บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 1 เมืองภูติหลง ตอนต้น

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 1 เมืองภูติหลง ตอนต้น

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 1 เมืองภูติหลง ตอนต้น
โดย...อุกเงียว

แสงแดดยามเที่ยงกลางฤดูร้อนแผดเผาผู้คน
ร่มเงาที่มีเพียงน้อยนิดมิอาจปกป้องบุรุษหนุ่มชุดสีเงินหน้าตาคมคายผู้หนึ่งได้

รอบข้างมีเพียงไม้ต้นเล็กใบสีเหลืองแห้งและไอดินกลิ่นระอุ

ที่มือขวาบุรุษหนุ่มสวมปลอกแขนสีเงินแวววาว บนบ่าข้างซ้ายมีแมวขนสีเงินตัวอ้วนใหญ่นั่งอยู่ช่างดูแปลกประหลาดในสายตาผู้คน

บุรุษหนุ่มยกแขนเสื้อปาดเหงื่อตามใบหน้าและลำคอ มันขมวดคิ้วหยีตามองไปเบื้องหน้า มุมปากพลันปรากฏรอยยิ้ม นั่นเพราะที่เบื้องหน้าห่างไปราวครึ่งลี้มีกระท่อมเล็กเล็ก ด้านหน้ามีโต๊ะเก้าอี้วางเรียงราย ด้านข้างปักธงสีขาวอมน้ำตาลมีตัวอักษรสีดำตัวใหญ่

แม้บุรุษหนุ่มจะมองไม่เห็นอักษร แต่ก็พอคาดเดาได้แปดเก้าส่วน มันหันศีรษะไปกล่าวกับแมวขนสีเงินบนบ่าว่า
“งึ่นม้อยี้ (เจ้าขนเงิน) อักษรนั้นต้องเขียนว่า จิ้ว (สุรา) เป็นแน่แท้”

มันแย้มยิ้มเร่งฝีเท้ามุ่งไปยังกระท่อมหลังเล็กนั่น
.............................................................................................
ครั้นรับประทานอาหารและดื่มสุราราคาถูกเสร็จสิ้น บุรุษหนุ่มต้องขมวดคิ้วอีกคราเมื่อพบว่าในถุงผ้าของตนเหลือเศษเงินอยู่เพียงน้อยนิด และยังทราบจากเซียวยี่ (เด็กรับใช้) ผู้หนึ่งอีกว่า เมืองภูติหลง ที่ตนต้องการเดินทางไปนั้นยังห่างจากร้านสุราเล็กเล็กนี่ถึงสองวัน

“เสียวเอี้ย (นายน้อย) มิทราบว่าเหตุใดท่านจึงต้องการไปที่เมืองภูติหลง”เซียวยี่ผู้นั้นเอ่ยถามด้วยอัธยาศัยขณะเติมชาในป้าน พลางเหลือบตามองแมวขนสีเงินตัวใหญ่ที่แลบลิ้นเลียสุราในถ้วยบนโต๊ะ

“มิมีใด เพียงแต่ข้าพเจ้านัดพบกับสหายท่านหนึ่งที่นั่น”บุรุษหนุ่มตอบยิ้มแย้ม
“อ้อ...”เซียวยี่ผู้นั้นรินชาเสร็จแล้วหันหลังเดินออกไปพลางบ่นพึมพำ
“...แผ่นดินกว้างใหญ่มิว่าที่ใดล้วนสามารถนัดพบ เหตุใดจึงเลือกนัดพบกันที่เมืองภูตผีนั่น ทั้งเจ้าแมวตัวอ้วนใหญ่ที่ดื่มสุราอีกเล่า ประหลาดแท้ ประหลาดแท้”

บุรุษหนุ่มผู้มีโสตประสาทอันปราดเปรียว พอได้ฟังจึงสะกิดความสงสัยพลันส่งเสียงเรียกให้เซียวยี่ผู้นั้น
ชะงักเท้าก่อน

“ท่านพี่ท่านนี้มิทราบว่าเหตุใดจึงมิสามารถนัดพบกันที่เมืองภูติหลงได้”บุรุษหนุ่มเอ่ยถาม เซียวยี่ผู้นั้นต้องลอบอุทานในใจที่บุรุษหนุ่มได้ยินที่ตนบ่นพึมพำ จึงยิ้มกล่าวแก้เก้อว่า
“เป็นผู้ต่ำต้อยกล่าวผิดไป มิมีอันใด...เสียวเอี้ยข้าพเจ้าต้องขอตัว”

บุรุษหนุ่มขมวดคิ้วสงสัย พลางล้วงเศษเงินก้อนสุดท้ายออกจากถุงผ้าวางลงบนโต๊ะ
“มิว่าเป็นเรื่องราวใดข้าพเจ้าล้วนต้องการรับฟัง เงินก้อนนี้ท่านเก็บไว้ซื้อสุราจากเล่าปั้ง (เจ้าของร้าน) มาดื่มหลังเลิกงานเถิด”
บุรุษหนุ่มยิ้มกว้างแต่เซียวยี่ผู้นั้นกลับยิ้มกว้างกว่า มันสะบัดผ้าเช็ดโต๊ะพาดขึ้นบ่า ถูมือประจบประแจง
“เสียวเอี้ยเกรงใจเกินไป”ปากว่าเกรงใจ แต่มือกวาดเศษเงินบนโต๊ะเข้าแขนเสื้อจนหมดสิ้น บุรุษหนุ่มผายมือเป็นเชิงอนุญาต

“ท่านพี่ท่านนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอีกสักครั้ง มิทราบว่าเหตุใดจึงมิสามารถนัดพบกันที่เมืองภูติหลงได้ ช่างเป็นที่น่าสงสัยแก่ผู้คนทั้งหลายยิ่งนัก”
เซียวยี่ผู้นั้นเหลียวซ้ายแลขวาดุจเกรงว่าจะมีผู้อื่นได้ยินความ แล้วกล่าวแผ่วเบา
“เสียวเอี้ยคงมาที่เมืองภูติหลงเป็นครั้งแรก”
“ถูกแล้ว”
“ระหว่างทางไม่ทราบว่าเสียวเอี้ยเคยได้ยินคำเล่าลือใดมาบ้างหรือไม่”
“ระหว่างทางข้าพเจ้าแทบไม่ได้พบปะผู้คน พี่ท่านก็ทราบดี...ในกลียุคเช่นนี้”
“เฮ้อ มิผิด มิผิด”เซียวยี่ผู้นั้นทอดถอนใจ บุรุษหนุ่มเลิกคิ้วเป็นเชิงเร่งเร้า เซียวยี่ผู้นั้นกล่าวต่อ
“ฮา ผู้ต่ำต้อยช่างเลอะเลือน บิดาของผู้ต่ำต้อยเคยเล่าให้ฟังว่า เมืองภูติหลง นี้เดิมชื่อ เมืองเทพสมบัติ เนื่องจากสวรรค์เมตตาประทานสายแร่ทองคำอันมหาศาลซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน ดังนั้นผู้คนทั้งหลายต่างเดินทางมาเสาะหาสายแร่ทองคำนั้น บ้างก็มิพบสิ่งใดแต่บ้างก็ดำเนินกิจการจนร่ำรวย ภายในเวลาไม่นานเมืองนี้จึงคราคร่ำไปด้วยผู้คนทำการค้ามากหลาย”

บุรุษหนุ่มพยักหน้า แมวขนสีเงินส่งเสียงร้องเบาเบา เซียวยี่ผู้นั้นยกป้านสุรารินลงในถ้วยบนโต๊ะอย่างระมัดระวังแล้วกล่าวต่อ
“แต่เมื่อราวสิบห้าปีที่แล้ว ผู้คนในเมืองกลับสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย คนของกรมเมืองรวมถึงนักล่าที่เหล่าญาติของผู้สูญหายว่าจ้างให้เข้าไปตามหาญาติของตนบ้างก็สูญหาย บ้างเมื่อกลับมาแล้วก็กลายเป็นคนเสียสติพูดจาเลอะเลือน”เซียวยี่ผู้นั้นระหว่างบอกกล่าวมีท่าทีขนลุกขนพอง
“มิทราบเกิดเรื่องราวอันใด”
“ผู้ต่ำต้อยก็มิอาจระบุแน่ชัด บ้างก็ว่าในเมืองนั้นกลับกลายเป็นทุ่งหญ้ารกร้างอันประกอบไปด้วยสิงสาราสัตว์ บ้างก็ว่าเป็นทุ่งน้ำแข็งกว้างสุดลูกหูลูกตา ถึงกับเคยมีคนเล่าว่ามีชายชราหลงทางอยู่ในเมืองแห่งนี้นานถึงสิบสี่ปีแล้วกลับไปปรากฏตัวที่ทางใต้ นี่ย่อมเป็นการกระทำของภูติผีอย่างแน่แท้”เซียวยี่ผู้นั้นเหลียวมองทางซ้ายขวาอีกครั้ง
“อ้อ เช่นนั้นเมืองนี้ภายหลังจึงมีนามว่าเมืองภูติหลงแล้ว ประเสริฐมาก”บุรุษหนุ่มกล่าวแล้วเอามือตบโต๊ะเบาเบาสองครา แมวขนสีเงินดังรู้ความ กระโดดขึ้นไปนั่งบนบ่าบุรุษหนุ่มผู้นั้น
บุรุษหนุ่มลุกขึ้นยืนสะพายถุงผ้า
“หรือ...เสียวเอี้ยคิดจะ”
“ข้าพเจ้าต้องคิดอันใด นัดพบสหายที่ใดก็ย่อมต้องไปที่นั่น”กล่าวจบจึงหันหลังเดินเข้าสู่ถนนสายอันจะนำไปสู่ เมืองภูติหลง!

เซียวยี่ผู้นั้นยืนส่ายศีรษะแล้วมิทราบบ่นพึมพำอันใด...
.............................................................................................
เบื้องหน้าบุรุษหนุ่มเป็นเมืองที่มีผู้คนคราคร่ำมากหน้าหลายตา ใจกลางเมืองเป็นตลาดดูครึกครื้น พ่อค้าส่งเสียงเชื้อเชิญผู้คนเลือกซื้อสินค้าของตน บุรุษหนุ่มรู้สึกงุนงงสับสนกับคำบอกเล่าของเซียวยี่ผู้นั้นแต่ก็หาได้มีความหวาดระแวงหรือพรั่นพรึงสิ่งใดไม่

มันเดินฝ่าฝูงชนสอดส่ายสายตาหาร้านบะหมี่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ประตูศาลเจ้าอันเป็นจุดนัดหมาย เมื่อสอบถามผู้คนในละแวกนั้นจนพบแล้วจึงทรุดกายลงนั่งหลบแดดใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่นั้น

กลิ่นน้ำซุปของร้านบะหมี่ช่างยั่วยวนให้น้ำลายสอ เนื่องจากสองวันมานี้บุรุษหนุ่มมีเพียงน้ำเปล่าและสุราเท่านั้นที่ตกถึงท้อง มันลอบกลืนน้ำลายเมื่อเห็นชายร่างอ้วนใช้ตะเกียบคีบหมี่คำโตส่งเข้าปาก

“แล้วเราจะพบมันผู้นั้นได้อย่างไรกัน ข้อมูลที่ได้มาจากซือแป๋ (ผู้เป็นอาจารย์) ก็มีน้อยนิด”มันรำพึงกับแมวขนสีเงินบนบ่า แมวนั้นก็ส่งเสียงคลอเนื่องด้วยหิวกระหายพอพอกัน
.............................................................................................
ครั้นเวลาคล้อยบ่ายร้านรวงต่างต่างก็เริ่มวายลง
ผู้ค้าขายต่างเก็บของปิดร้าน รวมถึงร้านบะหมี่นี้ด้วย ขณะที่บุรุษหนุ่มทอดสายตาอย่างเรื่อยเปื่อยก็ต้องหยุดสายตาที่อาคารตรงกันข้ามกับศาลเจ้า เมื่อมันพบว่ามีชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มอายุราวยี่สิบเก้าสามสิบปีผู้หนึ่งปีนออกมาจากหน้าต่างของอาคารชั้นบน กลางหลังสะพายห่อผ้าขนาดใหญ่ บุรุษหนุ่มฉุกใจคิด

“นี่ต้องเป็นผู้ทำการค้าไร้ต้นทุน (โจร) แน่แล้ว เมื่อเห็นเรื่องราวไม่ถูกต้องเรามิอาจเพิกเฉยได้ อีกประการตอนนี้ไร้เรื่องราวกระทำเห็นทีเราต้องขอยุ่งเกี่ยวสักครา”
มิทันที่บุรุษหนุ่มจะลุกขึ้นเดินไปหา ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มก็สะพายถุงผ้าเดินปรี่เข้าหาบุรุษหนุ่มพร้อมยกมือปรามให้นั่งลง บุรุษหนุ่มกลับงงงันยิ่ง

ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มทรุดกายลงนั่งข้างบุรุษหนุ่ม แมวขนสีเงินกระโดดลงพื้นส่งเสียงขู่ฟ่อ
มันวางถุงผ้าหนักอึ้งลงพื้นอย่างแรง และจ้องมองปลอกแขนสีเงินที่มือขวาของบุรุษหนุ่มคราหนึ่งแล้วถอนหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อยเอ่ยถามขึ้น
“น้องท่านคือ เซียวเงียว (มัชชาระน้อย)”
“ถูกแล้ว มิทราบพี่ท่านนี้...”
ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มทำสีหน้าไม่ใส่ใจ มือขวาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ เซียวเงียวถดกายหนีแต่ต้องชะงักเมื่อแลเห็นสิ่งของบนมือชายผู้นั้น

เป็นป้ายเหล็กเย็นสีดำขนาดสี่นิ้ว สลักอักษรสีทองลายมือเข้มแข็งแต่งดงามอ่านได้ว่า เส็ก (สนธยา) !
มิทันที่เซียวเงียวจะกล่าวอันใด ชายหนุ่มนั้นลุกขึ้นลากถุงผ้าแล้วถามว่า
“หิวโหยแล้วหรือไม่ ให้ข้าพเจ้าเป็นเจ้ามือเลี้ยงท่านสักมื้อเป็นไร ถนนถัดไปเป็นเหลาใหญ่โตซึ่งมีสุราอาหารเลิศรส และมีคนของหมู่ตึกอีกท่านหนึ่งคอยท่าเราทั้งสองอยู่”
กล่าวจบก็เดินนำหน้าดุจทราบว่าเซียวเงียวต้องติดตามตนไปอย่างแน่นอน

เซียวเงียวก็คล้ายวางใจลงมากหลายเมื่อเห็นป้ายเหล็กพลันโอบอุ้มงึ่นม้อเงียวขึ้นบ่าแล้วเร่งฝีเท้าตามชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มให้ทัน ครั้นก้าวไปได้สามสี่ก้าว เซียวเงียวก็ชะงักเท้าลงและต้องขยี้ตาให้แน่ใจอีกครั้งเมื่อมองไปยังอาคารฝั่งตรงข้ามศาลเจ้า

ชั้นบนของอาคารนั้นไม่มีหน้าต่างแม้แต่บานเดียว!
เมื่อหันกลับมาที่ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้ม ถุงผ้าใบใหญ่ในมือมันก็มิทราบปลาสนาการไปที่ใด!...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 18 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook