บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอนต้น

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอนต้น

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอนต้น
โดย...อุกเงียว

ท้องนภามืดครึ้ม วายุโหมแรง
เบื้องบนนั้นมีเหยี่ยวสีดำตัวใหญ่บินโฉบล้อลม

ชายหนุ่มที่มีแมวขนสีเงินตัวใหญ่บนบ่า จอดพาหนะสองล้อสีเงินรูปลักษณ์สวยงาม ยกมือป้องหน้าผากแหงนดูท้องฟ้า มันรำพึงกับแมวตัวใหญ่นั้น
“ดูท่าอีกไม่นานคงมีฝนตกใหญ่แน่แท้ พวกเราเร่งหาที่หลบฝนกันเถิด ไม่ทราบอักนั้งเฮียที่ตามมาอยู่ใกล้ไกลเพียงใด ข้าพเจ้าเป็นกังวลยิ่งนัก”

เบื้องหน้าไม่ไกลเป็นป่าไผ่สีเขียวชอุ่มดูร่มรื่น ชายหนุ่มเร่งเครื่องพาหนะประหลาด เหยี่ยวใหญ่ที่เหินอยู่บนฟ้าทิ้งตัวลงเบื้องหน้าชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มตกใจจนต้องยั้งพาหนะอย่างรุนแรงจนศีรษะตนเองทิ่มลง
“ น้องเราได้โปรดหยุดก่อน ท่านทราบหรือไม่ว่าเบื้องหน้านับเป็นสถานที่ใด”เหยี่ยวใหญ่กล่าว

ชายหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความฉงน เหตุใดนกเหยี่ยวซึ่งเป็นสัตว์สามารถกล่าวภาษามนุษย์ได้ เหยี่ยวใหญ่เห็นชายหนุ่มตะลึงจนมิสามารถเอ่ยวาจา มันจึงกล่าวต่อ
“เซียวเงียวตี่ตี๋มิต้องตระหนกไป เป็นข้าพเจ้าเอง”
“อักนั้งเฮีย!?”เซียวเงียวกล่าวอย่างสงสัย เหยี่ยวใหญ่ผงกศีรษะ
“ท่าน...ไฉน...นี่มัน”เซียวเงียวคิดกล่าวแต่มิทราบจะเอ่ยวาจาใด

“น้องเราอย่าพึ่งได้ถาม ทิเยี้ยวเอ็ง (เหยี่ยวเล็บเหล็ก) ตัวนี้สามารถทำให้กระดูกชิ้นเล็กเล็กหลายชิ้นภายในรูหูของท่านสั่นตามจังหวะเสียงที่ข้าพเจ้าพูด ฉะนั้นจึงดูคล้ายเป็นเหยี่ยวที่พูดจาได้ ข้าพเจ้าใช้วิธีนี้พูดคุยกับบ้อจี๊เสมอมา”

“ที่แท้เป็นเช่นนั้น”เซียวเงียวแม้ยังมีข้อสงสัยแต่ก็กล้ำกลืนไว้ เนื่องจากหลายวันมานี้ฮ้อซิมอักนั้งพึ่งเข้ามาพูดคุยกับตน ดังนั้นสิ่งที่อักนั้งจะกล่าวต้องเป็นเรื่องสำคัญ
“ท่านทราบหรือไม่ว่าเหตุใดบ้อจี๊จึงกำหนดเส้นทางนี้แก่พวกเรา”
“ข้าพเจ้าคาดว่าเส้นทางนี้ต้องมีเบาะแสอันใดเกี่ยวกับค้อนดาราและบันทึกศาสตราอาถรรพ์”เซียวเงียว
ตอบคล้ายไม่ได้ตอบ

“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น เบื้องหน้าพวกเราเป็นป่าปีศาจมีนามว่า ป่าไผ่เขียว หมู่ตึกเราเคยส่งผู้ถือศาสตรามาสืบเรื่องราวแล้วหลายคน แต่ไม่มีผู้ใดเคยกลับไปรายงานยังหมู่ตึกเลย!“อักนั้งกล่าวผ่านเหยี่ยวเล็บเหล็ก
“ไฮ้ ไฉนเป็นเช่นนั้น ในป่ามีคนของพรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์?”

“อาจเป็นได้ แต่ท่านโปรดจำไว้ หลังจากที่ศาสตราอาถรรพ์ออกอาละวาด มีเรื่องราวมากหลายที่ไม่ได้เกิดจากผู้ถือศาสตรา แต่ก็มิสามารถกล่าวได้ว่าศาสตราเหล่านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”
เซียวเงียวแม้ปราดเปรื่อง แต่เมื่อได้ฟังก็งุนงงอยู่หลายส่วน อักนั้งกล่าวต่อ

“ฉะนั้นแล้วหน้าที่ของพวกเราคือเข้าไปเพื่อสืบเสาะหาความจริง ก่อนนี้ข้าพเจ้าเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับป่าไผ่เขียวแห่งนี้”
“อักนั้งเฮีย มิทราบมีเรื่องเล่าอันใด”เซียวเงียวเริ่มตื่นตัวเมื่อทราบว่าสถานที่เบื้องหน้าข้องเกี่ยวกับศาสตราอาถรรพ์

“ก่อนหน้านี้สถานที่ตั้งของป่าไผ่เขียวเป็นเมืองหน้าด่านที่คึกคักเมืองหนึ่ง เมืองนี้มีภูเขาหินสูงยากปีนป่ายอยู่รายล้อมเป็นเขตแดนธรรมชาติที่วางตัวแนวยาว จึงเป็นจุดเชื่อมระหว่างดินแดนทางเหนือและดินแดนทางใต้ ภายหลังไม่ทราบมีต้นไผ่มากมายจากที่ใดเติบโตขึ้นในเมือง จากนั้นผู้คนในเมืองก็ทยอยหายสาบสูญ

ยังมี...ยามคืนค่ำผู้คนในเมืองที่ยังหลงเหลือล้วนได้ยินเสียงร่ำร้องโหยหวนเป็นที่น่าขนลุกขนพองยิ่ง ต่อมาไม่นานผู้คนในเมืองจึงสาบสูญไปหมดสิ้น หลายปีมานี้ไม่เคยมีใครเดินทางผ่านป่าไผ่เขียวไปสู่ดินแดนทางเหนือได้สำเร็จแม้สักรายเดียว ใจความสำคัญของเรื่องราวจึงอยู่ที่เบื้องหลังทางออกของป่าไผ่เขียวในวันนี้เป็นเช่นไรแล้ว”
“อักนั้งเฮียสงสัยว่าป่าไผ่เขียวเป็นเส้นทางมุ่งไปสู่พรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์”

“ถูกแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนทางเหนือที่พวกเรามีนั้นน้อยยิ่งนัก ป่าไผ่เขียวจึงเป็นสถานที่ต้องสงสัยที่สุด”
เซียวเงียวรู้สึกถึงภยันตราย ณ เบื้องหน้า มันสูดลมหายใจลึกยาวแล้วกล่าว
“พวกเราจะเป็นคนกลุ่มแรกที่เดินผ่านป่าไผ่เขียวได้โดยปลอดภัย!”

เหยี่ยวเล็บเหล็กไม่ส่งเสียงใดอีก แต่ฮ้อซิมอักนั้งที่เร้นกายอยู่ไกลออกไปส่งเสียง
“ประเสริฐมาก!”
อสุนีบาตคำรามครืนครั่น สายพิรุณเทกระหน่ำ
เหยี่ยวสีดำตัวใหญ่กางปีกโผขึ้นสู่ท้องฟ้า
เซียวเงียวเร่งเครื่องรถจักรสัตตโลหะอีกครั้ง เพื่อมุ่งหน้าสู่ “ป่าไผ่เขียว”
.............................................................................................

สายฝนเทลงดุจฟ้ารั่ว จนผู้คนมองทางเบื้องหน้าได้แค่ระยะช่วงแขน
พื้นดินที่รับน้ำเริ่มกลายเป็นโคลนเลน

เซียวเงียวถูกพิรุณปะทะใบหน้าดวงตาจนเจ็บปวด มันตัดสินใจลงจากรถจักรสัตตโลหะใช้มือทั้งสองจับที่คันบังคับลากจูงรถเข้าสู่ดงไผ่

ป่าไผ่เขียวเวลานี้หาได้มีความงามร่มรื่นเช่นตอนแรก
เสียงลำต้นและใบไผ่เสียดสีกันเมื่อต้องลมฝน
เสียงนั้นฟังไปคล้ายเป็นเสียงภูติคร่ำครวญ

มิผิด เซียวเงียวได้ยินเสียงคร่ำครวญจากดงไผ่ มันเหลียวมองเบื้องบนเห็นเหยี่ยวใหญ่บินวนที่กอไผ่ริมป่า เมื่อเห็นดังนั้นมันคล้ายอุ่นใจขึ้นเล็กน้อยและเร่งฝีเท้าตนเองให้เร็วขึ้น
.............................................................................................

ครั้นเซียวเงียวมาถึงบริเวณที่เหยี่ยวใหญ่บินวนมันก็พบถนนดินเส้นเล็กที่ดูแล้วเป็นทางเข้าดงไผ่
เหยี่ยวเล็บเหล็กเมื่อเห็นเซียวเงียวมาถึงจึงร่อนลงเกาะบ่าอีกข้างของเซียวเงียวเคียงข้างงึ่นม้อยี้ที่ดูอารมณ์ไม่ใคร่ดีนักเมื่อขนสีเงินของตนนั้นต้องเปียกน้ำ เหยี่ยวเล็บเหล็กส่งเสียง

“ข้าพเจ้าสำรวจรอบบริเวณนี้ก็พบว่านี่เป็นทางเดียวที่จะเข้าสู่ป่าไผ่เขียว แต่ภายในป่านั้นมีพลังชีวิตอ่อนอ่อนมากมายยิ่งนัก มิทราบว่าเป็นอสรพิษหรือสัตว์เลื้อยคลานใด น้องเราโปรดระวังให้มากไว้”
เซียวเงียวเข้าใจทันทีว่าเหตุใดฮ้อซิมอักนั้งผู้นี้จึงระบุตำแหน่งผู้คนในหมู่บ้านปีศาจดูดเลือดได้อย่างแม่นยำ ที่แท้เป็นอีกความสามารถหนึ่งของเหยี่ยวเล็บเหล็ก
“ข้าพเจ้าจะจดจำไว้”เซียวเงียวกล่าวจบก็เหยียบย่างเท้าพารถจักรสัตตโหะและสัตว์ทั้งสองเข้าสู่ส่วนลึกของป่าไผ่อันมืดทึบ

ในระหว่างที่เดินทางเข้าสู่ดงไผ่นั้น หูของเซียวเงียวได้ยินเสียงร้องโอดโอยครวญคร่ำอยู่ตลอดเวลา มันใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำฝนตามหน้าออก ฝีเท้าที่ก้าวเดินเชื่องช้าแต่หนักแน่นมั่นคง เพียงแต่เส้นขนทั่วกายลุกเกรียวทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงร้องซึ่งมิทราบเป็นเสียงภูติผีอันใด เหยี่ยวเล็บเหล็กพลันส่งเสียงกระซิบ

“รอบรอบตัวพวกเรามีสิ่งผิดปกติแล้ว ข้าพเจ้าจึงสัมผัสถึงพลังชีวิตมากมาย”
เซียวเงียวใช้มือป้องหน้ามองฝ่าสายฝนหาความผิดปกติแต่ก็ไม่พบอันใด มันเริ่มอุ่นใจเมื่อได้ยินอักนั้งกล่าวถึงพลังชีวิตนั่นก็ย่อมไม่มีภูติผีแล้ว แต่ยิ่งเข้าสู่ส่วนลึกของป่าไผ่เขียว มันยิ่งได้ยินเสียงร้องชัดเจนและรู้สึกว่าไม่ใช่เสียงร้องของคนคนเดียว เซียวเงียวกล่าวแผ่วเบา

“ภายในต้องมีผู้คน ข้าพเจ้าคาดว่าผู้คนในเมืองบางส่วนต้องยังใช้ชีวิตอยู่ในป่าไผ่เขียวเป็นแน่ แต่ไม่ทราบว่าเกิดเหตุหรือโรคร้ายอันใดจึงได้ร้องโหยหวนดุจเจ็บปวดยิ่งนัก”
เมื่อเห็นอักนั้งไม่มีความเห็นใดเซียวเงียวจึงมุ่งตรงไปยังแหล่งกำเนิดเสียง งึ่นม้อยี้ขดตัวแนบแน่นคล้ายรู้สึกหวาดกลัว
.............................................................................................

ในดงไผ่ที่ขึ้นแน่นขนัดเสียงคนคร่ำครวญดังอย่างชัดเจนจนสายฝนที่หนาวเหน็บคล้ายเย็นขึ้นจนแทบเป็นน้ำแข็ง เซียวเงียวกล่าวเสียงสั่น
“เสียงโหยหวนมาจากที่นี่แน่ แต่เหตุใดข้าพเจ้าไม่พบผู้คนแม้สักครึ่งคน อักนั้งเฮียท่านแน่ใจ...”

“ที่นี่มีพลังชีวิตกระจุกอยู่อย่างเข้มข้นที่สุด ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า...น้องเราดูนั่น!”
สายตาของเหยี่ยวย่อมดีกว่าคนหลายเท่า เซียวเงียวสาวเท้าเข้าใกล้กอไผ่ที่ใกล้ตาที่สุด

เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้ามันต้องถดกายหนีอย่างเร็ว มิทราบว่าตระหนกจนเข่าอ่อนหรือลื่นล้มบนดินโคลน
เซียวเงียวปล่อยมือจากรถจักรล้มนั่งอยู่บนพื้น อักนั้งก็มิกล่าวอันใด คาดว่ามันก็คงตระหนกกับภาพที่เห็นเช่นกัน
ที่ปล้องสีเขียวของต้นไผ่มีกิ่งอ่อนของไผ่แตกออกมานั่นมิใช่เรื่องแปลก

แต่ที่ทั้งสองต้องขนลุกเกรียวเป็นเพราะ...
ปล้องไผ่นั้นเป็นใบหน้าผู้คน กิ่งไผ่อ่อนแตกออกมาจากใบหน้าคนผู้นั้น!
หน้าคนบนปล้องไผ่เมื่อเห็นผู้คนเข้ามาก็ยิ่งส่งเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น...ดังขึ้น
...ที่ดังขึ้นมิใช่เพียงปล้องเดียว

เซียวเงียวร้องอย่างแตกตื่นเมื่อพบว่าไผ่ทุกต้นมีใบหน้าผู้คนติดกลืนเป็นเนื้อเดียวกับปล้องไผ่สีเขียว!
บ้างเป็นชาย บ้างเป็นหญิง บ้างชราบ้างทารก ทั้งหมดกรีดเสียงขึ้นพร้อมกัน
เซียวเงียวคิดผุดลุกวิ่งหนีแต่ต้องลื่นล้มอีกครา เมื่อเงยหน้าขึ้นมันคล้ายเห็นเงาคนผู้หนึ่งเดินกางร่ม

ยามที่ฝนตกหนักเช่นนี้ มีผู้คนเดินกางร่มมิใช่เรื่องประหลาด
ที่ประหลาดคือ เหตุใดมันผู้นี้จึงอยู่ในป่าไผ่หน้าคน
เดินกางร่มหายเข้าไปในป่าไผ่หน้าคน
เดินทะลุ...หายเข้าไปในต้นไผ่แน่นขนัดที่มีใบหน้าผู้คนมากมายร้องโหยหวนอย่างทรมาน...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 31 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook