บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 5

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> (แฟน)เพื่อนที่รัก 5

เรื่อง : (แฟน)เพื่อนที่รัก 5

วันกีฬาสีของโรงเรียนมาถึงเร็วกว่าที่ผมคาดไว้พร้อมกับอากาสที่เริ่มเปลี่ยนไป มันคงเป็นช่วงของปลายฤดูฝนอากาสจึงยังไม่น่าไว้ใจอยู่ แต่ฝนละชอบฝนตกเสียจริงไม่รู้ทำไม อาจเพราะอากาศแบบนี้มันคู่กับคนเหงาก็ได้มั้งครับ ในกลุ่มเรามิ้นต์เป็นคนถือป้ายสี น้ำผึ้งเป็นคนให้สัญญาณกองเชียร์(คุมกองเชียร์นั่นละครับ แต่ได้แต่งตัวสวยเกือบจะเท่าหรีดเดอร์เลยทีเดียว) ป๊อกเป็นดรัมเมเยอร์ ส่วนผมนักกีฬาธรรมดาครับ แบงค์กะจับฉ่ายเป็นพวกจิปาถะหรือเบ๊นั่นเองครับหึหึ เราอยู่ม.5 กันแล้วปีนี้เป็นคนจัดการเรื่องกีฬาเพราะม.6ต้องเตรียมสอบเอ็นทรานส์ครับ วันนี้ผมกะไว้แล้วว่าจะคว้าเหรียญทองมาให้ได้ หลังจากที่ทุ่มเทมากเกินกว่าจะเป็นแค่การแข่งกีฬาสี ตอนเช้าโชคดีได้เจอยัยน้ำผึ้งนั่งกินแซนวิสอยู่ในห้องพักที่แต่งตัวพวกเดินขบวนพาเรด เสบียงของสีเรา(สีฟ้า) ถูกเก็บไว้ที่นั่นครับทุกคนต้องไปเบิกจากจุดนั้น ผมก็ใช้โควต้านักกีฬาบวกกะเส้นไอ้แบงค์ขอมากกว่าปกติ ก็ต้องวิ่งนี่ครับไม่มีแรงจะวิ่งไหวได้ไง คว้าแซนวิสได้สองอัน ไส้กรอกอันนึง น้ำผลไม้กระป๋องนึงก็จัดการซะตรงนั้นเลย น้ำผึ้งก็เดินมาหาส่งไมโลแท่งให้ผม “นี่ เพิ่มพลังจะได้สดชื่นเอาเหรียญทองมาฝากสีเราได้” ผมยิ้มๆ “แข่งบ่ายนะเธอจะฟิตไปถึงไหน” แล้วเราก็ไม่ได้คุยกันอีกเลยจนถึงเวลาผมแข่ง ตอนอยู่ที่สนามมองเห็นเธอแว่บเดียวจากทางกองเชียร์ แล้วทุกอย่างก็จบลงอย่างรวดเร็ว ผมได้ที่หนึ่ง ก็บ้าซ้อมกว่าคนอื่นขนาดนั้นถ้าไม่ได้ผมว่าจะย้ายไปอยู่ฝ่ายเบ๊เลย ผมเตร็ดเตร่คอยช่วยงานพวกเบ๊อยู่จนถึงเย็นซึ่งเป็นการประกาศผลการแข่งทุกอย่างแล้วรวมทั้งสีสันของงานกีฬาคือ พวกลีดเดอร์ กองเชียร์ สีเราได้แชมป์ขบวนพาเรดที่ป๊อกเป็นดรัมเมเยอร์ งานนี้ดรัมเมเยอร์ได้เข็มไว้เป็นเกียรติด้วยครับเป็นเข็มสีทองรูปใบโคลเวอร์สลักชื่อย่อรร.และปีที่แข่งไว้ นี่ก็ถือเป็นสุดยอดของการแข่งงานนี้เหมือนกันเพราะขบวนพาเทรดเป็นการสร้างผลงานของคนหลายคน ที่ต้องมีใจเดียวกันจริงๆ และต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการจัดขบวนด้วย หลังจากติดเหรียญแล้ว กล่าวปิดพิธีเรียบร้อย คนเริ่มกลับกันไปแล้วเหลือแต่พวกเคลียร์สถานที่และนร.อีกบางกลุ่ม พวกเราในชมรมพลาดไม่ได้ครับงานนี้แต่งหน้าแต่งตากันเต็มที เป็นอีกงานที่จะได้โชว์ฝีมือ กดชัตเตอร์กันมันไปเลย และปีหน้าเราก็จะไม่ได้เป็นคนจัดงานแล้ว ทุกอย่างที่ปรากฏเป็นฉากหลังคือผลงานของพวกเราทั้งนั้น ตอนที่พวกเราถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานอยู่นั้น ป๊อกก็ถอดหมวกดรัมเมเยอร์มาใส่ให้น้ำผึ้ง ทุกคนก็พอจับอะไรบางอย่างได้จากการกระทำครั้งนี้ และพลอยแสดงความห่วงใยผม ภาพสุดท้ายวันนั้นเป็นกล้องผมที่เพื่อนอีกคนถืออยู่ ผม ป๊อก น้ำผึ้ง ยืนกันอยู่สามคนผมขอให้มันถ่ายรูปให้แล้วถอดเหรียญจากคอไปสวมให้เธอ บอกให้เก๊กท่าถ่ายรูปกันหน่อย พอถ่ายภาพนั้นเสร็จป๊อกก็อธิบายเรื่องเสื้อวอร์มให้ทุกคนฟัง ผมหลุดจากการเป็นมดแดงแฝงพวงมะม่วงตั้งแต่บัดนั้น ทุกคนโล่งอกที่นี่ไม่ใช่รักสามเส้า แต่ยังเรียกผมว่าไอ้มดแดงที่ทำตัวเหมือนวีรบุรุษ เก็บความรลับไว้ ทนโดนล้อยาวนานอยู่หลายเดือน แล้วถามผมว่าทำไมไม่แก้ข่าวว่าไม่ได้ชอบน้ำผึ้ง ที่ผมตอบคือ “พวกแกจะได้ไม่คิดว่าชั้นเป็นเกย์ หรือคนไร้หัวใจ รักใครไม่เป็นไง” พวกมันโฮ่ไล่ เสียงลั่นสนามเป็นเวลาเย็นที่ผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าความสุขของการปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง หรือความสับสนของการเริ่มต้นความรู้สึกบางอย่างกันแน่ พวกเราตกลงว่าวันนั้นจะไปหาอะไรกินกันก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านผมรอคนอื่นๆเก็บของทำธุระส่วนตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ที่แถวบนสุดของแสตน ตอนนั้นกำลังนั่งกอดอกเงยหัวไปพิงขอบบนแสตนหัวห้อยไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วก็ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดเหมือนคนกำลังเดินขึ้นมา “หมดแรงเลยหรือไง” เธอนั่งยิ้มอยู่ข้างๆผม “กำลังสบายเลย เสร็จแล้วเหรอ”
เธอยื่นเหรียญทองมาให้ตรงหน้าผม “เอ้า คืนให้เจ้าของ” ผมกลับมานั่งประสานมือไว้ด้านหน้าตัก “ให้เธอแล้วกัน เมื่อเช้าขอไว้นี่”
“เห้ย ไม่ได้ขอ แต่ให้จริงอะ เอาจริงนะเฟ้ย” เสียงสูงกว่าปกติเล็กน้อย “ใช่ เอาไปเหอะเหรียญแรกของชั้นต้องเป็นเหรียญอย่างน้อยก็ซีเกมส์” พูดให้หมั่นไส้ไปงั้นล่ะครับฝีเท้าผมไม่ได้เร็วขนาดนักกีฬาเจ้าสังเวียนอะไร เพียงแต่ขตัวสูงขายาวกว่านักกีฬาคนอื่นเท่านั้นเอง ..พวกเราอยู่สีฟ้าครับแต่ผมกลับมองเห็นภาพของเธอวันนั้นเป็นสีชมพู เธอสมหวังในความรักแล้วเจอผู้ชายที่ดีมากคนนึงในสายตาผม และสายตาคนอื่นๆ แล้วผมก็อยากเห็นเธอมีความสุขแบบนี้ วันนั้นทั้งคู่ดูคล้ายราชา ราชินีของงานเพื่อนทุกคนให้ความสนใจ ถามไถ่ถึงจุดเริ่มต้นของความรัก เรื่องโรแมนติคต่างๆที่บางเรื่องผมเองก็เพิ่งรู้วันนั้น รวมทั้งเรื่องยาแก้หวัดในกระเป๋าป๊อก
*** ชม.ดนตรีวันนี้เราออกมาศึกษากันนอกห้องเรียน อ.ต้องการสร้างสุนทรียภาพในการฟังดนตรี(ผมเล่าเรื่องชมรมกับวิชาดนตรีบ่อยไปหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ชอบอะนะครับและเป็นชม.ที่อิสรในการสังเกตคนอื่น) แกบอกว่าดนตตรีอยู่ในหัวใจแม้ไม่ได้ยินจังหวะเราก็สามารถเต้นได้ พวกเราได้ยินครั้งแรกก็อดขำกันไม่ได้ เพราะมีความเชื่อหนึ่งที่ว่าอ.ที่สอนวิชาศิลป(ดนตรีก็ศิลปแขนงนึงนะ) มักมีความคิดและพฤติกรรมที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากอ.ปกติทั่วไป ที่สอนในแขนงอื่น แต่ยังมีอีกคนนึงที่ดูท่าทางจะเข้าใจสิ่งที่อ.แกพูดอย่างลึกซึ้ง สนามหญ้าและส่วนหย่อมที่ราบรื่นเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของโรงเรียนที่ผมชอบ และพวกเราก็ออกมาชื่นชมทัศนียาภาพสีเขียวกันในสวนหย่อมของโรงเรียน อ.พูดถึงเรื่องอัจฉริยะทางดนตรีอย่างโวล์ฟกัง อมาเดอส โมสาร์ทที่แต่งเพลงได้ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ผมไม่ได้สนใจฟังที่อ.เล่าซักเท่าไหร่ แต่มาได้ฟังจากน้ำผึ้งที่เธอมักจะพูดบ่อยๆ ว่าโมสาร์ทเป็นปราชญ์ที่น่าสงสาร เค้าเริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่อายุ 4 ขวบและได้แต่งเติมเพลง minute ของพ่อที่แต่งค้างไว้จนเสร็จตอนเค้าอายุ 5 ขวบ และยังว่ากันว่าโมสาร์ท มีรูปร่างหน้าตาสง่างามแต่อาภัพรัก โมสาร์ทตายด้วยไข้ไทฟลอย์ที่เวียนนา ตายขณะยากจนแสนเข็ญ หนี้สินรุงรัง ภรรยาไม่มีเงินทำศพ อืมฟังดูแล้วก็น่าสงสารจริงๆ กว่าจะมีคนยกย่องก็เมื่อร่างได้ถูกฝังไปแล้ว กลับมาสู่ห้องเรียนของเรา อ. บอกให้พวกเราใช้เวลา 30 นาทีที่เหลือของ 1 คาบค้นหาจังหวะที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ หลายคนเดินวนรอบพุ่งไม้เหมือนรอตัวโน้ตกระโดดแผวออกมา บางคนแกล้งเต้นท่าบ้าบอ เหมือนจะประกาศว่าเรากำลังทำเรื่องไร้สาระกันอยู่ แล้วผมก็ได้เห็นเธอ ค่อยๆถอดรองเท้า ขณะที่หลับตาพริ้ม ผมไม่แน่ใจว่าเห็นเธอยิ้มมุมปากแวบนึงหรือเปล่า แล้วเธอก็เริ่มขยับตัวในจังหวะวอลซ์ (จะเห็นได้ในหนังที่มีฉากเต้นรำ ขยับตัวขึ้นๆลงๆ) หลังจากวันนั้นผมลองถามเธอว่า เต้นเพลงอะไรอยู่เหรอวันนั้น เธอหัวเราะแล้วตอบกลับมา “เห้ย ไม่รู้จักเหรอ Canon ของโมสาร์ทไง” ผมได้แต่ส่ายหน้าแทนคำตอบ ยอมรับว่าถึงแม้จะชอบถ่ายรูปและดูงานศิลป(บ้าง) แต่ผมไม่มีความรู้เรื่องกวีเอกทางดนตรีสักเท่าไหร่ ลืมบอกไปว่าผมถ่ายรูปเธอในชม.นั้นไว้ได้ด้วย แล้วเริ่มรู้สึกแปลกๆ ว่าทั้งที่ภาพเหล่านั้นออกโทนสีเขียว ทั้งต้นไม้ พื้นหญ้า แต่อาจเป็นเพราะความเข้มที่เจือจางของแสงบวกกับไอน้ำในอากาศ(อันนี้คิดเอาเอง) มันจึงสะท้อนออกมาเป็นสีเหลือบ ชมพูๆ ชอบกล
..ทั้งคู่เป็นแฟนกัน เพื่อนทั้งสองคนของผมดูเหมาะเจาะลงตัวแม้ผู้ชายค่อนข้างจะเพอร์เฟคไปมาก แต่ถ้าคุณได้รู้จักเธอเหมือนผมจะรู้สึกว่าคู่นี้เหมาะสมกันมากทีเดียว ทั้งที่คบกันแต่ทั้งคู่ยังอยู่กับเพื่อนๆในชมรมเหมือนเดิม เรียกได้ว่าไม่ได้ต่างอะไรจากตอนที่ไม่ได้คบกัน ซึ่งผมก็สงสัยแล้วเคยถามเธอไปเหมือนกันว่า ได้ไปไหนกันสองคนบ้างหรือเปล่า เธอไปกินข้าว กินขนมหลังเลิกเรียนบ้าง แล้วนอกนั้นก็ไปกับพวกเราทั้งหมดนี่แหละครับ ทั้งสองคนมักไม่แสดงออกให้คนอื่นได้เห็นว่าเค้ารักกัน แต่ผมก็มักจะสังเกตได้ทุกทีไป สองคนนี้แอบมีแหวนเงินเกลี้ยงเหมือนกันสองวง ผมไม่แน่ใจว่าขนาดเดียวกันหรือเปล่าเพราะไม่เคยเห้นทั้งคู่สวมไว้ที่นิ้วมือเลย แต่ป๊อกจะคล้องห้อยไว้กับสร้อยคอ ติดตัวตลอด และน้ำผึ้งผมเห็นเธอคล้องแหวนไว้ที่สร้อยข้อเท้าครับ ผมแปลกใจเหมือนกัน และอาจจะรู้สึกว่าแปลกด้วยซ้ำที่เธอไปคล้องไว้ที่สร้อยข้อเท้า หรือว่ากลัวคนอื่นจะเห็น จริงแล้วเธอจะใส่ถุงเท้าทับตลอดครับแต่วันนึงฝนตก รองเท้าเปียกเธอจึงถอดรองเท้า ถุงเท้าเดินในห้องชมรม ทำให้ผมได้มองเห็นแหวนวงที่ไม่มีใครเคยได้เห็นนั้น (ผมคิดว่างั้นนะ) และแล้วก็อดที่จะสอดเรื่องของเธอไม่ได้ เลยถามไปในวันหนึ่ง “ทำไม เอาแหวนไปห้อยไว้ที่เท้าละ” เธอตกใจเล็กน้อยที่ผมถามเรื่องนี้ขึ้นมา “อ่อ ก็ไม่มีอะไรมาก ป๊อกเอามาคล้องให้ตอนหลับอยู่น่ะ ตื่นขึ้นมาก็เห็นมันถูกใส่ไว้แล้ว” อ่อ ได้ความว่าตอนเธอนั่งฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะเรียน ป๊อกมันก็แอบเอาสร้อยข้อเท้าที่คล้องแหวนเอาไว้แล้วมาใส่ให้ แต่จะเพราะอะไรต้องเป็นสร้อยข้อเท้า ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องไปถามไอ้ป๊อกอีกละซิเนี่ย แต่จะไปถามเรื่องของมันมากมันจะว่าเสร่อไปยุ่งเรื่องอะไรของมันอีกเลยไม่ได้ถาม แต่ผมก็เข้าใจความหมายของสร้อยข้อเท้าแล้ววันนี้ แม้นับจากวันนั้นจะใช้เวลานานไปหน่อย แต่ความหมายที่มันให้ไว้ซื้อใจผมไปได้เลยทีเดียว แล้วผมจะบอกความหมายที่ได้รู้ในตอนที่คิดว่าเหมาะสม ให้คุณรู้ว่าผู้ชายคนนี้มันโรแมนติคจริงๆ
โดย : จอมยุทธไร้เงา
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 20 พ.ค. ปี 2007 [ เวลา 23 : 6 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook