บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>>  ก่อนจาก

เรื่อง : ก่อนจาก...

ล่วงเข้าปลายเดือนตุลาคม อากาศยังไม่หนาวเย็นนัก แต่ในยามค่ำคืนที่ไร้ไออุ่นจากแสงตะวันแล้ว ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนแถบนี้ที่สัญจรไปมาต้องสวมใส่เสื้อผ้าบรรเทาหนาวบ้าง น่าแปลกที่ดูเหมือนว่าในอีกหลายๆพื้นที่ยังไม่ผ่านพ้นจากภาวะน้ำท่วมในเวลานี้ …

ผมได้แต่ติดตามข่าวสารจากสื่อด้านต่างๆ เรื่องราวและภาพความทุกข์ของผู้ที่กำลังประสบภัยจากน้ำท่วม แสดงให้เห็นว่าความจริงแล้วมนุษย์เรายังไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้อย่างที่ตนคิด ถึงแม้ว่าผมได้ส่งความช่วยเหลือไปกับกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยบ้างเท่าที่พอทำได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าผมจะไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจมากมายซักเท่าใดนัก อาจเพราะเห็นเป็นเรื่องไกลตัวก็เป็นได้ คนเราพอลองได้คิดว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องไกลตัวแล้ว ก็มักจะไม่ใคร่ใส่ใจเท่าไรนัก …

ถึงผมจะไม่ค่อยเสนอตัวช่วยเหลือใครแต่ผมก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร นี่เป็นแนวทางการใช้ชีวิตของผมในสังคมรอบข้าง ถึงจะไม่ประสบความสำเร็จนัก อย่างน้อยเท่าที่ผ่านมาผมยังไม่เคยมีเรื่องบาดหมางรุนแรงกับใครเลย ผมเป็นคนรักสงบและเจียมตัว…
“เอ็งมันขี้ขลาดต่างหาก”
เพื่อนเก่าคนหนึ่งเคยตราหน้าผมไว้อย่างนี้เมื่อผมพูดเรื่องแนวทางการใช้ชีวิตให้เขาฟัง
จะว่าไปแล้วผมเองก็ไม่ได้ข่าวของเขาเลยนับตั้งแต่คราวสุดท้ายที่เราเจอกัน…

ต้นฤดูหนาวเมื่อหลายปีก่อน พฤศจิกายน เมื่อหลายปีก่อน เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่ผมและเขามักจะชวนกันออกมาท่องราตรี กล่าวให้ถูกคือออกมาหาร้านที่บรรยากาศถูกใจนั่งดื่มเบียร์กันมากกว่า เราสองคนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยได้หลายเดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้งานตามสายที่เรียนมาทั้งสองคน เขาถูกครอบครัวขอร้องแกมบังคับให้อยู่สืบทอดกิจการทางบ้านซึ่งเปิดเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้าง ส่วนผมนั้นยังไม่ได้งานเพราะไม่ได้สมัครงานอย่างจริงๆจังๆ ส่วนใหญ่เป็นการขอเงินจากทางบ้านมาโดยอ้างว่าออกสมัครงานแต่จริงๆเป็นการท่องเที่ยวตามใจเสียมากกว่า …

ผมมาบ้านเขาบ่อยพอที่จะรับประทานอาหารกับครอบครัวของเขาได้อย่างไม่ลำบากใจนัก
เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยประถมทั้งๆที่เราสองคนนิสัยต่างกันอย่างสิ้นเชิง ใครต่างก็มองออกและแปลกใจอยู่ไม่ใช่น้อย หากแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่บอกว่าเราทั้งคู่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน เขายืนยันอย่างนั้นทั้งที่ผมค้านเต็มกำลัง

คืนนั้น ขณะที่เรากำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ร้านอาหารเปิดใหม่ริมถนนสายรอบเมืองอยู่ ลมหนาวพัดมาอย่างแผ่วเบาและเย็นเยียบ พร้อมกับกลิ่นหอมประหลาด-สำหรับผม- โชยแฝงมากับสายลม น่าจะเป็นกลิ่นของดอกไม้อะไรซักอย่าง ผมถามเขา ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ท่าทางที่เขาแสดงออกมาดูเหมือนจะกล่าวว่าอย่างนั้น สมองของเราสองคนไม่มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับกลิ่นนี้มาก่อนเลย ผมคงจะไม่ได้คำตอบในคืนนั้นหากเขาไม่ชวนออกไปค้นหา ผมยังหวั่นๆอยู่กลัวว่าจะป่วยการเสียเปล่า เขาเรียกพนักงานร้านมาคิดเงินแล้วลากผมออกมาจากร้าน…
“หากหาเจอ คืนนี้ข้าเลี้ยงเอ็งเอง” เป็นการพนันที่แปลกสิ้นดี ความจริงถึงยังไงเขาก็มักจะเป็นคนจ่ายอยู่แล้วแทบทุกครั้ง
เราจึงต้องออกตามหาขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า คือว่าต้นไม้อะไรเอ่ย…? กันในค่ำคืนนั้น
ผมมาทราบในภายหลังว่าสวนหลังบ้านของเขาก็มีต้นไม้ต้นพันธุ์นี้อยู่ด้วย…

หลายปีต่อมา เมื่อผมได้กลิ่นดอกไม้นี้ทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะหวลคิดถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น เขาขับรถบรรทุกสี่ล้อคันเล็กที่ใช้ส่งของระยะทางใกล้ๆของทางร้าน พาผมท่องชมเมืองยามราตรี เราพากันเปิดกระจกหน้าต่างรถลงเพื่อให้ระบบประสาททางการรับรู้กลิ่นทำงานได้เต็มที่ ถึงแม้ว่าระบบประสาททางการสัมผัสจะทำการประท้วงโดนขนลุกชันจากความหนาวเหน็บก็ตาม ในตอนนั้นผมไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว สิ่งที่เขาต้องการก็คือ ตระเวนไปทั่วเมืองเพื่อเก็บเกี่ยวรายระเอียดทุกๆอย่างที่พอจะเก็บได้เข้าสู้ห้วงแห่งความทรงจำก่อนที่จะจากไปก็เป็นได้…

เราตระเวนไปแทบจะทั่วทุกตรอกซอยของตัวเมือง เมืองที่เราอยู่ไม่ใหญ่นัก แต่ก็ไม่เล็กจนเกินไป ครั้นเมื่อผ่านสถานที่ใด เราก็จะพากันพูดคุยว่าเคยมีประสบการณ์อย่างไรบ้างกับสถานที่เหล่านั้น
ไม่น่าเชื่อว่าแทบจะทุกๆที่ที่เราผ่านล้วนแต่มีเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำคาค้างอยู่
มีอยู่ที่หนึ่งที่เขาแอบรถข้างทางอยู่นานทีเดียว
โรงเรียนประถมของเราทั้งสองคนนั่นเอง…

พออยู่ที่นั่นเราทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบ ไม่ใช่ว่าไม่มีเรื่องราวที่จะพูดคุยหากแต่มันมากมายเกินไปต่างหากล่ะ…
ก่อนออกรถจากมา เขาพูดเพียงประโยคเดียวด้วยสีหน้าราบเรียบ
“ข้ารู้จักเอ็งที่นี่ ข้าจึงอยากมาบอกลาเอ็งที่นี่”
ผมพูดอะไรไม่ออกเลย…

ก่อนหน้านี้ใช่ว่าเขาไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ เขาเคยเกริ่นหลายหนแล้ว คิดว่าทางบ้านเขาเองก็คงพอรู้อยู่บ้าง นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พ่อของเขาตัดสินใจไม่ให้เขาไปทำงานที่อื่นซึ่งไกลหูไกลตา
ระยะหลังดูเหมือนว่าเขาจะสนุกกับกิจการทางบ้าน ถึงกับชักชวนให้พ่อของเขาริเริ่มโครงการใหม่ๆ จึงทำให้ทุกคน-รวมถึงผมด้วย- พากันคิดว่าเขาได้ล้มเลิกความตั้งใจเดิมเสียแล้ว
ผิวน้ำที่ราบเรียบมักจะปิดปังกระแสน้ำที่เชี่ยวกราดภายใต้ไว้เสมอ…

ผมรู้ดีว่าไม่จำเป็นที่จะต้องถามซ้ำเพื่อยืนยันคำตอบจากเขา ผมคิดว่ามันคงเป็นคำตอบสุดท้ายที่เขาคิดไว้แล้วหลังกลับมาจากการออกค่ายคราหนึ่งตอนที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ เราไปด้วยกัน เหตุการณ์หลายอย่างที่เราได้พบเจอแทบจะเปลี่ยนมุมมองอันคุ้นเคยของเราอย่างสิ้นเชิง…
ภายหลังที่เรากลับมาจากการออกค่าย เขาเลือกที่จะไม่ปิดบังความรู้สึกและความต้องการอันแท้จริง ส่วนผม ส่วนผมนั้น ได้แต่ก้มหน้ายอมรับและเก็บมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดในห้วงแห่งความทรงจำแล้วก็หลอกตัวเองเสมือนว่าไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน…

เราทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบกันอยู่พักหนึ่ง บรรยากาศอึกอัดราวกับคู่รักที่ไม่มีใจให้แก่กันแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากบอกเลิกออกมาก่อนเท่านั้นเอง
ในเมื่อเขาเปิดเผยแนวทางชีวิตให้ผมได้ทราบแล้ว เพื่อไม่เป็นการเสียเปรียบ ผมจึงพูดเรื่องแนวทางชีวิตของผมให้เขาฟังบ้าง น่าแปลกที่ผมไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้เขาฟังมาก่อนเลย…
นั่นหล่ะ เป็นตอนที่เขาบอกว่า ผมมันขี้ขลาดต่างหาก
แล้วเราทั้งคู่ต่างก็นิ่งเงียบกันไปอีก…

เขาขับรถไปเรื่อยๆ วนไปโน่นที นี่ที อย่างไร้จุดหมาย คล้ายกับว่าจะเลิกการตามหาเสียแล้ว แต่เมื่อมาถึงทางเข้าหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง เขาได้เลี้ยวรถเข้าไป บอกแต่เพียงว่าในนี้มีบ้านคนเยอะ อาจจะมีบางบ้านปลูกต้นไม้อะไรเอ่ยอยู่ก็เป็นได้ ผมได้แต่เออออไปด้วย…

ขณะที่เขาขับรถอย่างช้าๆ ลมหนาวแผ่วมาอย่างบางเบาแต่เย็นยะเยือกยิ่งนัก กลิ่นที่เราตามหากันอยู่ก็โชยมาอีก คราวนี้ดูเหมือนว่าจะเจืออยู่อย่างเข้มข้นยิ่ง ดูเหมือนว่าเราจะเข้าใกล้สิ่งที่กำลังตามหาอยู่ในค่ำคืนนี้แล้ว
แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาและผมต้องตามหาจนชั่วชีวิตกลับพึ่งจะเริ่มต้นภายในค่ำคืนนั้นนั่นเอง…

เราไม่อาจจอดรถหน้าบ้านหลังนั้นได้ เพราะเป็นเวลาวิกาลเกินไป เกินกว่าที่จะมีใครเข้าใจว่าชายสองคนจอดรถเพียงเพื่อชื่นชมกับต้นไม้ที่พวกเขาตามหาไม่ใช่หาอย่างอื่น เขาจึงทำเพียงวนรถกลับมาอีกรอบเพื่อให้ผมแน่ใจ แล้วขับกลับ หน้าบ้านหลังนั้นมีต้นพญาสัตบรรณต้นหนึ่งขึ้นอยู่มุมรั้ว โดยแทบทุกๆยอดจะผลิช่อดอกออกมา ดอกเล็กเรียวสีขาว บ้างร่วงเกลื่อนอยู่บนลานบ้านเลยออกมาถึงถนนก็มี บ้างกำลังรอคอยเวลาเบ่งบาน ส่งกลิ่นหอมรัญจวนที่ผมตามหา(เขาบอกผมในตอนกลับว่า เขาแทบจะทนกลิ่นมันไม่ได้เลย ชวนเวียนหัวโดยแท้ว่ะ)แล้วสมองของผม-เพราะผมคิดว่าเขารู้อยู่แล้วแต่แกล้งทำเป็นเซ่อ- ก็ทำการบันทึกเก็บไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานในหน่วยความจำ…

หลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน เขาก็ออกจากบ้านไปโดยไม่ได้บอกกล่าวแก่ใครในบ้าน สิ่งที่หายไปมีเพียงเป้หลัง,เสื้อผ้าสองสามชุด,ของใช้ส่วนตัวและเงินเก็บในบัญชีของเขาเอง(ทางบ้านของเขาเช็คในภายหลังว่ากดออกจากตู้ ATM ในเมือง)แม่ของเขาโทรมาหาผมด้วยเสียงสั่นเครือว่าพอจะทราบบ้างไหมว่าเขาไปไหนและติดต่อเขาได้ไหม รู้อะไรบ้างไหม ผมบอกแต่เพียงว่าไม่ทราบเรื่องราวอะไรเลย ผมเองก็จนปัญญาเหมือนกันครับ เขาไม่ได้ให้เบอร์หรือที่อยู่ที่พอจะติดต่อได้ไว้เลย ความจริงแล้วผมพูดความจริงเพียงส่วนหนึ่ง ผมเองที่เป็นคนส่งเขาขึ้นรถไฟ ในตอนนั้น หากแต่เรื่องที่จะติดต่อเขานั้นไม่สามารถจริงๆ เพราะเขาบอกแต่เพียงว่า “แล้วเจอกันว่ะ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ” เมื่อเขาพูดอย่างนี้แล้วดูเหมือนว่าหูผมจะแว่วได้ยินบทเพลง “ก่อนจาก” มาพร้อมกับสายลมและกลิ่นรัญจวนแห่งดอกพญาสัตบรรณในห้วงเวลานั้น…

ผมมาคิดๆดูแล้วผมคงจะเป็นคนขี้ขลาดอย่างเขาว่าจริงๆ เป็นผมคงไม่กล้าทิ้งสายสัมพันธ์แห่งครอบครัวเพื่อที่จะไปทำงานรับใช้มวลชนในถิ่นกันดารเป็นแน่…
แน่ล่ะ เขาไม่ได้มาเห็นสภาพพ่อและแม่ของเขาตอนที่มาหาผมที่บ้านเมื่อครั้งผมยังอยู่ที่นั่นนี่…


โดย : หนึ่งร้อยปีแห่งความเหงา
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 16 พ.ย. ปี 2006 [ เวลา 11 : 50 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook