บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 2 หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด ตอนต้น

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 2 หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด ตอนต้น

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 2 หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด ตอนต้น
โดย...อุกเงียว

รถไร้อาชาสีโลหะคันหนึ่งวิ่งฉิวโฉบผ่านถนนทุรกันดาร หลังคารถเปิดโล่งให้ลมเฉื่อยฉิวพัดคลายร้อน

สารถีเป็นทารกหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้มลมพัดเส้นผมปลิวไสว มันบังคับรถบนทางขรุขระอย่างช่ำชอง ด้านซ้ายของทารกนั้นเป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาคมคายบนศีรษะมีแมวขนสีเงินตัวใหญ่นอนหลับอยู่ดูแปลกตา

ท้ายรถนั้นเล่ามีชายหน้าตายิ้มแย้มผู้หนึ่งนอนเอนกายอยู่บนฟูกหนานุ่ม เมื่อมันเอื้อมมือไปยังอากาศว่างเปล่าตรงหน้าแล้วดึงมือเข้าหาตัว ลิ้นชักขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ

ภายในมีกล้องยาเส้นหลากหลายแบบบ้างทำจากไม้ บ้างทำจากโลหะทั้งหมดล้วนวิจิตรงดงามยิ่ง อีกทั้งยังมีชุดไฟมากหน้าหลายตาดูท่าเป็นของสะสมอันหวงแหน ที่น่าสนใจคือยาเส้นหอมกรุ่นหลากหลายกลิ่น ช่างชวนให้ผู้สูบสำราญใจนัก

ชายหน้าตายิ้มแย้มคัดเลือกยาเส้นกลิ่นผลไม้หอมหวานมาจุดสูบกับกล้องยาเส้นทำจากไม้ที่ขัดจนขึ้นเงา ชุดไฟที่ใช้เป็นตลับโลหะสีเงินมีกลิ่นน้ำมันฉุนจมูก
เมื่อจุดเสร็จมันนอนดูดยาเส้นพลางใช้นิ้วขยับฝาตลับชุดไฟดังกริ๊ก กริ๊กอย่างเพลิดเพลิน บุรุษหนุ่มที่มีแมวตัวใหญ่นอนหลับอยู่บนศีรษะเอ่ยถามด้วยความสนใจ

“บ้อจี๊เฮียนั่นเป็นฮุงกี (ยาเส้น) อันใดไฉนหอมกรุ่นชื่นใจยิ่งนัก”
“นามของมันนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้าซึ่งเดินทางไปทั่วได้ไปพานพบมันเข้าในดินแดนแห่งหนึ่งแถบตะวันตกเมื่อทดลองสูบก็ติดอกติดใจรสชาติอันอ่อนนุ่มและกลิ่นหอมกรุ่นของมันยิ่งนักจึงได้เสาะหามาอีกมากมายอย่างที่น้องท่านได้เห็น ส่วนกลิ่นของมันนั้นยิ่งมากจนไม่สามารถบอกเล่าหมดสิ้นได้ในหนึ่งวัน แต่จะยกเป็นอาทิเช่น กลิ่นผลไม้เมืองร้อนเมืองหนาวนานา กลิ่นขนมของหวาน แม้แต่กลิ่นสุราก็ยังมี”บ้อจี๊กล่าว เซียวเงียวฟังด้วยความเพลิดเพลิน

“แล้วฮุงตั้ง (กล้องยาเส้น) นั้นเล่า ข้าพเจ้าก็เห็นท่านมีมากมายหลายแบบ”เซียวเงียวถามต่อ
“น้องเราช่างสายตาแหลมคม มา มา เราจะบอกกล่าวท่านเป็นพิเศษ อันยาเส้นนี้ใช่ว่าจะสูบกับกล้องยาใดก็ได้ นั่นเป็นสิ่งที่ไร้รสนิยมอย่างแท้จริงสำหรับนักสูบยา”บ้อจี๊เริ่มสนุกสนานมันบอกกล่าวพลางพ่นควันออกมาเป็นวง เซียวเงียวร้องอ้อด้วยความสงสัย

“...ยกตัวอย่างยาเส้นที่เรากำลังสูบนี้เป็นกลิ่นผลไม้ที่งอกงามได้ในเฉพาะภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น หากข้าพเจ้าเลือกใช้กล้องยาเส้นที่ทำจากโลหะที่มีธาตุเย็นอยู่ในตัวก็จะทำให้ผู้สูบมีอาการมึนศีรษะและธาตุเย็นแฝงเร้นในโลหิตนานนับเดือน อีกทั้งยังทำให้เส้นยาเสียรสชาติ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเลือกกล้องยาที่ทำจากไม้ และไม้ที่ท่านเห็นนี้คือรากของต้นกุหลาบอันให้กลิ่นหอมในตัว ทั้งเมื่อต้องน้ำลายจะให้รสหวานติดปลายลิ้น”
“แล้วชุดไฟที่พี่ท่านใช้ มีความข้องเกี่ยวกับรสของยาเส้นด้วยหรือไม่” กิมท้งยิ่งฟังยิ่งรู้สึกน่าสนใจจึงเอ่ยปากถามบ้าง

“ถามได้ประเสริฐ ชุดไฟที่มีการสลักเสลาด้วยศิลปะอันวิจิตรย่อมทำให้ผู้สูบจิตใจเบิกบาน นี่จึงเรียกว่ารูปลักษณ์มีผลต่อจิตใจ แต่ชุดไฟในมือข้าพเจ้านั้นเป็นที่โปรดปรานเป็นพิเศษ เนื่องด้วยชุดไฟนี้มีความทนทานและที่สำคัญแม้ลมแรงเพียงใดก็สามารถจุดขึ้นมาได้ อีกประการน้องเราโปรดดู”

เซียวเงียวและกิมท้งหันหลังกลับไปดู บ้อจี๊พลิกมือเล่นกับชุดไฟเป็นท่วงท่ายากง่ายต่างกัน ทุกคราที่มันพลิกมือชุดไฟจะส่งเสียงกริ๊กเสนาะหู ทั้งสองโห่ร้องชมเชย บ้อจี๊กล่าวถ่อมตัวแล้วชักชวนให้ทั้งสองลองสูบยาเส้นกับตน
กิมท้งรับกล้องยาอีกอันมาด้วยความยินดี เมื่อสูบไปคำแรกมันต้องไอจนหน้าแดงแต่คำที่สองมันต้องเอ่ยปากชม ส่วนเซียวเงียวปฏิเสธแล้วกล่าว

“มารดาข้าพเจ้าเคยบอกว่าหากสูบกล้องยาเส้นมากเกินไป เมื่อถึงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ลมปราณโคจรติดขัด ใบหน้าดูแก่ชราลงอีกทั้งยังทำให้ปากท่านมีกลิ่นเหม็นคลุ้ง แต่ทิกูแป๊ะแปะ (ท่านลุงเต่าเหล็ก) ที่เป็นอดีตผู้คุ้มกฏเคยบอกข้าพเจ้าว่าสิ่งเลวร้ายที่สุดก็คือ...”
“คืออันใด”บ้อจี๊ลุกขึ้นถามด้วยความสงสัย
“...ควันของยาเส้นนี้นานวันเข้ามันจะทำให้ท่าน...ทำให้ท่านไม่สามารถประกอบกิจกับดรุณีแรกรุ่นได้” เซียวเงียวกล่าวอย่างเขินอาย กิมท้งสำลักควันทันที บ้อจี๊ถือกล้องยาสูบค้างไว้ในมือ

“ที่น้องเรากล่าวล้วนเป็นความจริงหรือ”บ้อจี๊ถามด้วยความลังเล กิมท้งรีบส่งกล้องยาสูบคืนบ้อจี๊ บ้อจี๊หน้าเสียเก็บกล้องยาสูบทั้งสองเข้าลิ้นชักแล้วพลิกกายนอนหันหลังให้ทั้งสอง ในรถจึงไร้หัวข้อพูดคุยกันอีกเนิ่นนาน เซียวเงียวตำหนิตนทำเรื่องราวเสียบรรยากาศจึงหาเรื่องชักชวนบ้อจี๊สนทนา

“บ้อจี๊เฮียข้าพเจ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับลิ้นชักของท่าน วันนี้ข้าพเจ้าเห็นท่านเปิดปิดหลายคราแล้วเหตุใดท่านจึงบอกว่าในวันหนึ่งเปิดได้เพียงห้าครั้งเท่านั้น”บ้อจี๊เมื่อได้ฟังก็รู้สึกคลายความหงุดหงิดลง

“ห้าครั้งนั้นสำหรับหน้าต่าง ส่วนลิ้นชักนั้นไม่จำกัดจำนวนครั้งและครั้งเดียวสำหรับประตู”
“ไฮ้ ไฉนมีประตูด้วย”กิมท้งงงงัน
“น้องเรากล่าวขึ้นมาก็ดีแล้ว พวกเราพบกันด้วยความฉุกละหุกจึงไม่มีเวลาพูดคุยกันเรื่องศาสตรา ครั้งหน้าหากพบพานกับศัตรูคงจะต้องย่ำแย่เช่นครั้งที่แล้ว กิมท้ง...เสื้อสัตตโลหะของท่านมีอานุภาพอันประเสริฐอย่างไรบ้าง”
“มิกล้า พี่ท่านทั้งสองก็ได้เห็นและได้สัมผัสแล้ว ที่เพิ่มเติมคือในส่วนพลังงานขับเคลื่อนก็ได้มาจากแร่ธาตุที่เอามารวมตัวกันนั่นเอง โดยใช้หลักการที่ว่าสสารสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ ส่วนรูปร่างนั้นข้าพเจ้าล้วนเคยออกแบบแปลนไว้ก่อน ยามที่ก่อร่างจึงมีความรวดเร็วและมีประโยชน์ใช้สอยอันเหมาะสมกับสถานการณ์”

“หมายความว่าหากท่านไม่เคยออกแบบแปลนไว้ก็จะสร้างพาหนะขึ้นมามิได้หรือ”เซียวเงียวถาม
“ถูกแล้ว แต่พวกท่านไม่ต้องกังวลไป ตอนนี้ข้าพเจ้าสามารถก่อร่างพาหนะได้ถึงยี่สิบรูปแบบและทั้งหมดเคยได้รับการทดสอบประสิทธิภาพมาเป็นที่เรียบร้อย”บ้อจี๊และเซียวเงียวกล่าวชื่นชมเด็กหนุ่ม

บ้อจี๊เอ่ยถามเซียวเงียว
“กรงเล็บล่าวิญญาณของท่านเล่า”
“นอกจากความคมกล้าแล้ว อานุภาพอื่นอื่นมีเพียงบิดาเท่านั้นที่ทราบ ส่วนผู้อื่นที่ทราบล้วนตกตายภายใต้กรงเล็บจนหมดสิ้น”
เมื่อเอ่ยถึงบิดาของเซียวเงียว บ้อจี๊และกิมท้งก็เงียบเสียงไปเพราะทราบดีว่าผู้กล้าท่านนี้ในอดีตกาลเป็นที่ยกย่องของชาวยุทธทั้งหลายอีกทั้งยังหายสาบสูญเมื่อคราวออกล่าค้อนดาราและบันทึกศาสตราอาถรรพ์มาสู่หมู่ตึกสนธยา แม้มิสำเร็จแต่ก็ไม่มีคนของหมู่ตึกคนใดกล้ากล่าววาจาล่วงเกินท่าน ปัจจุบันผู้บุตรยังต้องสืบสานปณิธานของบิดาเรื่องราวช่างน่าหดหู่ยิ่ง

เซียวเงียวเองเมื่อกล่าวถึงบิดาตนก็พยายามหลีกเลี่ยงคำว่าบิดาผู้ล่วงลับ ใจหนึ่งแม้มีความหวังแต่อีกใจกลับทราบดีว่าจับเมี่ยเงียวอ้วงผู้ห้าวหาญอาจจบชีวิตไปแล้ว ดังนั้นหากไม่มีข่าวคราวอื่นใดมันก็มิทำใจยอมรับ

เซียวเงียวกล่าวต่อเพราะทราบความคิดของทั้งสอง
“ส่วนงึ่นม้อยี้ ซือแป๋ประทานให้เป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเด็ก ในวันที่ออกเดินทางท่านกล่าวว่าให้นำมันมาด้วย สักวันหนึ่งต้องมีประโยชน์อย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นประโยชน์ใดนั้นข้าพเจ้าก็อับจนปัญญาบอกกล่าว”
กิมท้งทำท่าฟุดฟิดคล้ายมีขนแมวในจมูกและเอ่ยอย่างไม่ค่อยชอบใจ

“สามสี่วันมานี้ข้าพเจ้าสังเกตเห็นส่วนใหญ่มันจะตื่นมาเฉพาะตอนรับประทานอาหารเท่านั้น แมวตัวอ้วนใหญ่ประหลาดนี่ยังดื่มสุราอีกด้วย”
“ฮา ถูกแล้ว มันเป็นเช่นนี้เสมอมา”งึ่นม้อยี้ที่นอนบนศีรษะเซียวเงียวคล้ายได้ยินและรู้ภาษาคนลอบคำรามในลำคอ กิมท้งเบ้ปากล้อ
“หรือว่าแมวตัวนี้จะเป็น...”บ้อจี๊รำพึง เซียวเงียวถามว่าอันใด บ้อจี๊บอกปัดว่าไม่มีอันใด ยังความสงสัยแก่เซียวเงียวยิ่ง

“บ้อจี๊เฮียพวกเราเดินทางได้เกือบสามวันแล้ว มิทราบพี่ท่านมีแผนการอย่างไร”กิมท้งถามแทรก
“ดูจากแผนที่ที่ได้มาแล้ว ข้าพเจ้าพบว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางลัดมุ่งขึ้นสู่ทางเหนืออันเป็นเป้าหมายของพวกเรา อีกประการทิศทางที่เรามุ่งไปมีคนของหมู่ตึกคอยสืบข่าวคราวอยู่ในละแวกนั้น ข้าพเจ้าคิดชักชวนคนผู้นั้นร่วมทางมากับเรา”

“บ้อจี๊เฮียรู้จักกับคนผู้นั้นหรือ”เซียวเงียวถามบ้าง
“ย่อมรู้จัก คนผู้นี้เป็นสหายเราซึ่งออกมาทำภารกิจกับข้าพเจ้าตั้งแต่ครั้งกระโน้น เพียงแต่ระหว่างนั้นคนของหมู่ตึกถูกคนของพรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์สังหารด้วยศาสตราอาถรรพ์ไปมากหลาย ข้าพเจ้ากับมันจึงต้องแยกย้ายกันปฏิบัติภารกิจ”

“มิทราบสหายของบ้อจี๊เฮียท่านนั้นเป็นบุคคลเยี่ยงไร”
“ข้าพเจ้าเคยพบหน้าเพียงครั้งเดียว”บ้อจี๊ตอบ
“ว่ากระไร เป็นสหายกับท่าน แต่ท่านเคยพบหน้าเพียงครั้งเดียว”กิมท้งสงสัย
“ถูกแล้ว แต่นั่นจะนับเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าทราบเพียงคนผู้นี้มีศาสตราอันยอดเยี่ยม เป็นบุคคลที่พวกท่านสามารถไว้วางใจได้ ที่สำคัญข้าพเจ้าเพียงบอกพวกท่านว่าคนผู้นี้สามารถตกตายแทนสหายได้อย่างแท้จริง”
สายตาบ้อจี๊ทอดมองไปไกลคล้ายรำลึกถึงเหตุการณ์อันใด

กิมท้งและเซียวเงียวฟังดังนั้นจึงเกิดความฮึกเหิม ใคร่ได้พบกับสหายของตั่วเฮียท่านนี้เต็มประดา
“มิทราบสหายที่ท่านกล่าวถึงนี้มีนามสูงส่งว่ากระไร พวกข้าพเจ้าใคร่ได้พบเสียเต็มทน”ทั้งสองแย่งชิงกันถามไถ่ บ้อจี๊อมยิ้มคล้ายภาคภูมิใจแทนสหายของตนยิ่งแล้วกล่าวเสียงดัง

“มันมีนามว่า ฮ้อซิมอักนั้ง! (คนดุร้ายใจดี)”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 23 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook