บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 1 เมืองภูติหลง ตอน 3

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 1 เมืองภูติหลง ตอน 3

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 1 เมืองภูติหลง ตอน 3
โดย...อุกเงียว

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...ยังมิทันที่ทั้งสองจะกล่าววาจาใดออกมา กลางอากาศว่างเปล่าเบื้องหน้าได้ปรากฏหน้าต่างคู่หนึ่งอีกครั้ง บ้อจี๊ปีนออกมาจากหน้าต่างมีสีหน้างงงวย

“ไฉนท่านทั้งสองจึงอยู่ที่นี่...อา...”บ้อจี๊คล้ายทราบเรื่องราวทันทีเมื่อเท้าสัมผัสพื้นน้ำแข็ง
“บ้อจี๊เฮีย นี่มันเรื่องราวอันใด”กิมท้งเอ่ยถามขณะที่พายุน้ำแข็งกระหน่ำใบหน้าชายทั้งสาม
“ข้าพเจ้าเพียงต้องการกลั่นแกล้งทารกหน้าใหม่ของหมู่ตึกเช่นพวกท่าน”
“มิใช่เรื่องนั้น ข้าพเจ้าหมายถึงที่นี่นับเป็นสถานที่ใด”กิมท้งเริ่มกระชับคอเสื้อ
“พวกเรามาปรากฏตัว ณ ที่นี้ได้อย่างไร หรือว่านี่เป็น อานุภาพแห่งศาสตรา ของท่าน”เซียวเงียวถาม

“มิใช่ ท่านเองก็ได้เห็นอานุภาพแห่งศาสตราของข้าพเจ้าไปแล้วส่วนหนึ่ง ข้าพเจ้ากำลังเคลื่อนย้ายไปชั้นล่างของเหลา ไฉนมาปรากฏกายที่นี่ข้าพเจ้าก็มิทราบเช่นกัน...นี่ต้องเป็นศาสตราของศัตรู น้องเราทั้งสองล้วงศาสตราของท่านออกมาเตรียมตัวให้พร้อม ไม่นานศัตรูต้องปรากฏกายออกมาอย่างแน่นอน”

“ท่านแน่ใจได้อย่างไร”เซียวเงียวเอ่ยถามบ้อจี๊ เมื่อมันโคจรลมปราณผ่านปลอกแขนสีเงินที่มันสวมอยู่ เล็บคมกล้าสีเงินยวงทั้งห้าก็ปรากฏขึ้นห่อหุ้มนิ้ว งึ่นม้อเงียวลืมตามาเบียดตัวขดกายข้างใบหน้าเซียวเงียว

...ในมือของเซียวเงียวย่อมเป็นตุยฮุ้นเยี้ยวกง (กรงเล็บล่าวิญญาณ) อันโด่งดัง! บ้อจี๊พยักหน้าแล้วกล่าวต่อ
“จากข้อมูลที่มี ข้าพเจ้าคาดว่าอานุภาพศาสตราปริศนานี้ทำได้เพียงโยกย้ายผู้คนไปยังแห่งหนต่างต่างในแผ่นดิน จึงมิสามารถทำร้ายผู้คนได้ ดูท่าหากมันต้องการกำจัดเราทั้งสามไม่นานมันต้องปรากฏกายขึ้นมากำจัดพวกเราด้วยตัวมันเอง เง็กมิ่นกิมท้งศาสตราของท่านเล่า!”บ้อจี๊ถามเสียงแข็ง เนื่องด้วยเห็นกิมท้งเป็นทารกน้อยอ่อนด้อยประสบการณ์

“ศาสตราของข้าพเจ้าได้แสดงต่อหน้าพวกท่านแต่แรกแล้ว”กิมท้งกล่าวแก้ตัว บ้อจี๊และเซียวเงียวแม้สงสัยแต่ก็มิได้เอ่ยถามอีก
ทันใดนั้นเองเกิดเสียงปรบมือ และหัวเราะขึ้น ทั้งหมดล้วนหันขวับไปยังที่มาของเสียง
มันคือชายวัยกลางคนที่เซียวเงียวเห็นง่วนอยู่กับกระดาษแผ่นใหญ่บนเหลาหัวเราะกล่าว

“ฮา คนของหมู่ตึกมิเสียทีที่เป็นคนของหมู่ตึก ช่างคาดการณ์ได้แม่นยำราวเทพยดา”
มิทันที่บ้อจี๊จะเอ่ยปากห้ามปราม เซียวเงียวกระโดดโถมกายเข้าใส่ชายวัยกลางคนผู้นั้น แต่เพียงปลายเท้าลอยสูงจากพื้นได้ครึ่งเชี๊ยะ ทุ่งน้ำแข็งหนาวเหน็บพลันกลายเป็นทุ่งหญ้าใบเล็กยาวสูงท่วมศีรษะคน เซียวเงียวเมื่อลอยตัวลงสู่พื้น บ้อจี๊และกิมท้งก็ปราดเข้ามาระแวดระวังหลังให้
“บ้อจี๊เฮียนี่มัน...”กิมท้งถาม แต่บ้อจี๊ยังมิทันตอบ เสียงชายกลางคนกล่าว

“พวกท่านได้ทราบดีแล้วว่าอานุภาพแห่งศาสตราของเราสามารถส่งผู้คนไปยังสถานที่ต่างต่างได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำร้ายคนไม่ได้”
ลมพัดใบหญ้าหวีดหวิวจนยากจะจับต้นเสียงได้ คนของหมู่ตึกทั้งสามเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อมองหาคนแต่ก็มิพบอันใด ชายกลางคนกล่าวต่อ

“ท่านลองคิดดูว่าหากเราปล่อยพวกท่านไว้ในทุ่งน้ำแข็งนั่นสักสองวันไหนเลยพวกท่านจะมีชีวิตรอดได้”
ทั้งสามลอบเห็นด้วยพลางคิดหาหนทางตอบโต้
“แต่นั่นจะเป็นวิธีสุดท้ายที่เราจะกระทำ เพราะคำสั่งที่เรา นายช่างหกกร ได้รับมา คือ เมื่อพบ คนของหมู่ตึกสนธยา ให้ลงมือประหารโดยทันที!”

สิ้นคำของนายช่างหกกร ชายทั้งสามรู้สึกเปียกโชกไปทั่วตัวและรู้สึกเค็มไปทั่วปาก
ทุ่งหญ้าเมื่อสักครู่กลับกลายเป็นทะเลกว้างมีคลื่นลมบ้าคลั่ง งึ่นม้อยี้ป่ายปีนขึ้นศีรษะของเซียวเงียว ทั้งหมดร่วงหล่นสู่ท้องทะเลได้อย่างไรไม่มีผู้ใดทราบและไม่มีเวลาจะสงสัย
“บ้อจี๊เฮียท่านดูนั่น!”เซียวเงียวที่กำลังแหวกว่ายทะเลชี้ไปเบื้องหน้า

บ้อจี๊หน้าซีดเผือด ฝูงปลาฉลามนับสิบนับร้อยมิทราบมาจากที่ใดฝ่าคลื่นทะเลตรงเข้าสู่ชายที่ลอยคอทั้งสาม ขณะที่บ้อจี๊และเซียวเงียวกำลังตั้งท่าต่อสู้ก็รู้สึกคอเสื้อตึงวูบตัวลอยขึ้นจากทะเล ปากปลาฉลามตัวหนึ่งถึงกับเฉียดปลายจมูกของบ้อจี๊ไป
เมื่อหายตกใจบ้อจี๊และเซียวเงียวพบว่าตนนั่งอยู่บนเรือโลหะขนาดกลางลำหนึ่ง กิมท้งนั่นเองเป็นผู้ดึงตนขึ้นมาจากน้ำทะเล

“กิมท้งตี่ตี๋ นี่เป็นศาสตราของท่านรึ”บ้อจี๊ถาม
“อาจกล่าวได้เช่นนั้น พี่ท่านทั้งสองอย่าพึ่งกล่าวอันใดเลย แม้ตอนนี้พวกเรามิมีอันตรายจากฝูงฉลามแล้วแต่วิธีที่จะกลับสู่ฝั่งไปตามหา ผู้ถือศาสตรา ผู้นั้นข้าพเจ้าก็ยังนึกไม่ออก”
เสียงคนกล่าวแทรกขึ้น

“ไม่ต้องนึกอันใดหรอก เฮอะ คาดไม่ถึงว่าในกลุ่มของพวกท่านจะมีศาสตราที่มีอานุภาพเช่นนี้ ช่างรู้จักทำเรื่องราวให้ยุ่งยากนัก แต่มิทราบว่าเรือลำนั้นจะสามารถใช้ประโยชน์ได้เพียงใดใต้ทะเลลึกสักหนึ่งลี้เป็นไร หากภายในชั่วหนึ่งก้านธูปพวกท่านมิสามารถว่ายกลับขึ้นมาได้ก็ต้องจบชีวิตลง”
นายช่างหกกรที่นั่งอยู่บนโต๊ะปรากฏตัวขึ้นบนผิวน้ำ มันมิทราบลงมือขีดเขียนสิ่งใดบนกระดาษแผ่นใหญ่ บ้อจี๊ลอยตัวออกจากเรือต่อยหมัดไปยังนายช่างหกกร มิทราบต่อยโดนหรือไม่ กิมท้งร่ำร้องอย่าร้อนใจ

“บ้อจี๊เฮียอย่าได้ออกห่างข้าพเจ้าเกินไปนัก!”
สิ้นคำ ทั้งสามรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก น้ำทะเลรอบกายบีบอัดเข้ามาจนโลหิตไหลออกจากดวงตาและจมูก เบื้องหน้ามีเพียงแสงแดดรำไรที่ส่องฝ่ามายังก้นทะเลอันมืดมิด
บ้อจี๊ดิ้นรนอย่างอึดอัดภายใต้ท้องทะเลลึก พลันเหลือบตาไปเห็นเรือประหลาดรูปร่างคล้ายสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ลอยอยู่ก้นทะเล

บริเวณด้านข้างของสัตว์ทะเลนั้นคล้ายเป็นกระจกใส ภายในยืนอยู่ด้วยเซียวเงียว งึ่นม้อเงียวและกิมท้งซึ่งมีสีหน้าวิตกกังวล บ้อจี๊ลอบโล่งใจว่าตนนี้รอดตายแน่แล้วจึงได้ยื่นมือทั้งคู่ผลักออก หน้าต่างคู่หนึ่งปรากฏกลางก้นทะเล มันแหวกว่ายป่ายปีนเข้าสู่หน้าต่างอย่างลำบาก

ภายในเรือรูปร่างประหลาด บ้อจี๊ตัวเปียกโชกปีนออกมาจากหน้าต่าง หัวเราะชมเชยกิมท้ง
“มิคาด มิคาด น้องเรามีศาสตราอันประเสริฐยิ่ง”
“บ้อจี๊เฮียกล่าวชมเกินไป เสื้อสัตตโลหะ ของข้าพเจ้าเพียงสามารถรวบรวมแร่ธาตุนานารอบตัวมาสร้างเป็นพาหนะในรูปร่างต่างต่างได้เท่านั้น หาได้มีประโยชน์ใดใดไม่ เมื่อครู่ที่ท่านกระโดดห่างออกไป ข้าพเจ้าจึงอดที่จะตกใจมิได้ ยิ่งตอนเห็นท่านลอยอยู่ข้างนอกข้าพเจ้ายิ่งไม่ทราบจะทำประการใด โชคดีที่...”
“กิมท้งตี่ตี๋ถ่อมตัวไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้นับว่าช่วยชีวิตพวกเราไว้สองครั้งสองคราแล้ว”บ้อจี๊ให้ความเกรงใจต่อกิมท้งมากขึ้น

“เฮียตี๋อันประเสริฐทั้งสอง เรื่องนั้นไว้ว่ากล่าวกันภายหลัง ข้าพเจ้ามีข้อความคิดใคร่กล่าว”เซียวเงียวเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ
“เซียวเงียวตี่ตี๋มิทราบมีเรื่องราวใด”บ้อจี๊ถามอย่างสงสัย
“เท่าที่ได้ประมวลเหตุการณ์คร่าวคร่าว ข้าพเจ้าคาดว่าศาสตราของมันหากมิใช่พู่กันในมือก็ต้องเป็นกระดาษแผ่นใหญ่บนโต๊ะ”

“เซียวเงียวเฮียหมายถึง...”กิมท้งเอ่ย
“ตอนที่นั่งอยู่บนเหลาข้าพเจ้าสังเกตเห็นมันผู้นี้ขีดเขียนสิ่งหนึ่งบนกระดาษ ดังนั้นแล้วข้าพเจ้าขออนุมานในเบื้องต้นก่อนว่ากระดาษแผ่นนั้นต้องเป็นแผนที่”
“แผนที่?”ทั้งสองอุทาน
“ถูกแล้ว มันใช้พู่กันขีดเขียนตำแหน่งบนแผนที่เพื่อโยกย้ายผู้คนซึ่งในที่นี้คือพวกเราไปยังสถานที่ต่างต่าง”
“น้องเรากล่าวมีเหตุผล เท่าที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในเมืองภูติหลงก็พอจะทราบว่ามันผู้นี้ใช้ศาสตราของมันสร้างเรื่องราวผีสางเพื่อมิให้ผู้คนเข้าใกล้แหล่งทองคำ อีกทั้งยังใช้เมืองเป็นที่เก็บสมบัติที่มันลักขโมยผู้อื่นมา เมื่อข้าพเจ้าพบเห็นจึงได้บังเกิดความโลภคิดหยิบฉวยของของมันมาบ้าง”บ้อจี๊กล่าวอย่างละอาย เซียวเงียวแกล้งทำเป็นไม่ทราบเพราะต้องการรักษาหน้าของบ้อจี๊ นั่นทำให้บ้อจี๊รู้สึกรักใคร่ทารกหน้าใหม่ของหมู่ตึกทั้งคู่นี้อีกหลายส่วน

“แล้วผู้คนในเมืองเล่า”กิมท้งถาม
“ข้าพเจ้าคาดว่าผู้คนเหล่านั้นมิทราบว่าตนเองอยู่ในสถานที่ใด มีชีวิตอยู่ระหว่างสถานที่จริงและเท็จโดยไม่รู้ตัวกล่าวไปแล้วก็ดูน่ากลัวมิน้อย”บ้อจี๊กล่าว ทั้งสองพยักหน้าเห็นด้วย เซียวเงียวกล่าวต่อ
“ข้าพเจ้าขอสรุปภาพรวมคร่าวคร่าวของศาสตรามันดังนี้ ประการแรก เมื่อใช้พู่กันขีดเขียนลงบนแผนที่จะสามารถส่งผู้คนไปยังสถานที่ต่างต่างบนแผนที่ไม่เพียงในแนวราบคือกว้างและยาว ยังรวมถึงการกำหนดความสูงและความลึกได้อีกด้วย

ประการที่สอง ศาสตรานี้ไม่สามารถทำร้ายผู้คนได้โดยตรงจึงจำเป็นต้องส่งผู้คนไปยังสถานที่มากอันตราย ประการที่สามอานุภาพแห่งศาสตรามันมีขอบเขตจำกัด แม้มันส่งพวกเรามาสู่ก้นทะเลแต่ตัวมันเองต้องอยู่ไม่ไกล และแต่ละครั้งที่มันจะส่งเราไปยังสถานที่ใดใดมันต้องปรากฏตัวก่อนเสมอ”

“มีวิธีตอบโต้มันหรือไม่”กิมท้งถาม
“ต้องเข้าถึงตัวมันให้ได้!”เซียวเงียวกล่าว
“ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา น้องเราท่านสามารถพาพวกเราขึ้นสู่ผิวน้ำได้หรือไม่”บ้อจี๊ถาม
“ย่อมได้แน่นอน ท่านมีวิธีแล้ว?”
“พวกท่านล้วนลืมเลือนไป เรื่องการเคลื่อนย้ายผู้คนไปอีกสถานที่หนึ่ง ข้าพเจ้าก็ได้แสดงให้พวกท่านชมแล้วถึงสองครั้ง”บ้อจี๊แย้มยิ้ม กิมท้งและเซียวเงียวร้องอุทานเพราะเลอะเลือนไป

กิมท้งรีบเดินนำทั้งสามไปยังอีกห้องอันสว่างไสวห้องหนึ่งในตัวเรือ ในห้องนั้นมีเก้าอี้อยู่สามตัว ด้านหน้าเก้าอี้ตัวกลางเป็นแผงที่เต็มไปด้วยตัวอักษรโบราณ
กิมท้งลงนั่งที่เก้าอี้ตัวนั้นใช้มือกดไปยังตัวอักษรหลายตัว เซียวเงียวและบ้อจี๊รีบนั่งลงบนเก้าอี้ที่เหลือ กิมท้งหันมากล่าวว่า
“ท่านพี่ทั้งสอง เกาะ...ให้...แน่น!”

ฟองอากาศมากมายหลั่งไหลออกทางท้ายเรือเสียงดังครืนครั่น ครีบด้านข้างตัวเรือมีไฟส่องสว่าง หัวเรือชี้ขึ้นบนผิวน้ำ เรือถีบตัวพุ่งออกจากก้นทะเลอย่างรวดเร็ว เซียวเงียวและบ้อจี๊โห่ร้องชมเชยระคนตื่นเต้นตกใจ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 21 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook