บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอน 3

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอน 3

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอน 3
โดย...อุกเงียว

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...อสรพิษภูตินอนแน่นิ่ง ประกายไฟแตกเปรียะตามปล้องไผ่
ตามพื้นเปียกแฉะไปด้วยสายฝนและโลหิตของมนุษย์ปล้องไผ่

ฮ้อซิมอักนั้งผู้นี้เพื่อกำจัดศัตรูจึงยินยอมสละชีวิตชาวเมืองบนปล้องไผ่ แต่เพื่อสหายก็ยินยอมสละชีวิตตน

การกระทำเช่นนี้ไม่ทราบควรกล่าวว่าดีงามหรือเลวร้าย
ทราบเพียงว่ามันเมื่อไม่พะวงกับชีวิตชาวเมืองที่ไม่ทราบจะหวนกลับมาเป็นเช่นเดิมได้หรือไม่ จึงสามารถกำจัดอสรพิษยักษ์ได้อย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว

ฉับพลันมันได้ทราบเรื่องจากเหยี่ยวเล็บเหล็กซึ่งเป็นสัตว์เซียนว่าเซียวเงียวถูกชายถือร่มทำร้ายจนล้มลง มันก็ตระหนกยิ่งเร่งหันกายมุ่งไปยังตำแหน่งร่างที่นอนอยู่ของเซียวเงียว

เพียงก้าวขาออกได้สองก้าว ร่มสีเทาคันใหญ่ปรากฏออกมาจากกลางกอไผ่
หลังร่มนั้นเป็นชายหน้าตาคมสันไว้เคราสามแฉก อักนั้งลอบระวังตัว ชายผู้นั้นกล่าว

“ทารกหน้าใหม่นั้นมีฝีมือยอดเยี่ยมยิ่งนักที่สยบ ทาสเฝ้าประตู ได้ในกระบวนท่าเดียว เราเห็นท่านเรียกขานมันว่าเซียวเงียวใช่หรือไม่ ส่วนท่านฮ้อซิมจื้อก็สยบ แชเต็กจั๊ว (อสรพิษไผ่เขียว) ของ เทพเย้าอสรพิษ (ท้าวกุเวร) ที่ทำให้ผู้คนกลายเป็นต้นไผ่ได้อย่างรวดเร็ว มิเสียที มิเสียที”
“เหตุใดจึงไร้มารยาท ผู้มาประกาศนามเป็นไร”อักนั้งกล่าวเสียงดุ ชายถือร่มแค่นหัวเราะกล่าว

“เราเป็นหนึ่งในสี่ท้าวจตุโลกบาลพรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์ประจำทิศทักษิณมีนามว่า เทพสยบวรุณ (ท้าววิรุฬหก)”

อักนั้งต้องสะดุ้งเฮือก หลายปีมานี้หมู่ตึกสนธยาและพรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์เปิดศึกเล็กใหญ่กันนับครั้งไม่ถ้วน แต่คนระดับท้าวจตุโลกบาลก็ไม่เคยสอดมือเข้ามาสักครา บัดนี้คาดว่าศัตรูต้องคิดก่อการหนักหนาใดจึงส่งท้าวจตุโลกบาลออกหน้า เทพสยบวรุณกล่าวต่อ

“ณ เวลาเดียวกันนี้มารเลียดพสุธาออกติดตามไคซิมจื้อไปยังหอดาวตก คาดว่าคนของหมู่ตึกทั้งสองได้จบชีวิตลงแล้ว เช่นนั้นขอความกรุณาท่านอย่าได้ทำให้เรื่องราวยุ่งยาก ล้มลงภายใต้ ร่มเพนจร ของเราเถิด!”

เทพสยบวรุณตวาดเสียงดัง อักนั้งไม่รอช้ายิงลูกเกาทัณฑ์อัคคีฝ่าสายฝนออกไปห้าสายอย่างรวดเร็ว
ลูกเกาทัณฑ์ไร้สภาพนี้ยากนักที่จะพลาดเป้า เนื่องจากระยะยิงหนึ่ง ความเร็วหนึ่งและพลังอีกหนึ่ง
แต่ครานี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพียงพริบตาไม่ทราบว่าเทพสยบวรุณหายตัวไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร

เสียงคนบนปล้องไผ่กรีดร้อง เปลวอัคคีลุกโหมพวยพุ่ง อักนั้งงงงันยิ่งนักแต่จะอย่างไรมันเร่งไปคุ้มกันเซียวเงียวก่อน
อักนั้งสาวเท้าวิ่งอย่างร้อนใจมันแลเห็นรถจักรสัตตโลหะล้มคว่ำอยู่เบื้องหน้า เหยี่ยวเล็บเหล็กส่งเสียงร้องบอกตำแหน่ง

อักนั้งเมื่อได้ทราบจึงกราดยิงลูกเกาทัณฑ์อัคคีล้อมรอบบริเวณที่เซียวเงียวนอนสิ้นสติอยู่เพื่อป้องกันเทพสยบวรุณเข้ามาทำร้าย

ไฟลุกไหม้อย่างร้อนแรงหยอกเย้ากับสายฝนที่โหมกระหน่ำ เสียงผู้คนกรีดร้องดังจนเซียวเงียวได้สติ มันพยุงกายลุกขึ้นมาเห็นงึ่นม้อยี้เลียใบหน้าตนด้วยความห่วงใยและฮ้อซิมอักนั้งยืนหันหลังให้ท่ามกลางกองไฟ จึงถามอย่างอ่อนแรง
“อักนั้งเฮีย อัคคีนี่เป็นฝีมือของศัตรู?”

“น้องเรา อาการบาดเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง”
“พวกเราเร่งดับไฟก่อนเถิด ต้นไผ่เหล่านี้ล้วนเป็นชาวเมืองที่ยังมีชีวิตอยู่”
“มิเป็นไร อัคคีนี้ข้าพเจ้าเป็นคนยิงเองเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูเข้ามาทำร้าย”อักนั้งกล่าวอย่างใจเย็น

เซียวเงียวเมื่อได้ฟังใจหนึ่งรู้สึกขอบคุณความห่วงใยของสหายท่านนี้ แต่มันจำต้องกล่าว
“เช่นนั้นผู้น้องขอเสียคารวะสักเล็กน้อย อักนั้งเฮียหากคิดคบข้าพเจ้าเป็นสหายก็ได้โปรดหยุดยั้งไฟปลัยกัลป์กองนี้ก่อนเถิด ข้าพเจ้ามิสามารถเห็นผู้คนตกตายเพื่อปกป้องเราสองได้”

อักนั้งเมื่อได้ฟังแม้คิดกล่าวอธิบายเหตุผลและสถานการณ์ จะอย่างไรอุดมการณ์เดียวกันเพียงความคิดเห็นแตกต่างจึงทอดถอนใจอาศัยสายฝนกระหน่ำยิงเป็นลูกเกาทัณฑ์วารีนับร้อยดอกเพื่อดับไฟ

เปลวไฟพึ่งมอดลงได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ร่มสีเทาคันใหญ่ทะลวงฝ่าม่านควันทิ่มแทงมายังกลางทรวงอกของอักนั้งอย่างรวดเร็ว

อักนั้งถีบกายถอยหลังมือขวาง้างสายเกาทัณฑ์ปฐพียิงลูกเกาทัณฑ์เหล็กห้าดอกสวนออกไป
เสียงฉึกห้าครั้งดังพร้อมเสียงร้องอย่างเจ็บปวด ผู้คนบนปล้องไผ่ทั้งห้าจบชีวิตลงทันที แต่เทพสยบวรุณยังพุ่งกายเข้าหาอักนั้ง

อักนั้งเลิกคิ้วส่งเสียงตวาด มือปล่อยลูกเกาทัณฑ์เหล็กออกไปอีกสิบดอกแต่เหตุการณ์ก็เป็นเช่นเดิม มันจึงตัดสินใจกระโดดหลบไปทางเซียวเงียว พลังจากปลายร่มพเนจรทะลวงต้นไผ่เบื้องหลังอักนั้งหักโค่น
เทพสยบวรุณหันหน้ามาแย้มยิ้มและเดินหายเข้าไปในดงไผ่อีกครั้ง

เซียวเงียวและอักนั้งเมื่อพบเห็นเรื่องราวเช่นนี้จึงตระหนกเจือสงสัย
เหตุใดลูกเกาทัณฑ์ทั้งหมดจึงพุ่งทะลุร่มและคนไปได้ดุจคนและร่มนั้นไม่มีตัวตน แต่กลับมีพลังทำลายแผ่พุ่งออกทำร้ายผู้คน

เซียวเงียวสำลักโลหิตและควันไฟร่ำร้องต่ออักนั้ง
“อักนั้งเฮียโปรดให้ทิเยี้ยวเอ็งตรวจตรารอบรอบบริเวณ และโปรดหยุดปล่อยลูกเกาทัณฑ์ก่อนมิเช่นนั้นจะเป็นการทำร้ายชาวเมือง”
“ถูกแล้ว ข้าพเจ้าลืมเลือนไป”มันกล่าวลืมเลือนเรื่องปล่อยเหยี่ยวเล็บเหล็ก แต่เรื่องไม่ให้ยิงเกาทัณฑ์นั้นจะอย่างไรก็ขัดข้องใจอยู่

เหยี่ยวเล็บเหล็กบินโผไปรอบดงไผ่ที่กลายเป็นเถ้าถ่านหลายส่วน อักนั้งสอดส่ายสายตามองหาเทพสยบวรุณ เพียงอึดใจอักนั้งก็กล่าว
“ในรัศมีห้าสิบว่านี้นอกจากปล้องไผ่ชาวเมืองแล้วข้าพเจ้าไม่พบสิ่งมีชีวิตอันใด จะว่าไปก็ประหลาดยิ่งนัก เทพสยบวรุณเมื่อครู่ยังจู่โจมทำร้ายเราท่านบัดนี้มิทราบสาบสูญไปที่ใด คล้ายตัวตนของมันพลันหายไปอยู่อีกสถานที่หนึ่งแล้ว”

เซียวเงียวเมื่อได้ฟังก็ฉุกใจคิด มันตะโกนร้อง
“ท่านทั้งหลายโปรดฟังข้าพเจ้า พวกเราเดินทางมาสยบศาสตราอาถรรพ์ ขอความกรุณาทุกท่านโปรดหลับตาลงก่อนได้หรือไม่”
อักนั้งเมื่อได้ฟังก็งุนงง ที่แท้เซียวเงียวกล่าวกับชาวเมืองบนปล้องไผ่
ใบหน้าชายผู้หนึ่งบนปล้องไผ่กล่าวอ่อนแรงว่า

“เสียวเฮียบ (ผู้กล้าน้อย) ท่านนี้ พวกเราชาวเมืองทนทรมานมาหลายปี เคยเห็นผู้เข้ามาสยบอสรพิษไผ่เขียวและทาสเฝ้าประตูก็มากหลายแต่ก็มิมีผู้ใดทำการได้ลุล่วงจนพวกเรานี้ต้องทำใจยอมรับชะตากรรม ได้แต่ร่ำร้องด้วยความหิวโหยเหน็บหนาว

บัดนี้เห็นผู้กล้าทั้งสองสยบสัตว์ภูติและผู้ใช้ชีวอาวุธได้ จะอย่างไรที่ท่านร้องขอมิใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง ข้าพเจ้าผู้เป็นจ้าวนครจะลองออกคำสั่งต่อผู้คนดู”
เซียวเงียวเมื่อได้ฟังก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ความปรารถนาเดิมนั้นเพียงต้องการให้ผู้คนรอบกายตนและอักนั้งหลับตาลงเท่านั้น แต่หากผู้คนทั้งป่าไผ่ล้วนปิดตาศัตรูต้องปรากฏกายขึ้นอย่างแน่แท้

...นั่นเพราะเหตุใด อักนั้งก็กำลังสงสัยเช่นเดียวกัน
เสียงคำหลับตา หลับตาดังขึ้นเป็นคลื่นกระจายตัวจากปล้องไผ่จ้าวนคร กระจายตัวออกไปเป็นรัศมีวงกว้างจนเกิดเป็นเสียงสะท้อนฟังดูก็รู้สึกเขย่าขวัญผู้คนมิน้อย
จวบจนเสียงเงียบลง อักนั้งที่มิอาจคาดเดาความคิดเซียวเงียวส่งเสียงแผ่วเบาถาม

“เซียวเงียวตี่ตี๋ ข้าพเจ้าต้องทำเช่นไรบ้าง”
“ท่านยกเกาทัณฑ์ปฐพีขึ้นแล้วเล็งไปตรงหน้า เมื่อเทพสยบวรุณปรากฏก็ให้ท่านยิงทันที”
อักนั้งแม้จะมีข้อกังขามากหลาย แต่ค่ำคืนที่หมู่บ้านปีศาจดูดเลือดมันได้พูดคุยกับบ้อจี๊สหายเก่า จึงพอทราบว่ามัชชาระน้อยผู้นี้มีสติปัญญาปราดเปรื่อง มันจึงไม่รอช้ายกคันเกาทัณฑ์ขึ้นเล็งตามที่เซียวเงียวบอก

“น้องเราตำแหน่งนี้ถูกต้องหรือไม่”อักนั้งเอ่ยถาม
“ท่านตั้งใจเล็งให้ดี ตำแหน่งใดท่านก็สามารถยิงได้อย่างแน่นอน”เซียวเงียวก็หลับตาลงเช่นกัน
ฮ้อซิมอักนั้งมิเอ่ยถามอันใดอีก สายตาจับจ้องแน่วแน่ที่เบื้องหน้า

จริงดังคาด! เทพสยบวรุณปรากฏกายขึ้นสีหน้าของมันโกรธขึ้งบึ้งตึง
เพียงมีแสงสว่างวาบ ร่างของเทพสยบวรุณก็ดำเป็นตอตะโก
เซียวเงียวและอักนั้งรู้สึกทั่วลำตัวชาไปถึงกระดูก เส้นผมลุกชี้ชัน
...เป็นลูกเกาทัณฑ์วัชระอันรุนแรงที่สุด

ผู้ยิงเกาทัณฑ์เมื่อเห็นศัตรูถูกสยบอย่างง่ายดายจึงลิงโลดเป็นอย่างยิ่ง กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า
“เป็นดังที่ท่านกล่าวจริงจริง นี่เป็นเพราะเหตุอันใด ผู้พี่โง่เขลางุนงงเป็นอย่างยิ่งแล้ว”
“ข้าพเจ้าฉุกใจคิดจากคำพูดของท่านที่ว่าตัวตนของมันคล้ายอยู่อีกสถานที่หนึ่ง ข้าพเจ้าเคยทราบมาว่าสิ่งของที่สามารถดำรงอยู่ในหลายตำแหน่งพร้อมกันในเวลาเดียวกัน พวกเราจะไม่สามารถระบุตำแหน่ง ความเร็วและทิศทางของมันได้เป็นประการแรก
สิ่งของที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ต้องมีภาคและปฏิภาคของมันเสมอนับจากนี้ข้าพเจ้าขอเรียกขานเป็นร่างจริงกับร่างเสมือนไปก่อนแม้ความหมายจะไม่ใกล้เคียงกันนักเป็นประการที่สอง ประการสุดท้ายนั้นการตั้งใจสังเกตจะสามารถทำให้ร่างเสมือนและร่างจริงของมันที่ไม่ว่าอยู่ไกลแค่ไหนก็ตามปรากฏตัวขึ้น(ทฤษฎีควอนตัม)!

การที่ท่านสามารถยิงมันได้ช่วยยืนยันความคิดของข้าพเจ้า และการที่ข้าพเจ้าให้ผู้คนทั้งหมดในป่าหลับตาเป็นเพราะต้องการให้ท่านผู้เดียวเท่านั้นทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตนั่นเอง!”

อักนั้งรู้สึกชื่นชมในความเฉลียวฉลาดของเซียวเงียวผู้นี้ยิ่งนัก มันคิดเอ่ยชักชวนเซียวเงียวออกจากป่าไผ่ไปรักษาตัว เซียวเงียวพลันชี้นิ้วไปที่ร่างเทพสยบวรุณ
“อักนั้งเฮีย ท่านดู!”
อักนั้งหันกายไปตามนิ้วของเซียวเงียวก็พบว่าร่างไหม้เกรียมของเทพสยบวรุณหายสาบสูญไปแล้ว

“มันยังไม่ตายหรอกหรือ!”อักนั้งตกใจยิ่งนัก
“คนถือร่มผู้นี้ช่างมีพลังชีวิตอันเข้มแข็ง แต่พี่ท่านไม่ต้องกังวลใจไป ยังมีวิธีที่จะกำจัดมันให้สูญสิ้นไปอย่างเด็ดขาด”เซียวเงียวกล่าวพลางยกมือเช็ดโลหิตที่ปาก
อักนั้งรู้สึกเชื่อมั่นในคำพูดของทารกหน้าใหม่ผู้นี้ มือมันกระชับคันเกาทัณฑ์แน่นแล้วเอ่ยถาม
“ท่านโปรดบอกมา”

“ เมื่อร่างจริงและร่างเสมือนมาพบกัน จะเกิดพลังทำลายมหาศาลจนหักล้างร่างทั้งสองให้สูญสิ้นไปจากพื้นพิภพนี้โดยฉับพลัน!”...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 33 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook