บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>>ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอน 2

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอน 2

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอน 2
โดย...อุกเงียว

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...อักนั้งร้องกระตุ้นเตือนเซียวเงียว
“ตั้งสติมองดูให้ดี ผู้คนเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่!”

เซียวเงียวเมื่อได้ยินดังนั้นพลันละสายตาจากชายถือร่ม แล้วเพ่งมองไปยังปล้องไผ่ก็พบใบหน้าคนเหล่านั้นมีความเจ็บปวดจึงร้องโอดครวญ ครั้นเห็นจริงดังอักนั้งว่ามันรวบรวมความกล้าลุกขึ้นกล่าว

“ทุกท่านโปรดเงียบเสียงฟังข้าพเจ้ากล่าวเสียก่อน”มันกล่าวซ้ำอยู่หลายครา จนใบหน้าคนบนปล้องไผ่ค่อยเงียบเสียงลงเหลือเพียงเสียงสะอื้นกระซิก เซียวเงียวค่อยคลายความหวาดกลัวลง มิทันที่มันจะหันไปกล่าวกับใบหน้าชายสูงอายุที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด

ทันใดนั้นมีเสียงต้นไผ่หักโค่นดังขึ้นจากทางเบื้องซ้าย
เสียงนั้นไม่คล้ายเป็นผู้คนตัดถางป่าไผ่เข้ามา เนื่องด้วยความรวดเร็วของเสียงที่พุ่งเข้ามาใกล้และแต่ละครารู้สึกได้ว่ามีต้นไผ่หักโค่นไม่ต่ำกว่าสิบต้น ทุกคราที่ต้นไผ่หักเซียวเงียวได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของผู้คนหลากหลาย เหยี่ยวใหญ่แผ่ปีกโผขึ้นท้องฟ้าพลางร้อง
“ขึ้นรถ!”

เซียวเงียวไม่รอช้า ก้มกายลงคว้ารถจักรสัตตโลหะขึ้นคร่อมขี่ มันติดเครื่องด้วยความรวดเร็ว เหยี่ยวเล็บเหล็กโผลงมาบินวนรอบกายเซียวเงียว
“ป่าไผ่ขึ้นหนาทึบ อีกทั้งฝนตกหนักอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าไม่สามารถแลเห็นอันใด เพียงทราบว่าเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ยิ่งนัก น้องเรา! มุ่งไปตามถนนต้องพบทางออกเป็นแน่”

เซียวเงียวบังคับรถจักรสัตโลหะให้พุ่งไปตามถนนดินโคลนอย่างรวดเร็วจนล้อหลังสะบัด เสียงต้นไผ่หักและเสียงคนกรีดร้องตามติดมาทางเบื้องหลังอย่างรวดเร็วพอกัน

สายฝนเปียกชื้นยังมิอาจเทียบเท่าความหนาวเหน็บในจิตใจเซียวเงียว แม้ภายในใจมันคิดว่าการหันหลังหนีไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ที่ควรทำคือเผชิญหน้ากับสิ่งลึกลับและแก้ปริศนาเพื่อเปิดทางให้คนของหมู่ตึกสนธยาเข้าไปสู่พรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์เสียมากกว่า มันแผ่พุ่งลมปราณไปยังมือขวา กรงเล็บคร่าวิญญาณปรากฏขึ้นทันที มันกล่าวต่ออักนั้งว่า
“ไม่ว่าสิ่งที่กำลังติดตามพวกเรามาจะเป็นสิ่งใด ข้าพเจ้าคิดใคร่เผชิญหน้ากับมัน มิเช่นนั้นแล้วพวกบ้อจี๊เฮียจะติดตามเข้ามาได้อย่างไร”

“ที่น้องเรากล่าวนั้นถูกต้อง เพียงแต่ต้องศึกษาศัตรูให้ถ่องแท้ก่อนจึงลงมือ ตอนนี้เราสองไม่มีข้อมูลใดหากเร่งลงมือไปจะเป็นการเสียเปรียบ”อักนั้งกล่าวผ่านเหยี่ยวเล็บเหล็ก
เซียวเงียวแม้เห็นด้วย แต่ไม่ทันการณ์แล้ว

เสียงเปรียะ เปรียะดังขึ้นเหนือศีรษะ
ในป่าไผ่ที่แน่นขนัดมืดทึบ ฝนตกท้องฟ้าครึ้มดำ บัดนี้กลับมืดสนิทจนไม่สามารถแลเห็นสิ่งใด
สิ่งมีชีวิตตัวยาวเฟื้อยใหญ่ยักษ์ลอยข้ามศีรษะของพวกเซียวเงียว!

ลำตัวของมันมีสีเขียวสดดุจต้นไผ่ยาวราวยี่สิบวา หยาบถึงสองสามคนโอบ ดวงตามีแดงฉานดุจเปลวไฟ เกล็ดทั่วตัวส่องประกายคล้ายเพชรพลอย
เมื่อร่างมันตกลงเบื้องหน้า เซียวเงียวแทบหยุดยั้งรถจักรสัตตโลหะไม่ทัน

สัตว์ร้ายเบื้องหน้าแลบลิ้นสองแฉกรับความรู้สึกจากอากาศ มันยืดคอขู่ฟ่อเสียงดัง
อักนั้งแทบไม่เชื่อสายตาตนเองกล่าวอย่างตระหนก
“อสรพิษยักษ์สีเขียวตัวนี้เป็น สัตว์ภูติ!”
.............................................................................................

นับแต่ครั้งโบราณกาล มนุษย์เราสร้างศาสตราขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งที่ตนรักและหวงแหน หลายคราถึงกับใช้ศาสตราในการห้ำหั่นประหารแย่งชิง

หมู่ตึกสนธยาเป็นสถานที่กำเนิด รวบรวม และแจกจ่ายอาวุธมากหลายมาแต่ครั้งนั้น

ตัวศาสตราเองถูกแบ่งลำดับเป็นหลายขั้นตามอานุภาพ
...กระนั้นศาสตราก็ยังเป็นสิ่งของที่ไม่มีชีวิต
แต่ธรรมชาติเองก็ยังมีปรากฏการณ์ประหลาดที่นอกเหนือจากความรู้ความเข้าใจของบรรดามนุษย์เรา
ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวงจึงได้ให้กำเนิดศาสตราที่มีชีวิตขึ้น

คนของหมู่ตึกสนธยาได้พยายามศึกษาและรวบรวม ชีวอาวุธ ทั้งหลาย แต่มันก็มีมากมายจนเกินปัญญาความรู้ของผู้คน ดังนั้นประมุขหมู่ตึกสนธยารุ่นแรกแรกจึงได้จัดแบ่งหมวดหมู่ของชีวอาวุธเหล่านี้เป็น

“สัตว์เทพ” เป็นชีวอาวุธที่หาได้ยากและมีอานุภาพสูงที่สุดในมวลหมู่ชีวอาวุธ สัตว์เทพนี้มีต้นกำเนิดอย่างไรไม่สามารถระบุแน่ชัด ถึงกับมีคนกล่าวว่าสัตว์ชนิดนี้ไม่ได้ถือกำเนิดจากแหล่งที่มีความชื้น จากฟองไข่หรือแม้แต่จากครรภ์ มันนี้ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่าและเพียงทราบว่าในหลายร้อยปีจะปรากฏขึ้นคราหนึ่งเท่านั้น

“สัตว์เซียน” ถือกำเนิดจากสัตว์ที่บำเพ็ญตนอย่างแน่วแน่ยาวนานจนได้พลังวิเศษสามารถเปล่งอานุภาพอาถรรพ์ดุจดังศาสตรา สัตว์เซียนนี้พบพานได้ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายนัก วิธีที่จะนำมาเป็นชีวอาวุธก็แตกต่างกันไปตามประเภทของมัน

“สัตว์อสูร” เป็นชีวอาวุธขั้นต่ำที่สุด กล่าวไปแล้วเป็นเพียงสัตว์ที่ดุร้ายและมีพลังเกินกว่าธรรมดาเท่านั้น หรือเป็นสัตว์ที่มีการกลายพันธุ์จนรูปลักษณ์แปลกประหลาดไป ฉะนั้นสัตว์อสูรจึงพบเห็นได้ง่าย หรือสามารถเลี้ยงดู เพาะพันธุ์ขึ้นมา แม้สัตว์อสูรจะเป็นชีวอาวุธชั้นรองบ่อน แต่หากเผชิญหน้าเป็นจำนวนมากหลายก็เป็นอันตรายต่อผู้ถือศาสตราเช่นเดียวกัน

มนุษย์หรือเดรัจฉานขั้นทรามที่แสวงพลังและอานุภาพจนเกิดธาตุไฟเข้าแทรก พลังงานย้อนกลับ หรือต้องอาถรรพ์ใดบนพื้นพิภพจนร่างตนกลายเป็นสัตว์ที่มีความดุร้ายเฉกเช่นสัตว์อสูรและมีอาถรรพ์ดุจสัตว์เซียนนั้นประมุขหมู่ตึกสนธยาได้จัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของ “สัตว์ภูติ “
.............................................................................................

เซียวเงียวเมื่อจับจ้องสายตาของอสรพิษยักษ์ก็คล้ายต้องมนต์สะกด ร่างกายแม้คิดขยับก็มิได้ดังใจปรารถณา
เหยี่ยวเล็บเหล็กกางปีกส่งเสียงร้องก้อง พลันมีแสงสว่างวาบจากด้านหลัง ลูกเกาทัณฑ์วัชระสามดอกยิงมาผ่ากลางศีรษะอสรพิษยักษ์ อสรพิษตัวนั้นตาเหลือกลำตัวสั่นกระตุก ปากส่งเสียงขู่ฟ่อดังลั่น ตัวเซียวเงียวเองก็รู้สึกชาไปทั่วขาเนื่องจากสายวัชระนั้นไหลลามทั่วพื้น

“เซียวเงียว สัตว์ร้ายนี้คล้ายบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย หากยิงแรงกว่านี้คาดว่าน้องท่านต้องบาดเจ็บไปด้วย เช่นนั้นท่านถอยออกมาก่อนเถิด”อักนั้งกล่าว เซียวเงียวฉุกใจคิด
“อสรพิษนี้ต้องมีเจ้าของคอยบังคับบงการ ข้าพเจ้าจะวนดูรอบรอบ ที่เหลือต้องฝากท่านแล้ว”
เสียงคนวิ่งสวบสาบมาจากทางด้านหลัง เซียวเงียวคุ้นตากับชายร่างกำยำถือคันเกาทัณฑ์ยาวนี้ยิ่ง

มิผิด อักนั้งเข้ามาใกล้เพื่อยิง ลูกเกาทัณฑ์ไร้สภาพแล้ว เซียวเงียวตวัดรถจักรสัตตโลหะวิ่งกลับไปยังทิศที่มุ่งมา มันร้องบอก
“ผู้ใช้สัตว์ภูติต้องเร้นกายอยู่ในป่าไผ่ ท่านให้เหยี่ยวเล็บเหล็กระบุตำแหน่งให้ข้าพเจ้าได้หรือไม่”
อสรพิษยักษ์พยายามขยับตัวเลื้อย แสงสว่างวาบขึ้นอีกครา เซียวเงียวรู้สึกชาไปทั้งตัว อักนั้งกล่าว

“ครานี้ข้าพเจ้าไม่มั่นใจนัก ในป่าไผ่นี้มีพลังงานชีวิตอยู่แทบทุกตำแหน่ง การจะแยกแยะนั้นต้องใช้เวลา แต่ท่านโปรดทำความเข้าใจว่าแม้จะกำจัดผู้ใช้ไปก็มิได้ทำให้สัตว์ภูติหมดอานุภาพลง ข้าพเจ้าเชื่อว่าการที่ผู้คนกลายเป็นต้นไผ่นั้นต้องข้องเกี่ยวกับสัตว์และผู้ใช้ และหากมันเป็นผู้ถือศาสตราด้วยแล้วท่านยิ่งต้องระวัง
...เร่งไป วัชระอันรุนแรงกำลังจะถูกปลดปล่อยแล้ว!”

เซียวเงียวรับคำ ยกล้อหน้าวิ่งฝ่าสายฝนบดดินโคลนตะลุยเข้าสู่ป่าไผ่อีกครั้ง เหยี่ยวเล็บเหล็กบินเลียดพื้นฉวัดเฉวียนไปตามกอไผ่ งึ่นม้อยี้นั้นเกาะแน่นที่หลังของเซียวเงียว
แสงสว่างที่จ้ากว่าสองครั้งแรกปรากฏขึ้นพร้อมเสียงขู่ฟ่อของอสรพิษยักษ์ที่ดังจนน่าขนลุก ตามมาด้วยเสียงต้นไผ่หักโค่นและเสียงคนร้องอย่างเจ็บปวด

แต่ที่น่าสยดสยองยิ่งกว่า นั่นก็คือคราบและกลิ่นคาวของโลหิตตามพื้นดินที่หลั่งไหลออกมาจากรอยแตกหักของกอไผ่ที่อสรพิษเลื้อยผ่าน เซียวเงียวเมื่อพบต้องพยายามเบือนหน้าหนี

ที่แท้คนเหล่านั้นแม้ร่างกลายเป็นต้นไผ่แต่กลับมีโลหิตหล่อเลี้ยง ดูท่าเพียงอสรพิษขยับตัวก็ต้องมีผู้เสียชีวิตหลายคน

เหยี่ยวเล็บเหล็กส่งเสียงร้องเรียกเซียวเงียวที่กำลังคิดสับสน ด้านหน้ามีเงาร่างเล็กเล็กคล้ายวานรกำลังนั่งขบเคี้ยวปล้องไผ่มนุษย์ที่แตกหัก เซียวเงียวรีบบังคับรถติดตามไป แต่เงาร่างเล็กนั้นโผขึ้นยอดไผ่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว

เซียวเงียวมิรอช้าตัดสินใจพุ่งรถทะยานขึ้นสู่ยอดไผ่ มันถีบขาไปยังลำตัวรถเพื่อเพิ่มแรงและระยะให้เข้าใกล้เงาร่างนั้น

เซียวเงียวกางกรงเล็บร้องตวาดเสียงดัง ประกายสีเงินห้าสายครอบคลุมแผ่นหลังของเงาร่างเล็ก!
ร่างทั้งสองตกลงสู่พื้น ใบหน้าบนปล้องไผ่บริเวณนั้นคล้ายแตกตื่นแต่กล้ำกลืนไว้ เซียวเงียวพลิกตัวลงพื้นอย่างมั่นคง มันสาวเท้าเข้าไปตรวจดูเงาร่างนั้นก็พบว่าเป็นชายร่างเล็กสูงราวสามเชี๊ยะตามตัวมีขนขึ้นรุงรัง ด้านหลังถูกกรงเล็บล่าวิญญาณกรีดลึกเป็นรอยยาว

ชายร่างเล็กที่ขนรุงรังสำลักโลหิต มือทั้งสองดิ้นรนตะเกียกตะกายไขว่าคว้าเอาเศษปล้องไผ่ที่หักโค่นเข้าปากขบเคี้ยว เซียวเงียวเมื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกเดือดดาลยิ่งนัก มันตวัดกรงเล็บคิดหยุดยั้งการกระทำต่ำทรามเช่นนี้แต่ก็ต้องหยุดมือเพราะชายร่างเล็กหมดลมหายใจลงแล้ว

“แสร้งมิทราบหรืออย่างไรว่าปล้องไผ่เหล่านี้เป็นมนุษย์เช่นพวกเรา เฮอะ นับว่าสวรรค์ยังเมตตาท่าน”
มิทันที่เซียวเงียวจะกล่าวจบมันก็สะดุ้งสุดตัวเมื่องึ่นม้อยี้ร้องเสียงดัง เซียวเงียวรู้สึกถึงแรงลมแหลมคมทางเบื้องหลังมันหันขวับกลับไปดูก็พบชายถือร่มยิ้มแยกเขี้ยวแทงร่มเข้ามาที่ทรวงอกตน

เซียวเงียวเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ร่มนั้นจึงกระแทกไหล่ซ้ายอย่างรุนแรงจนกระดูกแตกหัก เซียวเงียวพลันหวนคิด
“...ไฉนเราลืมเลือนชายถือร่มผู้นี้ไปเสียได้”
ชายผู้นั้นเมื่อเห็นเซียวเงียวล้มลงจึงเดินกางร่มหายเข้าไปในป่าไผ่หน้าคนอีกครั้ง...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 32 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook