บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> นางคอย

เรื่อง : นางคอย


เสียงบางอย่างปลุกให้นราตื่นจากการหลับใหล เสียงที่โหยหวนหวานเศร้าราวมโหรีเพลงไทยเดิม ฟังเหมือนรู้จักแต่ก็เหมือนไม่รู้จัก ดังแว่วแผ่วๆลอยมาตามลมเหมือนคนร้องเพลงกำลังทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส บางช่วงของเพลงฟังคล้ายกำลังสะอื้นไห้ เสียงรบเร้าประ
หลาดทำให้นราลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู ก้าวออกไปตามหาที่มาของเสียงนั้น

เบื้องนอกที่มืดและเงียบสงบยามตีสอง ดวงจันทร์คืนข้างแรมที่ลอยอยู่บนฟ้าสีมัวหมองหม่น ทำให้หนทางไกลออกไปที่ข้างหน้าเป็นสีเทาทึบ ยิ่งในดงไม้ด้วยแล้วหมอกเบาบางปกคลุมทั่ว ยากนักที่ใครจะเดินผ่านเข้าไปได้

แต่นราเดินเหมือนคนเจนทางทั้งที่หลับตา หลังดงไม้ออกไปอีกฝั่งของป่า ร่างที่ยืนนิ่งสงบไม่ไหวติงในความมืด ร่างที่ยืนตากแดดตากฝนมานานแสนนาน เสียงมโหรีดังแว่วออกมาจากบริเวณนั้น

ใบหน้าเศร้าสร้อยมีหยดน้ำตาสองข้างแก้ม ไม่เคยหายไปไหนยังคงคอยอยู่ตรงนั้น คอยวันคอยคืน คอยอย่างอาลัยอาวรณ์ คอย
อย่างเชื่อมั่นว่าสักวัน..เขาต้องกลับมา กลับมาหาจันกะคนนี้ตามสัญญารัก นราลูบไล้ใบหน้านั้นด้วยสองมือที่อุ่นๆราวมือของคนรักที่เฝ้าคอยปลอบใจกัน

“กรี๊งงงงงง”

เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นห้อง นราสปริงตัวลุกอย่างตกใจ ลูกทัวร์ทั้งหมดวันนี้มีมากถึงร้อยกว่าคน พี่ชายหาผู้ช่วยไม่ทัน เนื่องจากเป็นวันหยุดเทศกาล ไกด์ทุกคนมีงานล้นมือ เขาซึ่งได้รับการอุปการะทุนเรียนจากพี่ชาย จำต้องรับปากมาช่วยงานทั้งๆที่มีนัดกับเพื่อนกลุ่มใหญ่และสาวคนนั้นซึ่งหมายปองมานาน

เขากับนรินทร์และไกด์อีกสองคน นำทางชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ลัดเลาะผ่านป่าโปร่งไปยืนที่เนินบริเวณดงไม้ รูปปั้นหินแปลกตาราวสาวแขก ที่มีนิทานเล่าต่อๆกันมาว่าเป็นคนที่ถูกสาปยืนนิ่งเป็นหินเพื่อรอคนรัก เสียงพี่ชายที่กำลังยืนบรรยายความเป็นมาเรียกความสนใจจากลูกทัวร์มากยิ่งขึ้น กล้องนับสิบที่ยกเล็งแต่ไกลกับมือถืออีกมากมายหลายสิบเครื่องของลูกทัวร์ กำลังพากันกดภาพทุกมุมมองไม่หยุดนิ่ง

“จาคะกับวียาเป็นคนชาวมาเลเซีย ที่ลักลอบได้เสียกันจนวียาตั้งท้องได้ราวสามเดือน ก็หลบหนีมาอาศัยอยู่ที่นี่ เพราะกลัวพ่อของวียาซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของหมอผีในหมู่บ้านชาวเล เมื่อวียาคลอดลูกสาวที่ชื่อจันกะ พ่อของวียาตามหาตัวพบก็ให้อภัยลูกสาวกับลูกเขย เพราะตัวเองก็ใกล้ตาย มีหลานสืบวิชาอาคมแทน ก็พอใจแล้ว ด้วยเพราะว่าวิชาอาคมของบรรพบุรุษเขาถ้าไม่ถ่ายทอดให้อีกคน จะตายอย่างทุรนทุรายถึง10คืน10วัน”

ชาวต่างชาติหลายคนเข้าไปลูบไล้หินก้อนนั้นแทบไม่เชื่อสายตา หินที่มีขนาดเท่ารูปร่างหญิงสาวทั่วๆไป ส่วนเว้าส่วนโค้งที่งดงามยากนักที่จะมีช่างแกะสลักได้คล้ายคลึง เมื่อชาวต่างชาติที่สูงใหญ่หลายคนล้อมเข้ามา ต่างสอบถามไกด์เพื่อขอทดลองยกหินก้อนนั้น เมื่อนรินทร์พยักหน้าและจัดท่าทางให้ลูกทัวร์ยืนหันหน้าชิดติดหินก้อนนั้น หลายคนก็ยกหินก้อนนั้นได้อย่างง่ายดาย หินที่หนักราว53กิโลกรัมกับความสูงราว 165 เซ็นติเมตร

แต่เมื่อชาวต่างชาติผู้นั้นลองขยับขาคิดก้าวห่างจากจุดนั้น กลับก้าวขาไม่ออก!!! ต่อเมื่อว่างหินลงก็ก้าวได้เป็นปรกติเหมือนเดิม

“วียาลูกสาวของพ่อเฒ่าปารุหมอผีที่มีอำนาจลึกลับจากอาคมวิเศษ จำต้องถ่ายทอดวิชาให้ลูกเขยแทนลูกสาว เพราะลูกสาวเมื่อกลับมาก็เริ่มเจ็บออดๆแอดๆ และเมื่อถ่ายทอดวิชาให้ลูกเขยได้ไม่นาน พ่อตาก็ตายจากไป วียาตายตามพ่อไปในเดือนถัดมา จากนั้นจาคะเลี้ยงลูกสาวเพียงลำพังคนเดียว จนจันกะอายุ 16 ปีก็เรียนวิชาอาคมจบ ต่อมาจันกะได้หมั้นหมายกับลูกชายของเจ้าของเรือประมงใหญ่ในหมู่บ้านนั้น...”

นราเดินไปยืนมองรูปปั้นนั้นอีกครั้ง ทำไมช่างเหมือนภาพในความฝันของเขานะพักนี้เขามักฝันประหลาดซ้ำๆซากๆเกี่ยวกับรูปปั้น และสถานที่แห่งนี้ทั้งที่เพิ่งเคยมาพบเห็นเป็นครั้งแรก เสียงนรินทร์ดังต่อไปอีกว่า

“ก่อนแต่งงานเพียงหนึ่งคืน ซาโย๊ะคู่หมั้นหนุ่มเกิดหายไปในระหว่างทางที่แล่นเรือประมงกลับเข้าฝั่ง จันกะเป็นลมหลายต่อหลายครั้ง มักมายืนรอคู่หมั้นที่ตรงนี้แม้ใครๆจะเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว แต่จันกะก็ยังคิดว่าเขาจะกลับมา ปีหนึ่งผ่านไปเธอก็ยังคงมายืนรอจนพ่อล้มเจ็บ ก่อนพ่อจะตายยังเป็นห่วงลูกสาวจึงรวบรวมแรงที่เหลือทั้งหมดสวดมนตร์คาถาอันศักด์สิทธิ์ของตระกูล เพื่อช่วยสาปให้ลูกเป็นหิน ยืนรอคนรักไม่ให้คนมาทำอันตรายได้ และวันไหนที่คนรักของลูกกลับมา หินก้อนนี้ก็จะกลายสภาพเป็นคนเหมือนเดิม”

เสียงปรกมือจากทั่วทิศ ไม่นานไกด์สองคนก็มานำทางทุกคนไปขึ้นรถทัวร์ เพื่อแวะรับประทานอาหารที่ภักตาคาร ก่อนไปที่จุดนำเที่ยวอื่นต่อไป นราขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย เมื่อเหลือบมองออกนอกหน้าต่างไปนั้น ใจเขาเกิดมโนภาพประหลาด เขาคิดว่ารูปปั้นนั้นกำลังร้องไห้อ้อนวอนให้เขาไปลูบไล้ใบหน้าเธออีกครั้ง นราสบัดศีรษะไล่ความมึนงง

“น้องนะเหนื่อยหน่อยนะจ๊ะ แรกๆพี่ก็เป็นเหมือนกันแหละ”

พี่ศรีสาวใหญ่ไกด์ที่เจนงานมานานหลายสิบปี ยิ้มและพูดปลอบใจเขา นราเพียงพยักหน้า ก่อนหลับตาลงเพื่องีบเอาแรง

คืนนั้นหลังส่งลูกค้าที่บาร์ นราก็ได้รับอนุญาตให้กลับโรงแรมนอนพักได้ทันทีแต่กว่าเขาจะหลับสนิทก็ร่วมตีหนึ่ง เมื่อเคลิ้มๆจวนหลับสนิทเสียงพี่ชายก็ดังที่หน้าห้องพัก

“พี่ศรีรีบนอนก่อนนะครับ ผมจะลองโทรไปถามนายวินเรื่องแขกอีก25คนที่จะมาวันพรุ่งนี้ เสร็จแล้วจะจดรายละเอียดสอดที่ประตูให้ พี่กับนายนะไปจัดการรับมาพบกันที่สวนลิ้นจี่เลยนะ นายวัฒน์จะไปรอกับน้องโบว์ที่นั่นคงหากันพบแหละ”

นราคิดว่าเป็นเช้าที่ยุ่งเหยิงไม่น้อยกับคนไม่เคยงานเช่นเขา ลูกทัวร์ที่มากันคนละรอบเที่ยวบิน กว่าจะตามครบคนก็เลยเวลาไปเกือบชั่วโมง เมื่อรถพาทุกคนมาที่สวนลิ้นจี่ นรินทร์จึงให้น้องชายคุมลูกทัวร์อีกชุดกลับไปที่สนามบินอีครั้ง คืนนั้นเมื่อส่งลูกทัวร์ขึ้นเครื่องหมดแล้ว เขาจึงเดินทางกลับพร้อมกับไกด์ที่ชื่อโบว์ กลับถึงห้องพักที่คอนโดฯนราอาบน้ำเข้านอน ความเหน็ดเหนื่อยกับงานในสองวันที่ผ่านมา เขาจึงหลับใหลอย่างรวดเร็ว

“พี่ซาโย๊ะพี่กลับมาแล้วหรือคะ จันกะรอพี่มานานแสนนาน พี่ซาโย๊ะที่รัก”

นรากอดร่างงามนั้นแน่นกับอก เหมือนได้กลับคืนบ้านเดิมที่รอมานานแสนนานสักที

แค่รู้สึกเมื่อพบพักตร์
ได้ประจักษ์รักหวนคืน
นวลน้องนางที่แช่มชื่น
คือรักรื่นฉ่ำอุรา
พี่คืนเหย้ามาปลอบขวัญ
อย่าไหวหวั่นหลั่งน้ำตา
จากนี้ไปตราบสิ้นฟ้า
แม้สุดหล้าจะเคียงคู่กัน

จากคืนนั้นผ่านมาจนบัดนี้เข้าเดือนที่สามแล้ว นราฝันซ้ำซากจนเข้าใจทุกเรื่องราวในอดีตหลายร้อยปี เขารู้แล้วคนรักเขารออยู่ที่ไหน รออีกนิดเถิดนะอีกไม่กี่วันเขาจะปิดเทอมแล้ว เมื่อนั้นเขาจะเดินทางไปหาเธอ...นางคอยที่รัก


โดย : ยามี่จัง
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 30 ม.ค. ปี 2007 [ เวลา 14 : 40 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook