บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 5

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> ดั่งม้านหมอกกั้น

เรื่อง : ดั่งม้านหมอกกั้น

ตอนที่1
ภายในตำหนักใหญ่ในวังดวงดาราของเสด็จพระองค์หญิงศิริรำไพร พระองค์หญิงองค์หนึ่งของประเทศเขมรัฐประเทศที่อยู่ระหว่างไทยและกัมพูชา เสียงฝีเท้าของชายหนุ่มเดินย่ำลงบนพื้นไม่ขัดมันวาวดังกึกกัก อาจเป็นเพราะอารมณ์ที่ขุ่นมัวทำให้ลงน้ำหนักเท้าแรงไปเขาเดินตามทางที่ลาดตรงไปกันกลางระห่วางห้องต่างๆ ที่เรียงหันหน้าชนกัน แล้วมาหยุดหน้าประตูบานใหญ่ แล้วเคราะเบ่าเพื่อเป็นการขออนุญาตคนข้างในก่อนพลักประตูเข้าไปโดยที่ไม่รอเสียงตอบรับจากข้างใน ห้องกว่างใหญ่เต็มไปด้วยตู้หนังสือที่มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษปนกัน บนตู้ที่สูงเลยศรีษะไม่มากนัก เขาสาวเท้าเข้าไปยืนตรงหน้าผู้ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือไม้สักทองตัวใหญ่บนโต๊ะเต็มไปดวยหนังสือและเอกสารต่าง ๆ มากมาย หญิงวัยกลางคนผิวเหลืองนวลใบหน้าได้รูปงาม ไม่ได้แก่ชราไปตามอายุเท่าไรนักใส่เสื่อผ้าไหมสีน้ำเงินกับซิ้นสีเดียวกันขับผิวให้ผ่องยิ่งขึ้นหล่อนไม่ได้สนใจผู้ที่เข้ามาเท่าไรนัก คงจะเป็นเพราะรู้แล้วว่าใครเข้ามา จึงยังก้มหน้าทำงานต่อไป ร้างสูงโปร่งโค้งคำนับก่อบหย่อนตังลงนั้งตรงหน้าเจ้าของห้อง พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่นุ่มนวลอ่อนโยนว่า "เย็นมากแล้วกระหม่อมทรงพักบ้างเถอะเด็จอา" ใบหน้าคมคายไม่ปรากฏรอยยิ้มเหมื่อนน้ำเสียงที่เปล่งออกมา
"มีอะไรก็พูดมาท่านชายใครทำอะไรให้โมโหอีกเล่า"
เสด็จพระองค์หญิงศิริรำไพรตรัจอย่ารู้ใจหลานชายคนโตเป็นอย่างมาก รอยยิ้มบางๆระบายเต็มพระพักตรที่เงยขึ้นมองท่านชายจักตราพงษ์ ท่านชายหนุ่มหรือหม่อมเจ้าจักตราพงษ์แห่งเขมรัฐหลบสายตาอาที่จองมองมาตอบออมแอ่มว่า "ไม่มีอะไรกระหม่อม"
"เดียวนี้หลานอาดูจะหงุดหงิดง่ายจริงเป็นอะไรหรือ"
"เปล่า กระหม่อม " เ ขาตอบปัดออกไปเพราะไม่อยากจะอธิบายเหตุผลที่มันไม่มีเหตุผลเลยแค่โมโหที่คนขับรถขับรถช้าไม่ได้ดังใจเท่านั้นทั้งที่ตนก็ไม่ได้รีบไปไหนเลย
"เสด็จอาทรงพักผ่อนบ่างดีกว่ากระหม่อม หม่อมละออบอกว่าเสด็จอาทรงงานตั้งแต่เช้าแล้ว "
"ห่วงอาด้วยหรือ ท่านชายรู้ไหมว่าที่อาทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อหลานๆ อารู้ว่าตัวเองทำได้แค่ไหนควรทำอะไรบ้าง อาดีใจที่หลานเป็นห่วง แล้วสักวันหลานจะรู้ว่าที่อาทำอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร" เสด็จทรงทำงานที่อยู่ตรงหน้าต่อพร้อมตรัสเนิบ ๆ ว่า" หลานกลับมาไวก็ดีไปอาบน้ำแล้วพาน้องไปรออาที่โต๊ะอาหารวันนี้เราจะได้ทานข้าวพร้อมกันบ้างแล้วมีอะไรค่อยคุยกันประเดี๋ยว อาเสร็จหน้านี้แล้วอาจะออกไป"
ท่านชายยิ้มน้อยๆแล้วรับคำอาค่อยๆลุกออกไปเงียบๆ
ท่านชายจักตราพงษ์เป็นบุตรชายของพี่ชายของเสด็จพระองค์หญิงศิริรำไพร ที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุท่างรถยนต์ระหว่างเดินท่างกลับจากประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน ท่านหญิงดุสิตตาแม่ของท่านชายทราบข่าวก็หัวใจวายกระทันหัน ทำให้ทั้งสามคนพี่น้องขาดทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกันท่านหญิงน้องสาวคนกลางเสียใจจนไม่ย่อมพูดกับใครเป็นเวลานานจนไม่สามารถพูดได้ รักษาหมอที่ไหนก็จนใจเพราะเป็นที่จิตรใต้สำนึก ของคนไข้เอง ทั้งสามคนพี่น้องจึงอยู่ในความดูแลของผู้เป็นอาที่ต้องคอยปกป้องหลานด้วยสายเลือดสวนหนึ่งทางมารดาเป็นคนไทย จึงเป็นที่จับตาของพวกพระญาติต่างๆ ทั้งสามคนพผูกพันธ์กับอามากโดยเฉพราะท่านหญิงสุวรรณโสภิต และสิริโสภาคที่แทบจะไม่เคยห่างอาเลย

บนโต๊ะเสวยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นที่มีทุกคนมานั้งพร้อมหน้าอาหลานก่อนหน้านี้หนึ่งเดือน ที่แห้งนี้จะมีเพียงหม่อมเจ้าหญิงน้อยๆสององค์เท่านั้น ที่นั้งอยู่เป็นประจำทุกวันส่วนอาก็ทรงงานเลิกไม่เป็นเวลาพี่ชายใหญ่ของพวกหล่อนก็ไปสำรวจงานที่ต่างประเทศ ท่านชายนั้นทำงานเกี่ยวกับประวัติศาสตรและการบูรณะของเก่าทางประวัติศาสตร์เละทางโบราณคดีไม่คอยอยู่ติดที่เท่าไรนักท่านหญิงกลางตักอาหารตรงหน้าให้อาแล้วแสดงภาษามือ ว่าให้อาทานมากๆ จะได้มีแรงทรงงาน เส็ดจพระองค์หญิงศิริรำไพรยิ้มบางๆอย่างเอ็นดูตรัสว่า
“ ขอบใจมาก ที่เป็นห่วงอาหลานก็ต้องทานมากๆเช่นกัน” แล้วหันไปทางท่านชายใหญ่ “ มีอะไรจะบอกอาก็รีบพูดมาท่านชายแล้วนี้จะออกเที่ยวอีกเมื่อไรละ”
“วันมรืนกระหม่อม หลานจะไปประเทศไทย คงอยู่เป็นอาทิตย์ เสด็จอามีอะไรจะฝากไหมกระหม่อม”
“ไม่มี ก่อนไปท่านชายชวยไปติดตามรื่องครูที่จะมาสอนภาษาให้น้องด้วย ว่าคุณรตีเขาว่าอย่างไรหาได้ไหม”
เสด็จทรงเสวยเสร็จก็ลุกนำหลานๆออกมานั้งในห้องนั้งเล่นท่านหญิงทั้งสองนั้งขนาบข้างอาไม่ยอมห่างคนน้องสุดท้องกอดเอวประจบว่า “อยากเห็นหน้าคุณครูเร็ว ๆจังจะสวยไหม “
“เรายังไม่รู้เลยว่าเขาจะตลงมาหรือเปล่า แต่ถ้าเขาตกลงมา อาก็จะดีใจมากเพราะว่าอาคิดว่าอาเลือกคนไม่ผิด ถ้าท่านชายมีโอกาศได้พบเขาก็บอกเขาด้วยว่าถ้าธุรของเขาไม่นานนักเราก็จะรอ”
ท่านชายโค้งตัวรับคำ แล้วหันไปทางน้องสาวทั้งสองคน “มีอะไรจะฝากไปเมืองไทยบางหรือเปล่าเราสองคน” ท่านหญิงองค์เล็กลุกออกจากอาไปนั้งบนตักพี่ชายตรัสว่า
“ฝากความคิดถึงถึงพี่หมอด้วยค่ะว่าน้องคิดถึง”
เสียงใสๆทำให้ท่านชายจักตราพงษ์ยิ้มออกมาได้มากกับความน่ารักของน้องสาว
“แล้วหญิงภิตเล่าจะฝากอะไรบ้าง” เสด็จทรงก้มลงถามหลานคนกลางที่นั้งอยู่ข้างๆน้ำเสียงนุ่มนวน
ท่านหญิงสุวรรณโสภิตส่ายหน้าแล้วโอบเอวอา
“พี่หญิงท่านไม่เคยต้องการอะไรหลอกมังคะ เธอต้องการแต่เด็จอาองค์เดียว”
น้องคนเล็กแทรกขึ้น เสด็จทรงลูบศีษะหลานตัวน้อยที่อยู่ข้างๆด้วยความเอ็นดูร้อยยิ้มแห่งความกังวลปรากฎบนใบหน้าที่มีแต่ท่านชายที่สังเกตได้ ต่อไปไม่มีอาเจ้าจะอยู่อย่าไรสุวรรณโสภิต

ตอนที่ 2
ที่ประเทศไทย บ้านหลังโตตั้งตระหงาน แสดงถึงฐานะมั้นคงของเจ้าของบ้าน
เพล้ง ! เสียงแก้วน้ำตกลงจากโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้างเตียง ตามด้วยร้างของคุณกรรณศิริล้มฟุบลงบนพื้น ไม่นานในบ้านก็เกิดการโกลาหล นกวิ้งร้องเข้ามาประคองร้างนายยกตัวขึ้นพิงเตียงพร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือจากคนในบ้านที่มีวิ้งตามขึ้นบรรไดมาสองสามคนหล่อนเรียกเท่าไรผู้ที่หมดสติก็ไม่ฟื้นไม่นานมีร้างชายวัยกลางคนสาวเท้าเขามาแหวงกลุ่มคนใช้ในบ้านที่รุมกันช่วยประถมพยาบาล คุณวิสนุเรียกภรรยาเบ่าสองสามคำเมื่อเห็นว่าร้างตรงหน้าไม่มีปฎิกิริยาตอบรับก็รีบอุ้มร้างนั้นขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วเดินออกจากห้องพร้อมกับสั่งให้คนขับรถรีบไปเอารถออกปโรงพยาบาล นายหมายรีบวิ้งลนลานนำนายไปส่วนนกยืนมือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก แล้วก็อุทานออกมา
“คุณมาส” แล้ววิ้งออกไปที่โทรศัพท์กดเลขที่เครื่องมือไม้สั้น
กรรณติมาสกำลังทานอาหารและคุยงานอยู่กับวินวรรณเพื่อนสนิตอีกคนรองจากรตี เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหล่อนรับขึ้นมาดูว่าเป็นเบอร์ที่บ้าน ก็กดรับไม่วายบ่นกับเพื่อนสาวว่าคุณแม่คงจะเห็นว่าออกมานานแล้วเลยโทรมาตามแน่เลย แต่พอได้ยินเสียงที่กอกมาตาสายสีหน้าที่ยิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นซีดทันที่โทรศัพทร์แทบจะหลุดมือ “คุณแม่”
“มีอะไรหรือมาส คุณแม่เป็นอะไร”
วินวรรณรีบถ้าเพื่อนเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนเปรี่ยนไป
“คุณแม่ซ๊อกอยู่โรงพยาบาล “
ไม่นานทั้งสองคนก็มาถึงโรงพยาบาลคุณวิสนุนั้งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยใบหน้าที่เคร้งเครียดกรรณติมาสเข้าไปหาพ่อถามด้วยความร้อนรนแม่เป็นอย่างไรบ้างคะ
“ พ่อยังไม่รู้ หมอเขายังไม่ออกมาเลยนี้ก็นานแล้ว”
“ทำไมคุณแม่ถึงช๊อกคะเมื่อเช้านี้ท่านยังดีดีอยู่เลย”
“ใจเย็นมาส “
วินวรรณพูดจบหมอก็เปิดประตูออกมาสีหน้าไม่ดีนัก กรรณติมาสรีบเข้าไปหา ไม่ทันที่หญิงสาวจะเอยปากถามคำตอบก็ออกมาจากปากหมอก่อนแล้ว “ผมเสียใจด้วยครับคุณกรรณศิริเสียแล้ว เราพยายามช่วยสุดความสามารถแล้วครับ”
ทุกอย่างแทบจะหยุดนิ้งไม่มีแม้เสียงร้องไห้จากหญิงสาว มันตื้อจนหล่อนร้องไม่ออกมากกว่าที่จะได้ชื่อว่าเข้มแข็งหล่อนทรุดตัวลงบนเก้าอี้ปิดหน้าซ้อนน้ำตาสอื้นเงียบๆส่วนคุณวิสนุ ท่านพลักประตูเข้าไปในห้องในใจแทบแตกสลาย วินวรรณเข้ามาโอบเพื่อนหล่อนก็เสียใจไม่แพ้กันใม่มีคำปลอบโยนคำไหนจะดีที่สุดเท่ากับการนิ่งเงียบอีกแล้วในเวลานี้กรรณติมาสโผเข้ากอดเพื่อนแน่นร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใครอีกแล้วในเวลานี้
โดย : พรรณภา
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 26 พ.ค. ปี 2007 [ เวลา 13 : 52 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook