บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 4

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> บันทึกบทที่ศูนย์

เรื่อง : บันทึกบทที่ศูนย์

0

มีสองสิ่งที่ทำให้จิตใจผ่อนคลาย ท้องฟ้าผิวผลส้มและอากาศชื้นตามเขตแนวตะวันตกของประเทศไทย ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์สัมผัส ระบุได้ว่าที่นี่คือจังหวัดตาก

การเดินทางกลับบ้านด้วยรถโดยสารไม่ปรับอาการคือการสัมผัสกับอากาศธรรมชาติที่ถาโถมใส่ใบหน้าอย่างบ้าคลั่ง การเดินทางหลายครั้งผมมักจะถูกเตือน รวมถึงครั้งนี้หญิงสาวรุ่นราวคลาวเดียวกันจับจ้องมาที่ใบหน้าผม ก่อนที่จะเอิ้นเอ่ยอย่างกังวลว่า “อย่าเอาหน้าออกไปข้างนอกมันอันตราย” ผมไม่เชื่อเช่นนั้นหรอก ลองคิดดูสิว่าถ้าคนจะประสบอุบัติเหตุนั้นมีหลากหลายปัจจัยที่เสี่ยงกว่าการถลาหน้าออกนอกหน้าต่างอย่างแน่นอน ลองมองดูพนักงานขับรถสิ พินิจดูว่า อาการง่วงซึมปรากฎให้เห็นบนใบหน้าของเขาหรือไม่

“ขอบคุณที่เตือนผมครับ”

คำพูดที่ถูกส่งออกมากลับสวนทางกับสิ่งที่สมองคิดอย่างสิ้นเชิง ผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคนข้างๆสักเท่าไหร่ ถ้าผมขืนยังถลาใบหน้าออกไปนอกหน้าต่างและเพิกเฉยคำพูดของเธอมันอาจสร้างความทุกข์ใจต่อเธอ ผมไม่ชอบทำร้ายจิตใจใครในขณะเดียวกันตัวผมเองก็ไม่สร้างประโยชน์ให้กับใครเฉกเช่นกัน

จากจังหวัดเชียงรายถึงตากใช้เวลาราว 6 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพาหนะที่ใช้นั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทาง มันจะใช้เวลามากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นการเลือกรถโดยสารถือเป็นเรื่องสำคัญในการเดินทาง บวกกับโชคชะตาของคุณว่าการเดินทางแต่ละครั้งว่าจะหลุดรอดปลอดภัยหรือไม่ คนส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น แต่สำหรับผมนั้นแตกต่าง ผมเลือกที่จะใช้บริการรถไม่ปรับอากาศเพราะอากาศไม่ควรปรับแต่ง การปรับแต่งอากาศทำให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติสูญเสีย ในยุคปัจจุบันคนใช้เครื่องปรับอากาศเป็นจำนวนมากยากที่จะควบคุม คุณร้อนผมก็ร้อน ยิ่งผู้คนคิดเหมือนกันคนเห็นแก่ตัวก็จะเพิ่มมากขึ้น บรรยากาศในโลกก็ยิ่งร้อนขึ้น ร้อนขึ้น และ ร้อนขึ้น ผู้คนในปัจจุบันเคยชินอยู่กับการหลอกตนเอง ว่าโลกไม่ได้ร้อนขึ้น ทั้งๆที่ทุกคนรู้แต่ไม่อยากพูด

เวลาผ่านไปชั่วโมงเศษๆ บรรยากาศในรถเริ่มสงัดเว้นแต่เสียงเครื่องยนต์ที่แผดเสียงซ่านทั่วทุกอณูในรถโดยสารไม่ปรับอากาศนี้ สำหรับบางคนมันคือเสียงเพลงกล่อมชั้นดีที่ทำให้พวกเขาเคลึ้มหลับได้ภายในเวลาอันสั้น แต่ผมไม่เคยคิดอยากจะหลับในช่วงเวลานี้ เช่นเดียวกับเธอ หญิงสาววัยเดียวกันที่พยายามจะหลบเลี่ยงสายตาจากผม แต่เพราะเหตุที่ว่าเบาะที่เราสองคนนั้นใกล้กันมันก็ไม่อาจหยุดยั้งสายตาของเราไม่ให้ประสบพบเจอ

บทสนทนาแรกของเราอาจคือคำว่าครับ เพียงคำเดียวในระหว่างความเบิงเอิญของสองคู่สายตามิอาจหลบเลี่ยงการเผชิญต่อกัน หลังจากคำว่าครับหลุดออกมาจากปากของผมมันก็ยังนอนนิ่งอยู่ในลำคอด้วยความตื่นอกตื่นใจที่สมองคอยกระตุ้นเตือนให้เปิดการสนทนาอยู่ทุกเมื่อเชื่อนาที มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากการกางเรื่องสั้นสุดโปรดของ Hemingway ซึ่งยังมีอีกเป็นกระตักหลากหลายให้เลือกอ่านในการเดินทางครั้งหน้า สำหรับวันนี้ถือเป็นเกียรติให้กับ A Clean, Well Lighted Place จำไม่ได้ว่าแต่งขึ้นเมื่อปีใด แต่รู้ว่าหนังสือทุกเล่มของ Hemingway ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยก็ยังอ่านได้ไม่หลุดยุค ซึ่งผมต้องขอขอบคุณคุณHemingway ไว้ ณ โอกาศนี้ที่ทำให้ผมไม่เขอะเขินเมื่อต้องนั่งเผชิญข้างกับหญิงสาววัยเจริญพันธุ์เฉกเช่นเธอ

จนกระทั่งเมื่อรถหยุดจอดที่ชานชลาจังหวัดลำปางในชั่วโมงที่สามของการเดินทาง ผมรู้สึกอัดอั้นในกระเพาะปัสสวะ คงมีน้ำขังตัวอยู่มากในนั้บริเวณนั้นซึ่งทำให้อากัปกิริยาของผมเปลี่ยนแปลง การบิดไปบิดมาปรากฎให้เห็นอย่างบ่อยครั้งบวกกับอาการเกร็งแน่นของต้นขา ฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดในระหว่างการหยุดพักนี้คือการลุกจากที่นั่งและโยกย้ายอวัยวะทุกส่วนลงไปสิงสถิต ณ สุขาเป็นเวลา 15 วินาทีเพื่อถ่ายโอนของเหลวกแหลกในร่างกายของผม “ขอโทษน่ะครับขอออกไปหน่อย” คำพูดถูกกลั่นกรองออกมาเป็นประโยคขอร้องเชิงบังคับทำให้เธอต้องไถลบั้นท้ายอกไปในแนวเฉไฉไอีกด้านของเบาะนั่ง ในขณะเดียวกันเธอได้มอบรอยยิ้มปริ่มตาที่แสดงออกมาทางสีหน้าที่ส่วนใหญ่สะอาดสะอ้านยกเว้นก็แต่โหนกแก้มของเธอที่แสดงออกมาด้วยเฉดสีชมพูแกมแดง เกลี่ยเนียนด้วยบรัชออน ให้กับผมก่อนลงไปสิงสถิต ณ ที่สุขามาลัย

“ขอบคุณครับ” ผมทิ้งท้ายคำตอบรับด้วยความปรีดา

หลักจากการทำภาระกิจเพื่อส่วนรวมเสร็จแล้วผมโยกย้ายร่างกายเดินขึ้นรถอีกครั้ง ที่นั่งของผมจำได้ในกมลสันดาลว่าอยู่หลังที่นั่งตรงแถวกลางถัดลงมาสองที่ และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมสังเกตได้ชัดเจนกว่าคือ ความขัดแย้งของสิ่งแวดล้อมในรถโดยสารไม่ปรับอากาศคันนี้ นั่นคือหญิงสาวข้างที่นั่งข้างเบาะของผม ใบหน้าและการแต่งกายของเธอไม่เหมาะที่จะมานั่งบนรถโดยสารเช่นนี้ คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการนั่งรถโดยสารไม่ปรับอากาศหรือเรียกสั้นๆว่ารถพัดลม ซึ่งอาจจะมีพัดลมติดตั้งสัก 4 ตัวในรถ แต่ส่วนจะใช้ได้ประมาณสองตัวเป็นอย่างเก่งกาจ แต่ผมไม่กังวลกับปัญหานี้สักเท่าไหร่เพราะหน้าต่างถูกเปิดออกและลมธรรมชาติบริสุทธิ์ได้ลื่นไถลผ่านรูจมูกอย่างเนียนนุ่มน่าสูดดมอย่างเหมาะเจาะ เธอเหลือบมองมาที่ผมเป็นเวลา 1 วินาที มันเป็นปฏิกิริยาของมนุษย์ซึ่งมักสอดรู้สอดเห็นในสิ่งเคลื่อนไหวผิดตา เธอไถลบั้นท้ายของเธออีกครั้งด้วยหนังสือขนาดพอกเกต์บุ๊คเล่มแดงระบุตัวอักษรภาษาอังกฤษขนาดใหญ่ ผมขยับแว่นให้อยู่ในโฟกัสที่ชัดเจนขึ้นในขณะที่ร่างของผมสถิตอยู่ ณ เบาะเก่าสีเขียวขี้ม้า ผมพินิจได้ว่ามันไม่ใช่พอกเกต์บุ๊คแต่มันเป็นสมุดบันทึกประจำวันเล่มโตที่ลักษณะของสันข้างหนาบวม ระบุได้ชัดเจนว่าถูกเขียนมาแล้วอย่างโชกโชน

“ชอบเขียนบันทึกหรอครับ”
“ค่ะ” คำตอบสั้นๆมักสร้างสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าช่องว่างเพื่อปกป้องตัวเอง ผมไม่จำเป็นที่จะถามต่อในขณะที่ความรู้สึกจริงๆของผมนั้นต้องการจะปฏิสัมพันธ์ต่อเธอไปจนสุดเส้นแห่งการเดินทาง

… … … … …

ผมเผลอหลับไป ความกังวลปรากฎขึ้นในสมองส่วนที่รับรู้

“ถึงไหนแล้วว่ะ” คำแรกที่ผุดขึ้นอย่างไร้สติทุกครั้งที่เผลอหลับ นี่อาจเป็นเพราะผลกระทบในครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ในขณะที่ผมเดินทางจากจังหวัดเชียงรายมาตาก วันนั้นผมเหนื่อยมากและเผลอหลับไป ราวตีสามผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเด็กเล็กร้องโวยวาย นัยน์ตาสองข้างเบิกกว้างอย่างยากที่จะควบคุม สองข้างทางดูแปลกตาไปเสียหมดเพียงเท่านี้ผมรู้ทันทีว่านั่งรถเลยแล้ว ผมจ้องนาฬิกาอยู่พักใหญ่ในความมืดมิด คอยสังเกตเป็นจังหวะระหว่างไฟถนนกระทบเลนส์นาฬิกาทำให้เกิดแสงซึ่งสะท้อนผ่านนัยน์ตาของผม จนรับรู้ได้ว่านี่คือเวลาสามนาฬิกาของวันใหม่ มันไม่ใช่เวลาปกติที่ควรจะเป็นเพราะถ้าผมถึงตากมันคงราวเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง แต่นี่เวลาบ่งบอกตัวเลขตีสามผมทายได้ทันทีว่ารถกำลังมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์บนถนนหลักสายเอเชียเพื่อมุ่งลงสู่กรุงเทพฯศิวิไลซิตี้ เหตุการณ์นี้เองทำให้ครั้งนั้นผมต้องนั่งเผชิญกับพาเหรดยุงที่มุ่งหน้าเดินขบวนเรียงรายมาให้ยลโฉมตามรูขุมขนเป็นเวลาเกือบสี่ชัวโมงก่อนรถโดยสารมาถึง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน การเผลอหลับของผมกินเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเศษเท่านั้นในขณะที่รถโดยสารยังคงมุ่งหน้าสู่สถานีต่อไปอย่างนวยนาถตามสัญชาติรถโดยสารไทยภาคเหนือ

“น้ำค่ะ ฉันซื้อมาฝาก” คำพูดของหญิงสาวเปล่งประกายแหลมเล็กในหัวอย่างละมุน “ขอบคุณครับ” ผมยื่นมือคว้าขวดพลาสติกใสที่บรรจุน้ำยี่ห้อดังมาครอบครอง บิดเกรียวฝา และดื่มอย่างสุภาพ

“ขอบคุณอีกครั้งน่ะครับ” ผมจะไม่พูดคำว่าเท่าไร ไม่สุภาพอย่างมากสำหรับผู้หญิงอย่างเธอที่จะพูดเรื่องเงินทองไม่กี่สิบบาทเมื่อเทียบกับเสื้อผ้าอาภรที่เธอสวมใส่บ่งบอกว่าเธอเป็นคนมีฐานะ การสนทนาครั้งนี้ดูค่อนข้างที่จะสานยาวเฉกเช่นใยไหมที่เรียวบางแต่แข็งแรงด้วยความเหนียวแน่น ทำให้ผมสามารถพินิจเรือนร่างของเธอได้อย่างชัดแจ้งตามกมลสันดารสัตวเพศชายอายุ 22 ปี ใบหน้ารูปไข่เกลี้ยงเนียน จมูกเป็นสันตรงไม่คดสะท้อนเงาแลดูมีมิติ ปากเป็นกระจับเล็กแต่ไม่บางจนเกินไป และที่สำคัญเนินอกที่ได้สัดส่วนพอดีเรียวงาม ที่มิอาจฉุดอารมณ์ดิบเดื่อนของสัตวเพศชาย แต่กลับพินิจแล้วเจริญนัยน์ตาเมื่อได้ประสบพบเห็น

“เมื่อชั่วโมงที่แล้วคุณถามว่าฉันชอบเขียนบันทึกใช่มั้ยค่ะ”
“ใช่ครับ ดีออกน่ะครับคนที่ชอบเขียนบันทึก ผมก็ชอบน่ะแต่ให้เขียน

ทุกวันคงไม่ไหว ผมขี้เกียจหน่ะครับส่วนใหญ่ถ้าผมเขียนก็จะเขียนออกมาเป็นเรื่องสั้นซะมากกว่าแต่งโน้นนิดแต่งนี่หน่อยดูเจริญหูเจริญตาขึ้นเยอะ คุณล่ะเขียนทุกวันหรือป่าวครับ”

“ค่ะทุกวัน ฉันชอบเขียน แต่กำลังจะเลิก”

ผมตระหนักได้ทันทีว่าการสรทนาครั้งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆอีกต่อไปเมื่อประโยคที่เธอเอ่ยขึ้นมาขัดแย้งในตัวมันเอง

“อ่าวทำไมหรอครับ” ผมสวนถามขึ้นอย่างอัตโนมัติ
“คุณเป็นคนจังหวัดไหนหรอค่ะ” ผมงงและตั้งตัวไม่ติดกับคำถามตัดบทที่ถูกส่งมาอย่างแนบเนียนด้วยสีหน้าอันนิ่งเฉยของหล่อนกับรอยยิ้มที่มุมปาก
“อ่อ ผมคนตากครับ”
“ร้อนที่สุดในประเทศไทย” ผมจะหัวเราะทันทีถ้ามีใครบอกว่าจังหวัดตากร้อนที่สุดในประเทศไทย มันคือมารยาทง่ายๆที่ควรจะแสดงออกกับผู้ส่งสาร
“ครับตากร้อนมากยิ่งช่วงสงกรานต์ อย่าให้พูดเลยครับ ร้อนฉิบหาย” นี่คือเทคนิคผมเวลาพูดเก็บหญิงสาวหน้าตาดี ใส่ความดิบในภาษาใส่ลงไปบ้างหลังจากนั้นคนให้เข้ากันกับสุภาพภาษา จะได้สิ่งที่เรียกว่าดุลยภาพการสื่อสารทางภาษา

เธอหัวเราะชอบใจอย่างสุภาพทำให้สีหน้าของเธอคลายการเกร็งของกร้ามเนื้อบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสีสันบนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีชมพูสดใส

“คุณคงอยากรู้ใช่มั้ยว่าทำไมฉันถึงหยุดเขียนบันทึก” สีหน้าผมเริ่มเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อคำพูดของเธอเอ่ยขึ้น สิ่งที่เธอพูดทำให้ผมมึนงง
“ถ้าคุณไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกก็ได้ ผมไม่ละลาบละล้วงหรอก” ผมลงลึกในน้ำเสียง

อากัปกิริยาของหญิงสาวเปลี่ยนไปเธอนั่งนิ่งเงียบทันที ก้มลงและมองที่พื้น ทันใดนั้นผมสังเกตเห็นหยดน้ำตาของเธอไหลลินจากนัยน์ตาอันแดงก่ำ

“ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจะว่าคุณน่ะครับ ผมแค่เกรงใจคุณ ไม่อยากละลาบล้วงเรื่องส่วนตัว” เสียงสะอื้นของเธอไม่มีผู้ใดในรถประจักษ์ เสียงเครื่องยนต์ยังคงดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง

เธอยังคงร้องไห้อยู่ ในขณะที่รถกำลังแล่นผ่านอำเภอเถิน คงประมาณอีก 1 ชั่วโมงก็จะถึงที่หมายปลายทางจังหวัดตาก ในขณะที่เธอกำลังคุมสติอยู่นั้น ผมสังเกตเห็นขอบของท้องฟ้าที่ถูกจรดสีสันด้วยปรายพู่กันของพระเจ้า ท้องฟ้าผิวผลส้ม มันดูอบอ่นและน่าหลงใหล

“คุณรู้มั้ยมีสองสิ่งที่ผมชอบ ท้องฟ้าผิวผลส้มและ อากาศชื้นของเขตแนวจังหวัดผม ไม่รู้สิ่ผมมาที่นี่ทีไร รู้สึกว่ามันเป็นที่ที่ผ่อนคลาย”

ผมนั่งนิ่งพินิจกับบรรยากาศสักครู่

“ผมไม่รู้ว่าคุณไปเจออะไรมาน่ะ แต่ผมจะบอกว่าเราทุกคนมีอดีตที่ไม่น่าจดจำ ผมก็มีอดีตที่เลวร้ายไม่แพ้กับคุณหรอกผมเชื่ออย่างนั้นน่ะ ตอนนี้สิ่งที่ดีที่สุดคือลืมมันซะทิ้งมันไป อยู่กับอากาศดีดี สบายๆสักพัก แล้วค่อยเริ่มกันใหม่ก็ได้”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ตาของเธอยังแดงก่ำ แต่อาการสะอื้นเริ่มจางหาย

“ค่ะ มันสวยมาก ฉันไม่เคยสังเกตเห็นท้องฟ้ามานาน เมื่อคุณเรียกมันว่าอะไรน่ะ”
“อ๋อ ท้องฟ้าผิวผลส้ม”
“ค่ะท้องฟ้าผิวผลส้ม ยายฉันเรียกเวลานี้ว่าผีตากผ้าอ้อม ยายกับฉันมักจะมานั่งเล่นกันที่นอกกระชานสมัยเด็กๆ เล่าเรื่องสัปเพเหระกัน คิดถึงช่วงเวลานั้นมากๆค่ะ”
“แล้วบ้านคุณอยู่ที่ไหนครับ”
“ชลบุรี เคยไปมั้ยค่ะ”
“ไม่ครับ” ผมยิ้ม

รถโดยสารไม่ปรับอากาศบรรทุกผู้โดยสารครึ่งคันรถเคลื่อนเข้าชานชลาจังหวัดตาก อย่างสวัสดิภาพ ผมขยับร่างกาย พร้อมจะลุกขึ้น

“โทษน่ะค่ะฉันยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”
“อ๋อครับ ผม นิล” ผมยิ้มที่ริมฝีปาก
“คุณล่ะครับ”
“รณณีย์ ค่ะ”

หญิงสาวยื่นสมุดบันทึกเล่มสีแดงให้

“นี่ค่ะฉันให้คุณ”
“ให้ผมทำไม นั่นบันทึกของคุณ”
“ไม่ค่ะมันไม่ใช่ของฉันแล้ว”

ผม ผมยื่นมือรับอย่างสุภาพ
“ผมเข้าใจแล้ว”

ลมโชยเขตแนวตะวันตกพัดผ่านร่างกายอันเมื่อยล้า สายตาของผมยังคงจับจ้อง รถโดยสารคันนั้นซึ่งจะมุ่งหน้าไปที่แห่งใหม่ ที่ที่ไกลสุดลูกหูลูกตาของผม หญิงสาวคนนั้นคงจ้องมองผมอยู่ ผมไม่เห็นแต่รู้สึกถึงความรู้สึกผ่าน บันทึกเล่มนี้ได้ ขณะที่รถเริ่มลับจากขอบสายตา

ท้องฟ้าสีผมส้มทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย
ผมเปิดบันทึกเล่มแดง ณ ชานชลาแนวตะวันตกของประเทศไทย

โดย : พี่มณู
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 17 เม.ย. ปี 2007 [ เวลา 0 : 26 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook