู่ ผมคงต้องทำอะไรสักอย่าง...เพื่อลูกๆ เพื่อครอบครัวของผม...เพื่อคนที่ผมรัก...เพื่อคนที่รักผม......ผมจำเป็น

ครืนๆๆ............เปรี้ยงๆ..........ปัง........เปรี้ยงๆๆ..............ครืนๆๆ............
*-----------------------------------------------------------------------------------------------------*
“รายงานข่าวเช้าวันนี้ เมื่อคืนมีฝนตกหนักและลมกรรโชกแรงตลอดทั้งคืน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมวัดความสูงของระดับน้ำได้ 80 เซนติเมตร แหล่งชุมชนแออัดหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก
สำหรับข่าวอาชญากรรมวันนี้ พบศพชายไม่ทราบชื่อบริเวณใกล้แหล่งชุมชนแออัด ชายดังกล่าวมีผิวสีดำแดง ร่างกายซูบผอม สวมเสื้อสีเทา กางเกงขายาวสีดำ สภาพศพถูกยิงเข้าที่บริเวณด้านหลัง กระสุนทะลุหน้าอกตัดขั้วหัวใจนอนคว่ำหน้าตายในคูน้ำ ในมือกำธนบัตรใบละห้าร้อยบาทหนึ่งใบไว้แน่น
ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการหักหลังของแก๊งค้ายาบ้าซึ่งอาจขัดผลประโยชน์กันเอง เนื่องจากสถานที่พบศพไม่ไกลจากแหล่งชุมชนแออัด ซึ่งเป็นแหล่งค้ายาบ้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร...........”


*---------------------------------------------------------------------------------------------------------*


โดย : อุไรพร ปาณะดิษฐ
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 6 ก.ย. ปี 2006 [ เวลา 15 : 20 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook