บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> เพิ่งรู้ว่ารัก(Just Realize)บทที่ 10

เรื่อง : เพิ่งรู้ว่ารัก(Just Realize)บทที่ 10

ลิ้งค์ตอนก่อนหน้านี้ค่ะ

http://my.dek-d.com/280533/story/view.php?id=186467

บทที่ 10 ความที่ไม่เข้าใจ

พิชามญชุ์ กิตติพงษ์ขจร เดินลงมาจากอาคารสูงชั้นที่สามของโรงพยาบาล ผ่านมายังกระจกใสที่สามารถมองทะลุผ่านเห็นสวนหย่อมขนาดกลางของโรงพยาบาลที่ปลูกไว้ด้วยต้นลีลาวดีที่พากันแข่งออกดอกสีขาวอมเหลืองอ่อนรายล้อมไปทั่วทางเดินเป็นทางยาว แม้ว่าจะเป็นเวลาเกือบบ่ายโมงแล้วทว่าคนไข้หลายคนก็คงชื่นชอบที่จะพากันมาสูดอากาศเย็น ๆ ของช่วงวสันตฤดูมากกว่าจะหลบอยู่แต่ภายในห้องพักเสียมากกว่า

หญิงสาวเพิ่งเสร็จจากการตรวจคนไข้เกือบสามสิบกว่ารายตั้งแต่เก้าโมงเช้าที่ตึกผู้ป่วยนอก โดยตัวตึกตั้งอยู่บนชั้นที่สามของตึกฉุกเฉินโดยมีทางเดินลาดยาวจากชั้นสามเชื่อมต่อกับตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาล ถัดไปทางด้านขวามือจะเป็นสะพานยาวทำด้วยเหล็กกล้าแข็งแรงเจาะเชื่อมกับโรงอาหารสำหรับแพทย์โดยเฉพาะที่เพิ่งพัฒนาปรับปรุงใหม่ก่อนที่หล่อนจะย้ายเข้ามาทำงานได้ไม่กี่เดือน

พิชามญชุ์เดินเข้าไปยังห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ สีเงินพลางกดปุ่มชั้นอันเดอร์กราวด์พร้อมกับเจ้าหน้าที่พยาบาลสามสี่คนที่ส่งยิ้มทักทักทายให้กับหล่อน หญิงสาวยิ้มหวานตอบพลางเสมองไปยังเลขหมายของปุ่มอิเล็กทรอนิกส์

กระทั่งไฟแสดงเลขหมายบนหน้าปัดปรากฎขึ้น ประตูลิฟต์เปิดออก ร่างบางก้าวไปยังซีตองสีขาวไข่มุกคันเก่งของตนเองเพื่อจะขับถอยออกไปยังลานจอดรถ ขณะที่มือบางกำลังเริ่มจะสตาร์ทรถแต่แล้วก็มีเสียงเรียกเข้าเป็นสัญญาณว่ามีคนโทรศัพท์เข้ามาดังขึ้นเสียก่อน

“ว่าไงยายวีแหม..เพื่อนแต่งงานไปตั้งนานเพิ่งโทรมาเหรอเจ้าคะ ฉันนึกว่าคุณวีสุดที่รักจะลืมเพื่อนไปแล้วซะอีก” พิชามญชุ์เอ่ย มือข้างหนึ่งจัดการใช้สมอลทอล์กติดเข้ากับลำตัว ก่อนจะขับรถต่อด้วยมือทั้งสองข้างตามเดิม

‘แหม ๆ แค่นี้ก็ทำบ่นเป็นยายแก่ไปได้ อิอิ ว่าแต่..นายนนท์เสียความบริสุทธิ์ให้กับเธอไปแล้วหรือยังล่ะ’

เออนะ…ยายวี…ไม่เจอกันสามเดือน ดูปากหล่อนสิ ! ปลาร้ายังมิเคยจืดจาง ขอเดาว่าเฮียพีทสุดที่รักต้องไม่อยู่ตรงนั้นแหงม ๆ

“บ้าเหรอ พูดจาน่าเกลียดยายวี” พิชามญชุ์เผลอตะโกนกรอกเสียงเข้าไปด้วยความอายโดยไม่รู้

‘ย่ะแม่คุณ ก็แค่แซวเล่น ๆ เท่านั้นเอง’ ท้ายเสียงหัวเราะคิกคัก

“แล้วนี่จะมาค้างจริงหรือปล่าววี ไม่โทรมาบอกกันล่วงหน้าเลยนะ”

‘จริงสิ แค่สามเดือนเองนะที่ฉันไม่โทรไปหาเธอ ไอ้เรารึหวังดีอุตส่าห์มีน้ำจิตน้ำใจงดงามยิ่งกว่าแม่พระไม่โทรไปรบกวนด้วยหวังว่าจะให้สวีทกับคนบางคนโดยไม่มีก้างขวางคอ’ วีรญาลากเสียงล้อเลียน

“ไหลไปได้เรื่อยนะยะหล่อนน่ะ” พิชามญชุ์แขวะ “ขอเดาว่าเฮียพีทไม่อยู่ล่ะสิ”

‘ผิดบรมเลยนะคร้าา ! ใครบอกพระสวามีสุดที่รักนั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังขับรถมาหาหล่อนยังไงล่ะ’

“ตายแล้ว !” หญิงสาวอุทาน “แล้วตอนนี้เธออยู่ไหน คงไม่ได้ไปรอที่บ้านแล้วหรอกนะ”

ไม่ใช่ว่าหล่อนกลัวว่าวีรญาเพื่อนสาวจะไปรอเก้อหรอก แต่คนอย่างวีรญาไว้ใจได้ซะที่ไหนกันล่ะก็หล่อนถือคติที่ว่า ‘ทำก่อน คิดทีหลัง’ ไม่ใช่ว่ายายวีป่านนี้ไปปีนรั้วเข้าบ้านหล่อนจนได้ทะเลาะกับชาร์หรอกนะ แต่นั่นก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับเพื่อนหล่อนจะคิดอะไรแผลง ๆ แกล้งชาร์แล้วทำให้หล่อนพลอยโดนหางเลขไปด้วย

“เดี๋ยว ๆ ยายวีนี่หล่อนอย่าเพิ่งทำบ้า ๆ ปีนเข้าบ้านฉันนะยะ อีกห้านาทีฉันจะถึงบ้านแล้ว” หญิงสาวละล่ำละลักบอกด้วยกลัวว่าจะเป็นอย่างที่หล่อนคิดไว้จริง ๆ

‘นี่เธอน่ะแหล่ะใจเย็น ๆ ก่อน ฉันคงไม่บ้าปีนรั้วบ้านหล่อนหรอกย่ะ ก็ตอนนี้…’

จู่ ๆ เสียงของเพื่อนสาวก็ขาดหายไปเสียดื้อ ๆ พิชามญชุ์ได้ยินเสียงวีรญาฮึดฮัดแบบงอน ๆ ผ่านโทรศัพท์ด้วยความไม่พอใจอะไรสักอย่างนี่แหล่ะ แต่แล้วความสงสัยของหล่อนก็ถูกเฉลยเมื่อคนที่พูดโทรศัพท์กับหล่อนแทนที่จะเป็นเพื่อนสาวแต่กลับเป็น..

‘ตอนนี้เฮียกำลังขับรถตามรถเราอยู่ตามความคิดของยายฮอบบิทนี่แหล่ะ’ ท้ายเสียงของผู้มีศักดิ์เป็นอาบอกเรียบ ๆ แต่พิชามญชุ์รู้ดีว่านั่นน่ะแฝงแกมขำของอาตนแล้วนั่นแหล่ะ

“เฮียพีท”

ยังไม่ทันที่พิชามญชุ์จะเอ่ยอะไรอีกต่อไป โทรศัพท์ของฝ่ายตรงข้ามก็ปิดสัญญาณลงเป็นการตัดบทสนทนาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ร่างสูงในชุดเครื่องแบบสีขาวของทหารเรือที่เพิ่งกลับมาจากศูนย์ฝึกไม่นานนี้กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟากำมะหยี่สีแดงนุ่ม ใบหน้าคมเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในมือเมื่อได้ยินเสียงไม่เบานักของแขกผู้มาเยือนซึ่งเขาเดาไว้ไม่ผิดเลยจริง ๆ …มาจนได้ยายวี..ยายตัวป่วน… หล่อนมาพร้อมกับร่างสูงเกือบร้อยแปดสิบเซนซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากณฐพล..สามีของวีรญา..รุ่นพี่ที่เขารู้จัก..ประธานวาร์กเกอร์สมัยตอนเขาเรียนมอต้นนั่นเอง

“หวัดดีครับพี่พีท ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”

ชานนท์ผุดลุกขึ้นจากโซฟาที่เคยนั่งพลางผายมือเชิญคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าให้นั่งลง ร่างสูงของหนุ่มใหญ่นั่งตรงข้ามกับชานนท์ แต่แล้วอีกคนซึ่งทำท่าว่าจะทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ สามีจู่ ๆ กลับเปลี่ยนใจขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยก่อนจะพาตัวเองไปนั่งยังเบาะเดี่ยวสีแดงทางด้านซ้ายมือของชานนท์เสียเอง ณฐพลเลิกคิ้วเล็กน้อยคล้ายจะถามแต่แล้วก็วางเฉยเสีย

“เดี๋ยวซายน์ไปเอาน้ำมาให้นะ วีตามสบายเลยจ๊ะ เฮียหิวหรือปล่าวคะขับรถมาตั้งไกลเดี๋ยวซายน์หาของกินในตู้เย็นให้ค่ะ” หญิงสาวตะโกนบอกทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในห้องครัว มือเรียวกำลังสาละวนกับการเตรียมของรับแขก ชานนท์อดไม่ได้ที่จะเผลอมองตามร่างบางที่อยู่ในครัวโดยไม่รู้ตัว

“นี่ไอ้นนท์..ระวังคอจะหักนะยะ” วีรญาเอ่ยด้วยท่าทีสบาย ๆ จึงทำให้ชายหนุ่มที่เผลอ ‘หลุดไต๋’ ให้เขาจับได้ต้องหันกลับมาทางเดิม

“แล้วนี่มากันได้ยังไงครับพี่พีท”

“ถามได้หายตัวมามั้งไอ้นนท์” วีรญาชิงตอบแทนสามีที่กำลังจะอ้าปากพูด ณฐพลใช้สายตาปรายมาทางภรรยาสาวเงียบ ๆ

“เฮ้อ..ขี้เกียจเถียงกับเธอแล้วยายวี ไหลไปได้เรื่อย”
ชานนท์ถอนหายใจ ขณะที่ภรรยาสาวทางนิตินัยกำลังถือมัฟฟินใส่จานมาหกเจ็ดก้อนพร้อมกับน้ำเปล่าเย็นเจี๊ยบติดมือมาด้วย หญิงสาวส่งมัฟฟินให้วีรญาก้อนหนึ่งซึ่งเพื่อนสาวได้ส่งสายตาพราวระยับให้ตอบ พิชามญชุ์ขมวดคิ้วงง ๆ แต่แล้วเมื่ออาเฮียของตนรับมัฟฟินต่อจากวีรญาแล้วนั่นแหล่ะ หล่อนก็ถึงบางอ้อ
‘ยายวีตัวแสบ’

หญิงสาวมองไปทางณฐพลแวบหนึ่งก่อนจะจัดการนั่งข้าง ๆ อาเฮียของตน ทว่าบริเวณที่ชายหนุ่มผู้เป็นสามีของเพื่อนสาวและมีศักดิ์เป็นอาเฮียของตนนั่งอยู่นั้นเป็นบริเวณแคบ จึงทำให้หญิงสาวต้องนั่งชิดติดกับหนุ่มใหญ่อย่างมิอาจเป็นอื่น ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาชานนท์ถึงกับขัดเคืองขึ้นมาตงิด ๆ ก่อนพยายามทำใจเปลี่ยนเป็นอุเบกขาวางเฉยเสีย แต่นั่นก็ไม่พ้นสายเจ้าเล่ห์ของวีรญาที่คอยสังเกตจับจ้องชายหนุ่มอยู่ตลอดเวลาไปได้ทำให้หล่อนต้องปั้นหน้าให้เป็นเป็นปรกติแม้ในใจจะอยากหัวเราะจนเต็มแก่

“ชาร์กลับมานานหรือยัง” พิชามญชุ์ถามด้วยคิดว่าเขาน่าจะมาก่อนหน้าหล่อนนานแล้ว

“ก่อนหน้าเธอไม่เท่าไหร่หรอก” ชานนท์ตอบเสียงเรียบทั้งที่ในใจเริ่มหงุดหงิดในอารมณ์อย่างบอกไม่ถูกเล็ก ๆ นี่หล่อนเป็นภรรยาเขานะมันต้องนั่งข้าง ๆ เขาสิ ไม่ใช่ไปนั่งข้างสามีคนอื่นเขาแบบนี้

“จริงสิ” วีรญาเอ่ยเสียงสูง “ซายน์..ปกติเธอนอนแยกห้องกับนายนนท์ใช่ไหม”

“ก็ใช่ ว่าแต่..คงไม่ใช่ว่า..” พิชามญชุ์อ้ำอึ้ง คงไม่ใช่ว่ายายวีจะมายึดห้องนอนหล่อนหรอกนะ ขืนให้หล่อนไปนอนห้องเดียวกันกับชาร์มีหวังคืนนี้หล่อนต้องนอนไม่หลับทั้งคืนแน่ ๆ เลย

ชานนท์มองหน้าวีรญาทีสลับกับภรรยาสาวทีหนึ่ง

“เป็นอันว่าคืนนี้ซายน์จะมานอนห้องเรา ไม่มีปัญหานะซายน์” ท้ายเสียงหันไปถามภรรยาสาว

“แต่ว่า..” หญิงสาวอึกอัก

“พี่ว่าเรานอนห้องไหนก็ได้ครับ ยังไงเสียเราก็เป็นแขก” ณฐพลซึ่งนั่งเงียบมานานพูดขึ้น ท้ายเสียงจงใจเตือนภรรยาสาวกราย ๆ ว่าเราเป็น ‘อะไร’ มือใหญ่บีบมือหลานสาวเบา ๆ เป็นเชิงว่าไม่เป็นไร พิชามญชุ์ก้มหน้าลงมองมือใหญ่ของผู้เป็นอา แต่ภาพที่ชานนท์เห็นกลับเป็นสามีของวีรญาทอดสายตาอ่อนหวานที่ฉายไปด้วยความรักในตัวหล่อน ทำเอาชานนท์เริ่มเดือดภายในใจปุด ๆ

“ไม่เป็นไรหรอกครับพี่พีท ยังไงเสียผมกับซายน์เราก็เป็น ‘ผัวเมีย’ กัน จะนอนห้องเดียวกันก็ไม่แปลกหรอกครับ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบ ๆ ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ทว่าจงใจบอกหนุ่มใหญ่ให้รู้โดยอ้อมว่าอะไรควรไม่ควร …มีวีรญาแล้ว..ก็ไม่ควรมายุ่มย่ามกับภรรยาคนอื่น

“ชาร์” พิชามญชุ์อ้าปากทำท่าจะแย้ง แต่เมื่อเห็นผู้มีศักดิ์เป็นอายิ้มจึงทำให้หล่อนจำต้องตอบตกลงแต่โดยดี

วู้ ! เสร็จโก๋ไปหนึ่งแล้วแผนเรา สะใจ ฮ่า ๆ ๆ นายนนท์เอ๋ย..นายขี้เก้ก นายติดเบ็ดฉันแล้ว หึ ๆ ตลอดช่วงสามวันที่ฉันอยู่บ้านนาย คอยดูเถอะ..ยายวีคนนี้จะทำให้นายหัวปั่นเลยล่ะ หึ ๆ แผนหนึ่งผ่านไป ดูซิ ! นายขี้เต๊ะ นายจะวางท่าไปได้สักกี่น้ำ
แต่ความจริง..ฉันว่านายน่าจะขอบคุณฉันมากกว่านะ !


“โอ้ยแย่จังเลยอ่ะซายน์” วีรญาโอดครวญ มือเล็ก ๆ กุมท้องเสียแน่นจนเสื้อยับตามแรงมือ

“วี เป็นอะไรน่ะ“ พิชามญชุ์ตกใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวจู่ ๆ ก็ร้องโอดครวญขึ้นมาเสียซะอย่างนั้น

“วีปวดท้อง” หล่อนทำท่าจะตายเสียให้ได้ ณฐพลมองปรายตามองภรรยาสาวเสมือนรู้ว่า ‘ออกลาย’“แปบนะวี เดี๋ยวซายน์ไปหยิบยามาให้” หญิงสาวทำท่าจะผุดลุกขึ้นถ้าไม่ถูกเสียงเรียกของคนร้องโอดโอยขัดเสียก่อน

“วี..วีแค่..หิวข้าวจ้ะ” ใบหน้ากลมเผยยิ้มกว้าง สภาพคนร้องโอดครวญแทบจะเป็นจะตายเสียให้ได้หายไปเสมือนว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้เลย

“นี่ยายตะกละ..ทั้งที่เพิ่งสวาปามมัฟฟินไปถึงห้าก้อนคนเดียวเนี่ยนะ” ชานนท์แขวะ

“เอ๊ะ !” วีรญาเสียงสูง “ก็คนมันหิวนี่”

“จ๊ะ ๆ” พิชามญชุ์รีบห้ามทัพ ..เชื่อเขาเลย..ทะเลาะกันเป็นเด็ก ๆ ไปได้ทุกทีสิน่า.. “จะว่าไปแล้วพอดีว่าเสบียงในตู้เย็นก็หมดพอดีเลย เดี๋ยวซายน์เองก็ว่าจะ..”

“ไม่เป็นไรซายน์” เสียงทุ้มของผู้มีศักดิ์เป็นอาขัดขึ้น “เดี๋ยวซายน์ไปกับเฮียก็ได้ พอดีเฮียว่าจะไปซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่มด้วย” ณฐพลเอ่ยทั้ง ๆ ที่ยังจับมือหลานสาวอยู่

“อย่าลำบากดีกว่าครับพี่พีท เดี๋ยวผมไปซื้อของกับซายน์เองก็ได้” ชานนท์เอ่ยทั้งที่พยายามปั้นหน้าให้เรียบสนิท

“ไม่เป็นไรหรอกชาร์ ชาร์อยู่กับวีไปก่อนก็ได้เดี๋ยวซายน์ก็กลับนะ” ใบหน้าสวยยิ้มกว้างพลางชูสามนิ้ววันทยาหัตถ์แบบลูกเสือ
พิชามญชุ์ยิ้มร่า ..หล่อนช่างไม่รู้เสียเลยว่ากำลังจะเกิดสงครามประสาทย่อย ๆ ที่กำลังจะขยายใหญ่ไปเรื่อย ๆ จากคนตรงหน้าและคนข้าง ๆ ที่มีศักดิ์เป็น ‘สามี’ และ ’อาเฮีย’

“เอาเป็นว่าชาร์ดูแลยายวีดี ๆ ล่ะ” หล่อนโบกมือเป็นเชิงว่าไปแปบเดียวเดี๋ยวก็มา ก่อนจะเดินตามหนุ่มใหญ่ที่เดินออกจากบ้านไปล่วงหน้าแล้ว


เสียงเพลง fool again ของ west life คลอไปเบา ๆ ยามที่รถบีเอ็มดับบลิว เอ็น ซีรีย์ เซเว่น ขับเคลื่อนไปตามถนนมอเตอร์เวย์ยามค่ำคืน แสงไฟตามถนนสีเหลืองนวลช่วยส่องทางให้เห็นและยังสาดสะท้อนมายังบุคคลสองคนภายในรถคันหรู

ณฐพลขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่รีบร้อน เสียงทุ้มเย็น ๆ ฮัมเพลงโปรดในลำคอเบา ๆ เมื่อครั้นนึกถึงสมัยที่ตนเป็นอดีตนักร้องนำของมหาวิทยาลัย ใบหน้าคมภายใต้เลนส์มัลติโค้ทที่มักเคร่งขรึมเสมอในยามปรกติแลดูผ่อนคลายมากขึ้น ผิดกับคนที่นั่งข้าง ๆ ดวงตาคู่หวานทอดมองไปยังภาพด้านนอกกระจกตลอดเวลาประหนึ่งว่าไม่สนใจไยดีคนขับรถกิตติมาศักดิ์ ...พิชามญชุ์หน้าหงิก.. สถาปนิกหนุ่มหันหน้ามาองหลานสาวข้าง ๆ ด้วยแววตาขัน ๆ ปนเอ็นดู ..น้อยใจเฮียอีกล่ะสิ ก็บอกแล้วว่าอย่าพูดเรื่องเก่า..

ในความเป็นจริงแล้วณฐพลมีศักดิ์เป็นถึงอาของหญิงสาว แต่ด้วยความที่พ่อแม่ของพิชามญชุ์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อนจึงทำให้เขาต้องเป็นผู้อุปการะหญิงสาวไปโดยปริยาย ..แน่นอนพร้อม ๆ กับวิชยุตม์ ผู้เป็นทั้งหลานชายและเพื่อนสนิทรุ่นน้อง ชายหนุ่มมีอายุห่างจากพิชามญชุ์แค่เพียงห้าปีเท่านั้นจึงทำให้เขามองหล่อนเป็นน้องสาวมากกว่าจะเป็นหลานสาวเสียอีกและหล่อนก็มักจะเรียกเขาว่าเฮียเฉย ๆ แทนที่จะเป็นอาเฮียอย่างที่ควรเรียกตามศักดิ์ หล่อนอ้างว่าไม่ต้องการให้เขาแก่..ซึ่งเขาก็ไม่ว่าอะไร

“เอาไงล่ะ..ก็เฮียบอกแล้วว่าอย่าพูดเรื่องเก่า ไงล่ะ..งอนเฮียอีก” ท้ายเสียงมีการเย้า

“เฮียบ้า เฮียใจร้าย งอนแล้ว” หล่อนยอมหันหน้ามาคุยกับหนุ่มใหญ่ พลางย่นจมูก

“เอ๊า..เฮียบอกแล้วไงว่าเฮียขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อนตอนนั้น”

“ซายน์ก็ไม่ได้โกรธเฮียสักหน่อย”

“แบบนั้นล่ะที่เรียกว่าโกรธ” เสียงทุ้มพูดเรียบ ๆ

“เอ๊ะ ! ก็บอกว่าเปล่า” พิชามญชุ์ขึ้นเสียง

“ก็ได้ ๆ ซายน์ยังไม่หายงอนเฮียอีกหรือ ตอนนั้นเฮียสอบได้ทุนจริง ๆ ตอนเฮียไปสวีเดนมันก็แค่..10ปีเองเท่านั้น”

“เฮียพีท” พิชามญชุ์ลากเสียง “ซายน์ไม่ได้โกรธเฮียพีทนะคะ แต่ซายน์แค่น้อยใจเองค่ะ เฮียพีทน่ะไม่บอกซายน์เลย จู่ ๆ วันจะไปเฮียพีทก็มาบอกซายน์ว่าไปส่งเฮียที่สนามบินด้วยนะ แล้วอีกอย่างมันน่าน้อยใจอีกที่ว่าวันที่เฮียจะกลับเฮียยังไม่ได้มาหาหรือบอกซายน์เลยด้วยซ้ำ เฮียนะ..ไปหายายวีคนแรกเลยแถมซื้อดอกไม้ไปขอยายวีแต่งงานอีก”

แหงล่ะ ใครจะทำใจได้บ้างนับตั้งแต่พ่อกับแม่หล่อนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ชีวิตหล่อนก็มีแต่วิชยุตม์พี่ชายและณฐพลผู้เป็นอาเฮียมาโดยตลอด ในตอนแรกหล่อนก็ไม่ได้เอะใจอะไรหนักหนากับพฤติกรรมของอาเฮียที่ทำหน้ายินดีสลับกับเศร้าใจอยู่บ่อยครั้ง หล่อนก็คิดว่าเขาคงจะเครียดกับโปรเจ็กงานเสียมากกว่า จนกระทั่งวันสุดท้ายก่อนที่เขาจะขึ้นเครื่องบินแล้วนั่นแหล่ะจึงได้รู้ว่าเขากำลังจะไปเรียนต่อโดยที่ไม่บอกหล่อนสักคำเดียว ฮึ ! พี่ชยุตม์ก็อีกคน..พวกสมรู้ร่วมคิด รวมหัวกันปกปิดหล่อน พี่บ้า..อาเฮียใจร้าย !

“แต่นึก ๆ แล้วนะซายน์เองก็ฉุนพี่ชยุตม์เหมือนกันน่ะแหล่ะ ใจร้าย เชอะ..พวกสมรู้ร่วมคิด” แม้หล่อนจะพูดว่าฉุนแต่น้ำเสียงและแววตากลับตรงข้าม ดวงตาคู่หวานทอประกายมีความสุขยามได้นึกถึงความหลัง

“เฮียเป็นขอให้ชยุตม์ปิดเองแหล่ะ ใช่สิ พูดถึงชยุตม์” ณฐพลเอ่ยเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย

“ทำไมเหรอคะ” หล่อนมองหน้าเขา

“เฮียนะยังเจ็บใจไม่หายเลยไอ้เมื่อคราวที่แข่งหมากรุกกัน ปกติเล่นทีไรเสมอกันทุกที แต่นี่คราวก่อนไอ้ชยุตม์มันน่านัก บังอาจมาอ่อนข้อให้เฮีย เฮียล่ะเฮิร์ทไอ้นี่จริง ๆ” สถาปนิกหนุ่มยิ้ม

ขณะที่สารถีหนุ่มใหญ่กำลังคุยกับหญิงสาวตรงหน้าอย่างออกรสเมื่อได้ระลึกถึงความหลังเก่า ๆ อยู่นั้น แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น มือใหญ่จัดการหักพวงมาลัยรถไปทางขวามืออย่างแรง พิชามญชุ์เซไปกระทบเล็กน้อยด้วยแรงที่ไม่เบานักกับกระจกด้านข้าง หญิงสาวงงอยู่พักหนึ่ง แต่แล้วก็เข้าใจ

รถซีอาร์วีสีดำสนิทคันหนึ่งที่จงใจขับเข้ามาแซงอย่างผิดกฎจราจรแบบชนิดที่เรียกว่า “หน้าด้าน ๆ” ทำให้สถาปนิกหนุ่มต้องรีบหักพวงมาลัยไปอย่างกะทันหัน

“ไปตายที่วัดไหนก็ไปเลย” หล่อนว่าออกไปอย่างโกรธ ๆ ขณะที่มือข้างหนึ่งจัดการลูบคลำส่วนที่กระทบอยู่ป้อย ๆ ..ไม่แรง..แต่มันก็เจ็บนะเฟ้ย !

“ซายน์..” หนุ่มใหญ่ผู้มีศักดิ์เป็นอาเรียกชื่อหล่อนเสียงเข้มเป็นเชิงปราม “เฮียเคยบอกซายน์ไปว่ายังไง จำได้ไหม”

“ค่ะ” หล่อนรับคำทั้ง ๆ ที่ยังลูบศีรษะส่วนที่กระทบ “เฮียบอกว่าเราด่าเขาก็เหมือนกับด่าเราน่ะแหล่ะ เพราะคนที่ได้ยิน ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเราเอง” พิชามญชุ์ ‘แอบ’ ค้อนชายหนุ่มทีหนึ่ง “ขอโทษค่ะเฮียพีท แต่ซายน์อดไม่ได้นี่นา สงสัยไอ้หมอนี่คงต้องจับฉลากใบขับขี่มาแหง ๆ”

“ช่างเขาเถอะซายน์ อาว่าคงไม่ใช่แต่คันเราหรอกที่ด่ารถคันนั้นน่ะ คงต้องมีคันอื่น ๆ บ้างล่ะ” หนุ่มใหญ่ส่งสายตามองออกไปข้างหน้าเสมือนแทนมือว่า ‘นั่นไงดูสิ’

“สาธุ อย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลยนะ” ปากว่าขณะที่ดวงตายังคงจ้องมองการกระทำของรถสีดำคันงามที่เพิ่งจะปาดหน้ารถเก๋งสีแดงที่อยู่ถัดจากคันหล่อนไปอีกสองสามคัน

นั่นสิ..หล่อนคงจะไม่ได้เจอเจ้าของรถซีอาร์วีสีดำสนิทคันงามมารยาทแย่นั่นอีกหรอก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ‘ตุ๊กตาหน้ารถ’ ตัวงามจะไม่เจอหล่อนนี่นา


ในที่สุดทั้งณฐพลและพิชามญชุ์สองคู่อาหลานก็เดินมาถึงยังซุปเปอร์มาร์เก็ตโดยสำเร็จหลังจากที่ณฐพลมัวแต่ขลุกอยู่กับภาพวาดสีน้ำมันรูปหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ ร้านหนังสือภายในห้างสรรพสินค้า เมื่อมาถึงคนที่ตั้งใจว่าจะตะบี้ตะบันซื้อของที่ต้องการก็รู้ซึ้งว่าไม่ควรจริง ๆ รู้แบบนี้ทิ้งอีกคนให้ขลุกกับภาพนั่นไปเสียก็ดีหรอก

“เอ๊ะเฮียพีทอ่ะ” พิชามญชุ์ตีมือหนุ่มใหญ่เบา ๆ “มาหยิบของของซายน์ออกไปทำไมกันอ่ะ” หล่อนโวย

“ไม่มีประโยชน์ นี่แน่ะตีเฮียเหรอ” หนุ่มใหญ่เขกศีรษะหลานสาวกลับ “เป็นหมอซะเปล่าฮึ”

“ก็มันอร่อยนี่นา เยลลี่ น้ำอัดลม ขนมกร็อบแกร็บแล้วไหนจะช็อคโกแลคของซายน์อีก เฮียพีทใจร้ายมาหยิบของซายน์ออกหมดเลย”

“มานี่มาจะได้ไปซื้อของอย่างอื่นอีก”

ระหว่างที่สองคู่อาหลานเดินซื้อของอยู่นั่นเอง สายตาคู่หวานของพิชามญชุ์เหลือบไปเห็นผู้หญิงสองสามคนในกลุ่มเล็ก ๆ ที่ทำท่าทำทางคล้ายกับจะพูดคุยถึงหล่อนแถมยังมีการชี้มือชี้ไม้อีก

เอาน่า..แอบฟังหน่อยละกัน

“นี่คุณน้องขาดูสิ ผู้ชายคนนั้นน่ะหล่อมากเลยล่ะคุณน้องขา ทั้งตี๋คมเข้มแถมหน้าหวานอย่างกับพระเอกหนังจีนอีก เสียด๊าย..เสียดายนะคุณน้องขาถ้าคุณพี่ย้อนเวลากลับไปเป็นสาว ๆ ได้นะคะ ยายผู้หญิงที่ตามมาด้วยทาบไม่ติดหรอกค่ะ”

“แต่คุณพี่ขา คุณน้องว่าผู้หญิงคนนั้นก็สวยนะคะ คุณน้องแอบมองมาตั้งนานแล้วล่ะค่ะ นึกแล้วอิจฉาจังเลยค่ะ พ่อหล่อ แม่สวย ลูกออกมานะ..อุ๊ยเพอร์เฟ็คค่ะคุณพี่ขา” ผู้หญิงที่แทนตัวเองว่า ‘คุณน้อง’ เอ่ยตอบ ‘คุณพี่’ อย่างเมามัน โดยไม่ทันสังเกตเห็นพิชามญชุ์ที่ยืนอยู่ห่าง ๆ แต่ได้ยินชนิดที่เรียกว่าเต็มสองรูหู
นี่ป้า ! ฉันไม่ใช่สามีภรรยากันนะ !

แต่แล้วคนที่แอบฟัง ‘คุณน้อง’ คุยกับ ‘คุณพี่’ นินทา(ตัวเอง)ระยะเผาขนก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อสัมผัสหนักจากมือใหญ่ของผู้เป็นอาที่ตบลงมายังแผ่นหลังบางเพื่อเรียกสติของหลานสาวให้กลับมา

“แหมเฮียพีท ซายน์ตกใจหมด มาทีไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียง” หล่อนค้อน

“ไปเร็วอย่ามัวยืนฟังเรื่องของ ‘เรา’ จ่ายเงินกันให้เสร็จ ๆ ดีกว่า” ณฐพลเลื่อนมือตนมาจูงแขนหญิงสาวไปชำระเงินเมื่อเห็นว่าได้ของทุกอย่างตามต้องการและ ‘จำเป็น’ จริง ๆ




“ทั้งหมดสามร้อยเจ็ดสิบเก้าบาทห้าสิบสตางค์ค่ะ” เสียงของพนักงานเก็บเงินเอ่ยขึ้นพลางยิ้มหวานให้กับลูกค้าตรงหน้า สถาปนิกหนุ่มจัดการส่งธนบัตรสีม่วงให้แก่พนักงานสาวโดยไม่สนใจอาการงอนตุ๊บป่องของคนข้าง ๆ

“เฮียพีท ! อีกแล้วนะคะก็ซายน์บอกแล้วไงว่าซายน์จะจ่ายเอง” หญิงสาวว่าหนุ่มใหญ่ซึ่งตอนนี้กำลังเดินนำหน้าตนอยู่เล็กน้อยเพื่อจะแวะไปกินคาปูชิโนยังร้านคอฟฟี่ช็อพภายในตัวห้าง ณฐพลหันมายิ้มบาง ๆ ให้กับหลานสาว ก่อนจะขยับแว่นมัลติโค้ทไร้กรอบอีกรอบ

“เอาน่าไม่ต้องมางอนเฮียหรอก เดี๋ยวเฮียจะให้ซายน์เลี้ยงคาปูชิโนของโปรดเฮียให้หนำใจเลยเอ๊า” หนุ่มใหญ่คลี่ยิ้มกว้าง ใบหน้าคมหวานแลดูหวานขึ้นไปอีก “ว่าแต่ซายน์เถอะเตรียมพร้อมที่จะกระเป๋าฉีกเพื่ออาเฮียคนนี้หรือยังล่ะ”

“แหมคุณอาเฮียสุดที่รักของพิชามญชุ์ขาแค่ถ้วยเดียวไม่ทำให้ซายน์จนลงหรอกค่ะ” หญิงสาวยิ้มกว้างตอบก่อนจะจัดการคล้องแขนหนุ่มใหญ่เดินมายังร้านคอฟฟี่ช็อพด้วยกัน

“ขอยืมแขนเฮียแปบนึงนะยายวี” หญิงสาวทำหน้าทะเล้นจนผู้เป็นอาอดไม่ได้ที่จะเขกศีรษะหลานสาวเบา ๆ ที่เพิ่งตอบแทนตนด้วยค้อนงาม ๆ


ขณะที่สองอาหลานกำลังเพลิดเพลินเจริญใจกับการดื่มด่ำคาปูชิโนแก้วโปรดอยู่นั้น หารู้ไม่เลยว่าภาพตรงหน้าที่แสดงออกมานี้ถูกลอบสังเกตจากคน ๆ หนึ่งมาโดยตลอด แววตาอาฆาตมาดร้ายที่พุ่งตรงไปทางนั้นเจาะจงเสียจนอาจทำให้เสียวสันหลังวาบ แววตา..ที่เต็มไปด้วยความจงเกลียดจงชังยิ่งนัก สุธารดีแอบกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือตนด้วยอาการสั่นระริก

นังพิชามญชุ์..แก..ช่างร่านนัก แต่งงานกับพี่ชานนท์ไปได้ไม่กี่เดือนริอ่านคบชู้ทำเป็นควงไอ้ตี๋ที่ไหนมาก็ไม่รู้มากินกาแฟด้วยกัน ร่านนักนะแก..

แต่...ผู้ชายคนนั้น ..หล่อตี๋..หน้าหวาน..แลดูอ่อนโยน..ใช้ได้..น่าเสียดาย..นี่ถ้าหล่อนไม่ติดว่าควงผู้ชายอื่นมาด้วย หรือ..ถ้าเขามาคนเดียว..หล่อนอาจจะเข้าไปจีบเล่น ๆ แก้เซ็งด้วยซ้ำไป

สุธารดีคลายมือที่กำแน่นด้วยแรงริษยาออก แววตากลมโตคู่สวยไหวระริกขึ้นมาอย่างมาดร้าย ปากหนาอวบอิ่มกระตุกเผยรอยยิ้มหยันแกมสะใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อสักครู่หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อหล่อนหยิบ ‘ของประจำ’ ใส่ลงไปยังค๊อกเทลสีสวยของตนเองที่เพิ่งสั่งมาไม่นานนัก

นังพิชามญชุ์..ฉันยังไม่ได้ให้ของขวัญแต่งงานแกเลยสินะ เตรียมรับหน่อยจะเป็นยังไงกันล่ะ หึ ! อยากรู้นัก พี่ชานนท์จะทำอย่างไรกับผู้หญิงร่านสวาทคบผู้ชายไม่เลือกหน้าแบบแก สมน้ำหน้าคนอย่างแกแล้วนังพิชามญชุ์ ถือซะว่าตอบแทนเรื่องเก่า ๆ ไงล่ะ
ถ้าไม่มีแก..คอยกันพี่ชานนท์ตลอดเวลาฉันคงทำสำเร็จ
ถ้าไม่มีแก..เพราะแกคนเดียวทำให้วิชยุตม์ไม่เป็นของหล่อน
ฉันเกลียดแก..นังพิชามญชุ์ ! ! !

สุธารดีคลี่กระหยิ่มกับความคิดของตนเอง ก่อนจะแสร้งขอตัวผละออกมาจากผู้ชายอีกคนหนึ่งที่มากับหล่อน สุธารดีกดจูบไปยังแก้มสากของผู้ชายที่มาด้วย แววตากลมโตทอประกายยั่วยวนออกมาโจ่งแจ้ง ก่อนเดินมายังมุมลับตาคนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้น หล่อนจัดการกดโทรศัพท์ไปยังเลขหมายที่ต้องการอย่างไม่รอช้าในทันทีทันใด
แน่นอน..หล่อนวาง ‘ระเบิด’ แล้ว
เหลือแต่..รอ ‘ระเบิด’ ทำงานเท่านั้นเอง


ชานนท์ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มพร้อม ๆ กับมือใหญ่จัดการวางโทรศัพท์ลงข้าง ๆ ตัว ทำไม..หล่อนต้องเป็นผู้หญิงแบบนั้น สุธารดีเล่าให้ฟังว่า หล่อนเห็นพิชามญชุ์เดินอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งที่ร้านคอฟฟี่ช็อพซึ่งเขาได้บอกสุธารดีไปว่าที่หล่อนเห็นนั้นน่าจะเป็นสามีของวีรญาซึ่งตัวพิชามญชุ์เองนับถือในฐานะรุ่นพี่ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง

‘พี่นนท์คะ มินนี่ไม่รู้สินะคะ งั้นสิ่งที่มินนี่เห็นก็ขอให้มันเป็นสิ่งที่มินนี่ตาฝาดไปดีกว่าค่ะ มินนี่แค่เห็น..’ หล่อนอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไปชั่วอึดใจหนึ่ง ‘มินนี่ มินนี่ไม่คิดว่ารุ่นพี่ที่มินนี่รักมากเหมือนพี่สาวเลยคนหนึ่งจะ..จะกอดจูบกับผู้ชายอีกคนหนึ่งแบบว่า..ดูดดื่มมากเลยค่ะ..ผู้ชายคนนั้น มินนี่ไม่กล้าดูต่อค่ะ มินนี่อาย’

ความรู้สึกที่แรกที่เขาฟังจากปากของสุธารดี..มันถึงกับหน้าชา ..มันยิ่งกว่าถูกตบหน้า เขา..ไม่คิดว่าคนอย่างพิชามญชุ์จะทำแบบนั้นได้ และตามด้วยความผิดหวัง..นี่เขามองหล่อนผิดมาตลอดหรือยังไงกัน ภายนอกของพิชามญชุ์..แม้จะแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีอาการงอนราวกับเด็ก ๆ ให้เขาเห็นได้อยู่บ่อย ๆ เสมอ
และ..แววตาที่แสดงออกว่ารักเขา..หมดหัวใจ
ทุกอย่างที่เธอทำ..มันเป็นแค่เปลือกนอกใช่ไหมซายน์ ?
เขารู้ดี..แน่นอน..หัวใจเขากำลังขัดแย้งและสับสน ภายในเสี้ยวหัวใจส่วนลึกกำลังคัดค้าน ใช่..เขารู้จักหล่อนดี หล่อนจะไม่มีวันทำอย่างนั้น แต่..ทำไมมันช่างเชื่อยากเหลือเกิน แค่เพียงณฐพลปรากฏตัว สายตาของหล่อนที่มองหมอนั่นก็แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ..ซายน์..เธอช่วยบอกฉันทีสิว่าฉันต้องทำอย่างไร ?
ฉันถึงจะเชื่อใจเธอได้อีกครั้งหนึ่ง !

03.45 น.
..วันใหม่แล้วสินะ..

นริศราเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาบนหัวเตียง ก่อนจะเบนสายตามาที่ร่างสูงใหญ่แข็งแกร่งของคนข้าง ๆ ..วิชยุตม์.. แววตาคู่สวยทอประกายหมองเศร้ายามมองใบหน้าแกร่ง อกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอแสดงอาการหลับสนิทหลังจากร่วมรักกับหล่อนครั้งแล้วครั้งเล่า..ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

มือเรียวสวยไล้ปลายนิ้วแตะบาง ๆ รอบใบหน้าแกร่ง คิ้วหนาเข้ม จมูกโด่งเป็นสันที่เคยกดจูบแก้มหล่อนครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับจะจดจำภาพ ๆ นี้เอาไว้ นับตั้งแต่ ‘คราวนั้น’ วิชยุตม์จัดแจงนำข้าวของหล่อนมาไว้ยังคอนโดตนเองทั้งหมด และ..เขาไม่ได้บังคับหล่อนเหมือน ‘คราวนั้น’ แต่หล่อนเต็มใจมาอยู่กับเขาเอง
เพราะหล่อนรักเขา !

วิชยุตม์..แค่คิดหล่อนก็น้ำตาแทบร่วง หล่อนรักเขา..รักทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาเกลียด ใช่..ที่หล่อนไม่รับรักใครต่อใคร แม้กระทั่งชานนท์ก็เพราะหล่อนรักเขา..รักแบบเพ้อฝันของเด็กสาววัยสิบสามปีที่แอบหลงรักพี่ชายของเพื่อนในห้อง วิชยุตม์เขาไม่เคยแม้แต่จะบอกรักหล่อนด้วยซ้ำไป หล่อนผิดเองสินะที่เล่นกับไฟ..ไฟที่ชื่อวิชยุตม์.. จนไฟนั้นผลาญไปทั้งใจของหล่อนเอง
‘คุณสำคัญสำหรับผมเสมอนะฝัน’
ใช่ค่ะวิชยุตม์ฉันสำคัญสำหรับคุณ ฉันรู้..แค่แววตาของคุณฉันก็รู้แล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณรักฉัน..วิชยุตม์ ฉันไม่มีสิทธิ์จะคิดฝันหรอกค่ะว่าคุณรักฉัน ฉันรู้ตัวดี

นริศรามองใบแจ้งผลการตั้งครรภ์ที่แสดงผลว่าหล่อนตั้งครรภ์ได้สองเดือนกว่าแล้วในมือที่หล่อนแอบไปตรวจยังโรงพยาบาลเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ลูก..นริศราลูบท้องตนเองเบา ๆ แม้วันข้างหน้าชีวิตของหล่อนและลูกจะไม่มีคำว่า ‘วิชยุตม์ นิติยชาญชัย’ อีกแล้ว แต่อย่างน้อย..หล่อนก็ไม่เสียใจหรอกเพราะเขา..
เขาได้มอบของต่างหน้าที่ดีที่สุดในชีวิตแก่หล่อนแล้ว

ร่างบางเปลือยเปล่าขาวผุดผ่องกระชับผ้าห่มผืนหนาให้ชายหนุ่มอีกครั้ง ..เขาจะได้ไม่หนาว..สักวัน..คงจะมีใครสักคนทำหน้าที่เป็นผ้าห่มให้เขา..ใครคนนั้น..ที่ไม่ใช่หล่อน เรียวปากสวยประทับแนบกลีบปากตนบนริมฝีปากอุ่นของชายหนุ่มเบา ๆ



โดย : โฟลล์เรย์
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 8 ก.พ. ปี 2007 [ เวลา 9 : 16 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook