บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> เพิ่งรู้ว่ารัก(Just Realize)บทที่ 9

เรื่อง : เพิ่งรู้ว่ารัก(Just Realize)บทที่ 9

http://my.dek-d.com/280533/story/view.php?id=186467 ลิ้งค์ตอนก่อนหน้านี้ค่ะ

บทที่ 9 ยินเสียงของหัวใจ

แสงตะวันในยามสายสอดส่องผ่านทะลุเข้ามายังหน้าต่างกระจกใส สะท้อนเครื่องเรือนมากชิ้นภายในห้องนั่งเล่นลาดเลยมายังร่างสองร่างที่อยู่บนพื้นพรมหนานุ่ม

ร่างหนายังคงใช้แขนแข็งแรงกกกอดร่างบางไว้แนบอก เสมือนตนเองทำหน้าที่เป็นผ้าห่มชั้นดีป้องกันความหนาว ส่วนแขนอีกข้างได้ถูกจับจองจากใบหน้าสวยที่หันหน้าเข้าหาอกกว้าง

พิชามญชุ์ลืมตาขึ้น รู้สึกถึงความอบอุ่น แขนแข็งแรงจากการที่อยู่ใต้อ้อมแขน นี่หล่อนมานอนตรงนี้ได้อย่างไรกัน ก็เมื่อคืนหล่อนตั้งใจไว้แล้วนี่นาว่าจะกินกาแฟสองคนกับเขา แต่ดันเผลอหลับไปก่อน แล้วไหงตุ๊กตาของหล่อนก็ถูกพลัดออกจากมือไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตายแล้ว..ไหนจะ...แนบชิดกันขนาดนี้อีก หญิงสาวหลับตาลงข่มความร้อนที่แผ่ซ่านขึ้นยังบริเวณใบหน้า ดวงตาคู่หวานลอบช้อนขึ้นไปมองยังใบหน้าคมคายที่กำลังหลับสนิท ขนาดหลับยังชอบทำหน้าเคร่งเครียด..เดี๋ยวก็แก่ตายกันพอดีหรอก

หญิงสาวขยับกายเล็กน้อยไล่ความเมื่อยล้าจากการนอนท่าเดิมติดมาหลายชั่วโมง มือเล็กจัดการปัดผมส่วนหนึ่งที่ตกลงมายังใบหน้าคมให้พ้นทาง อย่างน้อย…เมื่อหย่ากันแล้ว หล่อนก็จะได้มีความทรงจำดี ๆ ว่าครั้งหนึ่งหล่อนเคยใกล้ชิดเขาขนาดนี้ ริมฝีปากบางจูบไปยังสันจมูกโด่งอย่างแผ่วเบา…กลัวเขาจะตื่น อย่าเพิ่งตื่นขึ้นตอนนี้เลยนะ..ชาร์ ขอให้ฉันได้อยู่ในอ้อมกอดของนายต่ออย่างนี้อีกสักพักเถอะนะ หญิงสาวกระซิบกับตัวเองก่อนจะซุกเข้าหาอกกว้างและหลับตาลงอีกครั้ง

“ฉันรักนายนะชาร์ รักมาตั้งแต่เด็กแล้วแม้จะเป็นรักข้างเดียวก็ตาม ฉันรู้ว่าฉันคงไม่มีทางที่จะทำให้นายมารักฉันได้ ฉันรู้..ว่านายรักแต่ฝัน แต่ขอได้ไหม..แค่ปีเดียวเท่านั้นเอง ตอนนี้ เวลานี้ ตรงนี้ อย่าเพิ่งตื่นขึ้นมาเลยนะ ขอให้ฉันได้อยู่ในอ้อมกอดของนายสักพักเถอะ”


ใกล้กันแค่เอื้อมมือ เหมือนไกลกันแสนไกล หัวใจไม่กล้าพอจะไขว่คว้า
ได้มองเธอข้างเดียว ก็ดีใจหนักหนา ถึงแม้เวลาจะไม่นาน

อย่าเพิ่งตื่นขึ้นมาตอนนี้เลยเธอ ให้ฉันได้แอบมองเธอให้นาน
ฉันขอเก็บภาพนี้เอาไปนอนฝัน ให้ฉันนั้นได้แอบบอกรักเธอ

ไม่กล้าจะสัมผัส ไม่กล้าจะรบกวน ได้เพียงอยู่ใกล้เธอและเหม่อมอง
ได้ยินบ้างหรือเปล่า หัวใจมันร่ำร้อง ว่ามัน มันรักเธอเพียงใด

*(เพลงเจ้าหญิงนิทรา // แคลช)*

หลังจากที่ลมหายใจของร่างบางในอ้อมกอดเป็นจังหวะเดียวกันสม่ำเสมอแน่นอนแล้ว อีกคนที่คิดว่าหลับสนิทกลับเบิกตาโพลง คิ้วหนาขมวดขึ้น ดวงตาคู่คมทอดสายตาลงต่ำมองร่างบางในอ้อมกอดด้วยแววตาสนเท่ห์อยู่เป็นครู่ ก่อนเปลี่ยนเป็นมองผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าภรรยาสาวทางนิตินัยอย่างอ่อนโยน ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาทีหนึ่ง แขนแข็งแรงจัดการรวบรัดกระชับร่างบางให้แน่นขึ้นอีก

ไม่เคยรู้สึก..มีความสุขแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่เขาแต่งงานกับพิชามญชุ์มาต่างก็แยกห้องนอนกันมาโดยตลอด มันเป็นความต้องการของหล่อนเองเสียมากกว่าซึ่งเขาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่วันนี้..การที่ได้มีหล่อนอยู่ในอ้อมกอดแบบนี้..คนที่เขารักแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกดีอย่างนี้นี่เอง

ความคิดของชานนท์ชะงักลง…’รัก’…เขารักซายน์งั้นเหรอ ใช่..หรือ..เขารักหล่อนรึ ! อาจใช่ ! ตลอดเวลาที่เขาอยู่ร่วมกับหล่อนไม่มีแม้แต่เรื่องของนริศราเข้ามาป้วนเปี้ยนแวะเวียนอยู่ในสมองเลยแม้แต่ครั้งเดียว ขนาดตอนวันแต่งงานเขาถึงกับเถียงไอ้กฤษณ์เอาเป็นเอาตายเสียงแข็งว่าเขาไม่ได้มองหล่อน ใช่ไอ้กฤษณ์พูดถูกจริง ๆ น่ะแหล่ะ วันนั้นเขายอมรับว่าสายตาเขานั้นมันจับจ้องแต่เจ้าสาวคนสวยของเขาคนเดียวจริง ๆ กระทั่งตอนเข้าไปในห้องหอแล้วเขาอดใจไม่ไหวที่จะต้องโน้มตัวลงไปลิ้มรสความหอมหวานจากริมฝีปากอิ่มชมพูระเรื่อขณะหลับอย่างแผ่วเบาด้วยเกรงว่าหล่อนจะตื่นขึ้นมาโวยวายใส่เขาเอาเสียก่อน เมื่อนึกถึงย้อนไปยังสมัยมัธยม..ไม่แน่ว่าเขาอาจจะรักหล่อนตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็เป็นได้ รัก..ทั้ง ๆ ที่หล่อนอ้วนแผละ รัก..ทั้ง ๆ ที่หล่อนใส่แว่นและเต็มไปด้วยทั้งสิวทั้งกระ

หลายครั้งในสมัยนั้นที่เขาตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมในขณะที่เขารู้ตัวอยู่หรอกว่าเขารักนริศรา แต่แล้วเขาทำไมต้องปวดร้าวไปด้วยทุกทีเมื่อเห็นหล่อนทำตาแดง ๆ กับคำพูดงี่เง่าของเขาในสมัยนั้น ใช่..เขาก็แค่เพียงปลอบตัวเองว่าเออ..ก็แค่รู้สึกผิดเท่านั้นแหล่ะ แต่ทำไมเวลาที่เห็นหล่อนยิ้มให้ใครด้วยใบหน้านั้นมันก็ต้องเกิดอาการหงุดหงิดจนบอกไม่ถูกทุกที

น่าแปลก ! เขาหน้าคู่ควงคนสุดท้ายที่เพิ่งเลิกรากันไปได้ไม่นานด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกันเขาสามารถจดจำภาพหล่อนได้ติดตา เขาเองไม่โง่พอที่จะไม่รู้หรอกว่าเขานั้นรู้สึกอย่างไรกับหล่อน และสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งเมื่อเห็นหล่อนจมน้ำไปต่อหน้าต่อตานั่นย่อมเป็นสิ่งยืนยันได้ดีสำหรับความรู้สึกภายในใจเพียงไร

นั่นสินะในที่สุดเขาก็ตาสว่างจริง ๆ เสียทีสำหรับความรู้สึกที่มีต่อนริศราและหล่อน สำหรับนริศรามันเป็นความรู้สึกที่เปรียบเสมือนสิ่งที่เขาแค่เอามาตั้งค่ามาตรฐานเอาไว้เฉย ๆ ว่าผู้หญิงในอุดมคติเขาต้องเป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้ เป็นแบบนริศรา..ที่น่ารัก ที่ขี้อ้อน ๆ และตัวเล็ก ๆ เหมือนลูกแมวน้อยน่าทนุถนอม

นั่นสินะ…
‘เอ็งรักเขาหรือเอ็งแค่รู้สึกรักเขากันแน่วะ’

ชานนท์ก้มลงมองคนในอ้อมแขนอีกครั้ง และแล้วริมฝีปากหนาได้รูปก็พลันโน้มลงมาจุมพิตซับเปลือกตาเบา ๆ ก่อนจะหลับตาเข้าสู่ห้วงนิทราเคียงคู่ตามหล่อนไปด้วยกัน
…ใช่ซายน์…ฉันรักเธอจริง ๆ น่ะแหล่ะ





ชานนท์ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งอย่างงัวเงียเล็กน้อย มือใหญ่จัดการเสยผมที่ตกลงมาปรกตาออก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาลูกตุ้มโบราณรุ่นเก่าที่บอกเวลาเกือบสี่โมงเย็นแล้ว นี่เขาหลับไปนานขนาดนี้เลยหรือ ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้ายันสี่โมงเย็น ร่างหนาพลิกตัวตะแคงกวาดมือไปยังบริเวณข้าง ๆ ทว่าพบแต่ความว่างเปล่า บริเวณข้างตัวเย็นชืดไร้ไออุ่นแสดงถึงว่าบุคคลที่นอนข้าง ๆ ตัวได้ลุกออกไปนานแล้ว ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนก่อนจัดการม้วนพับผ้าห่มผืนหนากับหมอนนุ่มที่ใช้หนุนเมื่อคืนไปเก็บยังที่เดิม ได้ยินเสียงกุกกักมาจากทางห้องครัว ร่างบางที่ตื่นนานแล้วโผล่ออกมาทักทายในชุดผ้ากันเปื้อนสีขาวพร้อมกับนมอุ่นที่พร่องลงไปเกือบครึ่งในมือ

“ตื่นนานแล้วเหรอซายน์” เสียงทุ้มทักขึ้นถึงไม่ได้คำตอบก็คงจะพอเดาได้บ้างจากชุดที่หล่อนใส่อยู่ คงตื่นก่อนหน้าเขาไม่เกินชั่วโมง เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นที่ถูกกลบมิดไปเพราะขนาดของเสื้อตัวเดิมที่จะมีมาเพิ่มก็แต่เพียงผ้ากันเปื้อนสีขาวเท่านั้น

“ก่อนหน้าชาร์ไม่เท่าไหร่หรอก กินน้ำเย็น ๆ ก่อนสิจะได้สดชื่น” หญิงสาวยื่นแก้วน้ำที่อยู่บนชั้นวางแก้วเหนือตู้เย็นให้ก่อนจะจัดการเทน้ำที่เพิ่งจะนำออกจากตู้เย็นมาวางทิ้งไว้เมื่อสักครู่ส่งให้ ความเย็นของน้ำทำให้บริเวณรอบข้างแก้วเกิดไอเย็นชื้นโดยรอบ

“ขอบใจนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวซายน์เก็บจานแปบนึง” ใบหน้างามยิ้มหวาน ขณะที่ร่างบางกำลังจะหันหลังเอี้ยวตัวเดินไปทำงานต่อก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงเรียกของชายหนุ่มเสียก่อนพร้อม ๆ กับมือแกร่งที่คว้าแขนกลมกลึงของหญิงสาวไว้อย่างหลวม ๆ

“นั่งด้วยกันก่อนเถอะ”

เสียงทุ้มเอ่ยโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองได้ส่งสายตาอ่อนหวานให้กับหญิงสาวตรงหน้า พิชามญชุ์มองใบหน้าคมเข้มที่ส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้ก็พาลเกิดอาการขัดเขินขึ้นมาเอาเสียดื้อ ๆ มือเรียวสวยพยายามแกะมือใหญ่ที่ชานนท์จับเอาไว้หลวม ๆ ภาพตรงหน้าที่เห็นทำให้ร่างสูงลอบยิ้มในใจกับท่าทีของหล่อน นิ้วแกร่งยอมคลายออกแต่โดยดี กระนั้นยังไม่วายทำตาแป๋วเหมือนไม่รู้เรื่องชนิด ‘เสแสร้งสุด ๆ ’ ให้กับหล่อน พิชามญชุ์ทำได้แต่สะบัดหน้าใส่แบบงอน ๆ เพื่อกลบเลื่อนความเขินอายของตนเอง ก่อนจะเดินลากเท้าไปยังเตาอบ

น้ำดื่มถูกส่งผ่านลำคอหนาจนหมดแก้ว สายตาคมเข้มจับจ้องมายังแก้วเปล่าที่เคยใช้ดื่มน้ำอยู่ครู่หนึ่ง …น้ำดอกมะลิ..อืม..หอมเย็น ๆ ขาวบริสุทธิ์ ชวนให้เคลิบเคล้ม ชื่นใจนักยามได้สูดดม..ไม่ต่างอะไรกับหล่อน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครที่ช่างขยันทำน้ำดอกไม้ต่าง ๆ เอยไม่ว่าจะเป็นมะลิบ้าง กุหลาบบ้าง ถ้าไม่ใช่หล่อน ซึ่งในตอนแรกเขาก็เฉย ๆ เพียงแต่คิดว่ามันแปลกดีก็เท่านั้น แต่นี่..เป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่เขารู้สึกแบบนี้ หรือเป็นเพราะว่าได้รับจากมือนุ่ม ๆ นั้น

สายตาคมเข้มจับจ้องร่างบางที่กำลังสาละวนกับการอบคุ๊กกี้ในเตาอบ ผมยาวสีน้ำตาลออกเทาที่เคยปล่อยสยายถูกมัดด้วยยางมัดผมไว้อย่างลวก ๆ ใบหน้ารูปไข่ที่เริ่มแดงระเรื่อเพราะความร้อนที่แผ่ออกมาจากเตาอบ ริมฝีปากชมพูระเรื่อที่เจ้าหล่อนมักจะขบเม้มอยู่เสมอ ๆ ยามเผลอตัว ชานนท์ไล่สายตาลงมาจนถึงสายของผ้ารัดเอวที่แทบจะรัดเอวเล็กคอดบางได้เกือบสองรอบแต่ทว่าหล่อนกลับมาสะโพกผายกลมกลึงรับกันได้อย่างไร้ที่ติที่แม้จะซ่อนรูปอยู่ภายใต้อาภรณ์ตัวหนาก็ตาม

ทั้ง ๆ ที่หล่อนในตอนนี้ไม่ได้สะสวยอะไรเหมือนอย่างที่เขาพบหล่อนครั้งแรกเมื่อวันเลี้ยงรุ่น นั่น…หล่อนดูราวกับเจ้าหญิง หล่อน..แลดูอ่อนหวาน เยือกเย็นดุจภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนความเร่าร้อนดังลาวาไว้ภายในทำให้มีเสน่ห์ดึงดูดสายตาทุกคู่ได้อย่างอัศจรรย์..แน่นอนเขาก็ด้วย หรือกระทั่งวันแต่งงานที่หล่อนอยู่ในชุดทรงไทยเต็มยศสีครีม หล่อนดูสวย ดูสง่าและอ่อนหวาน และการแต่งหน้าบาง ๆ ที่ทำให้ช่วยขับดวงตาคู่นั้นให้แลดูหวานซึ้งปนเศร้า..ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ อยากที่จะทนุถนอมหล่อน

แต่สำหรับชุดนี้เสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นที่ถูกปิดทับด้วยเสื้อขาวจนมิด เช่นกัน..เขาเห็นหล่อนใส่มันอยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นชุดเก่งประจำตัวหล่อนไปเสียแล้ว แต่ทำไม..เขากลับรู้สึกว่านี่แหล่ะเป็นชุดที่หล่อนใส่แล้วสวยที่สุดก็คงเป็นเพราะว่าชุดนี่สินะที่แสดงออกถึงตัวตนจริง ๆ ของหล่อน ตัวตนจริง ๆ ของคนที่เขารัก และความเป็นตัวตนของหล่อนนั่นเองที่ผสมผสานกันทำให้หล่อนแลดูเซ็กซี่ อ่อนหวานและอบอุ่นยามได้เข้าใกล้โดยมิต้องสรรหาสิ่งใดมาเป็นเครื่องมือของเสริมในการมัดใจใคร ๆ และเขาเลย…เหมือนผู้หญิงที่ผ่านมาของเขา มุมปากได้รูปกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทีหนึ่ง ก่อนจะอาศัยความว่องไวในยามหล่อนเผลอตัวเข้าล็อคเอวบางของหญิงสาวที่เพิ่งผละจากการอบคุ๊กกี้ที่เพิ่งออกมาจากเตาอบสด ๆ ร้อน ๆ ส่งกลิ่นควันหอมฉุยยั่วจมูก

พิชามญชุ์ตกใจที่จู่ ๆ แขนแข็งแรงจากร่างสูงปราดเข้ามารวบเอวของตนโดยไม่รู้ตัว ทำให้หล่อนผลักร่างสูงที่เข้ามากอดออกไปเต็มแรง ชานนท์ไม่คิดว่าร่างบางในอ้อมกอดจะเกิดปฏิกิริยารีแอคชั่นสะท้อนกลับจนเขาไม่ทันตั้งตัวแบบนี้จึงทำให้ร่างสูงลื่นพรืดไปข้างหน้า แขนแข็งแรงยังคงประคองกดหญิงสาวไว้แนบอกจึงทำให้คนทั้งคู่พากันไถลลื่นไปด้วยกัน แต่ด้วยความเร็วเฉพาะตัวในการฝึกแบบทหารที่เคยผ่านมาก่อน ร่างสูงตวัดร่างบางในอ้อมแขนออกใช้ร่างตนแทนเบาะรอง ซึ่งท่านั้นทำให้พิชามญชุ์ต้องนอนทับอยู่บนร่างแกร่งไปโดยปริยาย

“โอ้ย..เจ็บชะมัด” เสียงใสบ่นอุบอิบขณะที่พยายามยันกายขึ้นด้วยแขนทั้งสองข้าง

“เฮ้อ” ชานนท์ถอนหายใจดังเฮือก “นี่ฉันน่าจะเป็นคนพูดคำนี้มากกว่านะซายน์”

“ก็ใครล่ะที่นึกบ้าอะไรก็ไม่รู้มาเล่นแผลง ๆ แบบนี้” หล่อนว่า

…คนบ้าแกล้งคนอื่นเขาแล้วมีหน้ามายิ้มระรื่นอีก คนเขากำลังโกรธอยู่นะนายบ้า เอ๊ะ ! อย่ามายิ้มอยู่ได้ เดี๋ยวฉันก็โกรธนายไม่ลงหรอกนายบ้า...

“ก็แค่ผิดแผนนิดหน่อยต่างหาก”

ชานนท์ยิ้มระรื่นมองใบหน้าหวานใส นิ้วของชายหนุ่มไล้แก้มสีนวลระเรื่ออันเกิดจากแรงดันเลือดสูบฉีดมายังบริเวณพวงแก้ม ผิวบางยวบยุบลงไปตามแรงกดลูบไล้ของปลายนิ้วมือทั้งสองข้าง …นุ่ม..เหมือนผิวเด็ก นัยน์ตาดำสนิทจับจ้องไปทั่วทั้งใบหน้า จมูกเล็ก ๆ จนเรื่อยเลยมาหยุดยังริมฝีปากเรียวบางชมพูระเรื่อ

พิชามญชุ์สบตาคมเข้มที่พุ่งตรงมายังใบหน้าของตนที่เล่นทำเอารู้สึกชาไปทั้งตัวราวกับลืมสิ้นวิธีการหายใจไปเสียเดี๋ยวนั้น ขณะที่ใบหน้าของชายหนุ่มโน้มเข้ามาใกล้อีกนิด จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่เป่ารดข้างแก้มนวล …ใกล้เสียจนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน… นัยน์ตาคู่หวานที่จ้องมองเขาอย่างมิอาจถอนสายตาได้ และถ้าเป็นไปได้เขาอยากให้กาลเวลาถูกหยุดนิ่งเอาไว้เสียแค่นั้น ถ้ามันจะทำให้เขารู้ว่าเขารักและรักหล่อนมากเพียงใด ซึ่งตอนนี้ใบหน้าของคนทั้งคู่อยู่ใกล้ชิดกันเสียแค่ปลายจมูก หัวใจของหล่อนเต้นแรงราวกับจะรู้สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป …สิ่งที่กำลังจะเกิดไปตามครรลองของหัวใจต้องการ

“ฉันจูบเธอได้ไหมซายน์” ร่างสูงกระซิบเสียงพร่า

“ขอเหตุผลได้ไหมชาร์” หล่อนถามทั้ง ๆ ที่สายตายังคงจับจ้องอยู่กับภาพสะท้อนของตนจากนัยน์ตาสีดำสนิทของชายหนุ่ม

“ไม่มีเหตุผล แค่อยากจูบเธอเท่านั้น” น้ำเสียงพร่าเอ่ย ขณะที่สายตาคมกล้าไม่ละไปจากริมฝีปากชมพูระเรื่อ

“งั้นยิ่งไม่ได้ใหญ่”

ชายหนุ่มที่กำลังตกอยู่ในห้วงปรารถนาอันแสนหวาน แต่แล้วก็ต้องพลันชะงักลง เมื่อปลายนิ้วของพิชามญชุ์ที่แตะลงบนปากเขาแผ่วเบาเป็นเชิงห้ามทันก่อนที่เขาจะจูบหล่อน

ชานนท์ครางลึกในลำคอ ร่างกายเขาเหมือนถูกบีบจวนจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ..หัวใจก็ด้วย.. ดวงตาคู่คมทอประกายเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มยังคงจ้องใบหน้าหวานที่ทำหน้ากระอักกระอ่วน ดวงตาของหล่อนนั้น..หม่นหมองไม่ต่างไปกับเขาเลย ก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็นคนพยุงร่างบางให้ยืนขึ้นพร้อม ๆ กับตน

“ฉัน..คือ” เขามองหน้าหล่อน “ฉันขอ..” คำว่าขอโทษมันกลับกลืนหายไปในลำคอเสียซะอย่างนั้น ใช่..เขารู้สึกผิด เขาไม่สมควรทำแบบนั้น เขา..ไม่สมควร เพราะเขายังไม่เคยแม้แต่จะบอกหล่อนสักคำว่ารักหล่อนด้วยซ้ำไป

“ชะ..ช่างมันเถอะ” หล่อนพูดทั้ง ๆ ที่หลบตาเขา ใช่หล่อนพูดไม่ออก ไม่ใช่ว่าหล่อนไม่รู้หรอกนะว่าหล่อนต้องการจะเอ่ยอะไร เพียงแต่..มันเรียบเรียงไม่ถูก คำพูดที่อยู่ในหัวทุกอย่างเหมือนมันจะขาวโพลนไปหมด มันถึงเวลาแล้วใช่ไหมที่หล่อนต้องบอกเขา หล่อนเองก็ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกันที่ต้องมานั่งทนเก็บงำความรู้สึกไว้ หล่อนไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะที่จะไม่มีความรู้สึกใด ๆ เลย

ใช่..หล่อนต้องบอกเขา ดีกว่ามานั่งทนนั่งเสียใจว่าทำไมเมื่อหล่อนกับเขาจบกันไปแล้ว..ทำไม..หล่อนไม่ยอมบอก บอกทั้ง ๆ ที่เขาไม่รัก บอกทั้ง ๆ ที่เขายืนอยู่ตรงหน้านี่แหล่ะ

“แต่ซายน์”

“ชาร์ฟังฉันนะ” หล่อนหันกลับมามองหน้าเขาด้วยแววตาจริงจัง แม้ว่าภายในใจจะร่ำร้องว่าอยากจะหนีไปให้สุดกู่ก็ตาม แต่วันนี้..หล่อนไม่ต้องการที่จะหนีหัวใจตัวเองอีกแล้ว “ฉันรักนาย รักนายมาตั้งแต่สมัยที่เราอยู่มอต้นมาด้วยกันแล้ว แม้จะรู้ว่ามันจะเป็นรักข้างเดียวก็ตาม แต่ฉะ..ฉันก็…” เสียงของหล่อนขาดห้วง หญิงสาวรีบหันหลังให้เขาในทันที ..อย่านะ..อย่าร้องออกมา..รู้แล้วไม่ใช่เหรอว่าคำตอบมันจะเป็นยังไง..ได้โปรดเถอะน้ำตา..อย่าไหลออกมาเลย..

พิชามญชุ์สูดหายใจโดยแรงเข้าปอดที่หนึ่งก่อนจะหันมามองหน้าร่างสูงอย่างเต็มภาคภูมิ ...ก็ในเมื่อหล่อนตัดสินใจออกไปแล้วนี่ หล่อนจะกลัวกับคำตอบมันอีกทำไมกันล่ะ ก็ในเมื่อไม่มีประโยชน์ที่จะต้องเก็บมันไว้อีกแล้วนี่ อย่างน้อย..จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายเหมือนวันที่เขาสอบติดนายร้อยอีก “และที่ฉะ..ฉัน…ที่ฉันไม่ยอมให้นายจูบมันก็เพราะ..เพราะ..เพราะว่านายไม่ได้รักฉัน”

ความเงียบเกิดขึ้นกับคนทั้งคู่อยู่อึดใจหนึ่งก่อนที่ชานนท์จะเอ่ยทำลายความเงียบท่ามกลางความกดดันที่รายล้อมนั้นเสีย

“ฉันเสียใจซายน์” ให้ตายเถอะ ! นี่เขาทำอะไรลงไป…เขา..เลวสิ้นดี นี่เขาต้องทำไม..ทำไมต้องทำให้หล่อนเสียใจด้วย นี่มันไม่ใช่ครั้งแรกด้วยซ้ำ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเคยคิดว่าเขารักนริศรา แต่ที่จริงแล้วในซอกหลีบอันลึกสุดใจนั้นเขาค้นพบแล้วว่าที่จริงนั้นหัวใจเขานั้นทั้งรัก ต้องการและโหยหาหล่อนเพียงใด เขา..เสียใจ..เสียใจจริง ๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยถามใจตัวเองจริง ๆ ว่าเขารักใคร จนทำให้หล่อนต้องคิดว่าเขารักแต่นริศราอยู่คนเดียวแบบนี้

ร่างสูงเชยคางหญิงสาวขึ้นให้เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นดวงตาคู่หวานที่แดงก่ำ ไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว แขนแข็งแรงรวบร่างบางเข้ามาในอ้อมกอดโดยทันที ขณะที่มือใหญ่ลูบแผ่นหลังบางเสมือนกับปลอบโยน

“ฮือ..ฮือ..ขอ..ขอโทษนะที่ฉันรักนาย” พิชามญชุ์สะอื้น ไหล่เล็ก ๆ สั่นสะท้าน นี่หล่อนทำอะไรลงไปนี่ หล่อนคิดผิดใช่ไหมที่พูดออกไปแบบนั้น ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่พูดคำว่าเสียใจออกมาหรอก หล่อน..โธ่..ไม่น่าเลย ไม่น่าเลยจริง ๆ ที่พูดออกไปแบบนั้น เขาจะยิ่งลำบากใจ แล้วไหนจะความเป็นเพื่อน มิตรภาพระหว่างเรา..นี่หล่อนคิดผิดไปจริง ๆ ใช่ไหม

พิชามญชุ์ผละตัวออกจากร่างหนา หล่อนก้าวเท้าออกไปก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ส่งเสียกเรียกและคว้าหล่อนมากอดไว้แนบกายได้ทันตามเดิม

“ซายน์” ชายหนุ่มทำท่าจะก้าวตามร่างบางที่เดินหายเข้าไปยังห้องนอน แต่แล้วก็มิอาจทำได้ดังใจคิดเมื่อมีเสียงประตูกระจกเคาะเรียกเสียก่อน …มาได้จังหวะจริง ๆ… ชานนท์ถอนหายใจทีหนึ่งพลางจะหันไปมองยังบันได ก่อนจะสาวเท้าไปเลื่อนบานกระจกใสด้วยใจชา ๆ เหมือนคนอมทุกข์





นี่หล่อนคิดผิดจริง ๆ ใช่ไหมที่พูดออกไปแบบนั้น หล่อนไม่น่าทำแบบนั้นเลยจริง ๆ น่าจะสู้ทนเก็บมันไว้ต่อ อย่างน้อย..ก็ยังแสร้งทำว่าเป็นเพื่อนกันต่อไปได้ เวลาเอ๋ย…ขอเถอะนะ…เวลาแห่งความสุข ช่วยยืดมันออกไปอีกหน่อยได้ไหม เวลาที่หล่อนจะได้ใช้ชื่อว่า ‘พิชามญชุ์ กิตติพงษ์ขจร’ ช่วยยืดมันออกไปอีกสักนิดเถอะ แม้จะต้องแลกกับความเจ็ดปวดเท่าไหร่ก็ยอม

ชาร์..ขอร้องล่ะอย่าทำให้ซายน์รักชาร์ไปมากกว่าเลย แค่นี้..มันก็เจ็บเกินพออยู่แล้ว

เมื่อรู้สึกตัวว่าหล่อนไม่สมควรร้องไห้แล้ว หญิงสาวรีบปาดน้ำตาที่เหลือทิ้งไปพร้อม ๆ กับความเสียใจที่มันหลงเหลืออยู่จนสนิท ใช่ ! ที่หล่อนเป็นแบบนี้เพราะหล่อนเลือกเอง หญิงสาวจ้องมองตุ๊กตาตัวโปรดอย่างหมายมาด มือบางกำผ้าปูที่นอนจนยับย่นเมื่อนึกคำพูดของคน ๆ หนึ่งที่มีศักดิ์เป็นถึงอาเฮียของตน

‘จำเวลาที่เฮียสอนเราไว้นะซายน์ เฮียไม่มีหรอกนะ..ไอ้ยางลบที่จะให้เรา เฮียมีแต่ดินสอเท่านั้นที่เฮียจะให้เรา..จำไว้ซายน์..ซายน์มีแค่ดินสอเท่านั้น ’

จริงสินะ ! คนเราไม่สามารถที่จะใช้ยางลบลบสิ่งที่เราไม่อยากจะจำมันออกไปได้ เรามือแต่เพียงดินสอเท่านั้นในมือ ดินสอที่จะนำเราเขียนบทบาทชีวิตให้เราต่อไปได้ ใช่สินะ..หล่อนจะไม่มีวันยอมแพ้หรอก แค่เวลาที่เหลืออยู่นี้มันคือฟางเส้นสุดท้ายแล้ว หล่อนจะต้องทำให้เขารักหล่อนให้ได้ แม้จะต้องแลกมาด้วยหัวใจหล่อนทั้งดวงก็ตาม !!





ธีรเดชกับศริณธรพร้อมกับตาอิงค์ อชิตะ..ลูกชายวัยเพียงแปดเดือนเศษซึ่งธีรเดชกำลังอุ้มอยู่ในขณะนี้มาก่อนเวลานัดทานอาหารมื้อค่ำที่บ้านก่อนเวลาที่นัดไว้เล็กน้อยช่วยทำให้ชานนท์ต้องรีบปรับทั้งอารมณ์ ท่าทาง และสีหน้าให้กลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

“หวังว่าเราคงไม่มาเร็วไปนะนายนนท์” ศริณธรยืนยิ้มอยู่ที่หน้าธรณีประตู ชานนท์ยิ้มไม่เอ่ยอะไรพลางส่ายหน้าปฏิเสธ

“เชิญคุณ ๆ ทั้งหลายเลยครับ คุณฝนผมเดาว่าไอ้เดชมันคงต้องล้างกระเพาะมาตั้งแต่เมื่อวานเย็นแล้วแน่ ๆ เฮ้ยจริงหรือปล่าววะไอ้เดช” ท้ายเสียงไม่วายที่จะหันไป ‘กัด’ เพื่อน

“ไม่จริงเว้ย !” พ่อลูกอ่อนโวย “ข้าแค่ล้างท้องมาตั้งแต่สามวันก่อน อาฮ่ะ ล้อเล่นว่ะไอ้นนท์”

“ยังไงก็นิมนต์คุณ ๆ เข้ามาก่อนเถอะครับ คุณฝนซายน์เขาเพิ่งอบคุ๊กกี้เสร็จเดี๋ยวก็คงลงมาครับ” ชานนท์บอกเมื่อเห็นคุณแม่ยังสาวของเพื่อนทำท่าทางชะเง้อมองหา ‘พันธมิตร’ ก่อนจะผายมือเชิญทั้งสองเข้าบ้าน

พิชามญชุ์และศริณธรรู้จักกันครั้งแรกที่โรงพยาบาลสัตหีบ หลังจากที่พิชามญชุ์ย้ายเข้าไปทำงานโรงพยาบาลได้สองอาทิตย์กว่า ๆ และมีศริณธรซึ่งเป็นหัวหน้าพยาบาลประจำตึกกุมารเวชเป็นผู้ช่วย ด้วยความที่พิชามญชุ์ยังไม่รู้จักใครมากนัก ก็ได้ศริณธรนี่แหล่ะคอยแนะนำจนทำให้คนทั้งคู่สนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว ภายหลังได้มาทราบว่าศริณธรเป็นภรรยาของธีรเดชเมื่อตอนที่เจอกับธีรเดชอีกครั้ง หลังจากพบธีรเดชครั้งแรกเมื่อวันแต่งงานซึ่งเขาก็ได้บอกว่าที่วันนั้นภรรยาตนไม่มาก็เพราะเห็นว่ายังคงแพ้ท้องอยู่ ตนเองจึงเป็นคนบอกให้ภรรยาสาวอยู่บ้านแทนที่จะมางานแต่งกับตน

“อ่ะซายน์ลงมาพอดีเลย” ศริณธรเอ่ยพลางกวักมือเรียก

พิชามญชุ์เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวใหม่เสร็จแล้วจึงเดินออกมาจากห้อง ได้ยินเสียงพูดคุยกันของคนทั้งหมดตั้งแต่อยู่ที่ตีนบันได เมื่อศริณธรหันมาเห็นหล่อนจึงรีบเข้ามาสวมกอดทักทายด้วยความสนิทสนม

“คิดถึงซายน์จังเลยอ่ะ เป็นไงบ้างลาพักร้อนสองอาทิตย์ โอเคไหม นายนนท์บ้าใช้งานซายน์หนักหรือปล่าว” ท้ายประโยคมีการแหย่เล็กน้อย

“อ้าวคุณฝนครับ พูดแบบนี้ผมเขินล์ตายเลย” ชานนท์พูดทีเล่นทีจริง

“ไอ้หอก เขาไม่ได้ชมเอ็ง เขาด่าเอ็งต่างหาก” ธีรเดชแก้

“นี่เอ็งลืมไปหรือปล่าววะที่ว่า ผู้หญิงด่าแสดงว่าผู้หญิงรักน่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยลอยหน้าลอยตาล้อเลียนเพื่อน

“ไอ้หอก นั่นมันเมียข้า เดี๋ยวปั้ด..” คนหวงเมียโวยขึ้นด้วยท่าทีไม่จริงจังนัก เพราะรู้ดีถึงนิสัยที่ทั้งเขาและชานนท์ก็มีไม่ต่างกันเลยนั่นก็คือ..ปากสุนัข

“เอาน่า..นะนะ ไปกินข้าวกันดีกว่าค่ะ ซายน์ทำเสร็จตั้งนานแล้วนะแล้วซายน์ก็หิวแล้วด้วย งานนี้มีเคืองแน่ ๆ ค่ะถ้าทำให้กับข้าวซายน์เป็นหมันล่ะน่าดู” หญิงสาวบอกกับทุกคนก่อนจะคล้องแขนพยาบาลสาวแม่ลูกอ่อนไปยังโต๊ะอาหาร

ทั้งหมดเดินมานั่งยังโต๊ะอาหารซึ่งเป็นทรงกลม กับข้าวหน้าตาน่ารับประทานที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วยวนจมูก ทั้งไข่เจียวทรงเครื่อง ผัดเปรี้ยวหวาน แกงส้มชะอมทอด ต้มยำปลา ชานนท์เดินมานั่งทางด้านซ้ายของพิชามญชุ์ ส่วนทางด้านขวาของหล่อนก็เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากและขนาบข้างด้วยตาอิงค์กับธีรเดชนั่นเอง

“ลงมือกันเถอะค่ะ ข้างในตู้เย็นซายน์ทำเค้กไอศกรีมอีกนะคะ เผื่อไม่อิ่มกัน” หญิงสาวเอ่ยเสียงหวานพลางส่งยิ้มให้กับทุกคน

“ซายน์ทำกับข้าวเก่งจัง คราวก่อนตอนไปบ้านฝน ฝนนะติดใจท๊อฟฟี่เค้กฝีมือซายน์ไม่หายเลยเนี่ย” คุณแม่ลูกอ่อนวัยแปดเดือนเอ่ยน้ำเสียงชื่นชมขณะตักข้าวป้อนใส่ปากลูกน้อย

“มิน่าล่ะไอ้นนท์ ไอ้กรณ์กับไอ้วัจน์ถึงได้หาว่าเอ็งอ้วนขึ้นว่ะ”

“อ้าวนี่ไอ้เวร..ข้าว่าหนึ่งในนั้นรวมเอ็งด้วยล่ะมั้งไอ้เดช” ชานนท์หัวเราะ “เอาเถอะว่ะไม่งั้นเขาคงไม่บอกว่าอย่าถือสาคนบ้า อย่าว่าคนเมา โดยเฉพาะคนเมาที่ชื่อธีรเดช”

“เออ..จะว่าไปแล้วมันก็คิดถึงเมื่อครั้งอดีตว่ะ เอ็ง ข้า ไอ้กรณ์ ไอ้วัจน์ ไอ้กฤษณ์เคยก๊งเหล้ากัน วันนี้มีแค่สองข้าว่าวันนี้เอ็งกับข้ามาเมาแทนไอ้พวกนั้นดีปล่าว” ธีรเดชพูดทีเล่นทีจริง

“นี่แน่ะ !” ศริณธรตีเพี้ยะที่หัวไหล่สามี “ต่อหน้าเมียเลยนะคะที่รัก แต่งงานแล้ว..ไม่ทราบว่าคุณธีรเดชยังริอ่านซ่าอีกหรือคะ”

“โถ ๆ คุณภรรยาสุดรักสุดสวาทครับ ไอ้กระผมนายธีรเดชคนนี้ไม่กล้าหรอกครับ เพราะหัวใจของทหารเรือที่หน้าตาดีอย่างธีรเดชมันศิโรราบให้กับคุณภรรยาหมดแล้วล่ะครับ” ธีรเดชยิ้มทะเล้นให้กับภรรยาสาวพลางทำท่าชูสามนิ้ววันทยาหัตถ์แบบลูกเสือ

“เฮ้ย ๆ ข้าเห็นแล้วมันชวนอ้วกว่ะไอ้เดช”

“เออ ๆ ไว้ให้เอ็งโดนคุณซายน์ทำโทษเหอะ”

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จคนที่บอกว่าหิวที่สุดกลับทานลงไปได้ไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ของจานเท่านั้น หญิงสาวนั่งเงียบตลอดขณะนั่งรับประทานอาหาร หล่อนทั้งเหนื่อย..เหนื่อยกายน่ะมันไม่เท่าไหร่ แต่เหนื่อยใจสิมันยิ่งกว่า รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่รักยังจะไปจี้หัวใจตัวเองให้มันเจ็บอีก ขณะที่พิชามญชุ์จมปลักอยู่กับความคิดของตัวเองโดยที่ไม่ทันรับรู้ถึงศริณธรที่แอบลอบสังเกตหล่อนเป็นพัก ๆ แล้ว เมื่อถึงคราวประจวบเหมาะพยาบาลสาวจึงรีบปรี่ตามพิชามญชุ์ไปช่วยล้างจาน ธีรเดชเลิกคิ้วแปลกใจเล็กน้อยตอนหันไปมองก่อนจะหันมาคุยกับชานนท์ต่อแล้วเดินไปที่โซฟารับแขกพร้อม ๆ กับอุ้มลูกน้อยตามไปด้วยนั่นเอง

“ท่าทางเหมือนซายน์ไม่ค่อยสบายเลยนะ มีอะไรรึปล่าวที่ฝนพอจะช่วยได้บอกฝนได้เลยนะ” ศริณธรเอ่ยกับพิชามญชุ์ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเทเศษอาหารจากจานขณะที่ตัวหล่อนเองกำลังจัดการล้างจานบางส่วนอยู่

“ปล่าวนี่คะ ซายน์ก็โอเคดี” พิชามญชุ์ยิ้ม

“คิดเรื่องของนายนนท์อีกล่ะสิ”

“ปล่าวซะหน่อยคุณฝนก็..เดาไปเรื่อย” หล่อนทำท่าเฉไฉหลบสายตาที่จ้องมองของคนตรงหน้า

“ฝนก็เดาไปอย่างงั้นแหล่ะก็เห็นซายน์มองไปทางนั้นตลอด จะว่าไปแล้วนะวันที่นายนนท์แต่งงานกับซายน์น่ะทำเอาพยาบาลสาว ๆ หลายคนอกหักกันเป็นแถบ ๆ เชียวนะ”

“หน้าอย่างชาร์เนี่ยนะคะคุณฝน ทั้งขี้เก้ก ปากร้าย ชอบยียวนกวนประสาทที่สุดเนี่ยน่ะเหรอคะ” หล่อนว่าแต่ก็ไม่วายอดที่จะชะแง้มองไปทางห้องนั่งเล่น

“ไม่รู้…สิ” ศริณธรลากเสียง “ฝนว่านายนนท์ดูเหมาะกับซายน์มากเลยนะ ถึงฝนจะมารู้จักซายน์ทีหลังก็เถอะ แต่ฝนเชื่อในลางสังหรณ์ตัวเองนะ ฝนคิดว่านายนนท์เปลี่ยนไปมากตั้งแต่เขาได้แต่งงานกับซายน์เหมือนกับว่าตานั่นเจอสิ่งที่ขาดหายไปล่ะมั้ง” ศริณธรหัวเราะ

“สิ่งที่หายไป” พิชามญชุ์เอ่ยเสียงแผ่วคล้ายกับรำพึงกับตัวเองเสียมากกว่า

“อืม..นายนนท์น่ะก็เหมือนกับธีรเดชแล้วก็กลุ่มเพื่อนเขาน่ะแหล่ะ สเน่ห์แรง และไม่มีวันยอมที่จะหาห่วงมาผูกคอง่าย ๆ แต่ก็นะไม่รู้สิ..ความรู้สึกที่ฝนมองนนท์ตอนนี้ฝนรู้สึกว่านายนนท์เหมาะที่จะเป็นพ่อคนมากเลยนะ”

“ซายน์ว่าไม่หรอกค่ะ” คงไม่มีทางเป็นไปได้หรอกค่ะคุณฝน ชาร์เขาไม่ได้รักซายน์นะคะ มีแต่ซายน์เท่านั้นเอง..ที่ไปหลงรักเขาข้างเดียว อีกอย่างสัญญาแต่งงานของเขากับหล่อนมันก็มีพันธะแค่เพียงปีเดียวเท่านั้น หล่อนรู้ดีว่าถ้าหากระหว่างนี้หล่อนท้องขึ้นมา คนอย่างชานนท์มีความรับผิดชอบสูงมากพอที่จะไม่ลังเลเลยว่าต้องการทั้งลูกและหล่อนให้อยู่ต่อ เพราะ..เขาไม่ต้องการให้ลูกเป็นเหมือนอย่างที่เขาเป็น..ความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง และไม่มีพ่อเหมือนอย่างในสมัยเด็กที่เขาเสียแม่ไปตั้งแต่ยังไม่ทันจำความได้ และเพราะอย่างนั้นหล่อนจึงไม่ต้องการที่จะใช้คำว่าลูกมาผูกมัดเขา หล่อนอยากให้เขารักหล่อนเพราะเป็นตัวหล่อนจริง ๆ มากกว่า

“ไม่จริงหรอกลองแอบดูภาพนี้สิ”

ศริณธรคุณแม่ยังสาวดันหลังของพิชามญชุ์มายืนอยู่ที่ตรงประตูในมุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็นได้ด้วยเนื่องมาจากมีผ้าม่านสีขาวกั้นบาง ๆ อยู่

ภาพที่พิชามญชุ์เห็นตรงหน้าแทบทำเอาหล่อนหยุดหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง ทั้งปลื้มใจ อบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นชานนท์กำลังอุ้มทารกน้อยวัยแปดเดือนขึ้นพาดบ่าพลางโคลงตัวไปมาราวกับกล่อมเด็กน้อยที่กำลังหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข ใบหน้าคมฉายแววอ่อนโยนยิ่งนักเสมือนกันเขาเป็นบิดาของทารกน้อยจริง ๆ จมูกโด่งเป็นสันกดจูบเบา ๆ ไปยังกลางกระหม่อมขณะที่มือใหญ่กำลังตบหลังเด็กน้อยไปมา ๆ พิชามญชุ์รีบปาดน้ำตาทิ้งออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อพบว่าภาพในคลองจักษุเริ่มที่จะพร่าเลือน ก่อนจะหันมายิ้มให้กับศริณธรที่ยิ้มกว้างให้หล่อนรออยู่ก่อนแล้ว

“ค่ะคุณฝน ชาร์เขาเหมาะจะเป็นพ่อคนจริง ๆ น่ะแหล่ะค่ะ” แต่หล่อนเองน่ะแหล่ะที่ไม่มีค่าพอจะเป็นแม่ของลูกให้เขา..ใช่ตัวหล่อนเอง





อีกด้านหนึ่งของคอนโดหรูภายในตึกสูงย่านใจกลางเมืองนครปฐม ขณะที่ใครคนหนึ่งกำลังตื้นตันใจกับสิ่งที่เห็น แต่กับอีกคนหนึ่งที่ชื่อสุธารดี ธีรพลากรกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้หล่อนหงุดหงิดและหงุดหงิดเอามาก ๆ ตั้งแต่นริศราพี่สาวของหล่อนเริ่มมีข้อพิพาทเล็ก ๆ เป็นการภายในเกี่ยวกับละครเรื่องใหม่ที่พี่สาวหล่อนได้รับการทาบทามให้รับบทนางเอกของเรื่องนี้ทำให้นริศราต้องเจอกับโปรดิวเซอร์ที่คอยส่งสายตาเล้าโลมอยู่ตลอดเวลา มันทำให้พี่สาวหล่อนรังเกียจและนั่นก็ย่อมหมายความว่าพี่สาวหล่อนกำลังตัดเส้นทางที่จะทำให้หล่อนได้ก้าวเข้าสู่วงการมายาอย่างไม่ต้องสงสัย …แหมกะอีแค่เปลืองตัวนิด ๆ หน่อย ๆ ทำเป็นดัดจริตไปได้ !…

เท่านั้นยังไม่พอตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมานริศรามีพฤติกรรมแปลก ๆ น่าสงสัยทำให้หล่อนรู้สึกไม่ชอบมาพากลในตัวของพี่สาวหลายอย่าง เป็นเรื่องปรกติอยู่แล้วที่พี่สาวหล่อนไม่ใคร่ที่จะกลับมาคอนโดบ่อยนัก แต่อย่างนั้นก็เถอะ..นริศราไม่เคยทิ้งช่วงนานเกินสองสามสัปดาห์แบบนี้ อย่างที่สองนอกจากจะกลับบ้านไม่ค่อยบ่อยแล้ว(ซึ่งหล่อนเองก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ถือเสียว่ามีเงินเอามาให้หล่อนใช้ได้ไม่ขาดมือละกัน) แต่โทรศัพท์นี่สิ ! ไม่ได้ไม่ดีก็ปิดเครื่องมันตลอด..คุยทีกลัวดอกพิกุลมันจะร่วงหรือยังไงถึงได้ตัดบทสั้น ๆ เหมือนกับกำลังปิดบังหรือหลบอะไรสักอย่างอยู่นี่แหล่ะ

ข้อสุดท้าย..ที่ทำให้หล่อนรู้สึกถึงความเปลี่ยนไปในตัวของนริศราที่มี ซึ่งข้อนี้หล่อนยอมไม่ได้เด็ดขาด นริศรามีอาการแปลก ๆ ออกมาให้เห็นแทบจะทุกครั้งที่หล่อนถึงวิชยุตม์อาจารย์หนุ่มที่หล่อนกำลังพยายามคั่วอยู่ มันจะเป็นแบบที่หล่อนตั้งข้อสันนิษฐานหรือไม่หล่อนไม่รู้ แต่ที่รู้ ๆ ก็คือถึงแม้ว่านริศราจะเป็นพี่สาวหล่อนก็ตาม แต่วิชยุตม์ก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งของหล่อน หล่อนจะไม่มีวันยอมปล่อยให้เขาหลุดมือไปง่าย ๆ แน่เหมือนกับนังพิชามญชุ์ที่ครั้งหนึ่งมันบังอาจมาแย่งชานนท์ไปจากหนึ่งในบรรดาผู้ชายที่หล่อนคัดสรรไว้เป็นตัวเลือก แต่กระนั้นก็เถอะมันก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานภายในใจที่หล่อนไม่ต้องการให้มันเป็นเท่านั้น เพราะฉะนั้นวิชยุตม์..เขาจะต้องเป็นของหล่อนคนเดียวเท่านั้น ไม่ว่าพี่ฝันหรือใครหน้าไหนก็ตามถ้าริอ่านมาแย่งของของหล่อนก็เท่ากับประกาศสงครามกับหล่อนเช่นกัน และคนอย่างสุธารดีมีไม่มีคำว่า ‘ยอมแพ้’ ด้วย

สุธารดีตวัดสายตามองไปยังกรอบรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะในภาพที่หล่อนยืนถ่ายรูปคู่กับพี่สาวหล่อนในวันรับปริญญาของนริศราเมื่อหลายปีก่อนด้วยสายตาที่มุ่งมาด ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดกระเป๋าถือยี่ห้อดังพลางหยิบ ‘สิ่งนั้น’ ซึ่งเป็นของสำคัญประจำตัวของหล่อนขึ้นมาอย่างเช่นเคย



โดย : โฟลล์เรย์
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 3 ม.ค. ปี 2007 [ เวลา 17 : 1 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook