บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 5

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> (แฟน)เพื่อนที่รัก 7

เรื่อง : (แฟน)เพื่อนที่รัก 7

บทที่ 7 แล้วก็ได้เข้าใจซักที
ทุกคนยังไปเรียนกวดวิชากันอย่างขะมักเขม่น แต่ผมก็มีเรื่องต้องทำ

มากกว่านั้น ผมเลือกไปขายของเปิดท้ายวันเสาร์ อาทิตย์ และไปทำ

งานพาร์ทไทม์หลังเลิกเรียนที่ร้านฟ้าดฟู้ด ผมก็เลือกทำที่ใกล้กับที่

บ้านจะได้กลับสะดวก การสอบเอนท์ทรานของผม เหมือนเป็นการ

สอบวัดดวงมากกว่าในตอนนั้น มันไม่สำคัญกับผมเท่าไหร่ ปัญหา

เรื่องการใช้หนี้มันไม่ใช่ภารที่ผมจะทำได้ ผมแค่ช่วยแบ่งเบาภาระ

นิดๆหน่อยๆ ค่าขนมค่าใช่จ่ายในบ้านเล็กน้อยที่พอช่วยได้เท่านั้น

สถานะการณ์ที่โรงเรียนไม่ได้ทำให้ผมสบายใจนักกับทุกสายตาที่

มอง ผมไม่รู้ว่าเค้าเห็นใจ หรือเวทนา แต่มันไม่ได้ทำให้ผมอึดอัดไป

มากกว่าที่เป็นอยู่หรอก น้ำผึ้งไปเรียนวาดรูปกับรุ่นพี่ที่อยู่มหาลัย เธอ

อยากเข้ามัณฑนศิลป แล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะเธอก็อยู่กับ

ป๊อกซะเป็นส่วนใหญ่ ผมเลยเหมือนทำตัวแยก ออกมาเพราะต้องทำ

งานด้วย จริงๆแล้วการเปิดท้ายขายของของผมก็ไม่ได้หวังกำไร

อะไรนักหนา เพราะผมก็ไม่เคยได้ตะโกนเรียกลูกค้าเหมือนกับพ่อค้า

แม่ค้าคนอื่นเค้า ผมใช้เวลานั่งดูคนที่เดินจับจ่ายใช้ช้อยกันในตลาด

นัดเปิดท้ายนั้นมากกว่า วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมมานั่งมองวิวเดิมๆ แต่

ไม่เคยเบื่อซักที “รองเท้าผ้าใบของแท้ ราคาไม่แพงค่ะ” เสียงตะโกน

ดังมาจากข้างๆ ก่อนจะมีคนนั่งลงข้างตัวผม “ขายดีมั้ยพ่อค้า ไม่เห็น

เรียกลูกค้าเลยจะขายได้มั้ยเนี่ย” “มาได้ไงเนี่ย” ยัยนี่มีตาวิเศษรึไงถึง

หาผมได้ทั้งที่คนเยอะแบบนี้ เธอยื่นน้ำส้มให้ผมขวดนึง “เอ้า จะได้

สดชื่นหน้าเป็นตูดแบบนี้ใครจะมาซื้อของแกฮ้า ..” “ทำไมรู้ว่าเราอยู่

ที่นี่ล่ะ” “เอ้าก็บอกเองว่ามาขายของอยู่ที่นี่ เลยตามมาเอาส่วนลด

90%ว่าไงลดให้เปล่า” แล้วยัยนี่ก็ทำงานสมราคาคุยตะโกนเรียก

ลูกค้าให้จนผมต้องยอมซูฮก แถมยัง

ช่วยคิดไอเดียเพ้นท์รองเท้าขาย และอะไรต่างๆอีกมากมายของเธอ

วันนั้นเวลาของผมผ่านไปเร็วมากทั้งที่ผมอยากให้มันเดินช้าลงอีก

หน่อย ผมเลิกร้านเร็วกว่าปกติ “ไป ไป พาลูกน้องไปกินข้าวดีกว่า

เลิกๆ ปิดร้าน” “อ้าว ทำไมละกำลังขายดีเลย” “กินข้าวได้แล้วขี้เกียจ

ทำงานแล้ว เดี๋ยวรวย ” แล้วผมก็ไปกินข้าวกับเธอแถวนั้นโดยผมเป็น

เจ้ามือเอง ถือเป็นค่าจ้างให้ลูกน้องฝึกหัด แต่ทางจะมีฝีมือกว่าผม

เยอะเลย “เออ มาเองเหรอไม่หลงทางรึไงน่ะแล้วกลับไงล่ะเนี่ย” “บ้า

ใครจะหลง ป๊อกมาส่ง นี่ไปเรียนพิเศษอยู่เดี๋ยวเลิกแล้วก็มารับ” “อ่อ

มารับที่ไหน แล้วเลิกเรียนกี่โมงล่ะ เดี๋ยวรอเป็นเพื่อน” เธอยิ้มจนตา

หยี “นั่นล่ะเพื่อนที่อยากได้ยิน” “แล้วนี่ตั้งใจจะมาช่วยเราขายของ

หรือว่ามาทำไรด้วยน่ะ” “ก็มาช่วยขายนี่แหละ นั่งจุมปุ๊กอยู่คนเดียว

เหงาอะซิชั้นโดนเรียนเขียนตีฟมาเลยนะเนี่ย” (เป็นการวาดรูปที่มี

ระยะการมองจากจุดสายตาเรียกเต็มๆว่า เปอร์เฟคตีฟ อะไรทำนอง

นั้นน่ะครับ ก็ออกแบบตกแต่งห้องอะไรแบบนั้น) เป็นวิชาความถนัดที่

เธอต้องสอบครับ “ไปนั่งรอป๊อกกันเหอะเดี๋ยวมันมาไม่เจอ” เราเดิน

คุยกันไปเรื่อยจนโทรศัพท์ผมเข้ามา ผมหยุดเดินกะทันหัน “ครับ ที่

ไหนครับ อ่อครับผมไม่ต้องไปใช่มั้ยครับ ได้ครับพ่อ ครับ หวัดดี

ครับ” เธอหยุดมองผมนานเท่าที่ผมยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น แล้วขาทั้งสอง

ข้างก็เกิดหมดแรงขึ้นมา ผมทรุดลงนั่งตรงลานกว้าง “เป็นอะไรหรือ

เปล่าภู” คำพูดมันรวมกันเป็นก้อนใหญ่ ไม่สามารถไหลผ่านจากคอ

ออกไปเปล่งเป็นเสียงได้ ถึงแม้ฟ้าจะมืดแล้วแต่ผมยังรู้สึกละอายที่ไม่

สามารถกั้นน้ำตาเอาไว้ได้ ผมก้มหน้าลงซบกับเข่า ไม่มีเสียงอะไรเล็ด

ลอดออกมานอกจากตัวที่สะอื้นขึ้นลง เธอเดินเข้ามาใกล้และลูบหลัง

ผมทั้งที่ยังยืนอยู่ เป็นอย่างนั้นซักพัก เธอไม่พูดไม่ถามอะไรอีกตาม

เคย แต่มันกลับทำให้ผมอยากจะบอกทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อัดอั้นอยู่ใน

ใจ “”เราอยากเข้มแข็งกว่านี้ ไม่อยากให้เธอเห็นเราเป็นแบบนี้ แต่

ตอนนี้ไม่ไหวแล้วช่วยแกล้งทำเป็นไม่เห็นเราหน่อยได้มั้ย แล้วเธอก็

นั่งหันหน้าไปทางเดียว กับผม ไม่มองหน้าผมซึ่งผมรู้สึกขอบคุณ มือ

เธอยังลูบหลังผมอยู่ ไม่เบาและไม่แรงเกินไปเหมือนจะบอกว่า “แกไม่

ได้อยู่คนเดียวนะ”

เราไม่ได้พูดอะไรกันเลยหลังจากนั้นแต่เธอยังคงนั่งอยู่ตรงนี้ จนผม

เริ่มควบคุมตัวเองได้ เลิกสะอื้นฮักๆ เหมือนเด็กๆ เสียงโทรศัพท์เธอ

ดังขึ้น จนผมบอกให้เธอรับเถอะ ผมรู้ว่าวันนี้ของผมจบลงแล้ว เวลา

ที่ช่วยให้ผมรู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยวกำลังจะหมดลง และผมต้องคืนเธอ

ไปให้ป๊อกแล้ว “ป๊อกรออยู่ลานจอดรถ ไปด้วยกันสิภู ชั้นไม่อยากให้

แกอยู่คนเดียวเลยว่ะ” ผมยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดให้เธอ “พ่อเรา

โทรมาบอกว่าแม่เข้ารพ.น่ะ คงจะเครียดนิดหน่อยไม่เป็นไรมาก

หรอกแต่เราคงเก็บความรู้สึกมานานไปหน่อย พอมาเจอเรื่องแม่ เลย

ระบายออกมา ” มันคือความจริง ผมรู้สึกตามที่พูดแต่ไม่รู้ว่าเธอจะ

เข้าใจยังไง “ไปเถอะ เดี๋ยวเราไปส่งป๊อกมันจะรอนาน” ถึงลานจอด

รถผมตะโกนทักและลาป๊อกแทบจะประโยคเดียวกัน แล้วยกมือให้เธอ

เป็นการบอกลา ภาพด้านหลังของเธอย้ำเตือนว่า ผมคงได้แต่วิ่งตาม

เงาของเธอไปตลอด และผมเพิ่งเข้าใจว่า ความสำคัญของเธอไม่ใช่

ในฐานะเพื่อน ไม่ใช่เลย

ผมไม่ได้ต้องการเพื่อนเวลาที่อ่อนแอ ผมไม่ได้ต้องการใครก็ได้มา

คอยปลอบใจเวลาโดดเดี่ยว ผมแค่อยากมีเธอคอยอยู่ข้างๆ เท่านั้น

แล้วผมมาเข้าใจอะไรในตอนนี้ มายอมรับอะไรเอาตอนนี้ ว่ารักเธอผม

ไม่รู้ว่ารักเธอมานานแล้ว หรือว่าเริ่มทีละนิดสะสมมาทุกวัน ตั้งแต่วัน

ที่ผมเริ่มสนใจเธอ แต่วันนี้ทุกอย่างมันเติมเต็มจนผมเข้าใจความรู้สึก

ของตัวเองแล้ว และเข้าใจด้วยว่าไม่มีทางที่จะได้บอกว่า

จริงๆ แล้วผมรู้สึกอย่างไร แล้ววันเวลาของผมก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เธอและป๊อก ยังเป็นเพื่อนที่สนิทของผม ช่วงหลังทั้งคู่จะเอาตำราที่

ไปเรียนพิเศษจากข้างนอกด้วยกันมาติวให้ผมที่บ้าน จนทั้งคู่กลาย

เป็นแขกประจำของบ้านผมไปแล้ว ป๊อกมันดีกับผมจนทำให้ผมรู้สึก

ละอายใจที่ไม่สามารถห้ามใจตัวเองให้ไม่รักเธอได้ แต่ผมคิดว่าเรื่อง

นี้จะยังคงเป็นความลับตลอดไป เธอไม่มีวันจะได้รู้และป๊อกไม่มีทาง

ต้องมาลำบากใจเพราะเรื่องนี้เด็ดขาด ก่อนสอบ1 เดือนผมให้ทั้งสอง

คนไปอ่านหนังสือของตัวเองอย่างเต็มที่ ตัวผมก็ขอทบทวนเองอยู่

บ้าน โรงเรียนก็ไม่ได้ไปจึงไม่ได้ติดต่อกับใครเลยจนถึงวันที่สอบ

เสร็จ เพื่อนๆจึงโทรมานัดกันฉลองสอบเสร็จ น้ำผึ้งไม่มาในวันที่เรา

นัดกัน ป๊อกก็ดูเงียบไปจนผิดปกติ แต่ผมไม่กล้าจะถามถึงเธอ จนถึง

วันประกาศผลสอบอาจเพราะผมโชคร้ายมาซะมากก่อนหน้านี้ ตอนนี้

ชีวิตเลยมีเรื่องดีๆกับเค้าบ้าง ผมไม่ใช่คนหัวดีระดับหัวกะทิ แต่ก็

เอนท์ติดคณะที่ตั้งใจไว้ในรั้วมหาวิทยาลัยของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ผม

โทรไปหามิ้นต์เพราะอยากรู้ความเคลื่อนไหวของคนอื่นๆ มิ้นต์

บอกว่ากลุ่มเรามีผมกับน้ำผึ้งสองคนที่เอนท์ติด ผมดีใจแทนเธอที่จะ

ได้เรียนออกแบบตามที่เธอฝันไว้ แต่มิ้นต์บอกว่าน้ำผึ้งไม่ได้เอนท์ติด

มัณฑนศิลป์ เธอเอนท์ติดบริหารธุรกิจ ผมมึนไปเล็กน้อย เพราะไม่

เคยได้ยินเธอพูดถึงสาขานี้เลย มิ้นต์บอกว่าวันสอบความถนัดศิลป์

เธอไม่ได้เข้าสอบเพราะรอป๊อกแล้วป๊อกไม่มา และป๊อกก็ไม่ได้เข้า

สอบเอนท์เลยซักวิชา ซึ่งไม่มีใครรู้เหตุผลแม้แต่น้ำผึ้ง แล้วตอนนี้ทั้ง

คู่ดูเหมือนจะห่างกันไปพักนึงแล้วความรู้สึกของผมตอนนั้น บอก

ตรงๆว่าไม่ได้ดีใจเลยซักนิดที่รู้ ผมเป็นห่วงเธอมากแต่ก็รู้ว่าทำอะไร

มากไม่ได้ เธออาจไม่ได้ต้องการผมเหมือนที่ผม ต้องการเธอในวันที่

รู้สึกแย่ แต่ผมก็แค่อยากเป็นเพื่อนเธอไม่อยากให้เธออยู่คนเดียว แต่

มิ้นต์บอกว่าแม้แต่เธอยังไม่กล้าเข้าหาน้ำผึ้งตอนนี้ เพราะวันที่รู้เรื่อง

โทรไปน้ำผึ้งก็ไม่รับสาย คงต้องปล่อยไปสักระยะนึงก่อน แต่ผมคง

รออยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรไม่ได้ จึงโทรไปหาป๊อกแต่ไม่ว่าจะโทรไป

เวลาไหน ก็ได้คำตอบจากที่บ้านเพียงว่า ป๊อกไม่อยู่ แล้วป๊อกมันจะไป

ไหนไม่เคยอยู่บ้านเลย ผมตัดสินใจไปบ้านป๊อกในเช้าวันนึง กดกริ่ง

อยู่นานไม่มีคนมาเปิดประตู ผมนั่งรออยู่หน้าบ้านจนบ่ายเห็นรถแล่น

มาจอดหน้าประตู ป๊อกนั่งเอนหัวพิงเบาะหลับอยู่เบาะหลัง ผมยกมือ

ไหว้พ่อป๊อกที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับและแม่ป๊อก ที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับ ทั้ง

คู่สีหน้าอิดโรย เหมือนคนพักผ่อนไม่พอ แม่ของป๊อกยิ้มใจดีและเชิญ

ผมเข้าไปในบ้าน ผมเดินเข้าไปรอที่โรงจอดรถจนรถจอดสนิท แล้ว

ท่านทั้งสองเดินลงมา พ่อป๊อกเดินอ้อมไปเปิดประตูปลุกป๊อก ซักพัก

ป๊อกก็เดินออกมาสีหน้าแปลกใจที่เห็นผมมายืนเจ๋ออยู่ มันทักแล้วเดิน

มาจับบ่าผม “ว่าไง มีอะรัยมาถึงนี้ได้วะ เอนท์ติดนี่หว่าแกน่ะจะมา

เลี้ยงชั้นรึไง แม่ครับไอ้ภูเอนท์ติดครับแม่พามันไปเลี้ยงหน่อย”

ประโยคหลังมันหันไปพูดกับแม่แล้วพาผมเดินขึ้นห้องไป ท่าทาง

ของป๊อกไม่ต่างกับพ่อแม่มันเท่าไหร่ มันทิ้งตัวลงบนเตียง ผมไม่รอ

ให้มันแสร้งหลับตาหนี “ป๊อก ทำไมเมิงไม่ไปสอบเอนท์วะ” “เมิงนี่

ไม่อ้อมค้อมหน่อยเหรอ ที่มาเพราะเรื่องนี้เลยใช่มั้ยวะ” มันหลับตา

แต่ปากยังคงพูดอยู่ “จะว่าไงดีละ กูเข้าโรงบาลว่ะป่วย

กะทันหัน” “อ้าว แล้วเมิงไม่บอกแฟนเมิง เมิงรู้เรื่องเค้าแล้วใช่มั้ย”

ป๊อกพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับ “เค้าเลยโกรธกูอยู่นี่ไง ตอนนี้กูขอให้

ห่างกันซักพัก” “ทำไมวะ เรื่องแค่นี้พูดกันดีๆก็ได้ เมิงทำงี้ก็เกินไป

นะ” คราวนี้ป๊อกลืมตาขึ้นมา “กูรู้น้ำผึ้งเป็นเพื่อนสนิทเมิง เมิงก็ห่วง

เค้าเป็นธรรมดาแต่กูมีเหตุผลของกู” คำพูดป๊อกอาจไม่มีเจตนา จะ

ตอกย้ำความรู้สึกผม แต่ผมก้รู้สึกกระดากใจที่การมาของผมครั้งนี้ไม่

ใช่ในฐานะเพื่อนสนิทตามที่ป๊อกพูด “เมิงบอกเหตุผลกูได้รึเปล่า ...

เมิงมีคนอื่นเหรอ” ประโยคหลังผมใช้เวลาเว้นช่วงไว้พอสมควร

เพราะไม่รู้จะพูดไปดีรึเปล่า มันหัวเราะออกมาก่อนจะมองหน้า

ผม “ไอ้บ้า ไม่ใช่โว้ย กูไม่ได้มีใครตอนนี้กูก็รักเค้าอยู่ รักมากด้วย แล้ว

กูจะบอกเมิงคนแรก” วันนั้นแม่ป๊อกสั่งอาหารของห้องอาหารแถวนั้น

มาเลี้ยงผม แทนการออกไปกินนอกบ้านแกบอกว่าป๊อกเพิ่งหายอยาก

ให้พักอยู่บ้านไม่อยากให้ออกไปไหน แล้วผมก็ลากลับโดยที่ไม่ได้รู้

เรื่องมากไปกว่าตอนก่อนที่จะมาเลย
โดย : จอมยุทธไร้เงา
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิ.ย. ปี 2007 [ เวลา 14 : 8 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook