บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 5

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> (แฟน) เพื่อนที่รัก 6

เรื่อง : (แฟน) เพื่อนที่รัก 6

บทที่ 6 จุดเปลี่ยน

เวลาของพวกเรา เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ชั้นมัธยยม 6 พวกเราใช้

เวลาขลุกตัวอยู่ในชมรม จนมันจะกลายเป็นบ้านของพวกเราอยู่แล้ว

เริ่มขนกระติกน้ำร้อน มาต้มมาม่า ชงกาแฟ โอวัลตินกินกัน บอร์ดเริ่ม

หาที่จะติดรูปภาพไม่ได้ แรกๆก็ขยันขันแข็งกัน ต่อมาเริ่ม ไม่ดึงรูป

เก่าออก แต่แปะซ้อนทับกันไปเลย สองจับฉ่ายเข้าครอสติวเตรียม

เอนท์แทบทุกครอสที่เปิดสอน คนอื่นๆก็ทำตามกระแสไปงั้นๆ น้ำผึ้ง

วางแผนจะไปสอบที่ศิลปากร ป๊อกยังไม่ตัดสินใจ มันอาจจะไปเรียน

ต่อเมืองนอก ส่วนผมก็คงเลือกตามคะแนนมากกว่า สิ่งสำคัญของทุก

คนในตอนนี้อาจเป็นการได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง จึง

ต้องพยายามและทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ ซึ่งผมก็ไม่ได้คัดค้าน แต่

สำหรับผมการเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า ผมเชื่อว่า

เพื่อนในตอนนี้เป็นเพื่อนแท้และเพื่อนตายของเราและเป็นเพื่อนเราไป

จนถึงภายหน้า ผมจึงยึดโซฟาเป็นรังนอน อ้อยอิ่งกับการเฮฮากับ

เพื่อนๆ ให้นานที่สุดแม้แต่จะยอมเดินแทนที่จะนั่งรถเมล์ล เพื่อจะได้

คุยกับเพื่อนให้นานขึ้น “ นี่ รูปนางฟ้ากะสายฝน” เธอยื่นรูปใบหนึ่ง

มาตรงหน้าผม เมื่อก้มลงมองผมเลยได้ยิ้มออกมา เธอยืนหันข้างให้

เลนส์ ถือร่มสีเหลืองสดปิดไปครึ่งหน้า เห็นส่วนจมูกกับปากที่ยิ้มเล็ก

น้อย “ป๊อกถ่ายเหรอ” เธอส่ายหน้าอย่างเร็ว ห้าหกครั้งได้ “รายนั้น

น่ะ ฝีมืออย่างห่วยเลยย่ะ นี่น้องถ่ายให้แต่ชั้นเลือกโฟกัสเอง แจ่มมั้ย

ล่ะ” ถ้าไม่เจอกันแล้วเธอจะเป็นยังไงนะ ผมนึกไม่ออกเลยจริงๆ ถ้า

ป๊อกไปเรียนเมืองนอกเธอจะเศร้าหรือเปล่า ยัยนี่ไม่คุ้นเคยกับการอยู่

คนเดียวซะด้วย “เอ้า ยัยหมูอ้วน นมของเธอ” กล่องนมลอยลงมาตรง

หน้าตักเธอ “ไม่กินสตอเบอร์รี่นี่” ผมเผลอพูดไปทันทีที่เห็นรสของ

นม “ช่าย ทำไมไม่รู้เนี่ยว่าชั้นไม่กินรสสตอเบอร์รี่” เธอหันไปทาง

ป๊อกที่เป็นคนโยนกล่องนมมา “อ้าว จริงดิ ไม่เห็นเคยบอกนี่นา” ใช่

เธอไม่เคยบอกหรอกครับผมสังเกตเอาเองว่า เวลากินนมเธอจะไม่เคย

กินรสนี้เลย นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยซักพักพวกเราก็นัดมีทติ้งกินบะหมี่

เป็ดหมูแดง ร้านอร่อยหน้าปากซอยโรงเรียน ช่วงนี้เราจะนัดกันบ่อย

เท่าที่จะบ่อยได้ เพราะต่างคนต่างต้องไปเรียนกวดวิชา เรามีเวลา

ว่างค่อนข้างมากก็จริง แต่ไม่ค่อยจะว่างตรงกันบางคนก็หยุดอ่าน

หนังสืออยู่ที่บ้านไม่มาโรงเรียนก็มี ซึ่งทางโรงเรียนก็ไม่ได้ว่าอะรัย
...ในร้านยามเย็นอย่างนี้คนไม่พลุกพล่านมากเท่าไหร่ จะมีก็พวกนัก

เรียนอย่างพวกเราที่หาอะรัยกินก่อนกลับบ้าน พอนั่งลงบนเก้าอี้ได้

พวกมันก็เริ่มสั่งเป็นพายุ (ร้านนี้ขายติ่มซำด้วยครับและมีน้ำชาให้กิน

ฟรีด้วย) แม้จะรู้เมนูจนไม่ต้องเปิดดูแล้ว แต่ให้ถึงเวลาเลือกสั่ง ก็ยัง

ต้องใช้เวลาอยู่ดี และแล้ว “เอาบะหมี่เกี๋ยวเป็ดย่างครับ -ค่ะ” ทั้งโต๊ะ

หันมามองเราทั้งคู่ เธอสั่งพร้อมกับผมและก็สั่งอย่างเดียวกันซะ

ด้วย “กินฮะเก๋ารึเปล่าเธอ ชอบไม่ใช่เหรอ” ป๊อกพูดแทรกขึ้นมา แล้ว

การสั่งอาหารก็ดำเนินต่อไป มิ้นต์จ้องหน้าผมนานผิดสังเกต จนผม

ต้องหันไปมองตอบ “ชั้นรู้นะว่าแกคิดอะไรอยู่” มิ้นต์กระซิบให้ได้ยิน

สองคนเท่านั้น “คิดอะไร” มิ้นต์มันยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “แกน่ะ

จะรู้ตัวเป็นคนสุดท้ายรึไง” แล้วมิ้นต์ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เรื่องอะไร

กันตอนนั้นในสมองผมยังคิดไม่ออก แค่บังเอิญสั่งอาหารเหมือนกัน

ทำไมต้องเป็นเรื่องอะไรขึ้นมาด้วย หวังว่าป๊อกมันคงไม่คิดอะไร

หรอกนะ แล้วพวกเราก็เฮฮากับมื้อนั้นซะพุงกางไปตามๆ กัน พวกเรา

แยกย้ายกันกลับที่ร้านก๋วยเตี๋ยว มีคนที่ต้องไปขึ้นรถเหมือนกันก็ไปกัน

เป็นกลุ่ม ผม กับมิ้นต์ต้องไปทางเดียวกัน ระหว่างทางเราสองคนไม่

รู้จะคุยเรื่องอะไรกันจะว่าไปแล้วผมไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนผู้หญิงเท่า

ไหร่ ถึงจะอยู่กลุ่มเดียวกันก็ตาม มีแต่น้ำผึ้งที่ผมคุยด้วยมากกว่าคน

อื่น จนถึงป้ายรถเมลล์ผมทิ้งตัวลงที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง มิ้นต์ก็นั่งลงตัว

ที่ติดกัน พอดีรถสายที่ผมต้องขึ้นก็มาพอดี แต่ผมไม่มีทีท่าว่าจะขยับ

ตัวลุกขึ้น ไอ้มิ้นต์ก็เล่นเอาเท้าสะกิดเท้าผม สองที “เห้ย ๆ รถแกมา

แล้วไม่ขึ้นเหรอ” “เดี๋ยวค่อยไปคันหลัง” ก็ต้องรอส่งมันก่อนสิครับจะ

กลับไปก่อนก็ดูน่าเกลียด แล้วอยู่ๆ ไอ้มิ้นต์ก็เริ่มเรื่องขึ้น “นี่ ภูชั้นถาม

แกจริงๆนะแกชอบน้ำผึ้งรึเปล่าวะ” ผมสะดุ้งนิดนึงและไม่ได้ตอบ

อะไรไปทันที “ทำไมต้องคิดงั้นละ แค่สั่งข้าวเหมือนกันนี่ต้องชอบ

ด้วยเหรอไง”“แกนี่ เฉไฉเป็นนิสัยเลยรึไ ง หรือแกไม่รู้ตัวเลยจริงๆ”

นาทีนั้นผมไม่มีคำตอบอะไรให้กับมิ้นต์ ก็ผมบอกตัวเองมาตลอดว่า

ไม่ได้คิดอะไรมากกว่าเพื่อนกับน้ำผึ้ง และผมก็เชื่อว่ารู้สึกอย่างนั้น

จริงๆ แม้มีบางครั้งที่สับสนกับความรู้สึกแต่ผมก็ย้ำเตือนกับตัว

เองอย่างนั้นมาเสมอ เพราะเธอเป็นคนไม่เหมือนใครและท่าทางแตก

ต่างไปจากคนที่ผมรู้สึกในห้องผมเลยอยากรู้จัก อยากเป็นเพื่อนกับ

เธอ มันก็แค่นั้นไม่ใช่เหรอ “นี่ แกนั่งสมาธิระลึกไปชาติที่แล้วเหรอ

ถามก็ตอบเร็วๆ สิ” เมื่อใจผมกลับมายังป้ายรถเมลล์อีกครั้งก็ได้เปิด

ปากพูดขึ้นอีกครั้ง “พวกเธอยังเรียกชั้นว่า ภูเลยชั้นชื่อพีมตะหากไม่

เห็นเรียกกัน ทำไมละ มีเหตุผลมั้ย” ฟังดูคล้ายจะงี่เง่า ไม่สิ งี่เง่าเลย

ล่ะแต่ไม่รู้จะเลี่ยงตอบคำถามที่ไม่ได้เตรียมตัวได้อย่างไร ก็ถูไถเอา

เรื่องอื่นขึ้นมาเปลี่ยนประเด็น “นี่แก คนอื่นเค้าก็รู้สึกตั้งแต่เรื่องที่เค้า

ล้อกัน เรื่องเสื้อวอร์มแกตอนนั้นแล้ว แล้วชั้นน่ะอยู่ใกล้ตัวพวกแกสอง

คนมากนะ ถึงแกจะไม่ได้ชายตาแลชั้นเลยก็ตามมันไม่ได้หมายความ

ว่าชั้นไม่รู้อะไรเลยนะเว้ย” “รู้อะไร มิ้นต์แกรู้เรื่องอะไร” สัพนามที่

ใช้เริ่มเปลี่ยนไปตามบทสนทนา และไอ้คู่สนทนาก็พูดแต่ว่ารู้เรื่องแต่

ไม่บอกซะทีว่ามันเรื่องอะไรกัน หรือมันหมั่นไส้คิดว่าผมแกล้งโง่ “ก็

แกน่ะชอบลืมตัวเผยตัวตนที่แท้จริงว่าแอบชอบน้ำผึ้งอยู่ แกไม่สังเกต

ตัวเองเหรอ ชั้นแค่จะบอกว่าทั้งสองคนน่ะเป็นเพื่อนแกทั้งคู่ถ้าขืนแก

ยังแกล้งทำไมรู้ใจตัวเองอยู่อย่างนี้ละนะ แล้วแกจะเสียใจ” ข้อนี้ผมรู้

อยู่แก่ใจดี ใช่ทั้งคู่เป็นเพื่อนของผมแล้วมันเรื่องอะไรที่ผมต้องโดน

คนอื่นๆ มาคอยจับผิดการที่ผมจะมีเพื่อนสักคนที่อยากพูดคุยด้วย ที่

อยู่ด้วยแล้วสบายใจเป็นผู้หญิงมันผิดมากนักรึไง “แกจำไว้นะมิ้นต์

เราไม่ได้รักไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น แล้วเลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้วถ้ายังเห็น

เราเป็นเพื่อนอยู่ เพราะมันไม่มีวันเป็นอย่างที่แกหรือใครๆคิด” พูด

ด้วยอารมณืเลือดขึ้นหน้าแล้วก้เดินไปโบกแท็กซี่ขึ้นซะอย่างนั้นทิ้ง

ความเป็นสุภาพบุรุษไว้เบื้องหลัง เพราะไม่อยากจะได้ยินมิ้นต์สวน

กลับอะไรมาอีก ก็ผมไม่มีคำตอบอะไรให้จริงๆ ผมนั่งรถกลับบ้าน

ด้วยจิตใจที่หดหู่โดยไม่รู้ว่าเช้ารุ่งขึ้นของวันนั้นจะมีเรื่องอะไรเกิด

ขึ้นกับตัวเอง

....ผมไม่ได้ไปโรงเรียนมาสี่วันแล้ว โทรศัพท์ที่บ้านก่อนหน้านี้สอง

วันดังจนสายแทบไหม้ จนต้องยกหูออก ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวคน

เดียวมากกว่าตอนไหนๆ ถึงอยากจะพูดอะไรก็ดูว่าปากมันหนักเกิน

กว่าจะขยับได้ ดูว่าพ่อกับแม่ของผมจะห่วงผมอยู่เหมือนกันแต่ท่านก็

เข้าใจที่ผม หยุดเรียนไปแบบนี้แล้วยังโทรไปหาอ.ประจำชั้นจะขอส่ง

ใบลาย้อนหลังให้ด้วย ผมนั่งๆนอนๆอยู่แต่ในห้องซะส่วนใหญ่แม้แต่

สนามหญ้าหน้าบ้านมันยังแทบไม่มีโอกาสได้เห็นแม้แต่เงาของผม

จนเวลาผ่านไปเข้าสู่อาทิตย์ที่สอง ผมก็ยังไม่โผล่หน้าไปที่โรงเรียน

จนเย็นวันนึงไอ้แบงค์จับฉ่าย มิ้นต์ น้ำผึ้ง ป๊อก มันมาออกันอยู่หน้า

บ้าน ผมอยู่บ้านคนเดียวถึงไม่ค่อยอยากเจอหน้าใครตอนนี้ แต่ก็ไม่

อยากให้พวกมันเป็นห่วง หลังจากฟังพวกมันรัวกดกริ่งหน้าบ้านไป

สองชุดใหญ่ก็เลยต้องลุกไปหยุดมันก่อนจะประสาทเสียไปกว่าเดิม

เพราะพวกมันรู้ว่าผมอยู่บ้านแน่ๆ เปิดไปเจอพวกมันทำหน้าตื่นเต้น

ดีใจกันเหมือนกับได้ทองก็อดขำไม่ได้ คำถามสารพันถาโถมเข้ามาจน

แทบเซและไม่รู้จะตอบคำถามไหนดี เพราะฟังมันไม่ทันกันเลย เลย

ต้องบอกให้มันรีบเข้าๆไปนั่งในบ้านก่อนที่ข้างบ้านจะสงสัยว่าจะเกิด

ม็อบขนาดย่อมหน้าบ้านผม “เกิดอะไรขึ้นวะ อ.บอกว่าแกมีปัญหา

ส่วนตัวนิดหน่อย แต่แกไม่ติต่อใครเลย ไม่มีใครรู้ว่าแกเป็นอะไร แก

ทำพวกเราเป็นห่วงนะเว้ย” มิ้นต์ซึ่งปกติจะไม่พูดอะไร ใส่เป็นชุด

โดยมีคนอื่นนั่งฟังตาแป๋ว ผมถอนใจเฮือกนึงอย่างที่ไม่ได้ทำมาตลอด

สองอาทิตย์ “พ่อมีปัญหาที่บริษัทว่ะ โดนโกงอ่ะ” ทุกคนพร้อมใจกัน

เงียบจนผมเกือบคิดว่ามันกลั้นหายใจกันเด้วย “แบบว่า ล้มละลาย

เหรอ” แบงค์หันไปเขม่นใส่ผักกาดทันทีที่พูดจบ “ไม่ขนาดนั้น

หรอก แต่ก็เทียบเท่าได้เลย จากสถานการณ์ที่บ้านตอนนี้นะ” คราวนี้

บรรยากาศเงียบลงกว่าเดิม “แล้วเมิงเป็นไงบ้างวะตอนนี้” แบงค์กัด

ฟันถาม “ก็อย่างที่เห็นว่ะ ไม่ได้เป็นไรมากแต่กรูเซ็งๆ เห็นพ่อกับแม่

ต้องตะลอนตามผ่อนผันหนี้แล้วก็ไม่อยากจะไปเรียนหรอกเมิงเข้าใจ

ป่ะ” แบงค์พยักหน้ารับโดยที่ไม่พูดอะไร จนพิกกี้เริ่มแสดงความเห็น

ใจ “เห้ย เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเองแหละ พ่อแม่เธอคงมีทางออก

แหละ” ผมจำข้อความหลังจากนั้นไม่ได้ทั้งหมดแต่จับได้บ้างว่า ให้

ผมเลิกแบกโลกไว้ และไปโรงเรียนทำหน้าที่ของตัวเองไปปล่อยให้

ผู้ใหญ่เค้าจัดการเรื่องนี้ไป ผมรู้ว่าทุกคนหวังดี แต่เธอไม่พูดอะไร

เลยตั้งแต่หน้าประตู แล้วผมต้องการจะฟังอะไรจากเธองั้นเหรอ ทุก

คนก็พูดกันไปหมดแล้ว แต่ผมกลับโล่งอกมากกว่าจะฟังคำพูดเหล่า

นั้นจากปากของเธออีก แบงค์กะป๊อกอาสาจะนอนเป็นเพื่อนผม แต่ผม

ไม่ได้ต้องการแบบนั้น ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการพวกมัน แต่ผมแค่อยากอยู่

คนเดียวเท่านั้น ผมไม่พร้อมจะให้พวกมันทำเป็นเฮฮาให้ผมลืมเรื่อง

ที่เกิดขึ้น ไม่พร้อมจะเห็นสีหน้าลำบากใจกว่าจะตัดสินใจพูดอะไร

ออกมาเพราะกลัวผมสะเทือนใจ ผมรับปากว่าจะไปโรงเรียน ในวัน

สองวันนี้ แล้วผมก็ไม่ได้ทำตามที่พูดไว้ บ่ายวันศุกร์ผมนอนเคิดอะไร

เรื่อยเปื่อย ทั้งที่แดดออกแต่ฝนก็ตกลงมาไม่ขาดสาย เสียงกริ่งหน้า

บ้านดังสองครั้ง ผมสงสัยว่าใครแต่เหนื่อยเกินกว่าจะลุกไปเปิด

ประตู เสียงกริ่งไม่ได้ดังขึ้นอีกและผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร อาจเป็นพวก

เจ้าหนี้มาทวงเงินก็ได้ ผมไม่มีอารมณ์จะไปคุยกับเค้าตอนนี้หรอก

ครึ่งชม.ต่อมาเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผมไม่มีทางหนีอย่างนี้ได้ตลอด

ไป เลยตัดสินใจยกหูขึ้น “สวัสดีครับ” “ชั้นว่าแล้วว่าเธอต้องอยู่บ้าน

นี่ลงมาข้างล่างหน่อยเปิดประตูให้ด้วยเอาชีทมาให้”

ผมไม่ได้จำเสียงเธอได้ เพราะเราแทบไม่คุยกันทางโทรศัพท์เลยแต่

ผมก็รู้ว่าต้องเป็นเธอแน่ๆ อาจเพราะอากาศเย็นช่วงฝนตกผมจึงรู้สึก

ใจชื้นขึ้นมา ผมไม่มีความลังเลที่จะไปเปิดประตูให้เธอ ยัยนี่มาบ้าน

ผมถูกด้วยเหรอ เธอยืนกางร่มสีฟ้าอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ทันที่ที่ดึง

กลอนออกเธอก็เดินพรวดเข้ามาแล้วนั่งลงที่โต๊ะกินข้าว จัดชีทที่ใส่

ซ้อนถุงมาสองชั้นบนโต๊ะปากก็อธิบายชีทว่าเป็นวิชาอะไรบ้าง ผมนั่ง

ลงมองเธอ โดยที่ไม่ได้ฟังอะไรที่เธอพยายามจะบอกเลยซักนิด “มา

นานรึยังน่ะ” “ก็มากดออดแล้วไม่มีคนมาเปิดก็รอซักยี่สิบนาทีล่ะมั้ง

แล้วก็โทรมาเจอเธอนี่แหละ” อ่อเสียงกริ่งเมื่อกี้ของเธอเองเหรอเนี่ย

ถ้าผมเปิดประตูตอนนั้นเราอาจได้นั่งคุยกันเมื่อครึ่งชม.ก่อนก็ได้ แต่

เธอไม่ได้พูดเรื่องที่บ้านผมเลย ไม่มีคำพูดเห็นอกเห็นใจ ไม่มีคำพูด

อะไรปลอบใจ แต่ผมก็ร็สึกดีที่ไม่ต้องฟังเรื่องที่ผมก็คิดกลุ้มใจมา

ตลอดหลายสัปดาห์ เธอนั่งคุยเรื่องเพื่อนที่โรงเรียนอีกนิดหน่อยก็ขอ

ตัวกลับ ”เดี๋ยวเลี้ยงข้าวเป็นค่าชีทแถมไปส่งด้วย” “ไม่ต้อหรอกพัก

ผ่อนเหอะ ดูเธอเหนื่อยๆ นอนจนเหนื่อยเลยรึไงยะเดี๋ยวชั้นกลับแท็กซี่

เองกลับไปกินข้าวที่บ้านน่ะ” ผมเดินไปส่งเธอหน้าปากซอย รอรถเป็น

เพื่อนเธอ จนเธอขึ้นไปนั่งแล้วก็ไขกระจกลงมาพูดกับผม “โรงเรียน

น่ะไม่หนีไปไหนหรอก อยากไปเมื่อไหร่ค่อยไปก็ได้” แล้วรถก็เคลื่อน

ตัวออกไปผมยืนมองเธอโบกมืออกมาจากหน้าต่างรถและมองจนรถ

ลับสายตาไป ความเป็นเพื่อนมันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นขนาดนี้เลยเหรอ

ไม่ต้องมีเพื่อนล้อมรอบมากมายมีแค่เพื่อนแท้คนเดียวที่เข้าใจเรา เท่า

นั้นก็พอแล้วล่ะครับ

สำหรับผม วันรุ่งขึ้นผมไปโรงเรียนตามปกติ แม้จะปกปิดความกังวล

ได้ไม่เก่งแต่ผมว่า ผมทำได้ดีแล้วนะ ทุกคนยังเกรงๆอยู่ที่จะเข้ามา

พูดกับผม ผมไม่อยากคิดว่าเพื่อนบางคนเปลี่ยนไปเมื่อได้รู้เรื่องของ

ผม อาจไม่อยากจะคบคนที่ไม่มีอะไรเลยอย่างผม หรือคิดว่าผมเป็น

ตัวซวย ที่อาจติดความซวยได้หากคลุกคลีกับผมมากเกินวันละ 10

นาที แน่นอนคนพวกนั้นไม่ใช่เพื่อนในกลุ่มผมหรอกผมก็ไม่ได้สนใจ

พวกเค้าเท่าไหร่ แม้บางคนแสดงทีท่ารังเกียจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

ใครจะไปอยากเป็นเพื่อนกับคนแบบนั้น ผมไม่เสียใจสักนิดที่ได้รู้
โดย : จอมยุทธไร้เงา
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 28 พ.ค. ปี 2007 [ เวลา 22 : 17 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook