บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอนจบ

เรื่อง : ศาสตราอาถรรพ์ บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอนจบ

ศาสตราอาถรรพ์
บทที่ 4 ป่าไผ่เขียว ตอนจบ
โดย...อุกเงียว

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

...”น้องเรามีวิธีการแล้ว?”อักนั้งเอ่ยถาม เซียวเงียวส่งเสียงกังวาน

“ท่านทั้งหลายคงได้ยินที่ข้าพเจ้าอธิบายไปแล้วกระมัง ดังนั้นขอให้ทุกท่านโปรดหลับตาไว้อีกสักครู่ ศัตรูอาศัยชัยภูมิที่ได้เปรียบจู่โจมเรา หากไม่มีผู้ใดลืมตาขึ้นสังเกตหามัน มันก็มิอาจปรากฏกายขึ้นทำร้ายพวกเราได้”
เสียงอธิบายข้อความและคำว่าทราบแล้วดังกังวานไปทั่วป่าไผ่อีกครั้ง ปล้องไผ่จ้าวนครกล่าว

“เสียวเฮียบท่านนี้ แม้อสรพิษไผ่เขียวได้จบชีวิตลงแล้วแต่บัดนี้พวกเราก็ยังคงสภาพเป็นต้นไผ่อยู่ ความหวังที่จะคืนร่างเป็นมนุษย์นั้นคงจบสิ้น จะอย่างไรข้าพเจ้าขอเป็นตัวแทนชาวเมืองอ้อนวอนให้ท่านกำจัดคนของพรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์ให้หมดสิ้นด้วย ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ข้าพเจ้าไม่สามารถคุกเข่าลงร้องขอท่านได้”กล่าวจบปล้องไผ่จ้าวนครและชาวเมืองก็ส่งเสียงร่ำไห้อย่างน่าเวทนา

เซียวเงียวและอักนั้งได้ฟังต้องทอดถอนใจ พลันหวนคิดถึงหลายปีมานี้ที่ศาสตราอาถรรพ์ออกอาละวาด ชาวบ้านผู้ไร้ศาสตราต้องถูกข่มเหงทำร้าย บัดนี้หนทางมุ่งสู่พรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์อยู่เบื้องหน้า แม้ต้องจบชีวิตลงก็ต้องกรุยเส้นทางให้คนของหมู่ตึกสนธยา

เซียวเงียวรวบรวมกำลังสะกดกลั้นความเจ็บปวดล้วงแผนที่ภพภูมิออกมาจากแขนเสื้อขึ้นดู กล่าวต่อฮ้อซิมอักนั้ง
“อักนั้งเฮียโปรดให้ทิเยี้ยวเอ็งเสาะหาตำแหน่งร่างจริงของมัน”
“ข้าพเจ้าส่งออกไปแต่แรกแล้ว พวกเรารอสักครู่เถิด ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าพวกเราจะหามันไม่เจอ...น้องเรา...พบแล้ว!มันอยู่ห่างไปทางทิศพายัพเพียงสี่ลี้ นั่นต้องเป็นปากทางออกจากป่าไผ่เขียว!”

“ประเสริฐมาก! แต่พวกเราต้องเข้าใกล้มันมากกว่านี้ ท่านนำแผนที่ไปดูแล้วระบุตำแหน่งพวกเรากับมันในแผนที่ให้ข้าพเจ้า ในระหว่างนั้นข้าพเจ้าเชื่อว่าเทพสยบวรุณไม่สามารถปรากฏตัวขึ้นทำอันตรายพวกเราได้ ท่านขึ้นรถจักรสัตตโลหะไปกับข้าพเจ้าได้หรือไม่”

ไม่ทราบมีเหตุอันใดให้ฮ้อซิมอักนั้งไม่ยินยอมพบปะผู้คน
แต่วันนี้เรื่องราวของส่วนรวมหนักหนากว่าเรื่องส่วนตัว มันยินยอมละเมิดกฏเคยชินยกมือตบที่อกตนเองกล่าวอย่างห้าวหาญ
“นั่นย่อมได้ เกรงแต่ว่าท่านจะไม่มีเรี่ยวแรงขับขี่พาหนะนั้น”
เซียวเงียวยิ้มคิดกล่าวคำประเสริฐ แต่เมื่ออักนั้งหันกายเดินเข้ามาใกล้ เซียวเงียวต้องชะงัก
...ที่แท้ ฮ้อซิมอักนั้งเป็นชายตาบอดผู้หนึ่ง!

...ลมฝนอันคลุ้มคลั่งเมื่อครู่ได้หยุดลงแล้ว
รถจักรสัตตโลหะวิ่งตะลุยไปตามถนนดินโคลนเส้นเล็กเล็กในป่าไผ่เขียว
เซียวเงียวใช้ลูกเกาทัณฑ์ไม้ดามไหล่ซ้ายที่หักเพราะมันปฏิเสธที่จะใช้ปล้องไผ่ งึ่นม้อเงียวเกาะที่ศีรษะแน่น
อักนั้งนั่งหันหลังมือยกคันเกาทัณฑ์ปฐพีขึ้นเล็งระวังภัยตลอดเวลา
.............................................................................................

เทพสยบวรุณที่อยู่ปากทางออกข่มความเจ็บปวดจากบาดแผลกล่าวกับตนเอง
“เด็กน้อยนั่นทราบวิธีสยบร่มเพนจรแล้ว ส่วนคนถือเกาทัณฑ์นั้นก็มีสัตว์เซียนใช้สืบหาตำแหน่งเรา ในเวลานี้การหลีกหนีนั้นไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง...
เช่นนั้นแล้วเราเข้าไปหาพวกมันเถิด ผลแพ้ชนะจะเกิดขึ้นในไม่กี่อึดใจนี้แล้ว! เราสามารถสร้างปฏิภาคของตัวเองขึ้นมาได้แม้ไม่มีผู้สังเกต แต่ต้องเข้าไปใกล้กว่านี้...เข้าไปใกล้กว่านี้!”
กล่าวจบมันเร่งรุดไปเสาะหาพวกเซียวเงียวเช่นกัน
.............................................................................................

“น้องเรา ศัตรูก็กำลังมุ่งมาทางนี้ ตอนนี้อยู่ห่างจากพวกเราเพียงสามในสี่ลี้เท่านั้น!”อักนั้งบอก
“มาได้ประเสริฐยิ่งนัก พวกเราเข้าไปอีกสักหนึ่งในสี่ลี้ จากนั้นข้าพเจ้าจะแจ้งแผนการให้ท่านทราบ”เซียวเงียวกล่าวพลางเร่งเครื่องรถจักรสัตตโลหะ

เมื่อมันกะระยะทางเป็นอันดีแล้วทั้งสองกระโดดลงจากรถ เซียวเงียวกางแผนที่ออกถามอักนั้ง
“ตำแหน่งของมันเล่า”
อักนั้งใช้เหยี่ยวเล็บเหล็กชี้ตำแหน่งเทพสยบวรุณ เซียวเงียวเมื่อได้ทราบก็ครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่ง อักนั้งกระตุ้นเตือน
“คิดอ่านอันใดก็เร่งทำการเถิด ศัตรูเข้ามาใกล้ทุกขณะแล้ว”

เซียวเงียวคล้ายไม่ได้รับฟัง กลับยิ่งครุ่นคิดมีสีหน้าเคร่งเครียด อักนั้งแม้มีประสบการณ์โชกโชนแต่ยามนี้กลับรู้สึกอึดอัดจนยากจะกล่าว ท้ายสุดมันก็อดรนทนไม่ไหวกล่าวกับเซียวเงียวอีกครั้ง
“จากระยะนี้ข้าพเจ้าสามารถยิงเกาทัณฑ์มีสภาพได้ น้องเราให้ข้าพเจ้าทดลองก่อนเถิด”

“ช้าก่อน! ท่านยิงเกาทัณฑ์ไร้สภาพได้ไกลสุดที่ตำแหน่งใด”เซียวเงียวที่เงียบเสียงไปนานเอ่ยขึ้น
อักนั้งที่ผุดลุกขึ้นเตรียมยิงเกาทัณฑ์ต้องชะงักก้มกายลงมามองแผนที่ มันชี้นิ้วไปยังตำแหน่งหนึ่งดูจากระยะแล้วประมาณหนึ่งในแปดลี้พอดี แม้กระนั้นก็ยังถือว่าไกลอยู่สำหรับการยิงเกาทัณฑ์ไร้สภาพ เซียวเงียวถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“ท่านมั่นใจ?”
อักนั้งไม่กล่าวอันใด เพียงพยักหน้า เซียวเงียวกล่าวคำประเสริฐ มันชี้ไปยังแผนที่อีกสิบครั้งแล้วกล่าว
“การที่สายฝนหยุดลงยิ่งทำให้แผนการของเรามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูงขึ้น ท่านโปรดจดจำตำแหน่งเหล่านี้ให้ดี เมื่อเทพสยบวรุณเข้ามาในระยะที่ท่านบอก ให้ท่านยิงเกาทัณฑ์อัคคีอันร้อนแรงที่สุดไปยังสิบตำแหน่งนี้”
เมื่อได้ฟังอักนั้งก็ยิ่งงุนงง ไฉนจึงไม่ระดมยิงไปยังร่างมารสยบวรุณ มันเอ่ยถาม เซียวเงียวยิ้มและตอบกลับมาว่า

“มันต้องสามารถใช้เวลาเพียงชั่วกระพริบตาหลบเลี่ยงลูกเกาทัณฑ์ได้อย่างแน่นอน แต่วิธีนี้ต่อให้มีร่มพเนจรอีกสิบคันก็หนีไม่พ้น”
อักนั้งส่งเสียงคำรามอย่างองอาจ ยกมือเหนี่ยวคันเกาทัณฑ์ปฐพีจนโค้งงอเมื่อเทพสยบวรุณเข้ามาในระยะ
มันเล็งเกาทัณฑ์เฉกเช่นเดียวกับคราที่ยิงโดนเทพสยบวรุณ และก็เป็นเช่นเดียวกัน ร่างไหม้เหรียมของเทพสยบวรุณปรากฏขึ้น อักนั้งปล่อยลูกเกาทัณฑ์อัคคีออกคราเดียวสิบดอก!

ร่างเสมือนของเทพสยบวรุณต้องงุนงงเพราะเกาทัณฑ์ดอกแรกไม่ได้ยิงมาที่ตน
แต่ยิงลงยังพื้นข้างกายร่างนั้น
...นั่นเพราะเหตุใด
.............................................................................................

ในอากาศที่เต็มไปด้วยความชื้นของละอองน้ำเมื่อต้องกับลูกเกาทัณฑ์อัคคีอันร้องแรงก็เกิดเสียงฟู่ขึ้นครั้งหนึ่ง
ไอน้ำจำนวนมหาศาลพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดิน ร่างเสมือนของเทพวรุณเมื่อมองเห็นไอน้ำก็คล้ายทราบเรื่องราวพลันส่งเสียงกรีดร้อง

ความเร็วของสรรพสิ่งใดในจักรวาลนี้นับว่า แสง มีความเร็วสูงสุด
ที่คนเราสามารถมองเห็นวัตถุต่างต่างได้เนื่องจากมีแสงไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้าดวงตาของเรา
เทพสยบวรุณแม้ว่องไวเพียงใดก็มิอาจใช้ร่มพเนจรเพื่อการหลบหนีในครานี้

ร่างเสมือนของเทพสยบวรุณสะท้อนกับไอน้ำที่พวยพุ่งจนปรากฏเป็นอีกเงาร่าง
ในความเร็วที่เทียบเท่ากับความเร็วแสง กระจกไอน้ำสิบบานตามตำแหน่งลูกเกาทัณฑ์อัคคี ถ่ายภาพสะท้อนของร่างปฏิภาคไปยังร่างภาคของเทพสยบวรุณ
.............................................................................................

เซียวเงียวและอักนั้งแลเห็นแสงสว่างจ้าพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากตำแหน่งที่ร่างจริงของเทพสยบวรุณยืนอยู่ เมื่อแสงจ้านั้นหายไป ร่างเสมือนของศัตรูก็หายไปเช่นกัน ทั้งสองหันมามองหน้ากันแล้วส่งเสียงโห่ร้อง

“น้องเราช่างมีฝีมืออันประเสริฐ ร่างของเทพสยบวรุณสูญสลายไปจากโลกนี้แล้วใช่หรือไม่”
เซียวเงียวกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
“ถูกแล้ว พวกเราเร่งไปตรวจสอบเพื่อความมั่นใจและรีบหาทางไปสู่พรรคฟ้าศักดิ์สิทธิ์กันก่อนเถิด”
อักนั้งรับคำแต่เพียงก้าวออกไปได้สามก้าว หน้าอกของอักนั้งก็มีปลายร่มสีเทาคันใหญ่ทิ่มทะลุออกมา!

เซียวเงียวร่ำร้องอย่างตระหนก มันไม่คิดว่าตนเองจะคาดการณ์ผิดพลาดอย่างสาหัสเช่นนี้
อักนั้งเมื่อเห็นปลายร่มที่หน้าอกตนก็มีสีหน้าตระหนกเช่นเดียวกัน เซียวเงียวคิดโถมเข้าใส่เทพสยบวรุณแต่อักนั้งส่งเสียงห้าม เซียวเงียวงุนงงปนโกรธแค้น

“อักนั้งเฮียห้ามข้าพเจ้าด้วยเหตุอันใด”
“น้องเราดูนี่ก่อน”อักนั้งก้าวเดินออกจากปลายร่มเพนจร เซียวเงียวอ้าปากค้างเมื่อพบว่าที่หน้าอกของอักนั้งไม่มีบาดแผลอันใด เทพสยบวรุณก็ยิ่งงวยงงอ้าปากด่าทอแต่ไม่มีสุ้มเสียงใดเล็ดลอดออกมา เซียวเงียวครุ่นคิดสักครู่จึงถอนหายใจกล่าว
“ความเป็นจริงที่ข้าพเจ้าหลงลืมไป ร่างจริงและร่างเสมือนเมื่อพบกันจะถูกทำลายจนสูญสิ้นนั้นจริงอยู่ แต่ที่ข้าพเจ้ากล่าวผิดไป นั่นคือ...

กฏที่ว่าไม่มีสสารใดสามารถสูญสลายไปจากโลก ฉะนั้นแล้วร่างของเทพสยบวรุณจึงถูกส่งไปอีกโลกหนึ่ง ถ้าไม่ได้เห็นกับสายตาตัวเองข้าพเจ้าก็มิยินยอมเชื่อโดยเด็ดขาด
โลกซึ่งปราชญ์หลายท่านขนานนามว่า โลกคู่ขนาน !”
อักนั้งแม้ไม่เข้าใจมากนัก แต่เพียงศัตรูถูกสยบไปตนเองก็พึงพอใจแล้ว

เทพสยบวรุณนั้นเมื่อได้ฟังก็เกิดคลุ้มคลั่งยกร่มปัดป่ายส่งเสียงโหยหวนวิ่งเข้าไปในดงไผ่
“แล้วมันผู้นั้นจะเป็นเช่นใดต่อไป”อักนั้งถามเซียวเงียว
“ข้าพเจ้าก็มิทราบ...ทราบเพียงแต่มันทำร้ายผู้ใดมิได้แล้ว”
.............................................................................................

เมื่อผ่านพ้นห้วงแห่งความเป็นตายมาได้ ทั้งสองจึงส่งเสียงหัวเราะอย่างห้าวหาญ อักนั้งกล่าวชักชวนเซียวเงียวออกจากป่าไผ่เขียวแห่งนี้ เซียวเงียวรับคำ แต่เพียงมันเข้าไปประคองรถจักรสัตตโลหะขึ้นมา บนฟากฟ้าก็มีเสียงกระหึ่มเข้าขึ้นทางซ้ายและผ่านไปอย่างรวดเร็ว อักนั้งส่งเหยี่ยวเล็บเหล็กขึ้นโผบินไปสำรวจ มันร้องบอกเซียวเงียว

“เป็นยานสัตตโลหะของกิมท้งตี่ตี๋ พวกเราแยกย้ายกันไปแล้วมิทราบว่าเหตุใดมันจึงมาปรากฏกายอยู่แถบนี้ หรือมีเรื่องราวอันใด”
“อักนั้งเฮียท่านให้ทิเยี้ยวเอ็งติดตามได้หรือไม่”
“ท่านลืมเลือนไปแล้วหรืออย่างไร เหยี่ยวเล็บเหล็กเป็นสัตว์เซียน สามารถไล่ตามได้แม้ความเร็วของเสียง”
“เช่นนั้นก็ประเสริฐมาก”เซียวเงียวโห่ร้อง
เหยี่ยวเล็บเหล็กกระพือปีกไล่ตามวิหคสัตตโลหะไปอย่างรวดเร็ว...

(จบตอน ป่าไผ่เขียว โปรดติดตามตอนต่อไป)


โดย : อุกเงียว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 21 มี.ค. ปี 2007 [ เวลา 20 : 34 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook