บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> กลัว..หลง

เรื่อง : กลัว..หลง


ผมเป็นคนสมัยใหม่ ที่ไม่นิยมเข้าบาร์กินเหล้า หลังเลิกงาน แต่ชอบไปที่สนามหญ้า พร้อมเจ้าลูกกลมๆ ได้เตะเล่นวันล่ะชั่วโมง รึ ครึ่งชั่วโมง ก็ช่วยผมคลายเคลียดหายเหนื่อย
กับงานประจำวันแล้ว

และสิ่งพ่อแม่และผมภูมิใจมาแต่เล็กแต่น้อย คือผมมีความจำที่แม่นยำ จำสถานที่ต่างๆ
ได้ไม่ลืม แค่ผ่านตาเพียงครั้งเดียว ผมไม่เคยหลงทาง ร้องเรียกหาคนช่วย..แต่

วันนี้ ณ ที่ตรงนี้ จะเรียกมันว่า..อดีต..ปัจจุบัน..อนาคต..โลกลึกลับ..ผมตอบไม่ได้
แม้ว่า จะผ่านตาผมมา 2คืนแล้ว ใช่ผมอยู่ที่ตรงนี้..อยู่กับคนหนุ่มสาว คนแก่ เด็กๆเหมือน
โลกที่ผมเคยอยู่ แต่ผมไม่รู้เลย มันคือที่ไหน!?!?!?!

ทุกเย็นหลังเลิกงาน สิ่งที่ผมโปรดที่สุด ก็จะทำให้ผมลุกขึ้น จัดแจงแต่งตัว
ให้สุดเท่ ก่อนจะพาร่างอันบึกบึนสมชายชาติชาตรีก้าวอาด ๆ ลงลิฟต์ ไปที่สนามหญ้า
ใกล้ที่พัก เพื่อ”เตะบอล”

แม้ฝีเท้าของผมอาจจะไม่เก่งกาจเข้าขั้นติดทีมชาติ แต่ตัวผมเองมั่นใจว่ามีฝีเท้า
เชิงลูกหนังไม่น้อยหน้ากว่าคนอื่นแน่นอน อย่างน้อยเตะแข่งกับใครที่ไหนก็ไม่อาย
ใครเขาก็แล้วกัน

ผมเองค่อนข้างโชคทีที่เลือกแหล่งอาศัยถูกที่ ละแวกที่ผมอยู่นี่นอกจากจะใกล้ห้าง
สรรพสินค้าใหญ่แล้ว ยังอยู่ใกล้สนามกีฬาเสียด้วย ช่างเหมาะกับคอกีฬาอย่างผมเสียจริง เรื่องงานการของผมก็ไม่ลำบากอะไรนักเพราะทำกิจการส่วนตัวร่วมกับพี่ชาย ไม่เหมือน
กับพวกเพื่อน ๆ ที่เรียนมาด้วยกัน หลายรายที่ต้องเดินทางไปทำงานจากที่พักไกล ๆ แทบทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้เองผมจึงมีเวลาเล่นกีฬาที่โปรดปรานแทบทุกวัน หากไม่ติดงานหรือมีธุระ
เร่งด่วนอะไร คนแถวนั้นจะเห็นผมวิ่งถือกระเป๋ารองเท้าหนึ่งใบ โผล่พรวดออกจากลิฟต์
วิ่งไปที่สนามบอลเป็นประจำอยู่อย่างนั้น

งานของผมในแต่ละวันก็ยุ่งบ้างไม่ยุ่งบ้าง นาน ๆ ครั้งจะออกไปทำธุระภายนอก ซึ่งผมก็มักจะเผื่อเวลากลับมาบรรเลงเพลงแข้งทันอยู่ทุกที

แต่แล้ววันหนึ่ง พี่ชายหรืออีกนัยหนึ่งนายจ้างนั่นแหละมีงานยุ่ง พลอยทำให้ตัวผม
ยุ่งตามไปด้วย วันทั้งวันง่วนอยู่กับงาน แต่ผมก็ยังเจียดเวลาออกไปหาซื้อการ์ตูน
เล่มโปรดมาอ่านจนได้ แต่จนเลิกงานก็ยังไม่ได้แกะอ่านอยู่ดี ก็งานมันรัดตัวนี่นา กว่าจะได้อ่านก็เป็นเวลาที่ผมต้องออกไปเล่นฟุตบอลพอดี จึงถือติดมืออ่านมาในลิฟต์
ตุ๊ง...ตุ่ง...ครืดดดด ประตูลิฟต์เปิดออก จังหวะเดียวกับที่ผมก้าวขาเข้าไปในห้องลิฟต์ สายตายังคงเพ่งไปมาตามรูปและตัวอักษร...

“ตุ๊ง...ตุ่ง...ครืดดดดด โคร๊มมมมมม ตุ๊บ ๆ ๆ”

ผมถึงกับล้มกลิ้งก้นจ้ำเบ้าทันที เมื่อออกจากลิฟท์ แล้วเดินชนกับอะไรบางอย่าง
คลับคล้ายคลับคลาจะเป็นประตูบ้าน ผมเงยหน้าขึ้นมองไปรอบ ๆแม้สายตาจะพร่ามัว
ไปสักนิดแต่ก็ยังพอมองเห็น...คุณพระช่วย!!

ที่นี่ที่ไหนกันน่ะ? รอบตัวผม เต็มไปด้วยดงไม้น้อยใหญ่ ดู ๆ แล้วไม่คล้ายป่าเท่าไหร่ เหมือนจะเป็นสวนคนปลูกเสียมากกว่า ผมหันไปมองทางด้านหน้า คุณพระช่วยเรือนไม้
ทรงไทยปนยุโรปชั้นเดียว หลังไม่ใหญ่ไม่โตมากนัก

แต่ที่สะดุดสายตาผมมากที่สุดคือสาวน้อยในชุดผ้าซิ่นเสื้อคอกระเช้าลายจุดสีฟ้า
อ่อนๆ ที่ดูไม่ต่างกับเสื้อสายเดี่ยวของสาว ๆ สมัยใหม่สักเท่าไหร่ ผิวพรรณที่ขาวนวล
เนียนตาดุจผ้าไหม ตากลมโตดำขลับให้ตายเถอะ พวกเพื่อน ๆ ผมมักจะบอกกัน
เมื่อเห็นสาวสวยแบบนี้ว่า “ขาว สวย หมวย อึ๋ม”

เธอกำลังอยู่ในอิริยาบถน่ารักน่าชัง มือน้อย ๆ ปิดปากท่าทางตกใจที่เห็นคน
แปลกหน้าเช่นผม ล้มลุกคลุกคลานอยู่หน้าเธอ

“พี่ภักดี กลับมาเมื่อไรจ๊ะ”

ขณะที่ผมกำลังยืนงุนงง และคิดหาคำตอบ จะบอกเธอว่าทักคนผิดอยู่นั้น ก็มีเงามืด
ลอยผ่านหน้า แล้วหล่นกระทบศีรษะผมอย่างแรง เล่นเอาดาวขึ้นเป็นร้อยดวงทีเดียว

หลังรวมรวมสติกลับมา ผมก็พบว่าเจ้าสิ่งที่ บังอาจสร้างความเจ็บตัวให้ผม เป็นเพียง
แค่ตะกร้อลูกหนึ่ง แต่หากมันเป็น ตะกร้อพลาสติกอย่างดีเหมือนสมัยที่ ผมเคยเล่นตอนเป็น
นักกีฬาโรงเรียนตอนเรียนอยู่ ม.2 คงไม่ถึงสร้างความเจ็บปวด ถึงกับเห็นดาวหรอก แต่นี่เจ้า
ตะกร้อลูกนั้น ดันเป็นตะกร้อหวายที่หนากว่าที่เคยเห็นมานี่สิ มิน่าเล่นเอาผมแทบล้มทั้งยืน

ผมเดินเข้าไป หมายจะเก็บตะกร้อนั้นมาไว้ในมือ ขณะเดียวกับที่มีเสียงเรียกจากใคร
สักคนบอกให้ ช่วยเก็บตะกร้อนั้นส่งคืนให้ด้วย ขณะที่กำลังจะเก็บมันขึ้นมา อารมณ์เก็ก
โชว์สาวจู่ ๆ ก็ผุดขึ้นมา ก็แม่สาวคอกระเช้าหล่อนกำลังจ้องมองผมอย่างไม่วางตานี่นา

ผมบรรจงงัดทักษะฟุตบอลผสมผสานกับเซปักตะกร้อขึ้นมาโชว์อย่างงดงามด้วยการใช้
เท้าทั้งงัดตะกร้อลอยขึ้นมาระดับเอวก่อนจะจัดการส่งขึ้นไปลอยสูงบนอากาศ เมื่อได้จังหวะ
ผมก็กระโดดเตะฟาดกลับหลังเต็มวงอย่างสวยงาม ส่งเจ้าตะกร้อนั้นกลับไปยังที่มา

เสียงฮือฮา จากผู้คนมากหน้าหลายตาดังเซ็งแซ่ เล่นเอาผมหวาดหวั่นไม่แน่ใจกับ
ชะตาชีวิตตนเองเสียแล้ว ผมจะโดนรุม สหบาทามีชีวิตรอดกลับบ้านไหมนี่?

พลันเสียงฮือนั้น ก็เปลี่ยนเป็นเสียงหวีดร้องของสาวสวยนางนั้น

“พี่ภักดี ระวังเหยียบฟืนจ๊า”

ไม่ทันเสียแล้ว เท้าขวาที่ใช้เตะเมื่อครู่ ตกลงมาเหยียบลงบนกิ่งไม้ ขนาดเท่าท่อน
แขนเด็ก ร่างกายสูญเสียการควบคุม ร่วงหล่นกระแทกพื้นดินอย่างแรง ตุ๊บ หัวผมกระแทก
กับไม้อีกท่อน ทันทีที่ล้มลง ตลอดทั้งร่างสะท้านไหว ความเจ็บปวดประดังเข้ามาดุจสายน้ำ
อันเชี่ยวกราก สายตาของผมพร่ามัวก่อนจะมืดสนิทไป

“พี่กระถิน ๆ เข้ามาเร็วพี่ภักดีฟื้นแล้ว”

เสียงเด็กชายวัยกำลังแตกหนุ่ม ส่งเสียงอย่างตื่นเต้น ฟังแล้วคงจะเป็นเสียงเดียวกัน
กับคนที่ผมเก็บตะกร้อให้ ผมค่อย ๆ ลืมตา พร้อมกับขยับเขยื้อนร่างกายช้า ๆ

เอ๊ะ...นี่ผมเป็นอะไรไป ทำไมถึงมานอนอยู่บนแคร่ไม้นี่ได้ ทำไมรู้สึกเจ็บ ๆ ตึง ๆ ที่คางเป็นพิเศษ ผมค่อย ๆ ลำดับเหตุการณ์เรื่อย ๆ จนพอจับใจความได้ว่าสาเหตุ
มาจากการเตะตะกร้อโชว์หล่อเมื่อครานั้น แล้วผมเหยียบท่อนไม้ ล้มกระแทกพื้นสลบไป

“พี่ภักดี...เป็นอย่างไงบ้าง ค่อย ๆ ลุกขึ้น อย่าเพิ่งรีบนะจ๊ะ”

เจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใคร คือแม่สาวสวยคอกระเช้ารายนั้นนั่นเอง ผิดกันแค่แต่วันนี้
หล่อนสวมชุดค่อนข้างมิดชิดกว่าเดิม

“เอ่อ...นี่ผมสลบไปนานเท่าไหร่ครับ”

“คืนหนึ่งพอดีจ๊าพี่ นี่ก็เพิ่งจะยามสามได้ไม่นาน”

หนุ่มน้อยที่นั่งอยู่บนแคร่ตอบคำถามแทน ผมค่อย ๆ นึกลำดับเหตุการณ์
อีกครั้งเมื่อวานเตรียมตัวไปเล่นฟุตบอลตอนเย็น ๆ เหมือนเดิม แต่ทำไมพอโผล่
จากประตูลิฟต์แล้วมันไปขนกับประตูบ้าน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นบ้านใคร? อยู่มุมไหน
ของประเทศไทยหว่า? แถมผู้คนก็ดูแปลก ๆตา

ผมนึกได้แค่นั้น ก็ถูกคนทั้งสอง ชวนออกไปกินข้าวที่ชานบ้าน ซึ่งมีพ่อแม่ของเธอ
และผู้เฒ่าท่าทางน่านับถือคนหนึ่งนั่งรออยู่

แม้จะเป็นกับข้าวธรรมดา ๆ พื้นบ้านทั่วไปแต่กลับมีรสโอชา จนผมผิดคาด แต่กระนั้นก็
ตาม ผมกลับทานข้าวไม่อร่อยปากนักเพราะต้องคอย ตอบคำถามที่ถูกยิงมาเป็นชุด ๆผมหาย
ไปไหนใน 5 ปีที่ผ่านมา แล้วทำไมจำไม่ได้ว่าตัวเองชื่อ..ภักดี

“แต่ไหนๆก็ได้กลับมาบ้านแล้ว พรุ่งนี้พ่อกำนันกับป้าอาบ พ่อแม่ของพี่คงกลับจากในเมือง
เพราะงานล่าหมูป่า เริ่มพรุ่วนี้จ๊ะ ทีนี้แหละเราจะได้อวดฝีไม้ลายมือพี่กันอีกครั้ง คอยดูซิ
คราวนี้ เจ้าฟ้าลั่น ลูกกำนันเอี่ยมที่หมู่บ้านเหนือคนนั้น ยังจะลำพองออกอีกไหม”

เอาละซิ ..เตะแข่งบอลกันในสนาม รึ เตะตะกร้อ ผมไม่เกี่ยง แต่นี่หมูป่า ผมสารภาพตรงๆ ปอดเริ่มหายใจขัดข้องครับ..โอย...นี่ผมหลุดเข้ามาอยู่มิติไหนกันนี่…ใครก็ได้น่ะครับ
ช่วยพาผมกลับบ้านทีเถิด..ผมขอร้อง!!!!!!!!!

โดย : ขุนพลน้อย
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 29 พ.ย. ปี 2006 [ เวลา 15 : 22 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook