บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 3 หอดาวตก ตอน 2

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 3 หอดาวตก ตอน 2

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 3 หอดาวตก ตอน 2
โดย...อุกเงียว
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...ทั้งผู้คนและสิ่งของนานาล้วนลอยพุ่งขึ้นจากพื้นดินอย่างต่อเนื่องและไม่ทราบสาเหตุ
“บ้อจี๊เฮีย เป็นผู้ถือศาสตราจู่โจม?”กิมท้งลนลาน
“มิผิด คนของพรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์ตามมาได้รวดเร็วยิ่งนัก ท่านดู! “บ้อจี๊ชี้ไปยังเบื้องล่าง ชายร่างเตี้ยกำลังเดินตรงมาที่หอดาวตก

ผู้มาย่อมเป็นมารเลียดพสุธา!
ทุกฝีก้าวที่มารเลียดพสุธาเหยียบย่ำ ล้วนมีสิ่งของหรือผู้คนลอยขึ้นจากพื้นดิน

บ้อจี๊เมื่อเพ่งมองก็พบว่าต้นไม้รอบรอบของชายร่างเตี้ยรวมถึงร้านรวง ผู้คนที่ประกอบการค้าอยู่เบื้องล่างมิมีความผิดปกติอันใด แต่สิ่งของและผู้คนที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหล่านั้น กลับโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินราวกับว่าผุดมาจากขุมนรกใต้พสุธาก็มิปาน

ไม่ถึงอึดใจผู้ทำการค้าที่อยู่เบื้องล่างก็เริ่มหวีดร้องแตกตื่นเมื่อพบเห็น เพราะเหล่าผู้คนสิ่งของที่ผุดขึ้นมาจากพื้น บ้างกระแทกถูกร้านรวงบ้างกระแทกถูกผู้คน ทำให้คนบนพื้นหวาดกลัววิ่งหนีไปจนหมดสิ้น

ชายร่างเตี้ยผู้นั้นยิ่งเดินยิ่งเข้าใกล้หอดาวตก ผู้คนและสิ่งของยังคงผุดขึ้นจากพื้นและพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างไม่ขาดสาย ถ้าให้เปรียบคงเป็นเช่นดังมีพิรุณมนุษย์และวัตถุตกใส่ท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่ง บ้อจี๊มีสีหน้าเคร่งเครียดกล่าว

“มันเข้ามาใกล้พวกเราแล้ว แม้ข้าพเจ้ายังไม่ทราบว่าศาสตราของมันมีอานุภาพอันใด แต่เมื่อมันเข้ามาใกล้กว่านี้พวกเราต้องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นแน่ กิมท้งเตรียมพาหนะสัตตโลหะไว้ให้พร้อม หากล่องลอยออกไปแล้วมิทราบจะไปสิ้นสุดที่ใด!”
กิมท้งรับคำแต่ต้องร้องอุทาน
“บ้อจี๊เฮีย ยานสัตตโลหะมิสามารถก่อร่างได้!”
“ว่ากระไร เมื่อครู่พวกเรายังเดินทางด้วยรถสัตตโลหะมาที่นี่”

กิมท้งที่กำลังจะกล่าวก็พลันได้ยินเสียงแหบพร่าจากเพดานร้องเรียก
“สหายของฮ้อซิมอักนั้ง เรามีวาจาคิดจะกล่าว”
บ้อจี๊และกิมท้งสะดุ้ง บนหอนอกจากพวกตนและเจ้าของเหลายังมีผู้อื่นอาศัยอยู่อีก

บ้อจี๊เงยหน้าประสานมือกล่าว
“เป็นยอดยุทธท่านใดเร้นกาย เหตุใดจึงรู้จักกับอักนั้งผู้เป็นสหาย โปรดประทานชื่อฉายาแก่ผู้เยาว์ไคซิมบ้อจี๊เป็นอย่างไร”
“ที่แท้เป็นไคซิมจื้อ มิต้องกังวลไป ผู้มาคือมารเลียดพสุธา ศาสตราของมันไม่สามารถสำแดงอานุภาพได้ภายในหอดาวตกแห่งนี้...ศาสตราของสหายน้อยท่านก็เช่นกัน”เสียงลึกลับจากเพดานกล่าวต่อ

“หากต้องการพบเราให้ขึ้นมาที่ชั้นบน”
บ้อจี๊และกิมท้งสบตากันอย่างมีความในใจ เจ้าของเสียงลึกลับเป็นใคร เหตุใดจึงรู้จักอักนั้งและบ้อจี๊ เหตุใดกิมท้งจึงก่อร่างพาหนะมิได้
บ้อจี๊ทำมือบุ้ยใบ้ว่าถุงมือมิติของตนก็ใช้การไม่ได้เช่นกัน มันส่งเสียงแผ่วเบาต่อกิมท้งว่า
“ข้าพเจ้าคาดว่าคนที่ชั้นบนไม่มีเจตนาร้าย มิทราบมันทำเยี่ยงไรจึงสะกดศาสตราของเราได้แต่หากมันคิดทำร้ายพวกเราคงไม่ใช่เรื่องยากเย็น ขึ้นไปพบมันสักคราจะเป็นไร อีกประการหากเป็นจริงเช่นดังมันกล่าว มารเลียดพสุธาที่อยู่ข้างนอกก็คงมิสามารถสำแดงอานุภาพแห่งศาสตราได้เช่นเดียวกับพวกเรา”

จริงดังคาด เหตุการณ์ภายนอกหอดาวตกสงบลงดุจไม่เคยมีอันใดเกิดขึ้น มารเลียดพสุธาคงเข้ามาในหอเรียบร้อยแล้ว

บ้อจี๊และกิมท้งตรงไปยังบันไดที่จะพาไปสู่ชั้นสูงสุดของหอดาวตก ทั้งสองวิ่งขึ้นไปดูชั้นบนกลับพบแต่ความว่างเปล่า ตามพื้นผนังมีฝุ่นผงและหยากไย่รกรุงรังหามีผู้คนอาศัยอยู่ไม่

มันทั้งสองเหลียวมองรอบตัว เสียงลึกลับพลันกล่าว
“มองหาอันใด เราอยู่ที่นี่ เราอยู่ที่นี่”
เสียงนั้นดังมาจากใต้บันได กิมท้งและบ้อจี๊สบตากันอีกครา บ้อจี๊เอ่ย
“มิว่าท่านเป็นผู้คนหรือภูติผี คนของหมู่ตึกสนธยาก็หาได้มีความเกรงกลัว เช่นนั้นผู้เยาว์ขอล่วงเกินแล้ว”
กล่าวจบบ้อจี๊และกิมท้งระดมหมัดต่อยไปที่บันไดจนขั้นบันไดที่ทำจากไม้แตกหักกระจุยกระจาย
.............................................................................................

ภายในถ้ำหินอันเย็นเยียบ ผนังของถ้ำเต็มไปด้วยชั้นวางหนังสือจนแทบมองหาที่ว่างไม่ได้ มีเพียงมุมหนึ่งนั้นเป็นเตียงฟูกอันอ่อนนุ่ม

บนเตียงมีชายหนุ่มร่างเปลือยเปล่าสองคนนอนเกยกอดกัน หนึ่งในสองนั้นใช้ปลายนิ้วลูบไล้แผ่นอกกว้างแกร่งของอีกผู้หนึ่งพลางส่งเสียงออดอ้อน

“ฮู่ปังจู้ ท่านช่างมีเรี่ยวแรงปานคชสาร ข้าพเจ้าอ่อนเปลี้ยไปทั้งตัวแล้ว”
ชายผู้ถูกเรียกว่าฮู่ปังจู้กลับมีสีหน้าเหม่อลอยจนชายผู้ออดอ้อนต้องกระตุ้นถาม
“วันนี้ข้าพเจ้าไม่สามารถทำให้ท่านมีความสุขสมได้หรือ”
ผู้เป็นฮู่ปังจู้ฝืนยิ้มกล่าว
“เจ้เจ๊ (พี่สาว) คิดเหลวไหลอันใด ข้าพเจ้าเพียงกังวลใจเรื่องมารเลียดพสุธาเท่านั้น”

“ท่านเกรงว่ามาเลียดพสุธาจะเสียท่าต่อไคซิมจื้อและทารกหน้าใหม่อย่างนั้นหรือ”
“มิใช่ ข้าพเจ้าเกรงว่า ผู้ทรยศจะให้ความช่วยเหลือคนของหมู่ตึกในการกำจัดมารเลียดพสุธา คนของพรรคเราที่ส่งไปกำจัดมันผู้นี้ เมื่อกลับมารายงานต่อปังจู้เพียงบอกว่ามิสามารถทำอันตรายใดใดแก่มันได้ ศาสตราที่ถือไปคล้ายสิ้นอานุภาพเป็นแท่งเหล็กแท่งหนึ่ง”

“ท่านคาดว่าศาสตราของมันสามารถ...”
“ข้าพเจ้ามิอาจชี้ชัดลงไป ศาสตราของมันมีรูปลักษณ์เช่นไรมีอานุภาพเยี่ยงใด เพียงปังจู้เท่านั้นที่ทราบ แต่มิทราบเหตุใดภายหลังท่านก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ทรยศคนนี้อีก”ผู้เป็นฮู่ปังจู้กล่าวเคร่งเครียด ชายลักเพศวัยกลางคนวัยกลางคนกล่าวแผ่วเบา

“หากศาสตราของมันมีอานุภาพเช่นดังเราท่านคาด ผู้ทรยศคนนี้ยิ่งต้องถูกกำจัดโดยเร็ววัน แต่ผู้ใดเล่าจะสามารถสยบมันได้...”
.............................................................................................

ใต้บันไดที่แตกหักกระจายจนฝุ่นผงคละคลุ้งนั้นนั่งไว้ด้วยชายชราผมหงอกขาวยาวเฟื้อยยุ่งเหยิง ตามเสื้อผ้าล้วนมีหยากไย่เกาะพัน ร่างกายผ่ายผอมจนเห็นกระดูก
บ้อจี๊และกิมท้งล้วนงงงัน ทั้งสองจ้องมองชายชราอยู่ครึ่งค่อนวัน บ้อจี๊จึงเอ่ย

“มิทราบผู้อาวุโสท่านนี้...”
“เด็กน้อย พวกท่านเป็นคนของหมู่ตึกสนธยา?”ชายชรากล่าวเสียงแหบแห้ง
บ้อจี๊และกิมท้งล้วงป้ายเหล็กประจำตัวออกแสดง ชายชราพยักหน้า
“เป็น เส็กเหล็ง (ประกาศิตสนธยา) ไม่แปลกปลอม โชคดียิ่งนัก โชคดียิ่งนัก”ชายชรากล่าวคำโชคดีไม่หยุดปาก จนบ้อจี๊ต้องเอ่ย
“ผู้อาวุโสไฉนจึงกล่าวแต่คำโชคดี”

“ฮา ฮา เราแก่ชราจนเลอะเลือน เมื่อครั้งที่ศาสตราอาถรรพ์ยังมิได้ออกอาละวาดในยุทธจักร เรามีฉายาว่า ฝ่ามือวายุสะกดเทพมาร ภายหลังถูกปังจู้พรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์สยบและทำลายพลังยุทธ ปัจจุบันเป็นเพียง ทาสระวังภัยเฝ้าหอดาวตก”

เมื่อบ้อจี๊ได้ยินฉายาต้องตระหนกเล็กน้อย กิมท้งแม้อายุเยาว์แต่ก็เคยได้ยินนามนี้มาบ้าง เนื่องเพราะสามสิบปีที่แล้วฝ่ามือวายุสยบเทพมารเป็นแนวหน้าของยอดยุทธคุณธรรม เคยทลายสิบสองค่ายโจรภูเขาทมิฬด้วยตัวคนเดียว บัดนี้กลับกลายเป็นชายชราผอมโซไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะฆ่าไก่

“ท่านผู้เฒ่าเรียกหาพวกเราขึ้นมามิทราบมีเจตนาใด”บ้อจี๊ประสานมือกล่าวถาม
“พวกท่านทราบหรือไม่ว่าพรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์เรียกหาเราว่าอย่างไร”
“ผู้เยาว์ปัญญาต่ำต้อยมิอาจทราบได้”

“หากหนึ่งในน่อซิมจื้อปัญญาต่ำต้อยแล้ว เราทาสระวังภัยก็เป็นเช่นลูกสุนัขแล้ว ชื่อเสียงของไคซิมจื้อและฮ้อซิมจื้อดังปานอสุนีบาตฟาดกรอกหู เราแม้อยู่แต่ภายในหอดาวตกก็ยังได้ยินอยู่บ่อยครั้ง”บ้อจี๊กำลังจะกล่าวเกรงใจ ชายชราก็ขัดขึ้น

“ในพรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์เรียกขานเราเป็นผู้ทรยศ เนื่องจากเราไม่รับคำสั่งของปังจู้มาเนิ่นนาน มารเลียดพสุธามาเพื่อกำจัดเราทั้งสามเป็นแน่แท้ พวกท่านทราบหรือไม่ว่าเบื้องบนหอดาวตกมีผู้ใดถูกกักขังอยู่!”
บ้อจี๊และกิมท้งมีสีหน้าฉงน ขณะที่กำลังจะเอ่ยถามก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนกำลังมุ่งขึ้นบันได วาจาที่คิดกล่าวจึงต้องชะงักลง ชายชรายิ้มเยาะ

“เด็กน้อยทั้งสองมิต้องกังวลใจไป มารเลียดพสุธาแม้มีความสามรถเทียมฟ้าก็มิสามารถมาอวดโอ่ภายในหอดาวตกได้”
กิมท้งที่รู้สึกขัดข้องใจมาเนิ่นนานจึงเอ่ยถาม
“ผู้เยาว์คิดใคร่ไต่ถามตั้งแต่เมื่อครู่ มิทราบเป็นเพราะเหตุอันใดศาสตราของข้าพเจ้า...”
ทาสระวังภัยกล่าวอย่างมั่นใจ

“เนื่องเพราะภายใต้หอดาวตก ไม่อนุญาต ให้ศาสตราใดใดสามารถสำแดงอานุภาพได้!”...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 28 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook