บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 5

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> เมื่อวันที่โรคอารมณ์ “บอบบาง”มาเยือน

เรื่อง : เมื่อวันที่โรคอารมณ์ “บอบบาง”มาเยือน

วันหนึ่งเมื่อฟ้าสวยเป็นสีคราม การงานของฉันในวันนั้นก็ผ่านไปด้วยดี เพื่อนฝูงและผู้คนที่พบหน้าก็ยังคงสภาพเป็นมิตรที่ดี
แต่ทว่าส่วนลึกๆของอารมณ์ ส่วนมืดมิดของความรู้สึก
กลับบอกให้ฉันรู้ว่า “โรคอารมณ์ บอบบาง”กำลังมาหาฉันอีกแล้ว

เป็นโรคที่ฉันเบื่อและกลัว
เบื่อที่รักษาอย่างไร ก็ยังไม่เข้าใจ..ไม่ยอมคิดหายขาดเสียที

ส่วนความกลัวก็คือ ถ้าฉันเป็นโรคนี้บ่อยๆโดยไม่สนใจดูแล
วันหนึ่งเมื่อถึงปลายทางที่สุด..ชีวิตฉันจะเป็นเช่นไร

มันเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการมากนัก
ฉันยังคงดำรงชีวิตทุกอย่างได้เกือบเป็นปรกติ
ทัก คุย พูดกับคนทั่วๆไปได้เข้าใจ..โดยอารมณ์ไม่แปรป่วน
ยังทำงานได้เหมือนเดิม กิน นอน ได้ครบถ้วน
ไม่เกิดอาการหงอยเหงา..จนอยากหาเพื่อนมาพูดคุยเสียด้วยสิ

ที่ผิดปรกติคือ
ตอนอยู่ตามลำพังยามว่างเว้นจากงาน..
จะมีอาการอยากซ่อนตัวจากทุกอย่าง..เหมือนสัตว์จำศีล
อาการอยากอยู่นิ่งๆไม่คิดกระดุกกระดิกมักผุดขึ้นในสมองบ่อยๆ

แม้แต่เวลานอนก็ไม่คิดอยากนอนสักเท่าไร แค่
นอนนิ่งๆหลับเพียงตา..สมองยังคงปั่นป่วนเต็มไปด้วยความคิด มีอาการ
อยากนิ่งๆสถิตเกาะแน่นอยู่ในใจไม่เสื่อมคลาย

แค่สมองส่งสัญญาณอยากหยุดนิ่งๆกับที่..
ชั่วขณะหนึ่งจริงๆเท่านั้นนะ

ฉันเรียกอารมณ์ช่วงนั้นว่า “โรคบอบบาง”
เป็นโรคที่มาเยือน..โดยไม่จำกัดเวลา
แม้จะรู้ว่าฉันระอามันก็ตาม

วันหนึ่งฉันดูสารคดี
เกี่ยวกับการจำศีลของสัตว์บางชนิด..
เมื่อดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง
มันจะรีบหลบเร้นจำศีล
เพื่อรอเวลาวันใหม่ที่จะผ่านเข้ามา
ในอนาคตด้วยการจำศีล..
หลบเลี่ยงชีวิตที่แล้งแค้นในขณะนั้น
โดย
บางชนิดจะขุดหลุมฝังตัวเอง..
ให้ลมหายใจระบายเข้าออก
เบาที่สุดช้าที่สุด

บางชนิดก็หลบเข้าถ้ำที่มืดและลึกที่สุด..
เพื่อเสาะแสวงรอยอบอุ่นของผนังถ้ำ
ที่ยังหลงเหลือ..
ผ่านเวลาที่หนาวเหน็บทุกข์ทรมาน
การรักษาชีวิตทางธรรมชาติ..ของสัตว์
เมื่อรู้ว่า..อ่อนแอ ต้องพักผ่อน

ทำให้ฉันฉุกใจได้คิด

มนุษย์ก็เป็นสัตว์..แม้จะเติมท้ายว่า..ประเสริฐ?
โรคอารมณ์ “บอบบาง”
ที่เข้าออกในชีวิตเป็นว่าเล่น
มันคืออาการบอกของร่างกายเรา..รึไม่ว่า
ต้องหลบเร้นพักผ่อน?

อาการป่วยของฉันมันจะมา..
หลังจากที่ฉันขนความคิดเข้าไปบรรจุในสมอง
อย่างมากมายเกินขนาด

จนมันเกิดอากัปกิริยาเบื่อ อยาก“Delete”ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน
ของฉันที่ผ่านมาให้เข้าที่เข้าทางก่อน..
ใช่หรือไม่?
จึ่งแสดงอาการออกมาทาง
โรคอารมณ์ “บอบบาง”
ให้เจ้าของร่างกายได้รีบแก้ไข

สัตว์ยังจำศีล..คนที่มีความคิดวุ่นวายกว่าสัตว์
เห็นจะต้อง “จำศีล” ตัวเองเสียบ้างแล้ว

หลังเลิกงานวันถัดมา..
ฉันจึงเปิดการทดลองกับตัวเองเป็นครั้งแรก
โดยใช้บทถนัดของฉัน
แค่นั่งนิ่งๆที่ริมหน้าต่าง
มองความมืดของราตรีออกไปสู่ถนน..
โดยปิดไฟทั้งห้อง
อาศัยเพียงแสงจากภายนอกห้อง
ที่ส่องเข้ามาเพียงสลัวๆ
ทว่า
ฉันไม่ใช่พระ ไม่ใช่ชี แถมเป็นคนอารมณ์หลากหลาย
ที่มีจินตนาการเข้มข้นเกินขีด
ช่วงแรกของการทดลอง
เพื่อ
หยุดความคิดจึงสร้าง
ความปวดหัวอย่างทรมาน

เหมือนวันที่ฉันรีบร้อนปีนภูเขา..
ตามเพื่อนๆไปดูพระอาทิตย์ตก
แล้วก็ซุกตัวขดหลับๆตื่นๆด้วยความหนาว
บนภูสูงที่น้ำค้างลงแรง กระทบเต็นเสียงดังเหมือนฝนตก
คอยแต่จะเร่งเวลาให้เช้า

เพื่อจะได้

ตาลีตาเหลือกหอบผ้าห่มวิ่งไปจองที่เหมาะๆ
ก่อนคนอื่น เพียงเพื่อ
เบิ่งตาเฝ้าดูดวงตะวันเบิกฟ้าของเช้าวันใหม่

ยามรับว่า
ความใจร้อนอยากดูความสวยของตะวัน
ทำให้ฉันเกิดอาการเหนื่อย เบื่อ เฉื่อยชา
ไม่ประทับใจเลย..กับดวงตะวันในวันนั้น

อาการเหมือนค่ำคืนนี้
อยากรู้ว่า “จำศีล”ในความเงียบ
แบบที่สัตว์บางชนิดทำนั้น
ทำอย่างไร ทำแล้วอาการป่วยของตัวเอง
ดีขึ้นไหม?

แค่มัวแต่คิด..อยากรู้ผลเร็วๆ
ความอึดอัดเมื่อยล้ากับการอยู่นิ่งๆ
ก็เกิดผลทรมานที่สุด

คนอย่างฉันหรือ..จะหยุดความคิดได้?

การเป็นคนชอบใช้ความคิดให้กระโดดไปมา..
หลายสิบเรื่องในเวลาเดียวกันอยู่บ่อยๆ
โดยสมองไม่เคยได้มีวันหยุดพักมาก่อน

การนิ่งจึงทรมานนับแสนเท่า..

ทว่า
ฉันยังทนนั่งทู่ซี้มองถนนต่อไป..
จนอาการปวดหัวเริ่มถี่ขึ้น
ปวดจนต้องหลับตาลง..
หลับลง
โดยสมองยังบอกอาการให้รู้..
ไม่ง่วงนะ

ช่วงขณะที่หลับตาลง
ความคิดหนึ่งก็แล่นไปที่จุดหนึ่งของร่างกาย
หิว
เพราะหลังเลิกงาน..
เมื่ออาบน้ำแล้วก็มานั่งนิ่งๆที่ริมหน้าต่าง
ตั้งแต่ยามเย็นจนบัดนี้4ทุ่มเข้าไปแล้ว!!
วันนี้ทั้งวันวุ่นวายกับงาน
จนลืมหาอาหารใส่ท้องเสียด้วยสิ

ขณะที่ความหิวรบกวนในความคิด
ภาพหนึ่งก็ผุดตามมาทันที
เหมือนปีที่แล้วในถ้ำ
เพราะมัวแต่ลูบคลำหินย้อยรูปร่างแปลกตา

จนคนนำทางและเพื่อนๆลับหาย
ไฟฉายก็ดันถ่านหมดลงพอดี
ความกลัวที่ผุดเติมมาพร้อมความหิว
เตือนให้ฉันต้องร้องเรียกคนช่วย
ขณะที่เท้ายังคงก้าวไปในความมืดสลัวของถ้ำ

เสียงฉันดังสะท้อนไปมา..โดยไร้เสียงเพื่อน
แสดงว่าเขาพากันเลี้ยวหาย..
เข้าไปหลายโค้งของถ้ำแล้วสินะ

ได้แต่ปลอบใจตัวเอง
เอาน่า..เดินอีกนิด
ประเดี๋ยวก็ทะลุปากทางอีกด้านหนึ่งเองแหละ
โดยไม่ทันคิด..ในถ้ำที่มีแสงเพียงสลัว..
ฉันจะพบอะไรบ้าง..
เดินหลงเข้าไปจุดไหนกันละ?

การเดินอย่างวุ่นวาย
พาให้ฉันหลงไปคนละทางกับเพื่อนๆ
แต่จากที่คนนำทางเล่า
มีทางออกหลายทาง..

จุดความหวังให้ฉันเดินต่อไป

โค้งสุดท้ายของถ้ำที่เบื้องหน้าฉัน
แสงแดดในยามเย็นที่ส่องลอดเข้ามา
ปากทางออกทั้งแคบและต่ำจนต้องคลาน ถึงจะผ่านหินย้อยเล่านั้นออกมาได้

ทว่าคนช่างคิดอย่างฉัน..เริ่มลังเล

ถ้าฉันคลานออกไปโดยไม่มีไฟฉาย..
อะไรจะเกิดขึ้นที่เบื้องหน้า?
งู สัตว์มีพิษอื่นๆ

ถ้าไม่คลานออกไปละ?
จะต้องรออีกนานแค่ไหน
เพื่อนๆถึงจะรู้ว่าฉันอยู่ทางนี้

อากาศที่เริ่มอับลงและชื้นขึ้นของถ้ำ
เพราะเวลาที่มืดลงอย่างรวดเร็ว

เตือนให้ฉันต้องรีบตัดสิน
พระเจ้าสร้างข้อสอบมาให้อีกแล้ว

ถ้าอยากมีีชีวิตต่อไป..
ตัดสินใจได้แล้ว!!

เจอสัตว์พิษ
หรือ
หนาวและหิวตายที่นี่ก่อนคนมาพบดีละ?

ฉันบอกตัวเอง..
ก่อนตัดสินใจคลานออกไป

“หยุดคิดวุ่นวาย”
เมื่อตัดสินใจจะไปมองผลที่เบื้องหน้า..
ด้วยตาตัวเอง

ฉันคลานอย่างยากเย็น คลานโดยละความคิดทั้งหมด
สมองช่วงนั้นมีแต่ความสงบ..
รอโดยไม่มุ่งหวังอะไร

ฉันออกจากถ้ำแล้ว!!

เหตุการณ์นี้ทำให้ฉันเริ่มเข้าใจ
สัตว์จำศีลได้ด้วยวิถีทาง
ไม่รับรู้..สิ่งที่ยังมาไม่ถึง
และละสิ่งที่ตกค้างในใจชั่วคราวก่อน

คราวนี้ฉันหลับตาลงนอนบนเตียง
โดยสงบ..ไม่อยากรู้คำตอบ

รอ..และรอ

ราวครึ่งชั่วโมง..
สมองเหมือนถูกไขกุญแจออกไปอันหนึ่ง

ฉันจึงทำเช่นนี้อีกครั้งในวันถัดมา..
คราวนี้เปลี่ยนเป็นนั่งนิ่งหลับตาแทน
ท่ามกลางความมืดของห้อง
โดยความพลุกพล่านของผู้คนข้างห้องยังดังเต็มสองหู

ทว่า..คราวนี้แค่รู้..
ไม่คิดตาม..
เหมือนนั่งรถไฟชมวิวผ่านตาไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้สนใจวิวเหล่านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง
เห็น..แต่ไม่รู้
ฉันทำอาการนิ่งซ้ำๆอยู่หลายวัน
ในทุกสถานที่ ทุกโอกาสที่อยู่ตามลำพัง
แค่สมองนิ่ง..แม้ลืมตามองดูผู้คน

ไม่นานอาการอารมณ์ “บอบบาง”ของฉัน
เหมือนถูกไขกุญแจออกจนหมดสิ้น

สมองเริ่มตื่นเต้น
กับการคิดร้อยแปดพันเก้าอีกหน
อยากรู้จุดมาและจุดไปของข่าวคราว
ไม่มีอาการล้า เบื่อ อึดอัด หรือปฎิเสธกับเรื่องรอบตัว

นั่นก็แสดงว่า..
ฉันปลดกุญแจที่ล็อกในสมองของฉัน
จนทำให้ฉันป่วยเป็น
โรคอารมณ์ “บอบบาง”
ออกหมดแล้ว

เหมือนคอมพิวเตอร์ของฉัน
ยามมันดักจับไวรัส..ข้อมูลทุกอย่างจะถูกล็อกไว้
เมื่อไวรัสหมดลง..จึงเปิดประตูให้เข้าเขียนงานได้อีกหน

ตอนนี้ฉันเริ่มคิดอยากรู้..อีกแล้วสิ
คนคิดสร้างคอมพิวเตอร์คนแรก
เขาเคยเป็นโรค “อารมณ์บอบบาง” หรือเปล่าหนอ?
โดย : ยามี่จัง
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 3 มิ.ย. ปี 2007 [ เวลา 5 : 21 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook