บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> การ์เดียนสปิริต(ตอน2 พระเจ้าในอุ้งหัตถ์)

เรื่อง : การ์เดียนสปิริต(ตอน2 พระเจ้าในอุ้งหัตถ์)

เขตพักอาศัย....ณ เมืองนีโอเท็กซัส

ลุค ไรเฟอร์ วิศกรระดับสูงแห่งศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ทางทหารแห่งสหพันธ์อเมริกาเหนือกลับมาถึงห้องพักในเขตพักอาศัย ห้องพักนี้เป็นสวัสดิการของกองทัพแต่เขารุ้ดีว่านั่นไม่ใช่เพราะความใจดีของกองทัพที่มีต่อเขาแต่เป็นเพราะความเข้มงวดในการรักษาข้อมูลของโครงการที่เขากำลังเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องต่างหาก ลุค เป็นเจ้าของโครงการดีเอ็นเอนาโนซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อหกปีก่อน ... ก่อนหน้านั้นเขาเป็นวิศวกรในองค์กรเอกชนซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับชีวนาโนในระดับดีเอ็นเอ ..... ผลงานของเขาสร้างชื้อเสียงให้กับเขาเป็นอย่างมาก ในการรักษาผู้คนซึ่งเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายต่างๆ ด้วยการปรับลักษณะของดีเอ็นเอเพียงเล็กน้อย เขาได้รับรางวัลมากมายจากทั้งสามซีกโลกในผลงานวิจัยหลายชิ้น เขาแต่งงานกับลูน่าหญิงสาวเชื้อสายยุโรปซึ่งเป็นนักจิตวิทยาในองค์กรเดียวกัน ก่อนที่จะได้รับข้อเสนอให้เข้ามาทำงานกับศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ทางทหารในโครงการที่เป็นความลับ โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนามนุษยสายพันธ์ใหม่เพื่อให้อยู่รอดในสภาวะอันเลวร้ายของโลกในอนาคต ร่วมกับ ด๊อกเตอร์เบนสัน อินทาระ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ผู้ซึ่งสร้าง มาเธอร์ออฟเดอะเวิล์ด หรือ ที่เรียกกันว่ามาเรีย คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมโยงและควบคุมเครื่อข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลก มีระบบประมวลผลอัจฉริยะสามารถตัดสินใจควบคุมระบบสาธารณูปโภคทั้งหมดด้วยตนเองของสหพันธ์อเมริกาเหนือ

“ลุค... ดูพรมผืนใหม่นี่สิ จำลองมาจากผืนเดิมที่ใช้อยู่ในราชวงศ์อังกฤษเมื่อสามร้อยปีก่อนเลยนะ คุณชอบมันมั้ย” ลูน่าอวดพรมผืนใหม่กับเขาทันที่ที่เขาเปิดประตูชั้นในเข้ามา เขามองไปที่พรม มันมีสีแดงและลวดลายที่เขาไม่คุ้นตา เขารู้ดีว่านั่นเป็นผลมาจากการเรียงตัวในระดับโมเลกุลของอนุภาคซีต้า ซึ่งมันสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบใดก็ได้ที่ต้องการตราบที่มันยังเป็นพรมโดยสั่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์ของห้องพัก “อืม สวยมากคุณคงเสียเวลากับมันไม่น้อย” ลุคตอบ แน่นอนว่ามันดีกว่าพรมหนังสิงโตซึ่งเขาเปิดประตูเข้ามาเจอเมื่อวานซึ่งทำเอาเขาแทบหัวใจวาย “ดีใจที่คุณชอบนะ วันนี้ฉันมีอาหารโปรดของคุณด้วยนะ อาหารไทย ทายสิ ว่าอะไร?” ลูน่าถาม
“ต้มยำกุ้งละมั้ง ?” ลุคตอบพร้อมกับถอดชุดไฟเบอร์สังเคราะห์ซึ่งมีคุณสมบัติสร้างเกราะป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตเข้มข้นหากต้องออกไปภายนอกอาคารไว้กับราวแขวนเสื้อ ลูน่าเดินเข้ามากอดเขาจากข้างหลัง ซบหน้าของเธอบนแผ่นหลังเขาก่อนจะเอ่ยปากถาม “มีเรื่องไม่สบายใจหรือปล่าวคะ?” ลุคนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะหันหลังกลับมาและโอบเธอไว้ “ลูน่า ผมชักสงสัยแล้วสิว่าคุณอาจไม่ใช่แค่เพียงนักจิตวิทยาแต่เป็นนักรบพลังจิตนะนี่ เหมือนคุณอ่านใจผมได้ไปทุกเรื่อง” ลุคยิ้มพร้อมกล่าวกับภรรยา “เรื่องที่รู้ใจคุณไม่ใช่คุณสมบัติของนักรบพลังจิดหรือนักจิตวิทยาหรอกค่ะแต่เป็นคุณสมบัติของภรรยาต่างหาก” เธอโยนตัวขึ้นไปจูบแก้มเขาเบาๆ “เรื่องเป็นยังไงคะ?” เธอถาม “วันนี้มีพนักงานใหม่เข้ามาสองคน พวกเขาเข้ามาทำงานในระดับสิบสอง โดยไม่ผ่านการคัดเลือกของผม ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีกลาโหมทำอย่างนี้ได้อย่างไร .....ผมพยายามติดต่อหาท่านแต่ไม่ได้ เลขาท่านบอกว่าท่านป่วยและพักฟื้นอยู่” ลุคเล่าให้ภรรยาฟัง
“ไหนคุณว่าโครงการนี้เป็นความลับไงคะทำไมมีคนนอกเข้ามาได้โดยพละการ?” ลูน่าถาม กับลูน่าเขาเองเล่าเรื่องบรรยากาศในการทำงานให้เธอฟังเสมอแต่ไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดของงานซึ่งนั่นเป็นข้อห้ามของศูนย์ ในห้องพักเขามีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างมาก แต่หากออกไปข้างนอกแล้ว นาโนชิปที่ฝังอยู่ในสมองจะรายงานพฤติกรรมของเขาและภรรยาไปยัง มาเรีย ซึ่งมาเรียจะประมวลผลและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการรั่วไหลของข้อมูลซึ่งหากมีพฤติกรรมดังกล่าวมาเรียสามารถที่จะส่งสัญญาณมายังนาโนชิปเพื่อทำให้เขาหมดสติชั่วคราวทันทีและเจ้าหน้าที่ทางทหารที่ใกล้ที่สุดจะนำตัวเขาไปดำเนินการในขั้นตอนต่อไปซึ่งเขาเองก็ไม่อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรแต่เท่าที่ทราบคือให้ออกจากงานและลบความทรงจำทั้งหมด “ผมสังหรณ์ใจว่าโครงการนี้จะไม่ได้รับการสนับสนุนอีก ท่าทางท่านรัฐมนตรีกลาโหมและด๊อกเตอร์เบนสันเปลี่ยนไปทั้งคู่ในระยะหลังนี้” ลุคระบายความในใจให้ภรรยาฟัง “แล้วริต้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เขาถามถึงลูกสาววัยสองขวบ “แกหลับอยู่ค่ะเมื่อกี้หมอมาดูและฉีดยาปรับดีเอ็นเอ เพิ่มแล้ว” ลูน่าตอบ “น่าแปลกนะ ผมรักษาคนไข้ด้วยวิธินี้มาตั้งมากมายแต่ไม่สามารถรักษาลูกสาวตัวเองได้” ลุครำพึง เขานึกถึง ริต้า เด็กหญิงผิวขาวอมชมพูตาสีฟ้าและมีผมสีทองสลวย ริต้า ลูกสาวเขาเป็นเด็กแข็งแรงดีมาตลอดจนกระทั่งวันนั้น ...... เมื่อสองปีก่อน ศูนย์วิจัยได้จัดให้พนักงานและครอบครัวได้ไปพักผ่อนที่น้ำตกไนแองการ่า โดยกันพื้นที่บริเวณนั้นทั้งหมดให้เป็นเขตปลอดคนนอกโดยสิ้นเชิง ความคิดนี้เป็นของด๊อกเตอร์เบนสันที่ไม่ต้องการให้พนักงานเครียดเกินไปกับการทำงานที่เป็นความลับระดับสูงจึงจัดให้มีวันพักผ่อนนี้ขึ้น เขาจำได้ว่าทุกคนสนุกกันมากแต่เมื่อกลับมาแล้วเด็กๆหลายคนไม่สบายแต่ก็หายเป็นปกติในเวลาสองสามสัปดาห์ต่อมาเว้นแต่ลูกสาวเขาซึ่งมีอาการไข้สูงเป็นระยะ และต้องใช้ยาปรับดีเอ็นเอร่วมกับการกินอาหารปรับแต่งพันธุกรรมเพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคตามอาการที่ต่างกันไป เหตุการณ์นี้สร้างความไม่สบายใจให้กับด๊อกเตอร์เบนสัน ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในการคิดโครงการนำเที่ยวนี้จนต้องมาเยี่ยมหนูน้อยริต้าอยู่เสมอๆจนเป็นแขกประจำของเขาและภรรยาไปแล้ว “ลูน่า คุณอึดอัดหรือเปล่าที่ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ผมหมายถึงแบบที่ไม่มีอิสรภาพแบบนี้?” ลุคเอ่ยถามภรรยา เธอยิ้มก่อนจะตอบ “ถ้าคุณถามฉันเมื่อห้าปีก่อนล่ะก็ฉันคงตอบว่าอึดอัดแน่ แต่ตอนนี้ไม่ค่ะรู้สึกว่าชิวิตที่ได้รับสิทธิพิเศษแลกกับอิสระบ้างก็คุ้มดี” เธอตอบ “ ดีใจที่คุณคิดอย่างนั้นนะที่รัก...ไปทานข้าวกัน ผมหิวจะแย่แล้ว...”ลุคประคองภรรยาไปที่ห้องอาหาร...

ณ เขตเกษตรกรรม ชานเมืองชีร่า....

“ท่านแม่.... ดูนี่สิ วันนี้ข้าได้กะหล่ำปลีสีเหลืองมาด้วย ท่านแม่ทานแล้วจะได้หายปวดหลังเสียที” เด็กหนุ่มหน้าตาคมคาย วัยสิบเก้าปีร้องเรียกมารดา “ลูเซ่ ...นี่ลูกไปหาครอบครัวอาธีน่ามาอีกใช่มั้ย?” ลิโอเน็ต ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามบุตรชาย เด็กหนุ่มรีบวิ่งหลบเข้าครัวทำให้ผู้เป็นมารดาเห็นแต่ผมสีทองปลิวไสว “แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพียงแค่อยากเตือนให้ระมัดระวังไว้เพราะแถวนั้นใกล้เขตแดนของพวกออร์คมาก” ลิโอเน็ตเตือน “ก็ใครให้พวกชาวบ้านไล่อาธีน่าและน้ามิเรยไปจนสุดเขตแดนอย่างนั้นล่ะ และก็มีเพียงบ้านอาธีน่าที่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้ ไล่เขาไปแต่เวลาเจ็บป่วยก็ตามเขามา เฮ้อ ...คนเรา” ลูเซ่ บ่น “บางครั้งอยู่กับคนส่วนใหญ่เหตุผลก็ใช้ไม่ได้ทุกเรื่องหรอกลูเซ่ คราวหน้าถ้าจะไปแม่ฝาก เนื้อตากแห้งไปให้กับน้ามิเรยด้วยนะ ยังไงก็เคยเป็นเพื่อนบ้านกัน” ลิโอเน็ตบอกบุตรชาย ลูเซ่เดินถือเนื้อบดออกมาสองถาดโดยที่ถาดใบหนึ่งมีกะหล่ำสีเหลืองสดหั่นพอดีคำมาด้วย ลิโอเน็ตมองบุตรชายซึ่งขณะนี้มีรูปร่างสูงโปร่ง ตาสีฟ้าท่าทางเอาจริงเอาจัง ผมสีทองยาวระบ่า ลูเซ่มีส่วนคล้ายพ่อของเขาอยู่บ้าง แต่ตาสีฟ้านี่คงได้จากย่า เธอคิด ลิโอเน็ตสูญเสียสามีไปกับสงครามระหว่างอานาจักรชีร่าและพวกออร์คซึ่งเป็นสงครามที่เกิดขึ้นมาก่อนที่เธอจะจำความได้ ก่อนนี้เธอทราบว่าตระกูลทางฝ่ายพ่อของลูเซ่นั้น เป็นพวกผู้ส่งสาสน์ หรือติดต่อกับพระเจ้าในยามที่ชาวชีร่าต้องการความช่วยเหลือ.... ความสามารถนั้นยิ่งใหญ่มากในยุคของคุณทวดของลูเซ่ แต่หลังจากนั้นความสามารถนั้นได้ลดลงไปทำให้ในรุ่นพ่อของลูเซ่ต้องย้ายมาทำงานในเขตเกษตรกรรมแทน....
“แม่ครับ ...” เสียงเรียกของลูเซ่ทำให้เธอตื่นจากภวังค์ แม่เล่าเรื่องคุณทวดให้ฟังอีกหน่อยสิครับ” เด็กหนุ่มคะยั้นคะยอ “คุณทวดเป็นนักรบเวทย์ใช่มั้ยครับ” ลูเซ่ถาม “ไม่ใช่หรอกลูก คุณทวดไม่ได้เป็นนักรบเวทย์ นักรบเวทย์น่ะ ต้องอาศัยการร่ายเวทย์ ด้วยภาษาเวทย์โบราณ และเพิ่มพลังด้วยหินเวทย์ที่เอามาทำเป็นสร้อยหรือกำไล .... แต่คุณทวดน่ะสามารถใช้เวทย์ได้โดยไม่ต้องร่ายเวทย์เลย และความสามารถที่มากกว่าใช้เวทย์ก็คือการติดต่อกับพระเจ้า” ลิโอเน็ตกล่าว “แม่คิดว่าพระเจ้ามีจริงหรอครับ”ลูเซ่ถามมารดา “ใช่สิจ๊ะ.. มิฉะนั้นใครจะเป็นผู้ปกปักรักษาเราและประทานพลังให้กับชาวชีร่าละ และใครกันที่ส่งสารมายังคุณทวดและผู้ส่งสารคนอื่นๆ”ลิโอเน็ตกล่าว “แล้วคุณทวดเคยบอกมั้ยครับว่าพระเจ้าหน้าตาเป็นอย่างไร”ลูเซ่ถามด้วยความอยากรู้ “แม่ไม่รู้หรอกจ๊ะเรื่องที่เล่าให้ฟังนี่ก็เป็นคุณปู่เล่ามาอีกทีตั้งแต่แม่ยังเด็ก” ลิโอเน็ตพูดพลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกชายซึ่งมีอาการสำลักเนื่องจากเนื้อติดคอ “แม่ว่าลูกทานให้เสร็จก่อนดีกว่านะ ก่อนจะสำลักเนื้อจานนี้” เธอกล่าวก่อนที่จะลงมือทานเนื้อบดในถาด


เขตเกษตรกรรมชานเมืองชีร่าเป็นเขตแดนที่ติดอยู่กับเขตแดนของออร์ค บริเวณนี้เป็นเพียงบริเวณเดียวที่พอจะมีแสงจากดวงอาทิตย์ผ่านม่านหมอกหนาทึบลงมาและมีอุณหภูมิอบอุ่นเพียงพอที่จะทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ พื้นที่อบอุ่นนอกเหนือจากนี้เป็นเขตปกครองของพวกออร์คและสัตว์ร้ายหลายชนิด พื้นที่นี้จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามอันยาวนานระหว่างมนุษย์และออร์คก็เป็นได้ ...
ที่สุดเขตแดนเกษตรกรรม มีกระท่อมเล็กหลังหนึ่งปลูกสร้างอยู่ บริเวณรอบนอกกระท่อมปลูกไว้ด้วย ผักสีต่างๆกันหลายชนิด พืชผักแต่ละชนิดมีผลในการรักษาโรคแตกต่างกันไป ภายในกระท่อมมีแสงตะเกยงรำไรเล็ดลอดออกมา พร้อมๆกับเสียงสนทนาเบาๆ... ชายชรารูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อคลุมสีเทา นั่งมองเปลวแสงจากตะเกียงที่แขวนไว้บนผนังฝั่งตรงข้ามผมและหนวดขาวโพลนสะท้อนกับแสงตะเกียงจนดูเหมือนกระท่อมจะได้รับความสว่างมากขึ้น ด้านข้างมีหญิงวัยกลางคนใส่กระโปรงยาวถึงข้อเท้าและผูกผ้ากันเปื้อนกำลังหั่นผักที่รูปร่างเหมือนมอ๊คโครี่แต่มีความใสเหมือนแก้วอยู่ อีกด้านเป็นเด็กหญิงตาโตสีฟ้า ผมสีน้ำตาลแดง วัยสิบเจ็ดปี เอนกายอยู่บนม้านั่งทีทำจากใบหญ้าแฝกถัก “คงลำบากมากสินะ มิเรย ต้องมาอยู่ถึงที่นี่” ชายชราเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา หญิงวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่ามิเรยหยุดการทำงานลงชั่วคราวก่อนที่จะตอบว่า “ก็พอสมควร ท่านกาเบรีล แต่ในเมื่อชาวบ้านเขาไม่ต้องการให้เราแม่ลูกอยู่ที่นั่น ออกมาก็สบายใจกว่า” “แต่ยามเจ็บป่วยก็ส่งคนมาตามเจ้าแม่ลูกมิใช่หรือ” กาเบรียล ชายชราร่างใหญรำพึง มิเรยลงมือทำงานของเธฮต่อไปพร้อมกับตอบว่า “ นั่นเป็นเหตุผลเดียวกระมังที่พวกเขายังคงไม่ขับไล่เราเข้าป่าแห่งออร์คไป” มิเรยกล่าว พร้อมกับมองไปยัง อาธีน่า ลูกสาววัยสิบเจ็ดของเธอ อาธีน่าเป็นเด็กน่ารัก แต่เหตุการณ์อดีตของเธอกลับทำให้เธอและมิเรยต้องถูกขับออกจากหมู่บ้าน เมื่อสิบปีก่อนมีออร์คบุกเข้ามาในหมู่บ้านทำลายบ้านเรือนของชาวบ้านและทำร้ายผู้คนในขณะที่ ชาวบ้านพากันไปรวมตัวกันที่โบสถ์ ซึ่งเป็นแหล่งหลบภัยสุดท้ายนั้น ออร์คท่าทางดุร้ายตัวหนึ่งได้บุกเข้ามาจะทำร้ายชาวบ้าน แต่ก็ชงักไปและเดินตรงเข้ามาหา อาธีน่าในอ้อมแขนของมิเรย ออร์ตนนั้นจองมองอาธีน่าอยู่นาน และในที่สุดก็หันหลังจากไปโดยไม่ทำอันตรายชาวบ้านในโบสถ์แต่อย่างไร หลังเหตุการณ์นั้นไม่นาน อาธีน่าได้รับการชื่นชมจากชาวบ้านว่าเป็นเทวทูตน้อยที่ช่วยให้รอดจากเหล่าออร์คแต่นานเข้า ความชื่นชมกลายเป็นความหวาดกลัวและระแวงทำให้เธอและลูกเหมือนถูกทอดทิ้งและในที่สุดหัวหน้าหมู่บ้านได้เข้ามาขอร้องเธอให้เธอและลูกย้ายออกจากหมู่บ้านซึ่งในที่สุดเธอก็ได้ตัดสินใจย้ายออกมาอยู่ที่สุดเขตเพาะปลูกนี่ “ท่านกาเบรียลยังคงตามหาเทวทูตอยู่อีกหรือคะ”เด็กสาวเอ่ยถาม “ใช่ ข้ายังตามหาอยู่ เพราะนั่นเป็นเพียงศรัทธาเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ข้ายังมีชีวิตอยู่” กาเบรียลตอบ “คุณทวดของลูเซ่เป็นเทวทูตใช่มั้ยคะท่านกาเบรียล” เธอถามต่อ
“ไม่หรอก อาธีน่า ทวดของลูเซ่ไม่ได้เป็นเทวทูตหรอกแต่เป็นผู้ส่งสารน์ที่ดีที่สุดของเรา และเป็นผู้ทำนายว่า จะมีเทวทูตลงมาจุติและเป็นผู้ยุติสงครามทั้งปวงนำโลกของเราไปสู่สันติอย่างแท้จริง” กาเบรียลกล่าว “แล้วเทวทูตเป็นยังไงคะ”เด็กสาวยังไม่เลิกถาม “นั่นสินะ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน เอาเป็นว่าคืนพรุ่งนี้ข้าต้องออกเดินทางอีกครั้ง แต่ก่อนจะไปข้าจะสอนเวทย์ เพลิงให้กับเจ้าและลูเซ่เป็นอย่างไร อยากเรียนหรือเปล่าล่ะ” กาเบรียลเอ่ยด้วยสายตาที่เอ็นดูเด็กสาว “อยากเรียนค่ะ ลูเซ่จะมาที่นี่ช่วงบ่ายค่ะ ท่านกาเบรียลคิดว่าลูเซ่จะเป็นเทวทูตมั้ยคะ” เด็กสาวเอ่ยถามอีก “ข้าไม่รู้หรอก อาธีน่า เทวทูตเองเท่านั้นที่จะรู้และข้าเป็นเพียงผู้รักษาคำพยากรณ์เทวทูตเท่านั้นซึ่งข้าก็หวังว่าต่อไป เจ้าก็จะเป็นผู้รักษาตำนานนั้นนะ อาธีน่า”




โดย : นักล่าฝัน
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 18 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 11 : 0 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook