บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 2 หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด ตอน 3

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 2 หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด ตอน 3

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 2 หมู่บ้านปีศาจดูดเลือด ตอน 3
โดย...อุกเงียว
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...”กิมท้งตี่ตี๋...นี่เกิดอันใดขึ้นกับรถสัตตโลหะ”เซียวเงียวถาม
“ข้าพเจ้าก็มิทราบได้ ที่แล้วมามิเคยเกิดเรื่องราวประหลาดเช่นนี้”มันก้มลงเพื่อจะสัมผัสรถสัตตโลหะที่บัดนี้ละลายไปเกินครึ่งจนแทบดูรูปร่างไม่ออก

“กิมท้งถอยออกมา! เรื่องราวแปลกประหลาดยิ่ง ล้างมือที่เปื้อนออกเสีย ข้าพเจ้าเกรงว่าของเหลวชนิดนี้จะมีอันตราย”บ้อจี๊ยื่นถุงน้ำส่งให้กิมท้ง
“กิมท้งตี่ตี๋ เสื้อสัตตโลหะของท่านมีความผิดปกติใดหรือไม่”เซียวเงียวสอบถามเพราะนึกสะกิดใจอันใด กิมท้งหน้าซีดอ้าปากค้างเมื่อพาหนะคันใหม่ก่อร่างขึ้น แต่ก็ยวบยาบและเริ่มละลายอีกครั้ง

“ไม่มีอันใดผิดปกติ เพียงแต่ก่อร่างแล้วกลับละลายลงไปอีก”
บ้อจี๊และเซียวเงียวมีสีหน้าเคร่งเครียด
การที่ซากศพแห้งกรังนับสิบถูกแขวนอยู่บนต้นไม้ หรือตามความเป็นจริงทั้งหมดอาจเดินมาแขวนคอตนเอง รวมถึงความผิดปกติที่เกิดกับพาหนะที่เสื้อสัตตโลหะก่อร่างขึ้นนั้น อาจมีเบาะแสสืบสาวไปถึงศาสตราอาถรรพ์ทั้งสอง บ้อจี๊แม้คิดออกจากหมู่บ้านโดยเร็วแต่จำต้องกล่าว

“พวกเราเข้าไปตรวจตราในหมู่บ้าน เสาะหาผู้ที่ยังมีชีวิตแล้วสอบถามเรื่องราวก่อน กิมท้งท่านอย่าได้ออกห่างจากพวกเรา”
“ตั่วเฮียอย่าได้กังวลใจไป แม้ไม่มีเสื้อสัตตโลหะ ข้าพเจ้าก็ยังมีมือเท้า”กิมท้งตบอกกล่าวอย่างอาจหาญ บ้อจี๊และเซียวเงียวพยักหน้ายิ้มแล้วมุ่งตรงเข้าสู่หมู่บ้าน
.............................................................................................

บ้านเรือนทุกหลังในหมู่บ้านล้วนปิดประตูหน้าต่าง แม้เป็นยามราตรีแล้วก็หามีบ้านหลังใดจุดโคมเทียนไม่
บ้อจี๊เดินตรงไปเคาะประตูบ้านหลังที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุดหลังหนึ่งแล้วร้องเรียกอยู่หลายครั้ง เมื่อไม่มีผู้ใดขานรับ เซียวเงียวมองหน้าบ้อจี๊ ทั้งสองพยักหน้าแล้วยกเท้าถีบโครมใส่บานประตู บ้อจี๊กวัดแกว่งชุดไฟ

ในแสงสลัวจากชุดไฟในมือมีซากแห้งกรังของทารกและหญิงชรานางหนึ่งนอนกองอยู่บนพื้น ทั้งสามรุดเข้าไปตรวจดูก็พบว่าซากทั้งสองนั้นก็ไม่มีโลหิตในร่างเช่นกัน กิมท้งหลุดปากออกมาว่า
“หรือในหมู่บ้านจะมีปีศาจที่ดื่มกินโลหิตผู้คนเป็นอาหาร”
บ้อจี๊และเซียวเงียวสันหลังเย็นวาบ ตามสภาพศพที่เห็นแล้วมิอาจคาดคิดเป็นอื่น บ้อจี๊เอ่ยขึ้น
“ไปดูบ้านเรือนหลังอื่น อาจมีผู้ใดรอดชีวิตอยู่บ้าง”
“ในหมู่บ้านนี้มีบ้านเรือนผู้คนมากยิ่ง ตั่วเฮียควรกำหนดเงื่อนไขในการสืบค้นเพื่อเป็นการลดทอนเวลาและความเสี่ยงอันจะเกิดกับตัวพวกเราลง”เซียวเงียวเสนอ บ้อจี๊และกิมท้งเห็นดีด้วย
...แต่จะทำอย่างไรเล่า

ทันใดนั้นมีแสงไฟสว่างวาบหน้าประตูบ้าน เซียวเงียวและกิมท้งตั้งท่า เมื่อเห็นชัดตาพบว่ามีกองไฟเล็กเล็กกองหนึ่งเผาไหม้บนลานดินหน้าบ้าน บ้อจี๊เมื่อแลเห็นก็บอกต่อทั้งสอง

“มิเป็นไร นั่นเป็นอักนั้ง น้องเราอย่าได้แตกตื่นไป มันคงระบุบ้านหลังที่พวกเราต้องเข้าไปสืบค้นได้แล้ว”เซียวเงียวและกิมท้งงุนงงยิ่ง ไฉนสหายท่านนี้มิปรากฏกายออกมาพูดคุย มันทราบได้อย่างไรว่าบ้านหลังใดมีผู้คน อีกประการศาสตราของมันมีอานุภาพประการใดกันเมื่อทั้งสองติดตามบ้อจี๊ออกมานอกตัวบ้านก็พบกองไฟเล็กเล็กอีกสามสี่กองนำทางไปยังตรอกแห่งหนึ่ง ทั้งหมดเร่งรุดไปทันที

เบื้องหน้ายังมีกองไฟเล็กเล็กอีกมากหลาย แต่มีไฟอยู่สี่กองที่หยุดอยู่หน้าประตูบ้านคน
“อืม...ยังมีถึงสี่หลังที่มีผู้คนอาศัยอยู่ ไป!น้องเราเข้าไปดูหลังนี้ก่อน”บ้อจี๊ชี้ไปที่บ้านเก่าเก่าหลังหนึ่งที่มีกองไฟอยู่หน้าบ้าน

ทั้งสองแม้สงสัยใจยิ่งแต่ก็ไม่ได้สอบถามมากความสะกิดปลายเท้าติดตามบ้อจี๊ไป
.............................................................................................

ผู้คนสามคนที่กอดซุกกันบนเตียงในบ้านดูท่าเป็นครอบครัวหนึ่งนั้นแตกตื่นอย่างยิ่งเมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามา ทารกน้อยในอ้อมแขนของมารดาทำท่าจะร้องไห้ ผู้เป็นบิดาเอื้อมมือมาปิดปากมันไว้แล้วกล่าวเสียงสั่น

“พวกท่านเป็นใคร หากเป็นโจรร้ายก็เข้ามาผิดสถานที่แล้ว พวกเราแม้อาหารก็ขาดแคลนจะมีเงินทองอันใด อย่าว่าแต่...”
เซียวเงียวและกิมท้งใช้สายตาสำรวจระแวดระวังภัย บ้อจี๊รีบประสานมือกล่าว
“ตั่วเฮียท่านนี้อย่าได้ตระหนกไป พวกเราเป็นนักเดินทางเพียงคิดหาที่พักแต่พบเหตุประหลาดจึงได้ออกค้นหาผู้คนเพื่อสอบถาม เมื่อพบท่านแล้วก็ประเสริฐยิ่ง”

ชายเจ้าของบ้านมีสีหน้าคลางแคลงใจโอบกอดภรรยาและบุตรไว้แนบแน่น บ้อจี๊เห็นดังนั้นจึงใช้ลำตัวบังสายตาของเหล่าเจ้าของบ้านหยิบเอาอาหาร ขนมและของเล่นออกมาจากลิ้นชักแล้วยื่นให้ทารกน้อยนั้น งึ่นม้อยี้แม้ภายนอกหลับใหลแต่ก็คล้ายรู้ความ กระโดดลงจากศีรษะเซียวเงียวเข้าไปคลอเคลียกับทารก ทารกส่งเสียงหัวเราะ ผู้เป็นภรรยาสอบถามบ้าง

“พวกท่านไม่ใช่โจรร้าย?”
“ตั่วซ้อโปรดอย่าได้ระแวง พวกเราเป็นนักเดินทางจริง”กิมท้งกล่าวด้วยท่าทางสุภาพ ผู้เป็นสามียื่นมือมาคว้าอาหารในมือบ้อจี๊ไปแจกจ่ายให้ภรรยาและบุตร ทั้งสามรับประทานอย่างหิวโหย
บ้อจี๊รอสักครู่จึงโบกสะบัดชุดไฟอีกครั้งแล้วเอ่ยปาก
“ข้าพเจ้าขอถามไถ่พี่ท่านสักเรื่องหนึ่งได้หรือไม่”

“เรื่องซากศพแห้งกรังที่ภายนอกใช่หรือไม่”ผู้เป็นสามีถามกลับ บ้อจี๊กล่าวว่าถูกแล้ว ชายผู้เป็นสามีกล่าวต่อ
“เมื่อราวสองเดือนที่แล้ว ก็มีนักเดินทางเช่นพวกท่านเข้ามายังหมู่บ้านของเรา ผู้คนในหมู่บ้านล้วนให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แต่หาคาดไม่ ภายหลังจากมันผู้นั้นอาศัยอยู่ในหมู่บ้านได้ไม่กี่วัน คนในหมู่บ้านก็ล้มตายกลายเป็นศพแห้งกรังดังที่ท่านเห็น จนเวลาผ่านไปคนก็ร่ำลือกันว่านักเดินทางผู้นั้นเป็นปีศาจดูดเลือด! พวกเราจึงรวมตัวกันขับไล่

มันผู้นั้นก็โกรธเกรี้ยวยิ่งนักจึงสังหารพวกเราล้มตายไปอีกมาก ไม่มีใครสามารถต่อต้านขัดขืนมันได้ ผู้ใดหากคิดออกจากหมู่บ้านก็ถูกมันสูบเลือดไปหมดสิ้น ดังนั้นผู้คนที่เหลือเมื่อสิ้นหวังต่างไปแขวนคอตายที่ต้นไม้ใหญ่หน้าหมู่บ้าน แต่ก็มิวายยังถูกสูบเลือดไปอีก”

คนของหมู่ตึกทั้งสามเมื่อได้ฟังล้วนรู้สึกหนาวเหน็บ เซียวเงียวสอบถามว่า
“ไม่ทราบนักเดินทางผู้นั้นมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร”
“มันผู้นั้นเป็น...เป็น...”
บ้อจี๊ เซียวเงียวและกิมท้งส่งเสียงร้องอย่างตระหนก ชายเจ้าของบ้านเมื่อสักครู่แม้หน้าตาซูบซีดแต่ก็คาดว่าเป็นเพราะความอดอยาก

บัดนี้ใบหน้าของชายเจ้าของบ้าน ภรรยารวมถึงบุตรกลับเริ่มเหี่ยวแห้งคล้ายโลหิตถูกสูบออกไปจากร่าง ปากของชายเจ้าของบ้านยังขยับอยู่แต่มิทราบกล่าวถ้อยคำอันใด บ้อจี๊ได้สติร่ำร้อง
“เร่งออกไปดูบ้านหลังอื่นว่ายังมีผู้ใดเหลือรอดอีกหรือไม่!”
ทั้งสามวิ่งออกจากบ้านหลังนั้นตรงไปยังบ้านอีกหลังที่มีกองไฟอยู่หน้าบ้าน งึ่นม้อยี้กระโดดขึ้นบนบ่าของเซียวเงียว

เซียวเงียวรุดหน้ากระโดดถีบทลายประตูฝ่าความมืดเข้าไปกลางห้องโถงก็พบเงาร่างชายชราผู้หนึ่งที่ร่างกำลังเหี่ยวแห้งดิ้นทุรนทุรายบนพื้น มันและกิมท้งปราดเข้าไปประคองชายชรา บ้อจี๊รีบวิ่งเข้ามาถาม
“แป๊ะแปะ (ท่านลุง) มิทราบนักเดินทางนั้น...ปีศาจดูดเลือดตนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร”
ชายชราลูกตาดำเหลือกไปข้างหลังคว้ามือเปะปะมากุมแขนบ้อจี๊คล้ายคิดกล่าวแต่ร่างก็แห้งเหี่ยวคอพับไป
บ้อจี๊ขมวดคิ้วเข้าหากัน กิมท้งถีบตัวปล่อยร่างชายชราตกลงสู่พื้น มือชี้ไปที่ใบหน้าของบ้อจี๊

“บ้อจี๊เฮีย ใบหน้า...ใบหน้าของท่าน”
เซียวเงียวเมื่อหันไปดูหน้าบ้อจี๊ก็ตกใจสุดขีด บ้อจี๊มือสั่นเมื่อเห็นใบหน้าของเซียวเงียวและกิมท้ง มันยกมือตนเองขึ้นมอง ก็พบว่าผิวหนังที่มือเริ่มเหี่ยวแห้งลงแล้ว เซียวเงียวยกมือตนเองขึ้นมาดูเช่นกันพลางมองไปทางกิมท้ง
มือของเซียวเงียวและใบหน้ากิมท้งเริ่มเหี่ยวแห้ง กิมท้งเมื่อเห็นทั้งสองก็ทราบชะตากรรมของตนดี บ้อจี๊ตะโกน

“น้องทั้งสองค้นหาโดยเร่งด่วน มันต้องอยู่ใกล้ใกล้พวกเราแน่ มิเช่นนั้นคงมิสามารถดูดเลือดพวกเราได้!”
กิมท้งเหลียวมองอย่างลนลาน แต่เซียวเงียวยกมือที่เหี่ยวแห้งขึ้นจ้องอีกครั้ง บ้อจี๊ตะโกนซ้ำ
“เซียวเงียว! ท่านมัวทำอันใดอยู่ ออกค้นหาปีศาจดูดเลือดเร็ว!”
“มิใช่ มิใช่ปีศาจดูดเลือด ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับท่านที่ว่ามันต้องอยู่ใกล้ใกล้นี้ แต่มันผู้นั้นต้องมิใช่ปีศาจดูดเลือดอย่างแน่นอน!”เซียวเงียวกล่าวอย่างใจเย็น

“ท่านว่ากระไร”บ้อจี๊เริ่มลนลาน เซียวเงียวพลิกฝ่ามือไปทางบ้อจี๊
บ้อจี๊เพ่งสายตาดูก็พบว่าบนฝ่ามือของเซียวเงียวมิทราบมีคราบโลหิตจางจางติดอยู่ได้อย่างไร
เซียวเงียวกล่าวต่อ
“ท่านเคยนำน้ำใส่จอกไปวางไว้กลางแดด...ไม่ถูกต้อง ท่านเคยนำผ้าที่ซักแล้วไปตากแดดหรือไม่”
บ้อจี๊กล่าวอย่างร้อนใจ

“หยอกล้ออันใดกัน ข้าพเจ้ามีเสื้อผ้ามากหลายจึงมิเคยซักผ้าเสมอมา แต่นั่นข้องเกี่ยวกับเรื่องราวอย่างไร”
“พี่ท่านทราบหรือไม่ว่าเหตุใดเมื่อนำผ้าเปียกไปตากแดดผ้าจึงแห้ง”
“เพราะแดดเผาน้ำในผ้าออกไปใช่หรือไม่เซียวเงียวเฮีย”กิมท้งถาม
“ถูกแล้ว! แต่ถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนคือ! ของเหลวเมื่อได้รับความร้อนในระดับหนึ่งก็จะเปลี่ยนเป็นอากาศระเหยออกไป”

“น้องเรากำลังจะบอกว่า...”บ้อจี๊กล่าวเสียงสั่น
“ตอนนี้แม้ไม่มีความร้อนใด แต่โลหิตในร่างกายเรากำลังระเหยออกจากตัว! ข้าพเจ้าคาดว่าศาสตราของมันมีอานุภาพในการทำให้อนุภาคเล็กเล็กในโลหิตของพวกเราเกิดการสั่นอย่างรุนแรง นั่นทำให้โลหิตของพวกเราเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นอากาศ! หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยพวกเราต้องกลายเป็นซากศพแห้งกรังเช่นคนในหมู่บ้านอย่างแน่นอน!”

บ้อจี๊ร่ำร้องลนลาน
“อักนั้ง ท่านทราบที่อยู่ของมันหรือไม่!”
เพียงกล่าวคำว่าอักนั้งจบสิ้น เสียงหวีดหวิวฝ่าอากาศพุ่งเข้าสู่เบื้องหน้าทั้งสาม ประกายสีทองกรีดผ่านใบหน้าเซียวเงียวอีกครั้ง มันจึงทราบว่าอักนั้งได้ลงมือแล้ว
แต่ลงมืออย่างไร ลงมือกับใคร

เซียวเงียวเหลียวตามเสียงก็พบว่าประกายสีทองนั้นคือลูกเกาทัณฑ์!
เป้าหมายคือร่างแห้งกรังของชายชราบนพื้น!
ไฉนอักนั้งจึงจู่โจมใส่ซากศพ เซียวเงียวขบคิด และคำตอบอยู่เบื้องหน้าแล้ว...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 25 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook