บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 3 หอดาวตก ตอน 3

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 3 หอดาวตก ตอน 3

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 3 หอดาวตก ตอน 3
โดย...อุกเงียว
(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...เดิมทีบริเวณโดยรอบหอดาวตกเป็นที่ราบลุ่ม สภาพของดินเหมาะแก่การทำการเกษตร ผลผลิตทางการเกษตรที่ได้จากแถบนี้มีปริมาณมหาศาล แต่เมื่อถึงฤดูฝนน้ำจำนวนมากจะหลากมาท่วมขังจนทำให้ผลผลิตเสียหายหลายส่วน ประมุขหมู่ตึกสนธยารุ่นก่อนก่อนจึงชักชวนผู้คนในหมู่ตึกมาร่วมก่อสร้าง หอดาวตก

ฉะนั้นหอดาวตกที่แท้จึงเป็นศาสตราโบราณที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรม มีอานุภาพในการควบคุมแรงทั้งสี่ได้แก่แรงดึงดูดระหว่างวัตถุหนึ่ง แรงดึงดูดและผลักระหว่างมวลสารที่มีขั้วต่างกันหนึ่ง แรงจากการแผ่รัศมีของอนุภาคหนึ่ง แรงที่ยึดอนุภาคย่อยเข้าไว้ด้วยกันอีกหนึ่ง ทั้งนี้มีประโยชน์ในการควบคุมทิศทางและปริมาณน้ำที่จะเข้ามาสร้างความเสียหายแก่ผลผลิต ภายหลังมีการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยของหอให้แก่ประชาชนที่เข้ามาดังได้กล่าวไปแล้ว แต่หอดาวตกนี้ยังมีความลับอีกประการ...

เมื่อประมุขพรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์ได้เปิดอ่านบันทึกศาสตราอาถรรพ์จึงได้ทราบถึงความลับของหอ นั่นคือประมุขหมู่ตึกสนธยาผู้นั้นได้ลอบก่อสร้างสถาปัตยกรรมที่สามารถลอยอยู่บนท้องฟ้าได้ด้วยอานุภาพของหอดาวตก

อนุภาคของสสารใดที่ตั้งอยู่ในแกนระหว่างหอดาวตกและสถาปัตยกรรมลอยฟ้าจะถูกทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

เมื่ออนุภาคของสสารหยุดนิ่ง นี่จึงเป็นคำตอบว่าเหตุใดศาสตราต่างต่างมิอาจสำแดงอานุภาพได้ภายใต้หอดาวตก
สถาปัตยกรรมลอยฟ้านั้นมีหน้าที่คุมขังผู้ถือศาสตราอันมีพฤติกรรมโฉดชั่ว นามของมันคือ...
“คุกนภา”
.............................................................................................

มารเลียดพสุธายืนแยกเขี้ยวเบื้องหน้าชายที่กำลังพูดคุยกันทั้งสาม มันคล้ายทราบแล้วว่าศาสตราของตนไม่สามารถใช้ได้ แต่จะทำอย่างไร...จะกลับไปรายงานประมุขเช่นคนที่ผ่านผ่านมาอย่างนั้นหรือ

ผิดแล้ว ชายร่างเตี้ยผู้นี้เป็นชนชั้นอันเหี้ยมโหด ภายในใจมันตอนนี้ครุ่นคิดหาวิธีสังหารชายทั้งสาม
บ้อจี๊และกิมท้งก็มิทราบจะทำประการใดเนื่องจากศาสตราของตนก็ใช้การไม่ได้เช่นกัน
หลังจากจับจ้องกันอยู่ครึ่งค่อนวัน มารเลียดพสุธากู่ร้องเสียงดัง มันกระทำในสิ่งที่ทุกผู้คาดไม่ถึง นั่นก็คือ...

มันกระโดดพุ่งหลาวลงจากหน้าต่างหอ หนึ่งชราสองฉกรรจ์ล้วนมีสีหน้างุนงง ทาสระวังภัยเมื่อคิดได้จึงหัวเราะกล่าว
“ทุกคราที่ประมุขส่งคนมาสังหารเราก็ได้แต่ยืนนิ่งมิสามารถทำกระไรได้ มีเพียงครานี้ที่มีผู้เสียสติถึงขั้นกระโดดลงจากหอ สมใจยิ่งนัก ฮา ฮา”

บ้อจี๊มิวางใจจึงรุดไปดูที่ริมหน้าต่าง ทาสระวังภัยรู้สึกคล้ายถูกบ้อจี๊ดูหมิ่นอานุภาพจึงตวาด
“ตกลงจากที่สูงเยี่ยงนี้แม้เป็นวิหคก็ต้องจบชีวิต ยังไปดูอันใด มาช่วยเรานำคนบนคุกนภาลงมาก่อนเถิด!”
กิมท้งเห็นชายชราผู้นี้โกรธเกรี้ยวอย่างไม่มีเหตุผล จึงรีบกล่าวเอาใจ

“มิทราบผู้ถูกคุมขังบนคุกนภาเป็นผู้ใด ผู้อาวุโสให้ผู้เยาว์พาท่านขึ้นไปเป็นอย่างไร”
“ผู้ที่ถูกคุมขังนั้นมีนามว่า...”

มิทันที่ทาสระวังภัยจะกล่าวจบ บ้อจี๊ก็ร่ำร้องขึ้น
“ย่ำแย่แล้ว มารเลียดพสุธาผู้นั้นมิได้ตกตาย มิทราบมันใช้วิธีใดจึงร่อนลงยังพื้นใต้หอแล้ว”
กิมท้งและทาสระวังภัยร้องขึ้นพร้อมกัน
“ว่ากระไร!”

มิทันที่กิมท้งจะวิ่งไปดูให้เห็นชัดตา ทั่วทั้งหอก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนทั้งสามมิสามารถยืนอยู่ได้
ทาสระวังภัยมั่นใจในอานุภาพของหอดาวตกอย่างยิ่ง เมื่อมีผู้สามารถสั่นคลอนหอดาวตกได้มันจึงตระหนกกว่าผู้ใด มันเกาะราวบันไดแน่นร้องถามบ้อจี๊

“เด็กน้อย เกิดเรื่องราวอันใด!”
ทั้งสามได้ทราบคำตอบพร้อมกันในทันที...
เมื่อพวกมันรู้สึกว่าหอดาวตกกำลังจมลงสู่พื้นดิน!
.............................................................................................

ชายลักเพศวัยกลางคนซุกศีรษะอยู่ในอ้อมแขนของนักศึกษาผู้เป็นฮู่ปังจู้ มันเอ่ยถาม
“หากทาสระวังภัยให้การช่วยเหลือคนของหมู่ตึกจริง ท่านคาดว่าศาสตราของมารเลียดพสุธาจะสามารถเอาชนะมันได้หรือไม่”
“ศาสตราของมารเลียดพสุธาแม้มีอานุภาพเรียบง่าย แต่หากผู้อื่นคิดสยบมันก็ยากเย็นแล้ว”
ชายลักเพศวัยกลางคนส่งเสียงอืมเบาเบา คล้ายมิสนใจในความเป็นตายของบริวาร มันเพียงสนใจชายหนุ่มเบื้องหน้าเท่านั้น
.............................................................................................

หอดาวตกกำลังจมสู่พื้นดินอย่างรวดเร็วจนคล้ายร่วงหล่น
“บ้อจี๊เฮีย ศาสตราของมันมิใช่สามารถทำให้ผู้คนและสิ่งของหลุดลอยขึ้นฟ้าหรอกหรือ!” กิมท้งแตกตื่น
“ข้าพเจ้าก็หาทราบได้ ผู้อาวุโสพวกเราจะทำเช่นไร ศาสตราของเราทั้งสองก็คล้ายเป็นเพียงเศษผ้าหามีประโยชน์ใดไม่”บ้อจี๊กล่าวกับทาสระวังภัย

ทาสระวังภัยแม้มีประสบการณ์ในยุทธจักรอย่างโชกโชน แต่นับจากถูกกักให้เป็นผู้เฝ้ายามในหอดาวตก ประสบการณ์ที่ต้องรับมือกับศาสตราอาถรรพ์นั้นน้อยนิดดุจทารก มันหลงลำพองในอานุภาพของหอดาวตกที่หลายปีมานี้ไม่เคยมีผู้ใดทำอันตรายมันได้ ยามนี้จึงมือไม้ปั่นป่วนอ่อนแรง

บ้อจี๊เมื่อแลเห็นทาสระวังภัยยืนเลิ่กลั่กมันจึงตัดสินใจตะโกนบอก
“ทั้งหมดกระโดดออกจากหอเดี๋ยวนี้!”
แต่นั่นสายเกินไปแล้ว หอดาวตกชั้นที่สี่สิบเอ็ดอยู่ห่างจากพื้นเพียงสองวา มารเลียดพสุธายืนกอดอกกล่าว

“ยังคิดว่าแผ่นดินที่พวกเราอาศัยยืนอยู่นี้มีลักษณะราบแบนอยู่หรือไม่... รองเท้าตลบฟ้า ของเราเป็นศาสตราที่อานุภาพเรียบง่าย มันเพียงทำให้คนหรือสิ่งของในรัศมียี่สิบวารอบตัวเรา ร่วงหล่น เท่านั้น
ร่วงหล่นไปยังซีกโลกฝั่งตรงข้ามอย่างไรเล่า! ไปดูให้เห็นกับตาเถิดว่าโลกของเรามีรูปทรงอย่างไร พวกท่านจะร่วงหล่นจากตรงนี้ไปจนถึงท้องฟ้าและหยุดอยู่ในชั้นบรรยากาศที่ไม่มีแรงดึงดูดจากผิวโลก และแน่นอนบริเวณที่พวกท่านไปถึงไม่มีอากาศสำหรับหายใจ!”

เมื่อกล่าวจบ หอดาวตกที่เคยตั้งตระหง่านมานับร้อยปีก็เหลือเพียงพื้นดินราบเรียบเท่านั้น
.............................................................................................

มารเลียดพสุธาที่กระหยิ่มยิ้มย่องต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อได้ยินเสียงครืนครืนดังกระหึ่มที่เหนือศีรษะ
มันแหงนหน้าขึ้นมองก็พบกับวิหคสีเงินปีกยาวใหญ่ส่งเสียงร้องดุจฟ้าถล่ม วิหคสีเงินที่เป็นโลหะทั้งตัว

แม้มารเลียดพสุธาจะคาดคิดว่ามันมิอาจโบยบินได้ แต่บัดนี้มันกำลังแผ่ปีกโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าสีน้ำเงินคราม
บ้อจี๊และทาสระวังภัยนั่งตัวแข็งอยู่บนเก้าอี้ภายในตัววิหคโลหะสีเงิน เบื้องหน้าแลเห็นแต่ท้องฟ้า บ้อจี๊หลั่งเหงื่อโทรมกาย

“กิมท้งตี่ตี๋ นี่คือ...”
“ข้าพเจ้าเรียกมันว่า วิหคสัตตโลหะ!”กิมท้งกล่าวเคร่งเครียด
“ประเสริฐมาก”บ้อจี๊กล่าวเสียงสั่น
“ยังไม่ประเสริฐนัก บ้อจี๊เฮีย พวกเราแม้หลุดออกจากแกนระหว่างหอดาวตกและคุกนภาแล้ว แต่หากข้าพเจ้าปล่อยมือจากแผงควบคุมนี้พวกเราก็จะร่วงหล่นสู่พื้นดิน ท่านไม่รู้สึกหรอกหรือ มารเลียดพสุธากำลังทำให้วิหคสัตตโลหะลำนี้ร่วงหล่น!”

“น้องเรา แล้วจะทำอย่างไร”บ้อจี๊ลนลาน
“ข้าพเจ้าคิดจะพุ่งขึ้นไป ให้พ้นจากอาณาเขตที่สิ่งของจะร่วงหล่น จากนั้นต้องเสี่ยงกับวิธีใช้เสื้อสัตตโลหะแบบใหม่ที่ข้าพเจ้าไม่เคยทดลองมาก่อน!”
“วิธีใช้เสื้อสัตตโลหะแบบใหม่?”บ้อจี๊ถาม ทาสระวังภัยผู้ไร้ศาสตราในมือมิอาจมีความเห็นใดจึงสงบปากคำ มือที่เกาะจับเก้าอี้แน่นเกร็งจนปวด

“ถูกแล้ว พี่ท่านยังจดจำได้หรือไม่ที่ข้าพเจ้าเคยบอกท่านว่า เสื้อสัตตโลหะรวบรวมแร่ธาตุมาก่อร่างเป็นพาหนะ และพลังงานที่ใช้ก็มาจากตัวพาหนะนั่นเอง”
“ข้าพเจ้าย่อมจดจำได้”บ้อจี๊ตอบอย่างงงงัน
“จดจำได้ก็ประเสริฐ!”กิมท้งกู่ก้อง มันเร่งความเร็ววิหคสัตโลหะบินพุ่งฝ่าเมฆาสู่ฟากฟ้าเบื้องบน ทั้งหมดรู้สึกหายใจอึดอัด หูอื้อตาลายคิดใคร่อาเจียน อีกยังคล้ายน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นสามสี่เท่า

เพียงไม่นาน เมื่อวิหคสัตตโลหะชะลอความเร็วลง บ้อจี๊และทาสระวังภัยลืมเลือนความแตกตื่นเมื่อครู่ไปสิ้น เมื่อร่างกายคล้ายไร้น้ำหนักและกำลังจะหลุดลอยจากเก้าอี้
ทั้งสองจ้องมองไปเบื้องหน้าคล้ายเป็นราตรีกาลปรากฏดวงดาวพร่างพราย แต่กลับแลเห็นได้แม้ดวงสุริยัน เบื้องหลังเป็นทะเลเมฆที่แผ่ไปสุดขอบฟ้า ช่างเป็นภาพที่ในชีวิตหนึ่งของผู้คนไม่แม้แต่คิดฝันว่าจะได้เห็น

กิมท้งหันมากล่าว
“ที่ด้านข้างเก้าอี้ของพวกท่านล้วนมีเข็มขัดอยู่เส้นหนึ่ง...”เมื่อมันเห็นทาสระวังภัยและบ้อจี๊มีสีหน้าสงสัย มันจึงเน้นเสียง
“...รัดเข็มขัดนั่นเสีย อีกสักครู่พวกเราจะดิ่งลงสู่พื้นดิน!”...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 29 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook