บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงงานเขียนเก่า 5

กรุงงานเขียนเก่า 1
กรุงงานเขียนเก่า 2
กรุงงานเขียนเก่า 3
กรุงงานเขียนเก่า 4
กรุงงานเขียนเก่า 5


>> นาทีที่หัวใจ…หยุดเต้น

เรื่อง : นาทีที่หัวใจ…หยุดเต้น

ด้วยซออู้เก่า ๆ คันนั้นกับฝีมือสีของลุงชุบ ทำให้ท่วงทำนองของเพลงไทยเดิมที่กังวานออกมามีชีวิตชีวาขึ้นมิใช่น้อยเลย เสียงของมันลอยล่องออกไปจากกระท่อมท้ายวัดของแก ปลิวไปกับลมหายใจของใบไม้ใบหญ้า และเข้าไปสู่ร่มไม้ชายคาเกือบทุกบ้านเรือนละแวกนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงพัดชายเขา หรือราตรีประดับดาว หรือเขมรไทรโยคก็ตามทีเถิด หากว่ามันเกิดจากฝีมือของลุงชุบแล้วละก็ ช่างสะกดความรู้สึกคนฟังได้ราวกับต้องอาถรรพณ์ทีเดียว

เชื่อไหมว่าลุงชุบ คนเล่นเพลงไทยเดิมคนนี้มีอาชีพเป็นสัปเหร่อของวัดนั้น แกเป็นชายวัยจะเหยียบเข้า ๗๐ ปี แล้วละกระมัง ร่างเล็กผอมดำ ผมเผ้ายุ่งเป็นกระเซิงแต่ในดวงตาและริมฝีปากของแกเท่านั้นที่มียิ้มอับริสุทธ์เหมือนเด็ก ๆ

“ คนเราจะหาความสุขได้จากเสียงเพลง ”

แกเอ่ยกับผมในบ่ายของวันนั้นบนแคร่เล็ก ๆ หน้ากระท่อมของแกเอง คนในละแวกนี้ต่างรู้อยู่เต็มอกเกือบทุกคนว่า ความยอดเยี่ยมของลุงชุบมีอยู่สองอย่างคือ เล่นเพลงไทยเก่ง กับเป็นสัปเหร่อชั้นยอดทีเดียว

“ลุงเคยเห็นผีมั่งไหม” ผมถามเบา ๆ “ผีอย่างนางนาคพระโขนงน่ะ”

แกหัวเราฟันขาว พยักหน้าหงึกหงัก

“เห็นซีพบซี คนตายแล้วก็เป็นผีทั้งนั้น ผมเห็นทั้งผีสดใหม่ ๆ กับผีขึ้นอึดทึดน้ำเหลืองเยิ้มตัวหนอนไต่ยั้วเยี้ยนอนคับโลง แต่ไอ้ที่สำแดงอิทธิฤทธิ์ตัวสูงปรี๊ด หรือแหกตาหลอกคนยังไม่เคยเจอเลย”

“แล้วลุงว่าผีมีจริงไหมล่ะ” ผมคะยั้นคะยอถาม

“สิ่งที่เราไม่รู้ สิ่งที่เราไม่พบ อย่าเพิ่งไปลงความเห็นรวบยอดว่าจริงหรือโกหก มีหรือไม่มี ผมจะพูดเฉพาะสิ่งที่ผมพบ สิ่งที่ผมเห็นมาเท่านั้นดีกว่า

แกพูดก็ถูกของแกเหมือนกัน การคร่ำหวอดอยู่ในอาชีพสัปเหร่อทำให้สุขุมขึ้นในอาชีพนี้ ห้าสิบกว่าปีที่ทำหน้าที่นี้เรื่อยมา ทำให้วิจารณญาณของลุงชุบกระจ่างชัดกว่าบางคนรุ่นราวคราวเดียวกับแก

บ้านเดิมของแกอยู่นครชัยศรี นครปฐม ติดตามพ่อซึ่งเป็นสัปเหร่อมาอยู่ที่นี่นานหนักหนาแล้ว ความรู้ทางสัปเหร่อของแกก็ได้ถ่ายทอดมาจากพ่อนั้นเอง

อาชีพนี้ทำรายได้พอเลี้ยงตัวควรแก่อัตภาพ ลุงชุบเล่าให้ฟังว่าการทำงานของแกแบ่งออกได้ตามฐานะบุคคลเป็นสามชั้น คือทำศพให้แก่คนมีเงินพวกเศรษฐีก็ได้ศพละหลายพันหรือเหยียบหมื่นบาทก็มี ส่วนศพคนยากคนจนนั้นแก้มิได้คิดอัฐเลย ช่วยกันไปตามีตามเกิด

การทำงานสัปเหร่อสำคัญอยู่ที่การตราสัง ลุงชุบเล่าให้ฟังว่า ต้องมีกรรมวิธีการมัดตราสังอยู่มิน้อยเลย และต้องมัดให้มั่นแน่นด้วยก่อนอื่นต้องฉีดยากับศพเน่าเสียก่อน แล้วก็ชำระล้างศพให้สะอาดหมดจดเรียบร้อย

จากนั้นก็เอาด้ายสายสิญจน์มารวมกันไว้เป็นมัดใหญ่ ภาวนาว่าคาถาอาคมตามที่ร่ำเรียนมาเพื่อสะกดดวงวิญญาณเสียก่อนจะมัด ส่วนจะสะกดศพทำไมนั้น ผมมิได้ถาม

การมัดตราสังทำเป็นสามช่วง คือสวมคอก่อนผูกโยงมัดกับมือพนมไว้ที่หน้าอกพร้อมกับดอกไม้ธูปเทียนช่วงหนึ่ง

จากนั้นก็ไต่เดียะลงมามัดที่หัวเข่าให้แน่นหนาเป็นช่วงที่สอง และเลยลงไปผูกที่ข้อเท้าต่อไปเป็นช่วงสุดท้าย พินิจพิเคราะห์ดูให้เรียบร้อยเสียก่อนจึงจะช่วยกันอุ้มลงไปไว้ในโลงต่อไป เป็นอันเสร็จพิธี

ศพที่จะเอาไปเผานั้นไม่ต้องว่าคาถาสะกดเพราะยังไง ๆ ก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านอยู่แล้ว แต่ศพที่จะนำไปฝังต่างหาก ต้องสะกดกันเสียก่อนตามความเชื่อถือที่ได้รับคำสั่งสอนมาว่า…. เพื่อกันมิให้วิญญาณกลับไปรบกวนคนทางบ้านอีก

คาถาอาคมยังไงบทไหนนั้น ลุงชุบไม่ยอมบอกผม แกว่าต้องถ่ายทอดให้แก่เฉพาะคนที่จะมีอาชีพเป็นสัปเหร่อต่อไปเท่านั้น

“คุณจะเอาหรือ? รู้แล้วต้องเป็นสัปเหร่ออย่างผมนะ เอาไหม?”

เรื่องอะไรล่ะ? ลุงเอ๋ย ผมนึกอยู่ในใจ คนเดียว

คุณเคยคิดถึงช่องว่างระหว่างการเดินทางของลมหายใจช่วงสุดท้ายของคนเราบ้างไหม ผมหมายถึงก่อนที่เราจะเข้าไปสัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า“ความตาย”นั่นแหละ

มันจะมีความรู้สึกอย่างไร จะเจ็บปวดอย่างสาหัสสากรรจ์ หรือค่อย ๆ แผ่วจางหายไปอย่างเป็นสุขก็ได้ไม่มีใครรู้

ดวงตาอาจจะฝ้าฟางพร่ารางเลือนมองอะไรไม่ค่อยเห็น หรือมันอาจจะแจ่มใสราวกับนัยน์ตาของทารกแรกอุแว้ก็ได้….ไม่มีใครทราบ

เส้นกั้นพรมแดนระหว่างการเกิดกับการดับ รั้วหรือประตูที่เราจะย่างกรายเข้าไปในแดนมรณะเป็นอย่างไร…ไม่มีใครเห็น

เรื่องของคนๆหนึ่งซึ่งเดินทางข้ามพรมแดนมรณะมาแล้วอย่างบังเอิญ และก็ได้มีโอกาสหวนกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่งอย่างหวุดหวิด

เปล่าเลย มันมิใช่เรื่องเก่าแก่ที่เราท่านได้ยินมาว่า คนที่ยังไม่ถึงฆาตแต่ต้องตายไปนั้น ถูกพาไปพบกับยมบาลในขุมนรก โดนซักไซ้ไล่เรียงและตรวจบัญชีชื่อคนตายแล้วจึงพบว่าชะตายังสิ้นมันเป็นความผิดของยมทูตที่ไปเอาชีวิตผิดตัวมา จำต้องปล่อยให้กลับมามีชิวิตกระโดดโลดเต้นต่อไปอีกครั้งหนึ่งในทีสุด เรียกว่าตายแล้วเกิดใหม่นั่นแหละ

คนที่ผมพบและได้สนทนากับเขามาแล้วนี้ยังมีชีวิตอยู่ และประสบการณ์แห่งความตายที่เขาได้มานั้น…จากบนเตียงผ่าตัดในโรงพยาลนั่นเองจะมีใครเสียอีก…ก็ ลุงชุบ คนนี้ของผมนั่นแหละ คราวที่แกเจ็บหนักจนถึงกับต้องหามไปโรงพยาบาลและได้รับคำสั่งจากหมอว่าต้องผ่าตัด !

ฤทธิ์ของยาสลบที่แกได้รับนั้นทำให้แกเริ่มงงงวยอย่างประหลาดเสมือนว่าทั้งสมองและร่างกายเบาโหวงเหวงคล้ายจะล่องลอยได้ ลอยไปในท่ามกลางแสงและสีวูบวาบประหลาดเหลือเกิน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวแกนั้นเหมือนอยู่ในม่านควันบางๆ

มันเป็นดินแดนที่ไหน เป็นอย่างไรก็อธิบายไม่ถูก ร่างของแกล่องลอยไปเรื่อยๆราวกะว่าได้รับแรงดึงดูดจากอะไรสักอย่างหนึ่ง จนกระทั่งเข้าไปอยู่ในห้วงแห่งความสงัดวังเวง

ไม่มีพื้นดิน ไม่มีก้อนเมฆ ไม่มีภูเขา ไม่มีปราสาทราชวัง มีแต่แสงเท่านั้น มันเป็นแสงสว่างที่เย็นตาพอสมควรและให้ความรู้สึกอุ่นใจอย่างล้ำลึก

แกล่องลอยไปจนพบพระภิกษุรูปหนึ่ง เป็นพระธรรมดาอย่างที่แกเคยเห็นนั่นแหล่ะ ไม่มีอะไรผิดแผกไปกว่ากัน พระรูปนี้มีรูปร่างและใบหน้าอิ่มเอิบ เมื่อแกเข้าไปใกล้ท่านเท่าไร ก็คล้ายกับว่าแกได้รับความอบอุ่นความสบายใจมากเพิ่มขึ้นเท่านั้น ท่านมองมาด้วยประกายตาปรานีเหมือนแววตาของพ่อที่เคยมองดูแกเมื่อตอนที่แกยังเป็นเด็กๆอยู่

ความรู้สึกของแกตอนนั้นมันบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นอย่างไร แกพยายามที่จะหาที่ใดที่หนึ่งให้เป็นที่หมายสังเกตไว้ แต่แกก็ไม่พบอะไรเลย เพราะว่ารอบๆกายของแกมันมีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น
แกเข้าไปใกล้พระภิกษุรูปนั้นพอสมควรจนอยากจะถามอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่แกก็ไม่รู้ว่าจะเปล่งคำพูดออกมาว่าอย่างไรดี

ฉับพลันนั้น แกก็ได้ยินเสียงของพระภิกษุรูปนั้นดังมาเข้าหูของแกว่า

“มนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นแดนเกิดและจะเป็นไปอย่างไรก็ด้วยผลกรรมของเราเท่านั้น ทำกรรมดี ย่อมจะได้รับผลดีตอบแทน ทำความชั่วก็ต้องจะได้รับผลของความชั่วตอบแทน การทำความดีแก่ตัวเองและผู้อื่น จะทำให้ตัวเราและผู้อื่นพบความสุข ในระหว่างที่ยังสร้างกรรมอยู่นั้น อย่าไปยึดมั่นถือมั่นหลงใหลในสิ่งใดว่าเป็นของๆเราเลย เพราะว่าจะทำให้เราเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นอีก ละได้เท่าไร วางได้เท่าไร ตัวของเราก็เบาขึ้นเท่านั้น”

ลุงชุบจดจำคำพูดของพระภิกษุรูปนั้นได้อย่างขึ้นใจ

“ผมบอกไม่ถูกว่าได้รับความอบอุ่นใจเมื่อได้อยู่ใกล้ท่านได้อย่างไร ผมจำได้ถึงรอยยิ้มและอาการอันแสดงออกถึงความเมตตาของท่านจนถึงบัดนี้ ผมมารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งเมื่อหมอเสร็จจากการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว”

ผมนิ่งฟังคำพูดของแกอย่างสงบ แกเล่าว่านายแพทย์บอกกับแกว่าในขณะที่ผ่าตัดทรวงอกของแกอยู่นั้น ดูเหมือนว่าหัวใจของแกจะหยุดเต้นไปชั่วขณะหนึ่ง ชั่วครู่หนึ่ง มันหยุดนิ่งสนิททีเดียว แต่แล้วสักครู่หนึ่งก็กลับมาเต้นเป็นปกติ

อาจจะเป็นระหว่างที่แกได้พบกับพระภิกษุรูปนั้นกระมังและอาจจะเป็นชั่วครู่หนึ่งที่พยามัจจุราชได้เอื้อมหัตถ์มาสัมผัสแกอย่างแผ่วเบาแล้วก็ชักหัตถ์กลับไป

อาจจะเป็นเพราะกรรมเก่าแห่งความดีที่แกได้เคยก่อไว้หรือมันอาจเป็นเพราะฝีมือประณีตเชียวชาญในการผ่าตัดของนายแพทย์คนนั้นก็ได้ ที่ได้ช่วยชีวิตของแกเอาไว้และดึงแกกลับมาจากความตายได้อย่างเฉียดฉิวทีเดียว

ในวันนี้ มือของลุงชุบกำลังลูบคลำซออู้คันเก่าคร่ำคร่าคันนั้นแต่ว่าดวงตาของแกเหม่อมองออกไปนอกกระท่อม ผมได้ยินเสียงแกเอยขึ้นมาเบาๆว่า

“ความตาย ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอะไรเลย มันเป็นสิ่งธรรมดาเหมือนกับการเกิด แต่ทำไมหนอ? จึงมีคนบางกลุ่มบางพวกถึงได้กลัวความตายกันอย่างเหลือเกิน คงจะเป็นเพราะว่าคนจำพวกนั้นกลัวที่จะต้องไปชดใช้ผลของกรรมชั่วที่พวกเขาได้กระทำไว้กระมัง ช่างน่าทุเรศเหลือเกินที่ตอนมีชีวิต มีร่างกายที่ยังแข็งแรงอยู่ไม่เคยคิดถึงผลกรรม แต่พอใกล้ๆความตายกลับกลัวผลกรรม”

คำพูดที่น่าคิดน่าสะกิดใจของชายชราผู้มีอาชีพสัปเหร่อคนนี้ทำให้ผมต้องอึ้ง…แล้วคุณล่ะ…จะคิดได้เหมือนอย่างลุงชุบคนนี้หรือเปล่า?

…ปีศาจน้อย….

โดย : ปีศาจน้อยจอมซน
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 27 มิ.ย. ปี 2007 [ เวลา 18 : 15 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook