บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 5

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5
>>พระเจ้าในหลุมศพ 

เรื่อง : พระเจ้าในหลุมศพ

พระเจ้าในหลุมศพ
นี่น่ะสำหรับผมเลยเทียว ทั่วทั้งห้องของผมในเช้านี้ฉายฉาบไปด้วยสีทอง ไม่มีสิ่งใดจะงดงาม อบอุ่น และตรึงใจผมให้อิ่มเอิบนิ่งนานได้เท่านี้อีก ดูตัวผมสิ หน้าของผม แขน เท้า มีแต่อณูแดดอุ่นอาบไล้และค่อยๆพรมจูบลงที่เปลือกตาอย่างนุ่มนวล น้ำที่เคยเจิ่งนองอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องระเหยหายพร้อมกับความหนาว อับชื้น และการถูกจองจำให้หิวโซในห้องเช่า ใครหลายคนในเมืองนี้จะตื่นขึ้นมา ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ฤดูฝนยาวนานผ่านพ้นไป แต่สำหรับผมแล้วมันคือการเริ่มต้น ภาพเมืองที่ฉายอาบด้วยแดดอุ่นนอกหน้าต่างคือความลับที่ผมรู้ดีที่สุด คือคำตอบที่รอคอยการปรากฎเพื่อยืนยันว่าตลอดเวลาของการอดอยาก ตลอดเวลาของความหิวโหย กุลีจนยากอย่างผมมิได้ร่ำร้องเพียงลำพัง แสงสีทองหลังค่ำคืนของพายุฝนคือนัยยะของพระองค์ที่ปรารถนาจะบอกผมว่า “ฝันร้ายผ่านไปแล้วลูก ความรื่นเริงและอิ่มเอมสำหรับลูกมาถึงแล้ว” คิดดูสิน่าตื่นเต้นเพียงไร ผมได้เห็นว่าพระองค์กระซิบกับทูตผู้รู้ใจเบาๆ บทเพลงแห่งศรัทธาบรรเลงพลิ้วไหลอยู่เบื้องบน และทุกอย่างก็เริ่มขึ้นพร้อมกับความสว่างสดใสของเช้านี้ ช่างวิเศษเหลือเกิน ของขวัญชิ้นเยี่ยมไม่เพียงแต่จะทำให้ใจผมปิติจนคล้ายจะฮึกเหิม หากแต่เสี้ยวหนึ่งของอดีตก็คุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง แจ่มชัดอยู่ตรงหน้าผม ราวว่าเป็นเนื้อเดียวกับลูกตา ผมจำได้ดีถึงสิ่งหนึ่งซึ่งวางบนหิ้งหน้ารูปพระแม่มารี เป็นหนังสือเพียงเล่มเดียวที่พวกเขาอนุญาตให้ผมคือเด็กในตอนนั้นดูได้ ภาพม่านเมฆถูกแหวกออก อาดัมกับอีฟทำท่าอ้าแขนรับลำแสงสีทอง ผมประจักษ์ดีตั้งแต่วันนั้นว่าพระองค์จะไม่ทอดทิ้งผม บุตรอันเป็นที่รักคือผมอย่างแน่แท้ ทุกอย่างในภาพคือวันนี้เทียว แสงที่ส่องผ่านหน้าต่างรูปครึ่งวงกลม เดินทางจากแดนดินอันเป็นนิรันดร์ สู่บุตรผู้ภักดี โอ! ดูสิ แม้แต่ธุลีฝุ่น ยังจับกลุ่มเต้นรำอย่างร่าเริงท่ามกลางความอ่อนโยนและอบอุ่นนี้ เสียงนาฬิกาจากจัตุรัสเมืองแว่วมา แต่สิ่งนี้ไม่ได้มีความหมายสำหรับตัวผมและวันของผมเลย มีแต่จะทำให้ผมขดม้วนตัวแน่นเข้าอย่างกับแกะตัวเล็กๆ ดูสิใครเขาจะเร่งรีบกันสักเท่าใด ช่างเขาเถอะ เขาไม่รู้ ไม่มีใครรู้เลยจริงๆ ความยินดีเกาะกุมใจผมอยู่นานทีเดียว
สุดท้ายแล้ว เช้าที่แสนวิเศษนี้ก็ถูกจงใจทำลายให้เป็นปกติเช่นวันอื่น เรื่องน่ารำคาญใจมักมากับเสียงหนึ่งที่ผมคุ้นชิน เสียงที่บ่งบอกถึงความเฉื่อยเนือยไร้วิญญาณ นำมาซึ่งความเป็นจริงที่เเสนยุ่งยากใจ และทำลายภวังค์ของผมจนไม่มีอารมณ์ใดเหลืออีก ในไม่ช้า ความรังเกียจรำคาญก็ถูกปลดปล่อยลงตรงหน้าห้อง อย่างที่คาดไว้ไม่ผิด ประตูถูกเปิดผาง ร่างหนึ่งค่อยปรากฎจนแจ่มชัดขึ้น “อ้อตื่นแล้วหรือ ฉันจะบอกให้ ที่นี่ไม่ใช่สถานสงเคราะห์คอยต้อนรับคนสันหลังยาวอย่างแกหรอกนะ ถ้าไม่จ่ายค่าเช่าล่ะก็เตรียมตัวไว้เลย” แกจ้องผมเขม็งอย่างกับปีศาจร้าย ใบหน้าของแกเหมือนหุ่นที่ช่างไม้ใช้มีดกรีดบากอย่างไม่ใยดี แกจ้องผมเขม็งขึ้นอีก “ฉันนี่แหละ จะเอาแกเข้าตะราง” นางปีศาจหันหลังฮึดฮัดแล้วจากไป ดูสิขนาดโกรธ เสียงเดินของแกยังฟังไร้ชีวิตชีวาเหมือนเดิม มนุษย์อย่างยายแก่นี่ไม่ได้ทำให้โลกโสภาขึ้นแม้แต่น้อย แกไม่รู้กฎหมายด้วยซ้ำ ยายเฒ่าเคยแช่งให้ผมตายหลังตึกเหม็นชื้น มันจะต่างอะไรกับแกที่ตายไปอย่างเงียบๆโดยไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าครั้งหนึ่งแกเคยมีอยู่ ครั้งหนึ่งผู้คนบนถนนแห่งนี้เคยเดินสวนกับแก ผมไม่ได้โกรธหรอก ไม่แม้แต่น้อย เอาล่ะผมตั้งจิตอธิษฐานและให้อภัย แกไม่ได้รู้อย่างที่ผมรู้ ผมนี่น่ะรู้ดียิ่งกว่าใคร นักวิทยาศาสตร์พยายามหาจุดเริ่มต้นของโลกใบนี้ ผมเลิกใส่ใจเรื่องพรรค์นี้ไปนานแล้ว และไปไกลกว่านั้น ชีวิตหลังความตายต่างหากที่ผมรู้ดี และสิ่งนี้เองที่ทำให้ผมตระหนักได้ว่า การดำเนินชีวิตที่ใครเขาทำว่ามันปกติอยู่นี้ ก็เพื่อตอบสนองความเหลวไหลไร้สาระทั้งสิ้น และถึงแม้ผมจะอยู่คนเดียวมานาน ความเหงาก็ไม่ได้มีอิทธิพลถึงขั้นต้องเปิดรับใครสักคนเป็นคู่ทุกข์คู่ยาก มาถึงตอนนี้ ผมรู้สึกดีจริงๆ กับการได้นอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ผมตั้งใจเหลือเกินกับการทำตัวเป็นบุตรที่ดี ถ้าคนรู้จักผมได้ทราบถึงความตั้งในนี้ ไม่คนใดก็คนหนึ่ง อาจตายเพราะท้องแข็งจากการหัวเราะอันยาวนาน ผมจะให้อภัยเขา ผมได้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะยกโทษให้สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ผมนึกถึงแผนการบางอย่างในวันนี้ หน้าฝนอันยาวนานทำให้ผมต้องจ่อมจมอยู่ท่ามกลางความอับทึมของห้องเช่า ยังเร็วไปที่จะเริ่มออกหางาน ตอนนี้ผมรู้สึกเป็นผู้เป็นคนกับเขาขึ้นมาบ้าง และไม่อยากให้เสียงตะเพิดของใครทำลายมันลง ผมอยากจะไปห้องสมุด ไปอ่านหนังสืออย่างเช่น พันธนาการที่ถูกปลด ทางออกสู่ศรัทธาอะไรแบบนั้น และไม่รอช้าที่จะจัดแจงทุกอย่างให้เรียบร้อย
แดดเริ่มจ้าและร้อนขึ้นเรื่อยๆ สายแล้ว คงมีแต่ผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ที่เดินบนถนนแห่งนี้ ดูสิพระองค์ช่างสร้างสรรค์ เออแน่ะ! ผู้หญิงนี่สวยทุกคนเลย ผมรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆ ผมหมายถึงบนถนนแห่งนี้และในเวลานี้เท่านั้น พวกหล่อนต่างกางร่มสีสดใส กระเป๋าก็เข้าทีกับเสื้อผ้า ยุคสมัยของชุดเอวคอดดูรับกับตะโพกที่ผายออกดีแท้ และสายตาแห่งความชื่นชมของผมก็ถูกสะกดให้นิ่งนาน เธอสวยจริงๆ ขณะที่เธอพูดคุยดูโดดเด่นเหนือใคร ผมรู้สึกแปลกใจที่เมื่อครู่ เสียงหัวเราะสดใสของเธอกลับกังวาลอยู่ในใจผมและมีพลังดึงดูดอย่างน่าประหลาด ไม่นานเธอก็โบกมือลาเพื่อนหญิงและเดินหายเข้าไปในร้านถ่ายรูป ช่างเป็นเช้าที่สดใสแท้ๆ เป็นวันของผมอย่างไม่ต้องสงสัย ผมตกหลุมเสน่ห์ของเธอเสียจริงจัง และจู่ๆเรื่องราวของเธอผู้นั้นที่พล่านอยู่ในหัวสมองก็พลันหายไปสิ้น ตาแกเนื้อตัวมอมแมมยืนจ้องหน้าผมอย่างสงสัย ความรื่นรมทั้งหมดถูกทำลายลง ดูสิตะแกพยายามเพียงใด ถึงกับต้องเงยขึ้นจนสุดเพราะตัวเตี้ยค่อม ใบหน้าเหี่ยวกร้านไม่ต่างอะไรกับยายเฒ่าทูนหัวที่มาหาผมถึงห้องเมื่อเช้า ผมสบตาแก ทันใดสีหน้าและแววตาของตาเฒ่าก็เปลี่ยนไปคล้ายกับนึกอะไรขึ้นมาได้
“ฮะฮ่า” ตาแก่นั่นทักผมมาอย่างนี้ ตะแกจุ๊ปาก
“อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนา” ว่าแล้วแกก็หัวเราะ หัวเราะราวกับแกรู้เรื่องในหัวของผมดีทุกเรื่อง ผมไม่เคยเห็นอะไรน่าเกลียดเท่านี้มาก่อนเลย แกหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าจะหยุด ฟันไม่กี่ซี่ในปากก็ดูเหมือนจะโยกคลอนไปกับขากรรไกร
“ฮะฮ่า” ผมเห็นหนอนยั้วเยี้ยในปากสกปรกของตาเฒ่า
“ฮะฮ่า” ผมเห็นเงาซาตานในตาหยีน่าเกลียดคู่นั้น
“ฮะฮ่า” รอยย่นบนใบหน้าถูกพับจนยับย่นเข้าไปอีก ผมจะกำจัดสวะที่แสนทุเรศนี้ทิ้งเสีย
ชายชราผงะหงายลงบนฟุทปาท เงินจากชายพกร่วงกราวลงบนพื้นและกลิ้งไปทุกทิศ เหรียญหนึ่งกระเด็นลงคูน้ำไร้เสียงใดๆ ตาเฒ่าอ้าปากหวอ เสียงสบถดังขึ้นจากภายในของร้านขายเนื้อ ไม่นานชายวัยกลางคนที่ดูแข็งแรงก็ถือเก้าอี้พับเดินตรงเข้ามาด้วยแววตามีน้ำโห เสียงหนึ่งสอดขึ้นท่ามกลางฝูงคนที่บัดนี้เบี่ยงเบนความสนใจมาที่ผมและตาแก่ “ไอ้ระยำ! แม้แต่ขอทานยังทำได้” ผมรีบจ้ำพรวดๆออกมา ใครสักคนจะถามอาการของตาแกนั่น หลังจากนั้นก็ให้เงิน อาจดีกว่าถ้าจะเป็นข้าวต้มสักชามหรือกาแฟร้อนๆ ผมไม่กล้าแม้แต่หันไปมอง สาวเท้าให้เร็วที่สุด เเละเมื่อไกลพอควรก็ผ่อนเท้าลง เป็นอันว่าวันนี้ ผมจะไม่ได้ไปห้องสมุดอีก ผมคงจะผ่านไปทางนั้นไม่ได้อีกนาน ยิ่งห่างออกมา ความกลัวก็แปรเปลี่ยนเป็นความขึ้งแค้นในใจ เหงื่อที่เกาะพราวบนใบหน้าคอยเร่งเชื้อไฟแห่งความเคืองเเค้นให้โหมฮือขึ้นอีก ทุกอย่างคงไม่เป็นอย่างนี้ เพราะตาแก่นั่นแท้ๆ ใครอีกล่ะที่ดาลดลโชคชะตาผม เดี๋ยวนี้ผมดูโทรมโซลง โทรมเสียจนกระทั่งขอทานน่ารังเกียจกล้าขู่เชียวหรือ ไอ้ที่เป็นอยู่นี่ก็เพราะใคร แม้แต่ด้ายจะปะชุนเสื้อยังไม่มีปัญญาซื้อ เสื้อผ้าก็สาบสาง เพิ่งจะรับรู้เดี๋ยวนี้เอง กลิ่นเผ้าผมเนื้อตัวนี่เหม็นเปรี้ยวบรรลัย โอ! บางคนช่างทำกันได้ การตกงานครั้งที่สาม ทำไมพระองค์ถึงปล่อยให้ซาตานชักเชิดผมเล่น หนึ่งเดือนเต็มนับจากวันที่เจ้าแก่นั่นไล่ผมอย่างไร้ความปรานี มันร่ำรวยเสียจนเงินเกือบล้นทับกะโหลกอยู่แล้ว แค่เงินที่เทียบไม่ได้กับหย่อมผมบนกบาลล้านใส กลับทำเดือดดาลโทโสจนเกือบคลั่ง มันไล่ผมอย่างกับหมา แถมยังเอาเงินที่ผมซุกในรองเท้าทั้งหมดไปอีก แล้วไงล่ะ สุดท้ายแล้วผมก็ไม่ได้แม้แต่หนวดสักเส้นเดียว ดูสิพวกเขาโหดร้ายเพียงใด ริยำ! คนรวยนี่เกิดมาพร้อมกับความงกในสันดานเลยสินะ ตอนนี้ผมหงุดหงิดจริงๆแล้ว พระองค์ดูเอาเถิดจะให้ลูกอภัยพวกเขาได้อย่างไร
ผมเดินเตร่อยู่แถวนั้น ล่วงเลยเที่ยงวันไปแล้ว ความโกรธดูเบาบางลงไปบ้าง ผมเกือบลืมความสดใสของเช้านี้ไปเสียสิ้น ลืมเสียด้วยว่าคือวันนี้ เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ทุกอย่างก่อนหน้านั้นดูเนิ่นนานออกไปจนแทบไม่หลงเหลือความสำคัญใดๆอีก ผมเกิดสงสัยและกังวลเสียจริงๆว่าผมฝันไปหรือ เกี่ยวกับของขวัญชิ้นเยี่ยมนั้น ผมอยากสลัดเรื่องเลวร้ายออกเหลือเพียงสิ่งดีงามในวันนี้เท่านั้น ผมเดินไปที่มุมหนึ่งของถนนแล้วล้างหน้า ตั้งแต่ตื่นมานี่ยังไม่ได้สัมผัสน้ำเย็นชื่นใจเลย น้ำนี่น่ะ เพราะน้ำนี่ทีเดียวทำให้สดชื่นขึ้นเป็นกอง น้ำจากพระองค์สำหรับผมโดยแท้ที่หล่อเลี้ยงผมจนทุกวันนี้ ผมวักน้ำใส่หน้าอย่างเป็นสุขอีกครั้ง ทุกอย่างในตอนนี้เริ่มดูสดใสขึ้น อีกไม่นานคนบนถนนจะลืมเรื่องราวในวันนี้ไป ถ้ามีงาน มีเงิน ผมจะเข้าไปนั่งกินกาแฟสักถ้วย จะได้เห็นว่าผมไม่ได้อดโซอย่างที่พวกเขาเข้าใจเลย
บ่ายแก่แล้ว อุปสรรคที่ก่อกวนผมอยู่ทุกวี่วันได้เริ่มขึ้นอีก ไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ตั้งแต่เช้ามานี้ ทุกอย่างทำให้เรื่องกินหายไปจากหัว ตาแก่นั่นคงอิ่มจนขึ้นคอแล้ว ผมทำมือรูปถ้วยรองน้ำบ้วนปาก จริงๆแล้วก็เพื่อจะกินแบบไม่ให้ใครรู้ กักน้ำไว้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนก็บ้วนลงดิน ทำอยู่อย่างนี้สี่ห้าครั้ง คนอื่นเขาจะได้ไม่มองผมอดโซจนต้องอาศัยน้ำที่ไม่ได้สำหรับดื่มอย่างนี้ แต่มันก็ช่วยไม่ได้มาก ยิ่งเวลาผ่านไปกลับยิ่งรู้สึกเหมือนมีปีศาจเคราะห์ร้ายถูกกักขังในกระเพาะ มันร้องขออาหาร ทั้งที่อยู่ในตัวผมแท้ๆ กลับมิได้กริ่งเกรง มันเกรี้ยวกราดทุกครั้งเมื่อถึงเวลา ผมทั้งเจ็บปวดทั้งรำคาญ และถึงจะรู้ว่าความว่างเปล่าได้รออยู่ที่ก้นกระเป๋า ผมก็ยังหวังจนทำอะไรงี่เง่าเช่นควานมือลงไปอย่างกับว่าจะมีเหรียญอยู่ แล้วก็ไม่มีอะไรจริงๆ น่าอายที่เมื่อครู่ผมนึกถึงนิทานหลอกเด็ก นางฟ้า ปาฏิหาริย์ของคนอับโชคอะไรอย่างนั้น ความจริงก็คือความว่างเปล่าในกระเป๋านี่ล่ะ จริงอย่างร้ายกาจเทียว ทางที่ดีผมควรจะหลับไปเสียเพื่อให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมรีบเดินกลับไปที่ห้องและนอนนิ่งๆ
‘งานหายากบรรลัย’ พยายามลืมความกังวลเพื่อผมจะได้หลับบ้าง
‘พรุ่งนี้ยายเฒ่าคงมาอีก’ ผมกล้ำกลืนความเครียดและความหิว
‘หากวันนี้ผ่านพ้น ถึงจะผ่านไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ’ “โธ่เว้ย” หยุด! ผมได้ระเบิดแล้ว หยุด!
ไม่นานหรอก ไม่นานเลยสำหรับโชคชะตาอันเลวร้าย ผมร้องไห้มาก มากเสียจนน่ากลัวว่าไม่มีทางจะหยุดได้ แวบหนึ่งที่ภาพเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาเข้ามาในหัว ถึงมันจะเลือนลาง แต่ผมก็รู้ว่ามันกำลังยิ้มเยาะ มันคือตัวผมแต่มันก็เยาะเย้ยผม โอ! ผมมีชีวิตอยู่…นานเกินไป วันเวลาผ่านไปและนานมากเสียจนผมลืมไปแล้วว่าทางกลับบ้านอยู่ไหน มันดูสับสนยาวไกลและยุ่งยากเหลือเกิน ผมเกลียดโกรธตัวเอง ผมลืมที่ที่ผมเคยมอบความรักให้มากมาย ที่ที่จะเป็นของผมทั้งหมดเสมอ ผู้คนที่ทักทายกันอย่างมีเมตตา ที่ที่พระบิดาประสานพระหัตถ์เพื่อโอบอุ้มเรา ผมลืมสิ่งเหล่านี้ไปเสียสิ้น และถึงตอนนี้ ผมก็ปล่อยให้ความคิดที่แก้ไม่ตกทำลายแผนการของผมจนสิ้นแล้ว ผมจะต้องหยุดมัน การร้องไห้ที่หนักหนายาวนานสิ้นสุดลง แผนการใหม่ๆผุดขึ้น ผมนึกถึงวันของผมขึ้นมาอีก เห็นจะต้องรีบจัดแจงดึงเสื้อให้เข้าที สั่งจมูก เช็ดหน้าตาที่เปียกปอน ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วออกมาจากที่นั่นอีกครั้ง
ผู้คนเดินเล่นอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าโบสถ์ วันของพวกเขาจะจบลงด้วยการเดินเล่น ในขณะที่วันของผมจบลงด้วยใจที่รุ่มร้อนหิวโซ มันก็เหมือนกับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต จบลง สูญหาย มลายสิ้น เพราะความโง่บ้าของผม ผมเดินหลบเลี่ยงอยู่แถวนั้นเพราะอาจเจอคนที่เห็นว่าผมได้ทำอะไรเมื่อตอนกลางวัน เมื่อไม่มีทีท่าว่าคนในสนามจะลดลง ผมจึงเลิกรอและเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ เลี้ยวเข้าหลังตึกใหญ่ ที่นี่สงบดี ทุกสิ่งทุกอย่างดูง่ายขึ้น ลมเย็นๆทำให้นึกถึงวันของผมขึ้นมาอีก ผมจะต้องไปโบสถ์สักหน่อยเพื่อขอบคุณพระองค์ ไม่นานความเบาบางใจก็ทำให้ผมหลับสนิท
มืดแล้ว เสียงนาฬิกาปลุกจากจัตุรัสเมืองตีอีกเจ็ดครั้ง การตื่นขึ้นมาทำให้พบว่าทุกอย่างดูอ้างว้างเสียจริง พระจันทร์ถูกบดบังด้วยเมฆดำดูเหมือนริ้วเสื้อปีศาจร้าย คอแห้งจนเป็นผง แต่ความหงุดหงิดก็ก่อขึ้นเพียงเล็กน้อย แสงสลัวและลมหวีดหวูเล้าโลมผมให้ดื่มด่ำกับความโดดเดี่ยวตรงหน้า ถ้าผมจะมีใครสักคนเท่านั้น ผู้หญิงนั่นทีเดียวที่สำคัญยิ่ง เธอจะทำอาหารดีๆให้ผมเต็มโต๊ะและโอบกอดผมไว้ สิ่งนี้ทีเดียวงดงามเหลือจะเอ่ย ทั้งสรีระและความนุ่มนิ่มน่ารักนั่นอีก กลิ่นหอมจางๆชวนหลงไหล มีเสน่ห์เสียจนผมอยากจะกอดรัดเธอให้แทบเป็นร่างเดียวกับผม ผมเตลิดไปถึงไหนแล้ว ไม่นานความหนาวเสียดทะลุผ้าบางๆสะกิดผมให้ตื่นขึ้น ขืนผมยังนั่งอยู่ ความทารุณนี้คงจะกัดกินผมตายอย่างคำแช่งของยายเฒ่า ผมเดินออกจากหลังตึก ยังไม่ทันจะโผล่ออกมาก็ได้ยินเสียงรองเท้าผู้หญิง ให้ตายสิ! ทำไมผมต้องหยุดด้วย แทนที่จะออกไปอย่างปกติ เธอเดินผ่านซอกตึกที่ผมยืนอยู่ และ อา…คุณน่าจะเห็นว่าเธอสมบูรณ์พร้อมเพียงใด ผมมองอย่างตั้งใจเสียด้วย ช่วงขายาว ผิวนวลเนียนสะท้อนแสงน้อยนิดในยามค่ำคืน ดูเย้ายวนจนสะกดผมให้นิ่งงันกลางคืนสลัวนี้ หน้าอกสะเทือนขึ้นลงเบาๆเมื่อเธอก้าวย่าง น่องอวบขาวและเท้าเล็กๆในคู่ของส้นสูง ผมถูกสะกดเสียแล้ว ทันใดเสียงหวีดร้องก็ทำให้ผมตื่น กระเป๋าหนังกระหน่ำลงมาที่หัว หู หน้า และปากของผมอย่างไม่ยั้ง ความตกใจทำให้ผมปล่อยมือเธอ ไม่ทันที่ผมจะอ้าปากด้วยซ้ำ เธอก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกแสบยิบที่หน้า ยิ่งเหงื่อไหลก็ยิ่งรู้สึก ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงเร็วมาก เหตุการณ์เมื่อครู่ผ่านเข้ามาทางดวงตาผม เหมือนผมนั่งดูหนัง ฉากแล้วฉากเล่า เสียงกรีดร้องนั่นยังลั่นในหู ดวงตาที่หวาดกลัวสุดขีด ผมกลัวเหลือเกิน กลัวตัวเองจับใจ
ผมเดินจากถนนสายนั้นมาอย่างไม่รู้ตัว นานๆครั้งจึงนั่งลงแล้วร้องไห้อย่างคนแพ้ จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินต่อ ผมหยุดนั่งอีกครั้ง ความหิวก่อตัวขึ้นอีก ผมเริ่มร้องไห้อย่างน่ากลัว อาเจียรออกมาเป็นน้ำใสๆ ‘สิ่งที่ผู้คนเรียกว่ากฎหมาย ศีลธรรม และความดีงาม ตัดสินผมให้กลายเป็นไอ้เลวระยำ พวกเขาลงโทษผมจนสาแก่ใจ และสุดท้ายก็ทิ้งผม’ น่าอายเหลือเกินที่ผมจะต้องสารภาพว่าในเวลานี้ ผมโหยหาเพียงใด
“นี่แน่ะพระบิดา” ผมเริ่มพล่าม “พระองค์เจาะรูไว้บนตัวลูกมากมายเหลือเกิน รูที่กลางลำตัวนี่ จากรูบนกะโหลกถึงรูกลางลำตัวนี่ สร้างความทรมานให้ลูกตลอดมา มีวันไหนที่มันจะไม่ร้องขออาหาร วันไหนบ้างที่มันจะไม่จบลงเพราะท้องที่แสบจากความหิวโซ เมื่อลูกได้เสาะมาใส่จนเต็มแล้วจนเมื่อพระอาทิตย์ในอีกวันมาเยือน รูนี้ก็กลับกลวงโบ๋อีก พระบิดาเจ้าข้า ลูกทรมาน ทรมานเหลือเกิน” ผมอาเจียรอีกครั้ง และดูสิ ไม่มีอะไรเลยจริงๆนอกจากความเหนียวหนืดตรงหน้าและกำลังจะถูกกลืนลงลำคอไป ผมยันตัวขึ้น ความคิดจะไปโบสถ์รุนเเรงขึ้นเรื่อยๆ ผมนึกถึงเช้านี้ นึกทบทวนเสียหลายครั้งเพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นว่ามันไม่ใช่ความฝัน ‘พระองค์จะไม่ทอดทิ้งผม บุตรอันเป็นที่รักคือผมอย่างแน่แท้’ พระจันทร์แสนโศกยังคงติดตามผมและเงาอย่างเงียบๆ ผมเดินผ่านโกดังร้าง กลุ่มควันขาวหม่นก่อตัวเป็นรูปปีศาจน่าเกลียดเหนือหลังคา ผมไม่กลัวแม้แต่น้อย เร่งแต่จะไปให้ถึงโบสถ์โดยเร็ว
ความหวังของวันนี้อยู่ที่จุดจบของวันเช่นกัน ทุกอย่างเริ่มจากความงดงามแท้ๆ ผมอยู่ที่ประตูโบสถ์ ยกเท้าจะก้าวข้ามธรณีประตูไป พระองค์อาจจะพูดคุยกับผมบ้าง และบอกว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น ผมใจชื้นขึ้นมาอีก ไม่มีใครอยู่เลย เท้าถูกผ่อนให้ช้าลงและหยุดนิ่งในที่สุด ผมตั้งจิตถึงพระบิดา ให้ตาย! ผมไม่อาจนิ่งได้แม้นาทีเดียว ทุกอย่างในวันนี้ผ่านเข้ามาในหัวผม ภาพแล้วภาพเล่า ทุกคำพูดก้องอยู่ในรูหู มีแต่ความระยำตำบอน ผมนึกถึงคุกตะรางแล้วก็หนาวจับใจ ทุกคนในเมืองนี้ตัดสินผมแล้ว ทั้งยายเฒ่าและคนบนถนน โลกนี้มีแต่ความจริงสีขาวและดำ ‘บางทีมันก็แค่ธรรมชาติ ไอ้เรื่องเมื่อเช้า แค่พระอาทิตย์ อากาศ โลก การสะท้อน กฎเกณฑ์ จักรวาล แต่บางทีมันก็อาจเป็นไปได้สำหรับผม คนพิเศษ ธรรมชาติคือเรื่องของคนธรรมดาดีแต่ทำงานหาเงิน พระองค์ก็เห็นว่าผมไม่มีทางเลือก แต่ผมเปิดรับพระองค์เสมอ แม้ผมจะไม่เคยไปโบสถ์ สวดมนต์ อ่านพระคัมภีร์…’ ต่อหน้าพระพักตร์ในเวลานี้ผมอับอายเหลือเกิน ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ความนิ่งเงียบหวาดกลัวเกาะใจผม คล้ายกับจะตรึงผมไว้อย่างนั้น คล้ายผมจะเป็นแท่งหิน แล้วอะไรบางอย่างก็ทำให้ผมขนลุก คลับคล้ายเสียงสวดจากที่ไกลๆ เริ่มชัดขึ้น ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ที่สุดแล้ว วาระสุดท้ายของวันนี้ก็มาถึงพร้อมความเงียบยาวนานถูกทำลายลง ภายใต้ดวงหน้าแห่งความเมตตา ในที่สุด คำๆหนึ่งพุ่งออกจากดวงตาที่เคยอ่อนโยน แหวกม่านอากาศและตัวจุลินทรีย์ เร็วและเเรงพอที่จะทะลุผ่านผิวเนื้อ ทะลวงลงสู่ก้นบึ้งในหัวใจ ผมรู้สึกถึงบางอย่างที่หนักหน่วง บางอย่างที่อยู่ในใจผมตลอดเวลา ลอยลิ่วออกจากทุกส่วนของร่าง พุ่งกระทบเพดานโบสถ์ และร่วงกราวสนั่นอยู่รายรอบ
“เจ้าไม่ใช่บุตรของเรา” ชนวนถูกจุดแล้ว ระเบิดใจผมจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
“เจ้าไม่ใช่บุตรของเรา” เข่าผมไร้ซึ่งกระดูกเสียแล้ว
ภายหลังเหตุการณ์ภายในจิตใจสงบ ก็ไม่มีคำใดจากปากผมอีก ผมได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบทั่วใจที่ปวดร้าวแทนนัยย์ตาที่ร้าวราน ‘พระองค์ทิ้งผมไปนานแล้ว’

โดย : ไม่ระบุชื่อ
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 22 พ.ค. ปี 2007 [ เวลา 8 : 12 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook