บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 1 เมืองภูติหลง ตอน 2

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 1 เมืองภูติหลง ตอน 2

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 1 เมืองภูติหลง ตอน 2
โดย...อุกเงียว
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...บนชั้นที่สามของเหลาสุราหรูหราขนาดใหญ่ เป็นระเบียงเปิดโล่งลมโกรกโชยช่างชวนให้เจริญอาหาร

ดูท่าชั้นนี้จะจำกัดเฉพาะลูกค้ามือเติบเท่านั้น เนื่องด้วยรอบข้างมีเพียงลูกค้าแต่งกายด้วยอาภรณ์ราคาสูงนั่งอยู่เพียงสามสี่โต๊ะ

ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มระหว่างที่เดินมาสู่เหลานี้ก็แกว่งแขนร้องเพลงไปพลางช่างดูเป็นคนอารมณ์ดี
เซียวเงียวแม้ลดความแคลงใจลงแต่มิอาจกล่าวได้ว่าไว้วางใจชายผู้นี้เท่าใดนัก

ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มเดินไปนั่งที่โต๊ะริมระเบียงตัวหนึ่ง
โต๊ะที่ดูเรียบง่าย ไม่มีอันใดแปลกพิศดาร
ฝั่งตรงข้ามโต๊ะนั่นมีเด็กหนุ่มอีกผู้หนึ่ง
เด็กหนุ่มที่ดูเรียบง่าย ไม่มีอันใดแปลกพิศดาร

เด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปี หน้าตาหล่อเหลา คิ้วหนา ดวงตากลมโตมีเค้าความสัตย์ซื่อดูเป็นที่อบอุ่นใจแก่ผู้คนยามเข้าใกล้แต่มันกลับแต่งกายด้วยเสื้อสีน้ำเงินเข้มแบบเรียบง่ายไม่สะดุดตา เมื่อขึ้นเหลามาเซียวเงียวแทบมิทันสังเกตเห็น

ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้ม ยิ้มกว้างจนดวงตาหยีเป็นเส้นเล็กแล้วพลิกฝ่ามือเผยป้ายเหล็กสีดำ
เด็กหนุ่มคิ้วหนาเปิดอกเสื้อก็มีป้ายเหล็กสีดำลักษณะเดียวกันคล้องคออยู่เช่นกัน มันลุกขึ้นประสานมือคารวะแล้วกล่าว

“ผู้น้อง เง็กมิ่นกิมท้ง (ทารกทองคำหน้าหยก) เลื่อมใสพี่ท่านทั้งสองมาเนิ่นนาน เรียกหาข้าพเจ้าเป็นกิมท้งก็เพียงพอ”
เซียวเงียวต้องลอบอมยิ้ม คนเพิ่งพบกันไม่ถึงครึ่งค่อนวันเด็กหนุ่มผู้นี้กลับกล่าวคำว่าเลื่อมใสมานาน แต่ก็ประสานมือคารวะตอบ
“ข้าพเจ้ามีนามเซียวเงียว (มัชชาระน้อย) ส่วนแมวขนสีเงินบ่นบ่าข้าพเจ้าเป็นสหายมีนามว่า งึ่นม้อเงียว (มัชชาระขนเงิน) “

เง็กมิ่นกิมท้งเลิกคิ้วคราหนึ่ง จ้องมองปลอกแขนสีเงินที่แขนขวาของเซียวเงียวแล้วกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ที่แท้พี่ท่านเป็นทายาทของ จับเมี่ยเงียวอ้วงไต้เฮียบ (ผู้กล้าจ้าววิฬาร์สิบชีวิต) และ ปั่วเซาะซีนึ้งเฮียบ (ผู้กล้าหญิงอสุภะหิมะโปรย) เลื่อมใส เลื่อมใส”เมื่อเง็กมิ่นกิมท้งกล่าวจบก็เบือนหน้าไปทางชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มแต่ชายผู้นั้นกลับไม่สนใจที่จะแนะนำตัวตามมารยาทอันควร

มันร้องเรียกเซียวยี่มาสั่งอาหารจำนวนมากซึ่งแต่ละอย่างล้วนมีราคาสูงยิ่ง เซียวเงียวแม้มีความในใจมากหลายเกี่ยวกับชายผู้นี้ก็ต้องสะกดข่มตนเองไว้ อีกทั้งอาหารเหล่านั้นมีนามเรียกหาอันไพเราะจนกระเพาะลั่นโครก
.............................................................................................
ขณะที่กำลังจิบสุรารออาหารอยู่นั้น ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากพูดจากันทำให้เซียวเงียวรู้สึกขัดเขินจึงแสร้งเป็นมองการตกแต่งของเหลาไปพลาง สายตามันหยุดที่ชายกลางคนผู้หนึ่งแต่งกายหรูหรา บนดวงตาข้างซ้ายมีของคล้ายแก้วใสรูปร่างกลมสวมอยู่ บนโต๊ะของมันมีจานอาหารวางอยู่จำนวนหนึ่ง แต่จานอาหารเหล่านั้นถูกจัดวางอยู่ริมขอบโต๊ะ
เนื่องจากบนโต๊ะนั้นมีกระดาษหรืออาจเป็นแผ่นหนังใบใหญ่แผ่นหนึ่งวางอยู่เกือบเต็มโต๊ะ

ด้านข้างมีพู่กัน และบรรทัดวางอยู่ ชายวัยกลางคนไม่ทราบว่าง่วนอยู่กับการเขียนสิ่งใดบนกระดาษนั่น คาดว่าชายผู้นี่คงเป็นนายช่างใหญ่แขนงใดแขนงหนึ่งของเมืองนี้
เซียวเงียวที่เหม่อมองจนเพลิดเพลินต้องหันกลับมาที่โต๊ะ อาหารหน้าตาพิศดารกลิ่นหอมยวนใจมากมายถูกยกมาวางอยู่ที่โต๊ะ ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มผายมือและกล่าว
“เฮียตี๋ทั้งสอง เชิญ เชิญ”
เง็กมิ่นกิมท้งคล้ายหิวโหยพอพอกับเซียวเงียวจึงคว้าตะเกียบคีบกับพุ้ยข้าวอย่างรวดเร็ว เซียวเงียวและงึ่นม้อเงียวก็ไม่รอช้าเช่นกัน
.............................................................................................
เมื่อเซียวยี่เข้ามาเก็บถ้วยจานเสร็จสิ้น บนโต๊ะเหลือเพียงสุรากลิ่นหอมสดชื่นหนึ่งป้าน จอกสุราอีกสามจอก และถ้วยสุราอีกหนึ่งถ้วย งึ่นม้อเงียวที่อิ่มหนำกระโดดขึ้นบ่าเซียวเงียวแล้วหลับตาลง

ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มผู้นั้นกลับไม่ยิ้ม มันลุกขึ้นรินสุราให้กับคนทั้งสอง แล้วกล่าวอย่างจริงจัง
“เฮียตี๋ทั้งสองทราบปฏิบัติการของเราดีแล้วหรือไม่”
ทั้งสองพยักหน้า มันกล่าวต่อเสียงแผ่วเบา
“หมู่ตึกเราเกิดความสงสัยในเรื่องปรำปราที่เล่าขานกันถึงเมืองภูติหลงแห่งนี้ แม้ไม่มีเบาะแสใดจะสืบเสาะ แต่หากอาศัยอานุภาพศาสตราของพวกเราแต่ละคนคาดว่าต้องได้เบาะแสของค้อน และบันทึกนั่นไม่มากก็น้อย”
เซียวเงียวแม้คาดการณ์มาก่อนแล้วก็อดตื่นตระหนกไม่ได้ พลางรำพึงในใจ
“ที่แท้พวกท่านล้วนเป็น ผู้ถือศาสตรา !”
“ไม่ทราบตั่วเฮียมีแผนการใดเป็นมั่นเหมาะหรือไม่”กิมท้งเอ่ยถาม
“บอกต่อน้องเราตามตรง มิเพียงเมืองนี้เมืองเดียว แต่หลายปีมานี้เมืองต่างต่างล้วนมีเรื่องเล่าพิศดารอันเกินขอบเขตมนุษย์จะกระทำได้ อีกทั้งที่ข้าพเจ้าเฝ้าสืบเสาะมา เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นแถบทางเหนือ และเมืองนี้เป็นเมืองขอบนอกสุดที่พวกเราจะเข้าถึงได้ ข้าพเจ้าจึงส่งข่าวต่อประมุขให้ประทานผู้ช่วยเหลือมาสืบเสาะที่เมืองนี้ก่อน ซึ่งนั่นก็คือเฮียตี๋ทั้งสองท่านนั่นเอง”

“ตั่วเฮียโปรดประทานอภัย ข้าพเจ้าทราบมาว่าหมู่ตึกเราสามารถปรากฏในสถานที่ใดใดได้ตามประสงค์ เหตุใดพวกเรามิไปปรากฏในสถานที่ใกล้กับจุดที่น่าสงสัยที่สุดแล้วเริ่มค้นหาจะไม่เป็นการสะดวกกว่าหรอกหรือ”เซียวเงียวเอ่ยถามด้วยลอบขุ่นเคืองใจที่ต้องเดินเท้าระยะไกลมาพบกับคนของหมู่ตึก

“น้องเราท่านนี้ ท่านประมุขมิเคยได้บอกท่านหรืออย่างไร เมื่อครั้งที่ ซิ้งเทียนปัง (พรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์) ลอบเข้าสู่หมู่ตึกเรา พวกมันได้ถอด สลักขับเคลื่อน หมู่ตึกแล้วนำไปด้วย ทำให้อานุภาพในการเคลื่อนย้ายผ่านสถานที่ และผ่านมิติเวลาของหมู่ตึกเราถูกผนึกโดยสิ้นเชิง” ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มกล่าวเชิงตำหนิ

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้...”เซียวเงียวลอบร้องคำละอายในใจ ประมุขหมู่ตึกแม้เป็นซือแป๋มัน แต่กับเรื่องราวของหมู่ตึกแล้วกลับไม่ค่อยบอกกล่าวมันมากนัก
“อีกประการผู้น้องคาดว่าต้องมีอาถรรพ์อื่นใดที่ทำให้พวกเราทราบข่าวจากเมืองอื่นอื่นได้น้อยมากกระมัง นับว่าตั่วเฮียท่านนี้มีความสามารถมากหลายจึงสืบทราบเรื่องราวในเมืองนี้ได้”กิมท้งกล่าว มิคาดทารกหน้าตาสัตย์ซื่อเยี่ยงมันกลับรู้จักกล่าวคำประจบประแจง

“ที่น้องท่านนี้กล่าวก็มิเกินความจริงไป มิทราบว่าเฮียตี๋ทั้งสองท่านก่อนเข้าเมืองได้ยินเรื่องราวใดมาบ้าง”ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มเริ่มยิ้มอีกครั้งแล้วรินสุราเพิ่มให้กิมท้ง
“ข้าพเจ้าทราบที่มาของชื่อเมืองภูติหลง”เซียวเงียวชิงกล่าวก่อนกิมท้ง
“ข้าพเจ้าก็เช่นกัน”กิมท้งกล่าวตาม
“แล้วพวกท่านแปลกใจหรือไม่ว่าเหตุใดเมื่อเข้ามาในเมืองนี้แล้วล้วนหาได้เป็นดังคำกล่าวขานนั้นไม่”
ทั้งสองพยักหน้า ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มยื่นหน้าเข้าใกล้โต๊ะกระซิบแผ่วเบา ทั้งสองต้องยื่นหน้าตาม

“ข้าพเจ้าเข้ามาในเมืองนี้ได้ราวสองสามเดือนแล้วจึงเคยประสบเรื่องราวกับตัวเองมากกว่าหนึ่งครั้ง”
“ประสบเรื่องราวอันใด”กิมท้งกล่าวแผ่วเบา
“เรื่องที่เล่าขานกันนั้นเป็นความจริง!”ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มเน้นเสียง
เซียวเงียวและกิมท้งหน้าซีดเผือดลง เซียวเงียวกล่าวว่า
“แล้ว...เช่นนั้นแล้วรอบรอบกายพวกเรานับเป็นภูติผีอันใด”
ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มยืดตัวตรงกล่าวอย่างใจเย็น
“นี่ยังไม่นับเป็นเวลาอันตราย เฮียตี๋ทั้งสองโปรดวางใจ รายละเอียดของเรื่องราวเมื่อข้าพเจ้าแน่ใจสักแปดส่วนแล้วจะบอกกล่าวพวกท่านโดยไม่ปิดบัง”

เซียวเงียวและกิมท้งยืดกายถอนหายใจ ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มกล่าวต่อ
“พวกท่านทั้งสองพักอาศัยที่โรงเตี๊ยมด้านหลังของเหลานี้ไปก่อน อีกสักสามสี่วันข้าพเจ้าจะติดต่อมาเอง”ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มกล่าวจบก็ร้องเรียกเซียวยี่ขึ้นมาคิดบัญชี แล้วลุกขึ้นยืนหันหลังกล่าว
“ข้าพเจ้าต้องขอตัว”

เซียวเงียวสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยิน กิมท้งก็มีท่าทีตระหนกเช่นกันเมื่อมันนึกถึงสุราอาหารราคาแพงเมื่อครู่ กล่าวตะกุกตะกักว่า
“ตั่วเฮียพวกเราล้วนเดินทางมาไกล ใช้จ่ายเงินทองระหว่างทางจนหมดสิ้นแล้ว”
“ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา ที่แท้ก็เป็นเรื่องนี้ น้องเราไม่ต้องเป็นกังวลใจไป”กล่าวจบมันล้วงเข้าไปในอกเสื้อ เซียวเงียวและกิมท้งถอนหายใจอีกครั้ง
“อ้อ พวกเรายังไม่ทราบนามสูงส่งของตั่วเฮีย”เซียวเงียวกล่าว

ที่ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มล้วงออกมาจากอกเสื้อมิใช่ถุงใส่เงินแต่กลับเป็นถุงมือคู่หนึ่ง
มันสวมถุงมือเสร็จแล้วยื่นมือผลักอากาศว่างเปล่าตรงริมระเบียง เซียวเงียวและกิมท้งล้วนอ้าปากค้าง เนื่องเพราะมีหน้าต่างคู่หนึ่งปรากฏอยู่กลางอากาศ

ชายหน้าตามากด้วยรอยยิ้มก้าวขาข้างหนึ่งปีนเข้าไปในหน้าต่างแล้วหันหลังกลับมายิ้มกว้างกล่าวว่า
“ข้าพเจ้า บ้อจี๊ (ไม่มีเงิน)”
“ไฮ้!...ท่านว่ากระไร!”เซียวเงียวและกิมท้งกรีดเสียงพร้อมกัน
“ข้าพเจ้ามีนามว่า บ้อจี๊!”บ้อจี๊เผ่นผลุบเข้าไปในหน้าต่าง บานหน้าต่างปิดเข้าหากันแล้วสูญหายไร้ร่องรอยดังเช่นตอนมันปรากฏขึ้นมา เซียวเงียวและกิมท้งต่างมีสีหน้าตกใจ
“ท่าน...ท่าน...”กิมท้งกล่าวติดขัด
“ข้าพเจ้าก็ไม่มีเงินติดตัวเช่นกัน”เซียวเงียวกล่าวบ้าง
“มิใช่...มิใช่เรื่องนั้น”กิมท้งหมุนไปแลรอบกาย เซียวเงียวก็รู้สึกถึงสิ่งผิดปรกติเช่นเดียวกัน สภาพที่เห็นสร้างความตระหนกแก่มันและกิมท้งยิ่งกว่าเหตุการณ์เมื่อครู่
บนชั้นที่สามของเหลาสุราที่เคยมีโต๊ะเก้าอี้จัดวางและมีผู้คนนั่งอยู่ กลับหลงเหลือเพียงเซียวเงียว และกิมท้งส่วนรอบข้างนั้นกลับกลายเป็นทุ่งน้ำแข็งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา!

เซียวเงียวจึงหวนนึกถึงคำบอกเล่าของเซียวยี่ที่ร้านสุราเล็กเล็กนั่น ฉับพลันกระดูกสันหลังของมันก็รู้สึกเย็นวาบ...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 19 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook